ณวดี / B.crazy'

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

[FXXX IRE] CHAPTER 3: เหยื่อผู้ไม่รู้ชะตากรรม

ชื่อตอน : [FXXX IRE] CHAPTER 3: เหยื่อผู้ไม่รู้ชะตากรรม

คำค้น : แค้น โหด หื่น เลว ชั่ว สารเลว เหยื่อ น่าสงสาร ดาร์ก ดราม่า คาร์ล มาหยา 18+ 20+ 25+

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.3k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2562 00:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
[FXXX IRE] CHAPTER 3: เหยื่อผู้ไม่รู้ชะตากรรม
แบบอักษร

CHAPTER 3: เหยื่อผู้ไม่รู้ชะตากรรม

 

 

ก็อกๆๆ!!!

ฉันเคาะประตูสองสามครั้ง แต่ก็ยังเงียบไร้เสียงตอบรับ ฉันเลยเปิดประตูเข้าไปเอง เพราะคิดว่าท่านคงรู้แล้วว่าเป็นฉัน ในเมื่อท่านสั่งให้ฉันเอารายงานมาให้เอง

“ทำไมไม่เห็นมีใครเลย” ฉันขมวดคิ้วแปลกใจ เพราะพอเปิดประตูเข้ามาฉันก็เจอแต่ห้องทำงาน แต่ไม่เจอเจ้าของห้อง

“แล้วจะทำไงกับแฟ้มนี่ดีนะ” ฉันก้มมองแฟ้มในมืออย่างครุ่นคิด ก่อนตัดสินใจเอามันไปวางไว้บนโต๊ะทำงานเบาๆ ฉันรู้ว่ามันอาจดูเป็นการเสียมารยาทที่เอามาส่งให้ไม่ถึงมือ แต่จะให้ฉันทำไงได้ล่ะ ก็ในเมื่อฉันไม่รู้ว่าเจ้าของห้องไปไหน 

“อุ๊ย!” ใครจะคิดว่าพอฉันหันหลังให้โต๊ะทำงานเพราะกะจะเดินกลับออกจากห้อง แล้วฉันจะเจอกับผู้ชายรูปร่างสูงปราดเปรียว หน้าตาหล่อเหลา แถมยังดูท่าทางภูมิฐานยืนอยู่ระยะประชิด และความตกใจทำให้ฉันเผลอถอยหลังชนโต๊ะจนเสียหลักเกือบล้ม แต่โชคดีที่ผู้ชายที่ทำเอาหัวใจฉันเต้นแรงคนนี้คว้าเอวฉันไว้ได้ แต่มาคิดดูอีกที ฉันก็ไม่แน่ใจว่าการที่เขาช่วยรวบตัวฉันไว้มันเป็นโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ เพราะมันทำให้ฉันกับเขาใกล้กันยิ่งกว่าเดิม หัวใจฉันก็ยิ่งสั่นมากขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่เขาทำแค่มองฉันด้วยสายตาที่เรียบนิ่ง

“เป็นไรรึเปล่า” เขาถามเสียงเรียบ แต่ทำไมฉันถึงกลับรู้สึกว่าทั้งน้ำเสียงและสายตาคมกริบคู่นั้นของเขาช่างมีอิทธิพลต่อจังหวะลมหายใจของฉันเหลือเกิน

“เอ่อ คือ คือ มะ...ไม่ ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามบังคับไม่ให้มันสั่น แต่มันก็ทำยากซะเหลือเกิน

“ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้” ฉันยิ้มเจื่อนอย่างประหม่าพลางขยับตัวเล็กน้อยเพื่อส่งสัญญาณให้เขารู้ว่าอยู่ท่านี้นานๆมันคงไม่เหมาะเท่าไหร่

“ไม่เป็นไร” เขาเหมือนจะรู้ถึงได้ตอบเสียงเรียบแล้วค่อยๆปล่อยมือจากเอวฉัน จากนั้นก็ถอยห่างออกไปเล็กน้อยแล้วมองฉันด้วยแววตาเรียบเฉยก่อนมันจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความแปลกใจ

“ว่าแต่ เธอเป็นใคร แล้วเข้ามาทำอะไรในห้องทำงานฉัน” คำถามของเขาทำเอาฉันสะดุ้ง จริงสินะ เมื่อกี้ตอนตกใจที่เห็นเขา ฉันก็เผลอลืมทุกอย่างไปเลย แต่ตอนนี้นึกออกแล้วล่ะ เดาออกด้วยว่าเขาคงคือคุณคาร์ลที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาล คนที่ผอ.บอกว่าอยากเจอฉัน แต่ทีแรกฉันก็ไม่คิดนะว่าเขาจะยังหนุ่ม นึกว่าจะวัยเดียวๆกันกับผอ. 

เอิ่ม... เดี๋ยวนะ แล้วนี่มันใช่เวลาที่เธอจะมาคิดเรื่องนี้มั้ยเนี่ยมาหยา ความจริงเธอควรรีบตอบคำถามเขาไปสิถึงจะถูก

“เอ่อ คือ คือ คือฉัน ฉันเอาแฟ้มรายงานจากท่านผอ.มาให้คุณค่ะ ฉันเคาะประตูแล้วเมื่อกี้ แต่ไม่มีใครตอบ ฉันก็เลยถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามา” ฉันข่มความกลัวในแววตาน่าเกรงขามคู่นั้นแล้วตอบรัวๆออกไปตามความจริง

“เอาแฟ้มรายงานจากผอ.มาให้?” เขาเอ่ยทวนแล้วทำหน้าครุ่นคิด

“งั้นเธอก็คือหมอคนใหม่ที่ชื่อมาหยา?”

“เอ่อ ค่ะ ใช่ค่ะ”

“งั้นเชิญนั่ง ฉันมีอะไรจะถามนิดหน่อย” เขาบอกก่อนเดินไปนั่งที่เก้าอี้ทำงานตัวโต ส่วนฉันคงไม่มีทางเลือกอะไรอื่น นอกจากทำตามคำสั่ง

“ค่ะ” ฉันตอบรับแล้วเดินไปนั่งตรงหน้าเขาด้วยท่าทางเกรงๆ ทั้งที่เขาก็ไม่ได้ข่มขู่หรือต่อว่าอะไรฉันเลย แค่สีหน้าท่าทางเขามันดูน่าเกรงขามขึ้นเรื่อยๆเท่านั้นเอง ยิ่งตอนนี้เขานั่งอยู่ประจำตำแหน่งรัศมีออร่าที่เปล่งออกมามันก็ยิ่งดูมีพลังอำนาจ ฟังดูเหมือนฉันโอเว่อร์ใช่มั้ย แต่ฉันรู้สึกอย่างนั้นจริงนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม คือตอนวินาทีแรกที่เห็นหน้าเขา ใจฉันมันสั่นๆก็จริง เพราะไม่เคยได้ใกล้กับผู้ชายคนไหนมากขนาดเมื่อกี้ แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกว่า ฉันกลัวเขา 

“ก่อนอื่นฉันต้องขอโทษด้วยที่ทำให้เธอมาเกือบเสียเที่ยว พอดีเมื่อกี้ฉันไปห้องน้ำ”

“เอ่อ ค่ะ ไม่เป็นไรคะ แล้วคุณ เอ่อ คุณคาร์ลมีเรื่องอะไรอยากจะถามฉันเหรอคะ” สงสัยไอ้นิสัยชอบถามของฉันนี่คงติดเป็นสันดานแล้วล่ะ เพราะถึงจะกำลังกล้าๆกลัวๆ และแม้มันดูเสียมารยาทที่เป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อน แต่ฉันก็ไม่เคยห้ามปากแล้วอดใจรอให้คู่สนทนาได้พูดก่อนเลยสักที ตอนผอ.ก็เหมือนกัน เห้ออ เหนื่อยกับสันดาน(อยากรู้)ของตัวเองจริงๆ

“ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรมากมายหรอก ก็แค่เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับการทำงาน ฉันอยากรู้ว่าทำงานที่นี่เธอรู้สึกเป็นไงบ้าง โอเครึเปล่า” 

อ๋อ ที่แท้ก็จะถามเรื่องนี้ ฮู้วว โล่งอกไปหน่อยที่เขาไม่ได้เรียกมาด่า

“ค่ะ โอเคค่ะ โอเคมากเลย” ฉันตอบไปตามความจริง แต่คุณคาร์ลกลับหรี่ตามองฉันนิ่งๆเหมือนยังไม่ค่อยเชื่อ

“งั้นเหรอ ไม่ใช่แค่จะตอบเอาใจใช่มั้ย”

“ไม่เลยค่ะ ฉันพูดความจริง”

“งั้นก็ดี งั้นเธอกลับไปทำงานเถอะ ไม่มีอะไรแล้ว” 

“ค่ะ งั้นฉันขอตัวนะคะ” ฉันบอกอย่างนอบน้อมแล้วลุกขึ้นหันหลังทำท่าจะเดินไปที่ประตู

“อ้อเดี๋ยว! ยังมีอีกเรื่องนึง”

“คะ?” ฉันชะงักเล็กน้อย ก่อนหันกลับไปหาคุณคาร์ลอีกครั้ง

“อย่าลืมจำหน้าฉันเอาไว้ให้ดี เพราะเรายังต้องเจอกันอีกนาน” 

ประโยคที่เขาบอกทำเอาฉันขนลุกชอบกล ลมหายใจติดขัดขึ้นมาเอาดื้อๆ คือไม่รู้สิ ไม่รู้ทำไมเขาพูดแบบนั้น และไม่รู้ตาฉันฝาดมั้ยที่เห็นว่าสายตาเขามันจ้องฉันแปลกๆ หรือฉันจะคิดไปเอง อืม คงใช่ล่ะมั้ง ฉันคงคิดไปเอง ความจริงคงไม่มีอะไร แววตาเขาคงน่ากลัวเป็นทุนเดิม และที่เขาบอกมันก็เรื่องธรรมดานี่เนอะ ฉันต้องทำงานที่นี่อีกนาน ก็ต้องเจอเขาอีกนานน่ะถูกแล้ว แถมเขาก็เป็นเจ้านาย คนเป็นลูกน้องอย่างฉันจำเป็นต้องจำหน้าเจ้านายเอาไว้มันก็เป็นเรื่องธรรมดา

“เอ่อ ค่ะ งั้นฉันขอตัวนะคะ” ฉันฝืนยิ้มทั้งๆที่ยังรู้สึกชาวาบไปทั้งตัว ก่อนจะเดินออกมาจากห้อง บอกตามตรงว่าถึงจะคิดหาเหตุผลให้ตัวเองได้แล้วเรื่องคำพูดกับสายตาของเขา แต่ไม่รู้ทำไม ในใจมันถึงยังรู้สึกแปลกๆ แต่ช่างเถอะ ก็อย่างที่บอกว่าคงไม่มีอะไร งั้นฉันกลับไปทำงานต่อดีกว่า

.MAYA END 

 

 

.CARL

ผมมองตามมาหยาไปโดยไม่คิดจะละสายตา แม้ตอนนี้ประตูจะปิดลงแล้ว แต่สายตาผมก็ยังคงจดจ้องด้วยแววตาเรียบนิ่งที่ค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นความเคียดแค้น

“ฉันให้เวลาเธอเตรียมใจพอแล้วมาหยา ถึงเวลาตกนรกของเธอแล้ว!” ผมกัดฟันพูดพร้อมกับกำหมัดแน่นจนสั่นเกร็ง ก่อนเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาไอ้นนท์ในขณะที่ห้วงความคิดของผมยังคงจมดิ่งอยู่กับความแค้นที่หยั่งรากฝังลึกอยู่เต็มหัวใจ

(“ฮัลโหลครับนาย”)

“เรื่องที่สั่งให้ทำ วันนี้ลงมือได้เลย” 

(“ครับนาย”)

มันตอบรับ ก่อนผมที่เป็นฝ่ายวางสายโดยไม่จำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดอะไรให้ยืดยาว ในเมื่อไอ้นนท์มันรู้อยู่แล้วว่าเรื่องที่ผมสั่งให้ทำคืออะไร ใช่ เรื่องผู้หญิงคนนั้นไง! มันถึงแล้วเวลาที่เธอจะต้องชดใช้กรรม ความแค้นตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาของผม นับจากนี้มันจะต้องได้รับการชำระ ผู้หญิงคนนั้นจะต้องชดใช้อย่างสาสม เธอจะต้องเจ็บปวดและทุกข์ทรมานไม่ต่างจากตกนรก...ทั้งเป็น!!!

.CARL END 

 

 

.MAYA

11:43 PM

โรงพยาบาลแฮริงตัน 

งงใช่มั้ยว่าทำไมดึกป่านนี้แล้วฉันถึงยังอยู่โรงพยาบาล คืองี้ วันนี้ฉันเข้าเวรน่ะ กว่าจะออกเวรก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืนอย่างที่เห็น เห้อ! สงสัยวันนี้ต้องนั่งแท็กซี่กลับแหงเลย เพราะรถเมล์คงหมดแล้ว เซ็งเป็นบ้า ถามว่าทำไมฉันต้องเซ็งน่ะเหรอ ที่ต้องกลับแท็กซี่ คำตอบคือมันเปลืองเงินน่ะ ฉันต้องประหยัดเงินเอาไว้ให้ได้มากที่สุดเท่าที่ฉันจะสามารถประหยัดได้ ฉันจะได้รีบเอาเงินไปไถ่บ้าน ...แต่วันนี้คงหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆที่จะต้องนั่งแท็กซี่ ในเมื่อก็อย่างที่บอก มันดึกแล้ว แต่ไม่เป็นไร คิดซะว่ายังดีที่มีรถให้กลับบ้าน คนเราต้อง Positive Thinking เข้าไว้^^

 

 

หน้าโรงพยาบาล 

ฉันเดินออกมาคอยรถที่หน้าโรงพยาบาลหลังจากที่เคลียร์ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก่อนจะโบกมือเรียกแท็กซี่คันนึงแล้วขึ้นไปนั่ง กระทั่งเขามาส่งฉันถึงหน้าบ้าน

“นี่ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” ฉันยื่นเงินให้คนขับแท็กซี่ก่อนลงจากรถแล้วตรงไปที่ประตูรั้วพลางควานหากุญแจในกระเป๋า

“อื้อ!” อยู่ๆก็เหมือนมีคนเอาผ้ามากดจมูกฉันจากทางด้านหลัง 

“อือ อื้อ!” ฉันดิ้นรนด้วยอาการตกใจสุดขีด สองมือพยายามแกะมือใหญ่ออกจากจมูก แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เป็นผล แถมตอนนี้ฉันยังรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงกำลังหายไป ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะพลันดับวูบลง 

มารู้สึกตัวอีกที ฉันก็ลืมตาขึ้นมาในความมืด มืดจนความกลัวค่อยๆคืบคลานมาทีละนิด กระทั่งตอนนี้ทั้งสมองฉันมีแต่ความกลัว และหลากหลายคำถามที่ค้างคา

...ที่นี่ที่ไหน?

...ใครพาฉันมาที่นี่?

...แล้วพามาทำไม?

หลายคำถามยังคงดังกึกก้องอยู่ในหัวฉัน ก่อนมันจะชะงักลงเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้นในความมืด

ตึกๆๆ

ใช่ เสียงฝีเท้า! 

และเสียงฝีเท้าที่อยู่ๆก็ดังขึ้นและดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆในความมืดนี่เองที่นอกจากจะทำให้ความคิดในหัวฉันสะดุด มันยังทำให้ตัวฉันสะดุ้งอย่างหวาดหวั่น หัวใจเต้นสั่นระรัวไม่เป็นจังหวะ ความกลัวเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ 

ก่อนที่จู่ๆเสียงฝีเท้านั้นก็หยุดลง ตามด้วยแสงไฟที่พลันสว่างวาบ 

“ไง คุณหมอ” 

“คุณคาร์ล!!!”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น