anarit

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 10 การไล่ล่าอีกครั้ง (1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 การไล่ล่าอีกครั้ง (1)

คำค้น : สืบสวน ฆาตกรรม โรเมนติก แอคชัน

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 17

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2562 16:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 การไล่ล่าอีกครั้ง (1)
แบบอักษร

     เวลาสิบเจ็ดนาฬิกาตามแผน รถไม่มีป้ายทะเบียนสีดำแล่นเข้ามาภายในลานจอดรถซึ่งเชื่อมติดกับตัวอาคารชั้นหนึ่ง ก่อนจะหักศอกแล้วจอดนิ่งตรงข้ามกับประตูทางเข้าพอดี ทิ้งจังหวะสักพักก่อนกวาดสายตามองรอบๆว่ามีพนักงานรักษาความปลอดภัยเดินตรวจตราหรือมีกล้องวงจรปิดที่คอยจับภาพอยู่หรือไม่ เมื่อเห็นแน่ชัดว่ามีกล้องวงจรปิดติดอยู่ที่ด้านหน้าเหนือประตูทางเข้าฝั่งลานจอดรถหนึ่งตัว บุคคลผู้ใส่โม่งดำจึงเดินลงมาจากรถแล้ว ทำทีเป็นเดินอ้อมไปที่ประตูด้านหลังทางของตัวอาคาร ซึ่งประตูนี้เปิดเฉพาะพนักงาน แพทย์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ในขณะที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าได้สองประตูได้แก่ ประตูทางเข้าฝั่งลานจอดรถ และ ประตูทางเข้าฝั่งด้านหน้าโรงพยาบาล

พฤกษ์ที่ดูโทรทัศน์อย่างเพลิดเพลิน เขาดีใจที่จะได้กลับบ้านในวันรุ่งขึ้นแล้ว นับว่าเป็นความกรุณาจากแพทย์วุฒิพงษ์ เขายังคงมุ่งมั่นและคิดเรื่องคดีอยู่ตลอด เขาไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าอันตรายกำลังจะถึงตัว

         บุคคลผู้ใส่ชุดโม่งดำในคราบแทพย์พร้อมด้วยหน้ากากอนามัยปิดครึ่งหน้าเสร็จสรรพ เมื่อขึ้นมาถึงวอร์ดที่พฤกษ์พักรักษาตัวอยู่จากบันไดหนีไฟ จึงหยุดชะงักแล้วค่อยแง้มประตู ชำเลืองสายตาไปรอบๆ รอจนแน่ใจว่าไม่มีใครจึงประตูออกไป เดินไปสักพักก็สวนกับพยาบาลสองคน จังหวะนั้นเองบุคคลผู้ใส่ชุดดำหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่มเมื่อพยาบาลสองคนจ้องมองตน ไม่ได้การล่ะ หากไม่มีทางเลือกอื่น บุคคลผู้ใส่ชุดดำจำต้องหยิบปืนมายิงพยาบาลสองคนนี้ทิ้ง

         “สวัสดีค่ะ คุณหมอ”

         บุคคลผู้ใส่ชุดดำแทบโล่งอกเมื่อพยาบาลไม่สงสัยอะไรหากแต่จะทักทายเพราะคิดว่าตนเป็นแพทย์ ตนจึงได้แต่พยักหน้า แล้วเดินมุ่งหน้าไปต่อ จนไปหยุดชะงักที่หน้าห้อง ตำรวจอีกชุดผลัดกับชุดก่อนหน้ามาเฝ้าหน้าห้องพฤกษ์ บุคคลผู้ใส่ชุดดำแทบเซ็ง ตนพยายามจะไม่ใช้ความรุนแรง เสี่ยงเดินเข้าไป ชุดกราวด์พร้อมด้วยหน้ากากอนามัยปิดครึ่งหน้า คงไม่ทำให้เหล่าตำรวจสงสัยอย่างแน่ๆ เมื่อมาถึงหน้าห้อง ตำรวจทุกนายที่นั่งเฝ้าอยู่ก็ลุกขึ้นแสดงความเคารพพลางกับเปิดประตูให้ โดยไม่ทักหรือสงสัยอะไรเลย เพราะคงเป็นแพทย์มาตรวจคนไข้ตามปกติ ตัวบุคคลผู้ใส่ชุดดำหลังจากเข้าห้องมาก็ปิดประตูแล้วเดินไปที่เตียงคนไข้

         “ขอหมอ ตรวจหน่อยนะครับ”

         พฤกษ์เริ่มตะหงิดใจ เพราะว่าแพทย์เพิ่งจะเข้ามาตรวจเขาไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า อีกทั้งยังรับปากว่าจะสั่งให้พยาบาลให้ยาชนิดเข้มข้นกับเขาเพื่อว่าพรุ่งนี้จะได้กลับบ้าน คงไม่น่ามีอะไรที่แพทย์จะเข้ามาตรวจแล้ว แต่มันก็ไม่แน่หรอก บางทีแพทย์อาจอยากตรวจเพิ่มเติมก็ได้ ตนไม่ใช่แพทย์คงไม่รู้ดีไปกว่าหรอก

         “อ้าว คุณหมอ”

         บุคคลผู้ใส่ชุดโม่งดำในคราบแพทย์ เริ่มจากนำสเตโทสโคป (Stethoscope) ทาบบริเวณอกด้านซ้ายไล่ออกมาจนถึงลิ้นปี่ จังหวะที่นั้นเอง มือซ้ายก็หยิบเข็มฉีดยาที่บรรจุสารฟอร์มารีนหวังจะปักเข้าที่ไหล่ด้านขวา เพื่อให้พฤกษ์ทรมานก่อนหมดลมหายใจ

“เดี๋ยวก่อน” พฤกษ์ที่ตั้งสติได้รีบจับมือข้างซ้ายของเขาไว้

บุคคลผู้ใส่โม่งดำเริ่มชะงัก หรือว่าพฤกษ์จะจับได้แล้ว

“คุณไม่ใช่หมอนี่” พฤกษ์สังเกตที่ใบหน้าครึ่งบนก็รู้ได้ทันทีว่า ใบหน้าลักษณะนี้ไม่ใช่แพทย์วุฒิพงษ์ที่เป็นเจ้าของไข้ตน อีกทั้งแพทย์วุฒิพงษ์ก็เพิ่งเข้ามาดูอาการตนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า เขาเองจำหน้าของวุฒิพงษ์ได้ดี ไม่ว่าจะส่วนบนหรือส่วนล่างของใบหน้า

บุคคลผู้ใส่โมงดำโมโหจัด ที่พฤกษ์ดันฉลาดกว่าที่คิด มันทำให้แผนการที่ตนวางไว้ผิดคลาด บุคคลผู้ใส่โม่งดำจึงใช้มือขวาบีบคอพฤกษ์อย่างกะทันหัน ในขณะที่มือซ้ายก็ง้างเข็มฉีดยาเข้าใกล้ไหล่ขวามากขึ้นเรื่อยๆ

“ฉลาดนักเหรอมึง” เสียงอู้อี้ดังขึ้น

พฤกษ์ไม่ยอมแพ้ เขาพยายามฝืนรั้งมือซ้ายอย่างสุดชีวิต แม้ว่าแทบจะหมดแรงจากการที่บุคคลผู้ใส่โม่งดำบีบคอหนักขึ้นกว่าเดิม มิหนำซ้ำเข็มฉีดยาก็ใกล้เข้ามาห่างจากไหล่ขวาไม่ถึงมิลลิเมตร พฤกษ์อาศัยแรงเฮือกสุดท้ายฝืนพลิกตัวเพื่อเตะเข้ากลางท้องบุคคลผู้ใส่ชุดดำ

“ช่วยด้วย” พฤกษ์กระหน่ำกดกริ่งและพูดซ้ำประโยคเดิมอย่างรีบๆ

บุคคลผู้ใส่ชุดดำเสียหลักล้มลงกระแทกเสาน้ำเกลือ ส่วนมือด้านซ้ายที่ถือเข็มฉีดยาก็ปัดข้าวของบนโต๊ะข้างเตียงให้ตกกระจัดกระจาย ส่งเสียงดังไปถึงหน้าห้อง ตำรวจที่อยู่หน้าห้องได้ยินเสียง จึงพรวดลุกขึ้นพร้อมหยิบปืนอยู่ในท่าเตรียมพร้อมแล้วเปิดประตูเข้ามาทันที

         “หยุดเดี๋ยวนี้นะ” ปืนทุกกระบอกจ่อไปที่บุคคลผู้ใส่ชุดดำที่เสียหลักล้มลง ในขณะที่พฤกษ์สำลักอยู่หลายรอบ

         “เป็นยังไงบ้างคุณ”

         บุคคลผู้ใส่ชุดดำจนมุม แต่เมื่อตั้งสติได้ ก็อาศัยความไวในช่วงที่ตำรวจเข้าจู่โจม ชักปืนเก็บเสียงมายิงเข้าหน้าผากตำรวจคนละนัด เว้นเพียงจ่าอลงกรณ์ที่ออกไปก่อนหน้า ทำให้ตำรวจทุกนายเสียชีวิตคาที่ บุคคลผู้ใส่ชุดดำพรวดลุกขึ้น

         “ฤทธิ์เยอะนักเหรอมึง” น้ำเสียงดูบ่งบอกถึงอารมณ์โกรธอย่างหนัก จึงถือปีนจ่อไปทางหน้าผากหวังจะปลิดชีพแทนการฉีดยาฟอร์มารีนเข้าเส้นเลือดอย่างทรมาน

“ได้เลย เดี๋ยวกูจะให้มึงตายอย่างทรมานสาสมที่สุด” บุคคลผู้ใส่ชุดโม่งดำจู่โจมเข้าต่อยท้องอย่างไม่ยั้งมือ ทำให้พฤกษ์เจ็บอย่างหนัก แผลที่เกือบหายมีเลือดออกมาอีก พฤกษ์เจ็บปวดทรมาน จนไม่มีแม้เรี่ยวแรงจะฝืนมือของบุคคลผู้ใส่โม่งดำที่กำลังง้างเข็มฉีดยาเข้าไหล่ด้านขวา หวังให้ทรมานก่อนเสียชีวิต ไม่นานนักนัทนลินพร้อมกับพยาบาลทั้งหมดที่มีเวรในช่วงนั้นก็วิ่งมาถึงห้อง ด้วยความที่ผู้ป่วยอาจจะมีอาการอะไรอย่างรุนแรงจากการกระหน่ำกดกริ่งและพูดประโยคเดิมซ้ำๆและร้อนรน

“นั่นคุณจะทำอะไรน่ะ”

         ไม่มีทางเลือก สถานการณ์ตอนนี้ บุคคลผู้ใส่ชุดดำเป็นฝ่ายเสียเปรียบจึงรีบวิ่งหนีออกจากห้องพักคนไข้ ในระหว่างนั้นก็ถือปืนจ่อพยาบาลทุกคนที่ยืนอยู่หน้าประตู เพื่อป้องกันไม่ให้พยาบาลขัดขวางการวิ่งหนีของตน

         “ว้าย” วรรณศิการ้องอุทานอย่างหวาดกลัว ก่อนจะเขยิบตัวเข้ามาชิดกับไอริณและนัทนลิน

         “เป็นไงบ้างคะ คุณ” นัทนลินวิ่งเข้าไปดูอาการเป็นคนแรก ส่วนพยาบาลคนอื่นก็กรูตามเข้าไปที่บริเวณข้างเตียง

“ผมไม่เป็นไร ผมโอเค”

จะมีก็เพียงวรรณศิกา หรือ โอ๋ พยาบาลที่เป็นเพื่อนสนิทกับนัทนลิน หน้าตาหมวย ผอมเล็ก ส่วนสูงประมาณร้อยห้าสิบห้าเซนติเมตร ที่กดโทรศัพท์แจ้งตำรวจ

         “สวัสดีค่ะ คุณตำรวจ ตอนนี้ที่โรงพยาบาลเกิดเหตุร้ายค่ะ” หล่อนรีบพูดหลังจากปลายสายตอบรับ

         “เกิดอะไรขึ้นครับ”

         “มีคนร้ายบุกเข้ามาทำร้ายคนไข้ของโรงพยาบาลค่ะ”

         วิศรุตรับสายโทรศัพท์นั้นพอดี หลังจากซักรายละเอียด พบว่าเป็นพฤกษ์ จึงไม่รอช้ารีบพรวดไปที่โรงพยาบาลอย่างไม่รอช้า

         อลงกรณ์เดินกลับเข้ามาในห้อง เขาแทบตกใจเมื่อเห็นว่าเพื่อนๆตำรวจถูกยิง จึงกรูเข้าไปดู สภาพของทุกคนนอนนิ่ง จ่าอลงกรณ์นำมืออังไว้ใกล้จมูกของทุกคน พบว่าทุกคนเสียชีวิตแล้ว

         “ไม่นะ ไม่จริง”

         อลงกรณ์เงยหน้ามาเห็นพยาบาล เขาลุกขึ้นพร้อมกับตั้งคำถาม “นี่มันเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ”

         “มีฆาตกรลอบเข้ามาทำร้ายคนไข้ ตอนนี้มันหนีไปแล้วค่ะ”

         “ห้ะ ว่าไงนะ นานหรือยัง”

         “เมื่อไม่นานมานี้ค่ะ”

         อลงกรณ์เมื่อได้ยิน เขาถือปืนในท่าเตรียมพร้อมพลางก็วิ่งพรวดออกไปทันที ในระหว่างนั้นมีสายเข้ามาพอดี

         “สวัสดีครับ ผู้กองวิศรุต”

         “สถานการณ์ทางโน่นเป็นยังไงบ้าง”

         “ฆาตกรลอบเข้ามาทำร้ายพฤกษ์ครับ ส่วนตำรวจที่เราส่งมาเฝ้าหน้าห้องพฤกษ์ เสียชีวิตแล้วครับ”

         “บัดซบเอ๊ย! จ่า ฝากคุณตามล่าตัวมันให้ผมทีนะ จับเป็นนะ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

         วิศรุตสั่งการอลงกรณ์เสร็จ ก็วิทยุถึงสถานีตำรวจท้องถิ่นภายในพื้นที่จังหวัดชลบุรีทั้งหมด ให้ตั้งด่านตรวจรถทุกคันที่วิ่งผ่านจุดต่างๆ ภายในจังหวัด

         “ประสานงานถึงสถานีตำรวจทุกแห่ง ตรวจสอบรถผู้ต้องสงสัยทุกคัน ใครพกอาวุธปืน หรือมีพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจ ให้จับกุมมายังโรงพักทันที”

         วิศรุตเก็บเอกสารที่วางบนโต๊ะใส่ซองเอกสารสีน้ำตาลแล้วลุกออกจากที่นั่งภายในห้องทำงาน มุ่งหน้าสู่โรงพยาบาลทันที เพื่อไปดูอาการพฤกษ์

         บุคคลผู้ใส่โม่งดำถือปืนวิ่งด้วยความเร่งรีบ พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำวอร์ดรวมถึงจากวอร์ดอื่นๆ ที่ต่างก็มาช่วยดักจับฆาตกรวิ่งมาเจอเข้ากับบุคคลผู้ใส่โม่งดำอย่างจัง ในจังหวะที่บุคคลผู้ใส่โม่งดำวิ่งมาถึงหน้าประตูหนีไฟ

         “นั่นไง”

         บุคคลผู้ใส่โม่งดำเปิดประตูแล้วพรวดวิ่งลงบันไดหนีไฟอย่างทันที ไม่นานนักพนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งหมดก็วิ่งประกบผ่านบันไดหนีไฟ ห่างกันเพียงขั้นบันไดหักศอกเท่านั้น บุคคลผู้ใส่โม่งดำเห็นว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยทั้งหมดวิ่งเข้าใกล้ตัวทุกขณะ จึงนำปืนที่ถืออยู่กระหน่ำยิงสกัดไปหลายนัด จนพนักงานรักษาความปลอดภัยโดนยิงไปสองคน หลังจากนั้นบุคคลผู้ใส่โม่งดำก็วิ่งหนีต่อไป ส่วนพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วิ่งตามมาหลังจากนั้น เมื่อเห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วิ่งนำหน้ามาถูกยิง จึงหยุดชะงัก โชคดีที่กระสุนไม่โดนจุดสำคัญ จึงยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต

         “ไม่ต้องห่วงผม ตามไปจับมันเร็ว” หนึ่งในสองของพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ทรุดตัวล้มลงหลังจากถูกยิงเอ่ยขึ้น ทำให้พนักงานรักษาความปลอดภัยส่วนที่เหลือ รีบวิ่งประกบบุคคลผู้ใส่โม่งดำ แม้ว่าเขาเองจะเป็นห่วงเพื่อนๆที่ถูกยิงก็ตาม

         วิ่งมาจนจะตามร่างของบุคคลผู้ใส่โม่งดำทันแล้ว พวกเขาระมัดระวังมากขึ้น เพราะรู้แล้วว่าบุคคลผู้ใส่โม่งดำมีปืน อีกทั้งเพื่อนของพวกเขาอีกสองคนก็เพิ่งถูกยิงไป ไม่ทันไร กระสุนปืนก็กระหน่ำยิงมา โชคดีที่ตั้งหลักได้ทัน จึงถอยก้าวกลับมาหลบตรงชานพักระหว่างขั้นบันไดหักศอกได้อย่างหวุดหวิด ก่อนจะวิ่งตามหลังจากนั้น ส่วนบุคคลผู้ใส่โม่งดำทันทีที่พรวดลงมาถึงประตูทางออกลานจอดก็ชำเลืองเห็นกล้องวงจรปิดซึ่งติดกับเพดานเหนือประตู จึงยิงกล้องทิ้งเพื่อไม่ให้กล้องจับภาพได้ ก่อนจะวิ่งไปที่รถแล้วสตาร์ทพร้อมเหยียบคันเร่งแล้วบิดพวงมาลัยหนีออกไปด้วยความรวดเร็ว พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ตามมาทีหลังหยุดชะงักเมื่อเปิดประตูออกมาแล้วเห็นรถแล่นออกไปด้านหลังโรงพยาบาล เพราะคงตามจับไม่ทันแล้ว จ่าอลงกรณ์ที่ตามมาสมทบหลังจากนั้นวิ่งกรูมาที่พนักงานรักษาความปลอดภัย ไม่ทันเอ่ยถาม พนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งเอ่ยขึ้นทันที

         “มันหนีไปแล้วครับ”

         “ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง ขอบคุณมาก”

         ด่านตรวจทุกด่านในพื้นที่ชลบุรี พร้อมใจกันตรวจตรารถที่วิ่งผ่านถนนเส้นหลักต่างๆ ตรวจมาหลายคันแล้วก็ไม่พบร่องรอยของผู้ต้องสงสัยเลยแม้แต่น้อย

         วิศรุตมาถึงที่โรงพยาบาล หลังจากจอดรถไว้ที่ลานจอดรถแล้ว ก็ชำเลืองเห็นกล้องวงจรปิดหน้าประตูทางเข้าที่มีร่องรอยกระสุนหลายนัด เขานำกล้องโทรศัพท์มือถือไว้มาถ่ายเป็นหลักฐาน หลังจากนั้นก็เปิดประตูเข้าไป ไม่กี่อึดใจ วิศรุตก็เห็นเจ้าหน้าที่เข็นแปล ช่วยกันแบกร่างของตำรวจที่ถูกยิงเสียชีวิต สายตากวาดมองไปรอบห้องก็เห็นข้าวข้องเกลื่อนกระจาย อีกทั้งรอยเลือดที่เจิ่งเต็มห้อง เขาวิ่งมาดูอาการพฤกษ์ด้วยความเป็นห่วง

         “เป็นไงบ้างวะนาย”

         “ฉันโอเค มีแต่ตำรวจที่เฝ้าฉันหน้าห้องเนี่ยแหละ ที่ถูกยิงเสียชีวิต ก่อนที่มันจะหนีออกไป”

         บุคคลผู้ใส่โม่งดำในคราบแพทย์ขับรถมาเจอด่านตรวจซึ่งอยู่ห่างจากตัวรถไม่ถึงห้าร้อยเมตร จึงถอยรถแล้วหักพวงมาลัย เลี้ยวลงเข้าไปในซอยข้างๆที่ปกคลุมด้วยป่าและพื้นดินแดง ตำรวจนายนึงตาไว เห็นรถยนต์จอดนิ่งแล้วหักหลบเข้าป่า ซึ่งส่อถึงพิรุธชัดเจน จึงตะโกนบอกตำรวจนายอื่นให้ขี่รถสกัดจับ

         “คนร้ายอยู่นั่น”

         ทีมตำรวจไม่รอช้าขับรถสะกดรอยตามรถยนต์ของบุคคลผู้ใส่โม่งดำอย่างไม่ทิ้งช่วงห่าง บุคคลผู้ใส่โม่งดำหัวเสียอย่างสุดโต่งจึงเปิดกระจกรถแล้วกระหน่ำยิงเข้าล้อ แต่ด้วยความเร่งรีบกอปรกับกำลังหัวร้อนอย่างสุดโต่ง ทำให้สติหลุดหายและยิงพลาดเป้าไปโดนเพียงท้ายรถ อีกทั้งเหมือนโชคจะไม่เข้าข้าง เพราะยิงไปได้สามนัดกระสุนก็หมด บุคคลผู้ใส่โม่งดำไม่มีทางเลือกนอกจากปิดกระจกรถแล้วขับหนีด้วยความเร็วที่มากขึ้น รถเริ่มทิ้งห่าง ตำรวจที่ทำหน้าที่ขับรถจึงเหยียบคันเร่งให้เร็วขึ้น เมื่อได้จังหวะที่ไม่ทิ้งช่วงห่างมากนักก็เปิดกระจกรถพลางกับเล็งปากกระบอกปืนไปที่ล้อรถก่อนจะกระหน่ำยิงหลายครั้ง แต่ด้วยความเร็วรถบวกกับพื้นที่ขรุขระ บ้างก็มีจังหวะตกตลุก จึงยิงพลาดไปโดนท้ายรถเท่านั้น เสียงกระทบและแรงสั่นเทือนของกระสุนทำให้บุคคลผู้ใส่โม่งรู้ทัน ขับรถฉวัดเฉวียงเพื่อไม่ให้ตำรวจยิงโดนล้อรถอย่างง่ายดาย จนในที่สุดจังหวะหนึ่ง ตำรวจเล็งปากกระบอกปืนไปที่ล้อรถอีกครั้ง คราวนี้ตั้งสติมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อพร้อมจึงยิงกระสุนไปหนึ่งนัด มันโดนเข้าที่ล้อรถอย่างจัง ทำให้รถของบุคคลผู้ใส่โม่งดำเสียหลัก ในขณะที่ตัวบุคคลผู้ใส่โม่งดำเองก็สูญเสียการควบคุมพวงมาลัยรถจึงตัดสินใจเปิดประตูแล้วทิ้งตัวลงจากรถฉับพลัน เพราะขืนรอช้ากว่านี้คงเสร็จทีมตำรวจที่สะกดรอยตามมาแน่ๆ ตำรวจสามนายที่นั่งเบาะหลังจึงลงมาแล้วสกัดยิงที่ขาขวาหนึ่งนัดก่อนจะเข้าจับกุมบุคคลผู้ใส่โม่งดำที่ทรุดล้มลงพร้อมกับใส่กุญแจมืออย่างง่ายดาย

         “งานนี้ แกได้ติดคุกหัวโตแน่โว้ย”

         ในระหว่างถูกกุมตัวไปที่รถตำรวจ ตำรวจคนหนึ่งจึงเปิดหน้ากากออกที่บุคคลผู้ใส่ชุดดำปิดไว้ออก บุคคลผู้ใส่โม่งดำที่พยายามจะขัดขืน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะถูกใส่กุญแจมือ จึงได้แต่ทำใจยอมรับว่า ใบหน้าของตนถูกเปิดเผยแน่นอน

         “ไหนขอดูหน้าชัดๆ หน่อยซิ”

         หน้ากากอนามัยถูกเปิดออก เผยร่างชายหนุ่ม หนวดเคราเต็มรอบปาก ใบหน้าออกโทนผิวดำ

         “นี่มัน นักโทษที่ถูกจับกุมเมื่อหลายปีก่อนนี่”

          ในจังหวะที่ตำรวจสี่นายกำลังกุมตัวบุคคลผู้ใส่โม่งดำไปขึ้นรถ ไม่ทันก้าวเท้าดี ก็มีกระสุนถูกยิงมาจากที่ไหนสักที่ฝังเข้ากลางท้ายทอย บุคคลผู้ใส่โม่งดำผู้นั้นเสียชีวิตคาที่ ตำรวจทั้งสี่ตระหนกตกใจ ถือปืนเล็งไปรอบทุกทิศทางอย่างลอกแลก

         ในจังหวะนั้นเอง ตำรวจนายหนึ่งเห็นเงาแวบๆ ไม่เห็นหน้าตาหรือลักษณะรูปร่างของคนที่ยิงกระสุนเข้าใส่บุคคลผู้ใส่ชุดโม่งดำอย่างชัดเจน แต่ก็รับรู้ได้ว่านั่นคือคนร้ายที่กำลังจะวิ่งหนี

         “มันอยู่นั่น”

         “ตามไป เร็ว” ไม่รอช้าวิ่งตามประกบด้วยความเร็วสูง

         ที่ถนนอีกฝั่ง รถยนต์สีดำไม่มีป้ายทะเบียนกระจกติดฟิล์มมองไม่เห็นจากด้านนอกจอดรับ คนร้ายที่ใส่ชุดสีดำเหมือนกันพรวดขึ้นรถ แล้วขับเร่งออกไปด้วยความเร็วสูง กว่าตำรวจจะวิ่งมาถึง มันก็แล่นไปไกลมากจนแทบไม่เห็นตัวรถแล้ว ทั้งหมดถึงกับเซ็งและผิดหวังกลับไป วิศรุตที่ขับรถเก๋งตามมาทีหลังตามพิกัดที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นซึ่งถูกส่งโดยตำรวจนายหนึ่งที่นั่งเบาะท้ายรถ ก็ลงจากรถแล้วพรวดเข้ามายังจุดเกิดเหตุ แทบอึ้งเมื่อเห็นใบหน้าของบุคคลผู้ใส่โม่งดำที่นอนเสียชีวิตตาไม่หลับและมีรอยเจาะกระสุนกลางท้ายทอย

         วิศรุตยิงโทรศัพท์หาจ่าอลงกรณ์อย่างทันที แต่เขาก็กลับปิดเครื่องและหายตัวอย่างลึกลับ

         ตำรวจทั้งหมดวิ่งมาเจอวิศรุตพอดี วิศรุตเห็นพวกตำรวจวิ่งมาอย่างหอบ จึงอดไม่ได้ที่จะถามด้วยความสงสัย

         “มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ แล้วนี่ คือ บุคคลผู้ใส่โม่งดำ ที่ผมสั่งให้จับกุมใช่ไหม”

         “ใช่ครับ ผู้กอง เขาคือ คนร้ายที่ถูกจับกุมเมื่อหลายปีก่อนครับ พวกเรากำลังจะพาเขาไปโรงพัก แต่ก็มีคนร้ายมายิงเขา เสียชีวิตคาที่ครับ น่าเซ็งที่พวกมันหนีไปได้”

         “ไหน” วิศรุตพินิจพิเคราะห์ใบหน้าผู้เสียชีวิตอยู่สักพัก ก็เอ่ยขึ้น “ผมนึกออกล่ะ แต่เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ว่าแต่ตอนนี้จ่าอลงกรณ์ล่ะ เขามาถึงที่นี่หรือยัง”

         “พวกเรายังไม่เห็นจ่าอลงกรณ์เลยนะครับ ว่าแต่เรื่องศพ จะเอายังไงกันต่อครับ”

         “ผมว่าเรื่องนี้มันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลัง เอาไว้เสร็จเรื่องนี้ เราจะคุยกันอีกครั้ง ส่วนตอนนี้คงต้องนำศพไปตรวจหาหลักฐานที่ฝ่ายนิติเวชก่อน” เขาทิ้งจังหวะ “จ่า”

         “ครับ ท่าน”

         “เดี๋ยวคุณช่วยจัดการให้ผมด้วยนะ”

         “ได้ครับ ท่าน”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น