nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 26

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 621

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2562 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 26
แบบอักษร

 

ตอนที่ 26 

 

สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงไปหมดแล้ว 

ในเวลานี้ไอ้น้ำคิดอะไรไม่ออก ทีแรกยังออกความเห็นจะชวนผู้กองย้ายที่อยู่เลย มาตอนนี้หูอื้อตาลาย แข้งขาที่เคยมั่นคงก็ดูสั่นคลอนราวกับเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเสียอย่างนั้น ไอ้น้ำเลยต้องเอามือคล้องคอผู้กองไว้ไม่ให้ตัวเองล้มลงไป 

ไม่ใช่แค่โรคเดียว แต่โรคหัวใจก็ดูจะกำเริบขึ้นมาเหมือนกัน หัวใจเต้นรัวสนั่นหวั่นไหวแทบจะพุ่งออกจากอก ไอ้น้ำไม่เข้าใจ ทำไมเขาถึงควบคุมตัวเองไม่ได้เลย นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเขากันแน่ 

ระหว่างที่ยังหลับตาพริ้มอยู่นั้น เขาก็รู้สึกเหมือนลำตัวช่วงเอวกำลังชนกับอะไรสักอย่างที่ด้านหลัง น้ำละมือจากคอของผู้กองมาจับๆ บริเวณนั้น สัมผัสดูก็พบว่าน่าจะเป็นขอบโต๊ะ  

เอ...เขาจำไม่เห็นได้ว่ามีโต๊ะอยู่แถวนี้ด้วย          

ไอ้น้ำคงลืมไปว่าขายาวๆ ของตัวเองอ่อนแรงเพียงใด พอละมือออกมาหน่อย ขาก็แทบจะพับลงไปที่พื้น เขาเป็นโรคนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ช่างร้ายกาจเหลือเกิน เสร็จจากตรงนี้สงสัยเขาต้องไปหาหมอที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจดูอาการเสียหน่อยแล้ว ปล่อยไว้นานเกรงว่าจะเป็นอันตราย จังหวะที่กลัวว่าจะล้มลงตรงนี้กลับมีมือที่ไม่ใช่ของไอ้น้ำกอดเอวไว้แน่น 

ไม่ทันตั้งตัวร่างของไอ้น้ำก็ถูกยกลอยขึ้นมานั่งอยู่บนโต๊ะที่เขาเพิ่งรู้ว่ามันตั้งอยู่ตรงนี้ ด้วยความตกใจมือไม้ของน้ำก็เลยจับไหล่ผู้กองเสียแน่น ถ้าตกลงไปจะทำยังไงล่ะ ปลอดภัยไว้ก่อนสิเป็นดี หรือเขาจะได้โรคกลัวความสูงมาด้วยอีกโรค ...เดี๋ยวก่อน แค่ความสูงจากพื้นโต๊ะเอง ไม่น่าจะสูงจนกลัวได้หรอกมั้ง 

น้ำรู้สึกถึงแรงกระชับแน่นที่เอว ก่อนที่มือข้างใดข้างหนึ่งของอีกฝ่าย ที่ไอ้น้ำก็แยกไม่ออกแล้วว่าเป็นข้างไหนกันแน่ ก็กำลังลูบเข้ามาในเสื้อของเจ้าตัว รู้สึกแปลกหน่อยๆ  แต่ก็...เอาเถอะ ลูบแล้วก็รู้สึกดีเหมือนกัน ในช่องท้องของเขาเหมือนมีอะไรเริ่มก่อตัวอยู่ เขากำลังรู้สึกเหมือนเวลาที่ดูหนังโป๊ยังไงอย่างนั้นเลย 

อย่างที่รู้กันดี ไอ้น้ำคนจริง ลูบมาลูบกลับไม่โกง มันเลือกมือข้างถนัดล้วงเข้าไปในเสื้อผู้กองเหมือนกัน โชคดีเป็นบ้าที่ผู้กองอาบน้ำแล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อโปโลง่ายๆ สบายๆ  ถ้ายังเป็นชุดตำรวจต้องเสียเวลาปลดกระดุม หรือไม่ก็ดึงชายเสื้อออกจากกางเกงอีก แล้วดูสิ ผิวผู้กองเรียบเนียนดีเป็นบ้าเลย ตัวก็เย็นๆ ด้วย สบายมือจัง 

“อืม...อีก...เอาอีก” น้ำได้ยินเสียงครางด้วยความพอใจ เขารู้สึกลำพองใจที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดี  

เดี๋ยวๆ ฟังดีๆ ซิ นั่นมันเสียงของเขาเองหรือเปล่า... 

ไอ้น้ำ! ปลุกอารมณ์อีกฝ่ายสิวะ ไม่ใช่ถูกคนอื่นปลุกอารมณ์ ขอพยายามก่อน รอสักครู่นะผู้กอง 

“ได้สิ” เขาได้ยินเสียงทุ้มต่ำหัวเราะเบาๆ คราวนี้มั่นใจเลยว่าเป็นเสียงของผู้กอง ไม่ใช่ของไอ้น้ำ 

ไอ้น้ำเดินหน้าเร่งเครื่องเต็มสูบ เขาบดเบียดริมฝีปากกับอีกฝ่ายให้แนบแน่นกว่าเดิม ปลายลิ้นเกี่ยวเกาะกันเป็นพัลวัน น้ำสำรวจโพรงปากของผู้กอง อืม ผู้กองแปรงฟันมาด้วยอะ กลิ่นมินต์หอมดีนะ เวรละ เขายังไม่ได้แปรงฟันเลยนี่หว่า ผู้กองไม่ว่าอะไรหรอกมั้ง ไม่งั้นคงเลิกจูบไปแล้ว จริงไหม 

“อ๊ะ...” น้ำสะดุ้งเพราะแรงสะกิดเบาๆ ที่ยอดอก สติของเขากำลังกระเจิงอีกครั้ง  

“พอก่อนแล้วกัน เดี๋ยวกับข้าวแม่น้อยจะเป็นหมันเสียเปล่าๆ” เสียงทุ้มเจ้าเดิมกระซิบอยู่ข้างหู ไม่มีแม้แต่ลมหายใจหอบเหนื่อย 

ผิดกับไอ้น้ำที่ปากเจ่อ หน้าแดง หายใจแทบไม่ทัน ...นี่มันอะไรกัน ไอ้น้ำงงงวย ทำไมผู้กองดูไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยล่ะ ไม่ได้นะ เขาจะติดลบตั้งแต่เริ่มแบบนี้ไม่ได้ 

“คนเก่งของฉัน” ผู้กองก้มหน้าลงไปหอมแก้มแดงๆ นั้นอีกครั้ง ก่อนจะผละออกแล้วย่อตัวลงไปหยิบผ้าสะอาดที่น้ำเคยถือไว้ แต่มันร่วงไปอยู่ที่พื้นตอนไหนไม่รู้  

ผู้กองเช็ดพื้นจนแห้ง เขาลุกขึ้นนำผ้าไปซักกับน้ำสะอาดอีกครั้งก่อนจะผึ่งไว้แถวนั้น ขายาวเดินกลับมาหาน้ำที่ยังทำตัวนิ่งอยู่บนโต๊ะ ปรานต์นึกแปลกใจ 

“เป็นอะไรหรือเปล่า ลงมายืนได้ไหม หรืออยากให้ฉันอุ้มลงมา” 

“ไม่เป็นไร ผมโอเค” น้ำตอบก่อนจะลงจากโต๊ะมายืนบนพื้น ทีแรกก็กลัวขาจะพับ แต่เขากลับยืนได้มั่นคงดี 

ดีมากลูกพ่อ ไม่ทำพ่อขายหน้า น้ำชมเชยขาตัวเอง 

“ตกใจหรือเปล่า” ผู้กองถามอีกฝ่ายเมื่ออยู่บนรถแล้ว เขาสังเกตว่าน้ำไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย แม้กระทั่งตอนที่ถูกเขาจูงมือออกมาจากบ้านแล้วพาเจ้าตัวขึ้นนั่งบนรถยนต์ 

“เรื่องอะไร” 

“เรื่องนี้ไง” ไม่พูดเปล่า ปรานต์ยื่นหน้าเข้าไปจูบเตือนความจำคนถามอีกครั้ง 

และครั้งนี้น้ำก็เหมือนเรียนรู้ขึ้นมาบ้างแล้ว เจ้าตัวเปิดปากให้ผู้กองหนุ่มได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปรานต์ได้แต่คิดว่านั่นก็ถือเป็นเรื่องดีสำหรับเขา อย่างน้อยเขาก็ไม่ถูกน้ำปฏิเสธ 

ปรานต์ยอมรับว่าอยากจะจูบน้ำตั้งแต่อยู่บนรถยนต์ตอนที่ไปรับอีกฝ่ายจากท่าน้ำหน้าวัดแล้ว เขาต้องทั้งยั้งใจทั้งห้ามใจไว้มากแค่ไหน น้ำไม่มีทางรู้ได้เลย พอเกิดเหตุในบ้านที่หน้าตู้เย็นนั่น เขาจึงห้ามใจไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เห็นหน้าของน้ำแล้วมันอดจูบปากแดงๆ นั้นไม่ได้ ผู้กองหนุ่มเลยปล่อยเลยตามเลย ทำตามใจของตัวเองดีกว่า จะได้รู้กันไป หากน้ำไม่ชอบหรือรังเกียจสัมผัสจากเขา เขาจะได้หยุดใจไว้ทันไม่ให้มันเลยเถิดไปมากกว่านี้ 

“พอก่อน ผู้กอง เดี๋ยวไม่ได้ไปกินข้าว” เป็นน้ำที่เป็นฝ่ายหยุดก่อน เขาเลือกที่จะลอกคำพูดของอีกฝ่ายมาใช้ในครั้งนี้ 

“ตกลง สรุปว่าไม่ตกใจนะ” ผู้กองถามอีกครั้ง 

“อือ ไม่อะ ทีแรกแค่งงนิดหน่อย” 

“แล้วรังเกียจ...พี่...หรือเปล่า” น้ำสะดุดกับคำพูดของอีกฝ่าย ปรานต์แทนตัวเองว่า ‘พี่’ กับเขาเหรอ 

“ไม่อะ ถ้ารังเกียจผมถีบผู้กองไปแล้ว” 

“แล้วโกรธพี่หรือเปล่า” 

“ไม่อะ ถ้าโกรธจะคุยกับผู้กองเหรอ” 

“แล้ว...” ผู้กองตั้งท่าจะถามต่อแต่ก็พูดไม่จบ 

“ไม่ต้องถามต่อ เลิกกังวลนะครับ ผมโอเค ผู้กอง ผมโอเค สบายใจเถอะครับ” น้ำขัดก่อนที่อีกฝ่ายจะถามขึ้นมา 

“พี่จะถามว่า ถ้าไม่โกรธ ไม่รังเกียจ แล้วชอบพี่บ้างหรือเปล่า” 

“ถามอะไรเนี่ย” น้ำโวยวาย ไม่ใช่เพราะโกรธ แต่เขากำลังเขิน มาถามกันตรงๆ แบบนี้ได้ยังไง 

“พี่อยากรู้” 

“ผู้กองอยากรู้ความรู้สึกคนอื่น แล้วทำไมไม่พูดก่อน” น้ำพูด 

“ที่พี่ทำไปก็น่าจะบอกความรู้สึกได้แล้ว แต่ถ้าน้ำอยากได้ยิน พี่ก็จะบอกว่า...พี่ชอบน้ำครับ” เสียงแบบนี้ ทำหน้าแบบนี้ เอาหัวใจของไอ้น้ำไปเลยเถอะผู้กอง สายตาแบบนี้ใครจะต้านทานไหว 

“...” 

“ถึงตาของน้ำที่ต้องตอบแล้ว” ผู้กองทวงคำตอบ 

“ก็...ชอบนะ...คิดว่าชอบ” น้ำตอบกลัวๆ กล้าๆ  แต่ไอ้น้ำก็คนจริงไง พูดมาพูดกลับไม่โกงเช่นเคย 

“ถ้างั้นก็เรียกพี่ปรานต์แทนผู้กองได้แล้ว” 

“เรียกพี่แล้วจะได้หมื่นห้าปะ” น้ำล้อเลียนตามเนื้อเพลงเพลงหนึ่งที่เขาเคยได้ยินแม่น้อยเปิดสมัยเขายังเป็นเด็กๆ 

‘เรียกพี่ได้ไหม แล้วพี่จะให้กินขนม หมื่นห้า’ 

“เพลงนี้ ทันด้วยเหรอ” ผู้กองยิ้มให้ไอ้น้ำพลางถามกลับ 

“พูดอย่างกับตัวเองแก่กว่าผมเยอะอย่างนั้นแหละ เกิดน่ะไม่ทันหรอก แต่แม่ชอบเปิด แล้วผู้กองล่ะ ทันเพลงนี้ด้วยเหรอ” ไอ้น้ำตอบพร้อมถามกลับ แต่ในใจก็คิด อย่ายิ้มอย่างนี้ได้ไหม ใจเขามันเต้นไม่เป็นจังหวะ 

“ไม่ทันเหมือนกัน แต่คนสวนที่บ้านชอบเปิด” ผู้กองหนุ่มอธิบายแค่นั้นก่อนจะเงียบลง 

ผู้กองหนุ่มมองน้ำนิ่ง ไม่พูดอะไรต่ออีก ทำให้ไอ้น้ำสงสัยว่าเมื่อสักครู่นี้เขาพูดอะไรผิดหูอีกฝ่ายหรือเปล่า น้ำมองผู้กองกลับคืนบ้าง เขากำลังไม่เข้าใจสถานการณ์ 

“ผู้กอง...ทำไมเงียบไปอะ” 

“ก็รอฟังอยู่” 

“รอฟัง?” 

“อ้าว ลืมซะแล้ว บอกว่าให้เรียกพี่แทนผู้กองได้แล้ว ลืมง่ายจริง” ผู้กองดีดหน้าผากน้ำเบาๆ  

“อ้าว ลืมซะแล้ว ก็ถามไปอยู่หยกๆ ว่าเรียกพี่แล้วจะได้หมื่นห้าไหม” น้ำเลื่อนตัวเข้าไปจะดีดหน้าผากอีกฝ่ายคืนบ้าง แต่ก็ชะงักมือค้างอยู่อย่างนั้น  

ผู้กองมองเขายิ้มๆ แบบนี้ เขาไม่กล้าหรอก ใจมันเต้นเป็นรัวกลองไม่หยุดเลยเว้ย 

“ได้สิ มากกว่านี้ก็ให้ได้ อยากได้เท่าไหร่ก็ให้ได้” ปรานต์ตอบเสียงเรียบ 

“พอๆ รู้แล้วว่ารวย ผมแค่ถามเล่นๆ ไม่ได้คิดจริงจังสักหน่อย” น้ำรีบพูด เขารู้ดีเลยแหละว่าผู้กองใจป้ำ มือเติบ กระเป๋าหนักแค่ไหน หลักฐานก็จากที่เห็นให้เงินวรันต์ไป แต่ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะจริงจังขนาดนี้ 

“อย่างนั้นเหรอ” 

“ผมจะพูดครั้งนี้ครั้งเดียวนะ ผมไม่ใช่คุณวรันต์ ผมกับเขาคือคนละคนกัน ถ้าผมต้องการเงินผมก็จะหาของผมเอง และห้ามเอาผมไปเปรียบเทียบกับเขาด้วย เข้าใจนะครับ พี่ปรานต์” 

“โอเค นายกับรันเป็นคนละคนอยู่แล้ว พี่ไม่มีวันจะเอามาเทียบกันแน่นอน เอาสมุดเช็คมาหน่อย เดี๋ยวเซ็นเช็ค เท่าไหร่นะ หมื่นห้าใช่ไหม” 

“ผู้กอง!” 

“อย่าโวยวายน่า คนเก่ง พี่แค่ล้อเล่น” ผู้กองคว้าร่างของน้ำเข้ามากอดอีกครั้ง กดจูบลงบนขมับอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบขวัญ 

“อย่าแกล้งแบบนี้อีกละกัน” น้ำคาดโทษ 

“ยังไม่ทันไร เริ่มขู่กันเสียแล้ว” 

“มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะพูดไว้ก่อน” น้ำพูดขึ้นเมื่อหลุดจากอ้อมแขนของอีกฝ่ายได้ 

“เรื่องอะไรครับ” 

“อย่าเพิ่งให้แม่รู้เรื่องของเรานะครับ ผมไม่อยากให้แม่ตกใจ” 

“ได้สิ รอน้ำพร้อมเมื่อไหร่ก็ค่อยบอกแม่น้อยก็ได้” 

“ขอบคุณครับ” 

“ไม่เป็นไร เรื่องแค่นี้เอง เอาละ ไปกินข้าวกันดีกว่า หิวแล้วใช่ไหม” 

“หิวจนจะกินช้างได้ทั้งตัวแล้ว” 

“พี่อนุญาตให้กินคนได้นะ สัญญาว่าจะไม่จับเข้าคุก ขอแค่คนนั้นเป็นพี่ก็พอ” ผู้กองพูดหน้านิ่งไม่เข้ากับคำพูดสองแง่สองง่ามนั่นเลย 

“ไม่ขำ” น้ำตอบเสียงเรียบพอกัน พร้อมกับใบหน้าขาวที่หันไปมองนอกรถทันที ผู้กองไม่รู้หรอกว่าเขาต้องกลั้นยิ้มแค่ไหน 

“พี่เห็นน้ำยิ้มในกระจกนะ” ผู้กองบอกกลั้วหัวเราะขณะรถยนต์คันหรูมุ่งหน้าไปบ้านคนที่ถูกจับได้ 

 

“แม่จ๋า ฉันกลับมาแล้วจ้ะ” น้ำบอกเป็นสัญญาณให้รับรู้การมาของเจ้าตัว 

“เออ มาแล้วเรอะ ไปกินข้าวกินปลาไป ข้าอุ่นให้อีกรอบแล้ว กำลังร้อนๆ พอดีเลย” แม่น้อยตอบทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากละคร จึงไม่เห็นว่าบุตรชายของตนไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง 

“สวัสดีครับ แม่น้อย” ผู้กองทักทาย 

“อ้าว ผู้กอง ไหว้พระเถิดพ่อ แล้วไปไงมาไง ถึงมาพร้อมกับเจ้าน้ำได้ล่ะ” แม่น้อยหันกลับมาตามเสียงก็พบผู้กองหนุ่มไหว้จนนางรับไหว้แทบไม่ทัน 

“ฉันบอกแม่แล้วไงว่าจะชวนผู้กองมากินข้าวด้วย แม่ลืมแล้วเหรอจ๊ะ” น้ำรีบตอบแทนผู้กอง 

“จริงของเอ็ง ข้าก็แก่แล้วเริ่มหลงๆ ลืมๆ” 

“แก่ที่ไหนกันเล่า คนแก่ที่ไหนสวยขนาดนี้จ๊ะยาหยี” น้ำแกล้งเย้าแม่น้อย 

“ทำมายอข้า เฮอะ แล้วนี่ไปทำอะไรมา ทำไมหน้าตาแดงแบบนี้”  

“ฉัน... เอ่อ ฉัน...” คำถามของแม่น้อยทำเอาคนที่เพิ่งทำเรื่องมาตะกุกตะกักตอบไม่ถูก 

“อะไรของเอ็ง” 

“แม่ตะเคียนน่ะครับ แม่น้อย” ผู้กองหนุ่มตอบช่วยอีกคน 

“ใช่จ้ะ แม่ นี่แม่รู้หรือเปล่า แม่ตะเคียนเฮี้ยนมากเลยนะ” 

“จริงหรือวะ ข้าก็ได้ยินมาแว่วๆ แต่ไม่คิดว่าจะจริง” 

“จริงสิจ๊ะ ฉันไม่อยากเล่าให้แม่ฟัง กลัวแม่จะกลัว” 

“ถ้าเฮี้ยนจริง วันหน้าวันหลังก็ไม่ต้องไปที่นั่นแล้ว” 

“ดีจ้ะดี ฉันไม่อยากไปเลย” น้ำรีบรับคำทันที เขากลัวจะตาย ไม่ไปนั่นแหละคือสิ่งที่ต้องการ  

“สวัสดีค่ะ พี่ปรานต์” น้ำฝนเพิ่งสบโอกาสทักทายผู้มาเยือน 

“สวัสดีครับ น้องฝน สบายดีใช่ไหม”  

“สบายดีค่ะ” 

“เจ้าน้ำ ยายฝน ไปยกกับข้าวมาตั้งโต๊ะได้แล้วไป” แม่น้อยพูดแทรกขึ้นกลางวงเพราะนางกลัวทุกคนจะหิว 

“จ้ะแม่” สองพี่น้องรับคำแล้วไปทำตามคำสั่งของมารดาแต่โดยดี 

“วันก่อน ขอบใจผู้กองมากนะที่รับไอ้น้ำกลับมาจากกรุงเทพฯ ด้วยกัน” แม่น้อยเอ่ยระหว่างรอลูกทั้งสองยกอาหารมาตั้งโต๊ะ 

“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี ยังไงผมก็ต้องกลับมาทำงานที่นี่อยู่แล้ว” 

“กรุงเทพฯ จะว่าเล็กมันก็ไม่เล็กนะ บังเอิญไปเจอกันรึ” 

“ใช่ครับ ผมพาแม่ไปที่ห้างพอดีแล้วเจอน้ำไปกับพี่ที่ทำงานเก่า” 

“โลกกลมจริงๆ ไอ้น้ำไปกรุงเทพฯ ผู้กองก็กลับกรุงเทพฯ พอดี” คำพูดของแม่น้อยทำให้ผู้กองรู้สึกแปลกใจแต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก แม่น้อยคงพูดไปอย่างนั้นเอง 

“ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าน้ำไปกรุงเทพฯ ตอนที่เจอกันยังแปลกใจว่ามาอยู่ที่นั่นได้ไง” ผู้กองหนุ่มอธิบาย 

“งั้นหรือ แล้วช่วงนี้งานยุ่งมากไหม ผู้กอง” แม่น้อยชวนคุยต่อหรือจะเรียกว่าซักต่อก็ได้ 

“ครับ ใกล้จะปิดคดีของคุณพัดแล้ว” 

“จริงหรือนี่ ใครเป็นฆาตกรล่ะ” แม่น้อยถามอย่างอยากรู้ สายตาท่าทางแบบนี้ช่างเหมือนบุตรชายไม่มีผิด ไม่ใช่สิ ถ้าพูดให้ถูกก็คือเวลาที่น้ำถามเขาแบบนี้มันถอดแบบแม่น้อยมาชัดๆ 

“บอกไม่ได้ครับ ยังเป็นความลับของทางราชการอยู่” 

“อะไรกัน บอกนิดบอกหน่อยก็ไม่ได้” นั่นปะไร คำพูดที่พูดต่อมายังเหมือนกันเปี๊ยบ 

“ต้องรอให้แน่ใจก่อนครับ” 

“อดรู้ก่อนเลย” แม่น้อยพูดด้วยความเซ็ง 

“เสร็จแล้ว พี่ปรานต์ กินข้าวก่อนค่ะ” น้ำฝนเชื้อเชิญแขกให้ไปกินมื้อเย็นด้วยกัน 

“ไปกินข้าวเถิดพ่อ ฉันง่วงแล้วเดี๋ยวขอตัวไปนอนก่อน เจ้าน้ำ ข้าเปิดทีวีทิ้งไว้นะ ละครอะไรก็ไม่รู้มีแต่วัยรุ่นผู้ชายจีบกัน ข้าละงงเด็กสมัยนี้เสียจริง จะปิดทีวีก็กลัวบ้านจะเงียบเกินไป” แม่น้อยบ่นละครที่ตัวเองเปิดค้างอยู่พลางลุกขึ้นบอกบุตรชาย 

“อ้าว แม่กินข้าวแล้วเหรอ” น้ำสบตากับผู้กองก่อนจะถามมารดา พยายามปิดบังพฤติกรรมอิหลักอิเหลื่อของตัวเอง 

“กินตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เอ็งกลับมาช้าขนาดนี้ใครจะรอ” 

“ขอโทษจ้ะ” 

“ข้าไปนอนละ เอ็งสองคน กินเสร็จก็เก็บให้เรียบร้อยด้วย” 

“จ้ะแม่” สองพี่น้องตอบรับพร้อมกันอีกครั้ง 

“เอ็งก็ยังไม่ได้กินเหรอฝน” น้ำถามเมื่อเห็นน้องสาวร่วมวงด้วย 

“ใช่ ฉันเพิ่งทำการบ้านเสร็จ” 

“น้องฝนเลือกคณะที่เรียนได้แล้วหรือยัง” ผู้กองเป็นฝ่ายถามขึ้นบ้าง 

“ได้แล้วค่ะ ฝนตั้งใจจะเรียนเภสัชฯ ค่ะพี่ปรานต์” น้ำฝนตอบพลางเริ่มตักข้าวแจกจ่ายทุกคน 

“ที่ไหนล่ะครับ” 

“ฝนยังไม่รู้เลยค่ะ กลัวสอบไม่ติด ถ้าได้ที่ไหนคงเรียนที่นั่นแหละค่ะ” 

“แบบนั้นก็ถูกตามความสามารถของเรา แต่ที่ที่น้องฝนอยากเข้าเรียนน่ะไม่มีเหรอ” 

“ค่ะ ก็มีอยู่ที่หนึ่ง” น้ำฝนบอกชื่อสถานที่และตำแหน่งของมหาวิทยาลัย 

“แถวนั้น...ใกล้บ้านพี่เลย” ปรานต์บอก 

“จริงเหรอคะ” 

“ครับ ถ้ามีอะไรให้พี่ช่วย น้ำฝนบอกพี่มาได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ” 

“ขอบคุณค่ะ” น้ำฝนตอบแล้วเริ่มลงมือกินข้าวไปเงียบๆ 

“กินนี่ด้วยสิ” ผู้กองตักอาหารที่อยู่ใกล้ตนเองไปให้น้ำก่อน เสร็จแล้วจึงตักให้น้ำฝนเช่นกัน หญิงสาวบอกขอบคุณพร้อมกับสังเกตอาการของสองคนนั้นต่อ 

“ไม่เอา ไม่ค่อยชอบ นี่มันของชอบยายฝน ไม่ใช่ของผม” น้ำบ่น ตั้งท่าจะเขี่ยทิ้ง 

“กินไปเถอะน่า มันมีประโยชน์”  

“ก็ได้” ถึงน้ำจะบ่น แต่ก็ยอมตักมันเข้าปากแล้วรีบกลืนอย่างรวดเร็ว 

“พี่ปรานต์เก่งมากเลยค่ะ บังคับพี่น้ำกินมะระได้ ปกตินะ พี่น้ำตักแต่หมูออกมา ทิ้งมะระเต็มหม้อเลย แม่เลยชอบทำมะระยัดไส้หมูสับบ่อยๆ หวังว่าพี่น้ำจะกินมันบ้าง” น้ำฝนได้โอกาสจึงขายพี่ชายเสียเลย 

“ยายฝน” น้ำปรามน้องสาว เพราะเขาไม่อยากขายหน้าไปมากกว่านี้ 

“ปกติไม่กินเลยเหรอ” ผู้กองหันไปถามผู้ต้องสงสัยในคดี 

“ก็...ไม่ชอบอะ มันขม” น้ำอ้อมแอ้มตอบ 

“รู้ใช่ไหมว่ามันมีประโยชน์” 

“รู้ แต่คนไม่ชอบนี่นา” น้ำยังคงโอดครวญ 

“กินบ้างเถอะน่า” ผู้กองบอกด้วยความหวังดี 

“แม่รู้ว่าพี่ไม่ชอบกินแต่ก็ยังชอบทำ” เห็นว่าพึ่งผู้กองไม่ได้จึงย้ายฝั่งมาทางน้ำฝน 

“ก็จริง แม่รู้ว่าพี่ไม่ชอบแต่แม่อยากให้พี่กินไง เรื่องไหนๆ แม่ก็รู้หมดแหละ แล้วพี่คิดว่าตอนนี้แม่รู้หรือยังว่าพี่สองคนคบกันแล้วน่ะ” เสียงช้อนจากมือไอ้น้ำหล่นลงบนจาน 

“ฝน...” เหลือเพียงเสียงเรียกชื่อน้องสาวแผ่วเบาจากปากของไอ้น้ำ 

 

ความคิดเห็น