แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 58

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 274

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2562 01:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 58
แบบอักษร

“อาฟั้น” หมั่น ไหว่เชิง ซึ่งเฝ้าดูอาการเธออยู่ข้างเตียงดีใจจนเนื้อเต้น เมื่อสังเกตเห็นร่างบอบช้ำที่นอนแน่นิ่งส่งเสียงครางในคอพร้อมทั้งเปิดเปลือกตาขึ้น

“ไหว่เชิง” เหล่ฟั้นขานชื่อที่เห็นเพียงพร่าเลือน “นั่นคุณหรือคะ” 

“ใช่แล้ว ฉันเอง” เขาตอบด้วยความยินดีชนิดไม่อาจเก็บกลั้น 

“นี่ฉันอยู่ที่ไหนคะนี่” คนเจ็บกลอกตาขับไล่อาการกึ่งฝันกึ่งจริง 

“โรงพยาบาลต๊งหว่า แถวมหาวิทยาลัยของฉัน” เด็กหนุ่มตอบพลางทอดสายตาอ่อนโยน “อาจารย์หมอที่สอนเพื่อนฉันอาสารับเป็นเจ้าของไข้เธอ อาจารย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลนี้ ฉันกับคุณอาเกาเฉ่งเลยส่งเธอมารักษาที่นี่น่ะ” 

กวาน เหล่ฟั้น นิ่งฟังด้วยความตื้นตันใจที่มีต่อชายทั้งสองคน 

“ในที่สุดเธอก็ฟื้นสักที ฉันคิดว่าเธอจะไม่กลับมาหาฉันแล้วเสียอีก” คุณชายน้อยแห่งสกุลหมั่นปาดน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มด้วยหลังมือ 

“ขอบคุณมากนะคะที่ยังเป็นห่วงเป็นใยฉันอยู่” เด็กสาวน้ำตาร่วง 

“ทำไมเธอถึงพูดอย่างนั้น” เขาทำหน้าไม่เข้าใจ ตาจ้องมองเธอเขม็ง 

“ฉันคิดว่าตัวเองไม่ควรคู่กับผู้ชายดีๆอย่างคุณอีกแล้ว...ผู้หญิงที่เปื้อนมลทินอย่างฉันคนนี้” เธอพร่ำโทษตัวเอง “ฉันอยากขอโทษคุณที่ฉันไม่สามารถรักษาคำมั่นที่เคยแลกเปลี่ยนกับคุณในโรงแรมแห่งนั้นได้”  

“เหลวไหลน่า อาฟั้น” ไหว่เชิงขึ้นเสียง “เธอไม่เข้าใจอะไรเลย ไม่เข้าใจแม้กระทั่งว่าสิ่งที่ฉันต้องการคือตัวเธอ หาใช่ความบริสุทธิ์ของเธอไม่ ฉะนั้นไม่ว่าเธอจะเป็นตายร้ายดียังไง ฉันก็ยังต้องการมีเธอเคียงใกล้เสมอ” 

“ทั้งๆที่ฉันเสียตัวให้กับคนอื่นไปแล้วน่ะหรือคะ” 

“แล้วมันสำคัญยังไง ในเมื่อใจของเธอยังมีฉันอยู่ตลอดไม่ใช่หรือ” ชายคนรักย้อนถาม และยืนยันหนักแน่นว่า “ไม่ว่าอย่างไร มะลิอันหอมหวนก็ยังคงเป็นมะลิพิสุทธิ์ในหัวใจฉัน และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไป” 

เหล่ฟั้นฝืนใจยิ้ม พลันหยาดน้ำที่ซึมเบ้าตาพรั่งพรูลงอาบแก้ม 

“หยุดร้องไห้เถอะที่รัก เรื่องที่ทำให้เธอเสียน้ำตามันผ่านพ้นไปหมดแล้ว” เขายื่นมือมาซับน้ำตาที่ปลายตาเธอ “นับแต่นี้ไปเราจะเป็นของกันและกัน และฉันจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาแทรกกลางระหว่างเราสองได้อีกแล้ว” 

“ฉันเชื่อใจคุณค่ะ” เธอสะเทิ้นนิดหนึ่งกับคำสรรพนามนั้น “...ที่รัก” 

ผู้เป็นนายยิ้มทั้งน้ำตา ขณะที่สาวใช้ดึงมือข้างนั้นมาซุกกอดด้วยท่าทางที่สื่อถึงความรักใคร่หวงแหนทั้งหมดในดวงใจเธอได้เป็นอย่างดี  

 

“เรื่องตั้งท้องน่ะ นายไม่ต้องกังวลแล้วนะ อาจารย์เพิ่งแจ้งมาว่าผลตรวจออกมาแล้วว่าไม่” นิสิตแพทย์รีบเล่าข่าวดีทันทีที่พบหน้าสหายสนิท

“ฝากคำขอบคุณไปถึงอาจารย์นายด้วยนะ จอห์น” 

“เรื่องสิวสิวน่า” คู่กัดสมัยประถมยักไหล่อย่างเห็นเป็นเรื่องปกติ 

เด็กหนุ่มผิวเหลืองเงยหน้าขึ้นสูดอากาศอันปลอดโปร่งของสวนหย่อมภายในมหาวิทยาลัยฮ่องกงด้วยความรู้สึกโล่งใจเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งเขาจำไม่ได้ว่าครั้งล่าสุดที่เขารู้สึกดีถึงเพียงนี้คือเมื่อไหร่ ผ่านพ้นมานานเพียงไรแล้ว 

“แต่ว่านะ” จอห์นขัดจังหวะด้วยความเกรงใจ “นายแน่ใจแล้วจริงหรือ ที่บอกว่าจะร่วมชีวิตกับเธอจริงจังน่ะ” 

“แน่ใจสิ” ไหว่เชิงสบตาคนถามอย่างงงงัน  

“ฉันเกรงว่านายจะต้องเผชิญกับความผิดหวัง ถ้าหากว่านาย...เอ้อ...หวังจะมีทายาทสืบสกุลเหมือนอย่างคนจีนทั่วๆไปน่ะ” 

“นายหมายความว่า...” ไหว่เชิงเปลี่ยนเสียง หน้าขึงตึงขึ้นมาพลัน                      

“อาฟั้นอาจจะหมดโอกาสที่จะมีลูกให้นายแล้ว” จอห์นพูดอย่างถนอมน้ำใจของอีกฝ่ายเต็มความสามารถ “แต่บอกก่อนนะว่ามันก็แค่ ‘อาจจะ’ เท่านั้น ไม่ใช่ความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะงั้นนายก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไป ยังไงอาจารย์และพยาบาลทุกคนก็พร้อมใจกันช่วยให้เธอฟื้นกลับมาแข็งแรงสมบูรณ์อยู่แล้ว” 

“ฉันไม่คาดหวังเรื่องสืบสกุลอะไรนั่นแล้วล่ะ กระทั่งตัวฉันเป็นลูกเต้าเหล่าใครก็ยังไม่รู้เลย จะมีหรือไม่มีทายาทก็ไม่เห็นจะต่างกันตรงไหน”  

บุตรนอกอุทรของสมาชิกสภาหมั่นถอนหายใจลึก แววสลดและหดหู่เต้นรัวอยู่ในดวงตาที่ทอดมองอาคารประธานทรงสูงของมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะเสมองไปยังอาคารหลังอื่นๆที่ลดหลั่นกันลงมาตามเนินเขา  

“ฉันขอเชื่อในพลังศรัทธาก่อนแล้วกัน” คนแซ่หมั่นเอ่ยปากออกมาเบาๆขณะก้าวเดินต่อไป “อาฟั้นเคยบอกฉันว่าศรัทธามีพลังที่เลิศล้นและนำมาซึ่งความสำเร็จแก่ผู้ที่เชื่อถือในพลังของมัน ถ้าฉันเชื่อว่าเธอจะหายดี วันหนึ่งเธอก็อาจจะหายจริง แต่ถ้าหาไม่แล้ว อย่างน้อยในเวลานี้ฉันก็มีความสุขที่ได้เชื่อเช่นนี้” 

ญาติข้าหลวงฮ่องกงคนเก่ายิ้มให้อย่างเข้าใจหัวอกอีกฝ่าย ก่อนจะเปลี่ยนมาถามเรื่องที่เพิ่งนึกได้เดี๋ยวนั้น “เออ แล้วเรื่องการเรียนนายนี่ยังไง ก่อนที่เราจะมาเจอกัน นายไปที่ห้องกิจการนิสิตคณะนายมาแล้วไม่ใช่หรือ” 

“คุยกันเรียบร้อยแล้ว” นิสิตคณะศิลปศาสตร์ตอบขรึมๆ 

“ผลเป็นยังไงบ้าง” อดีตนักรักบี้ตัวเก่งประจำรุ่นลุ้นจนตัวโยน 

“คณะไม่พักการเรียนฉันแล้ว เพราะฉันกลับมาเข้าคลาสทันเวลา” 

“ยินดีด้วย” จอห์นยกนิ้วให้ “รอดแบบเส้นยาแดงผ่าแปดเลยสินะ” 

ไหว่เชิงส่ายหน้าช้าๆ พร้อมกับเล่าความจริงว่า “ถึงคณะไม่ภาคทัณฑ์ฉัน แต่ฉันก็ตัดสินใจส่งชื่อพักการเรียนด้วยตัวเองแล้ว” 

“อ้าว” เด็กหนุ่มชาวอังกฤษผงะหงาย “ทำบ้าอะไรของนายวะเนี่ย” 

“ฉันขาดเรียนไปเป็นอาทิตย์ กลับมาคราวนี้ก็เรียนตามเพื่อนคนอื่นไม่ทันแล้ว” ไหว่เชิงระบายลมหายใจ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นจริงเป็นจังกว่าเก่าว่า “และฉันก็อยากใช้เวลาช่วงนี้ร่วมกับอาฟั้นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย จะอยู่ดูแลเธอเพื่อช่วยประคับประคองให้เธอผ่านพ้นช่วงเวลาเลวร้ายนี้ไปได้อย่างดีที่สุด เพราะฉันรู้ว่าสำหรับเธอแล้ว คงไม่มีใครทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีไปกว่าฉันหรอก” 

จอห์น แกรนแธม ทำหน้าคลื่นไส้ชั่ววูบหนึ่ง ก่อนจะตบบ่าเพื่อนแรงๆ “ไปเถอะ ไปทำสิ่งที่นายเลือกให้ดีที่สุดก็แล้วกัน ไอ้เพื่อนยาก” 

 

ถึงจะไม่ได้รับรองคำสั่งลาของจอห์นด้วยวาจา แต่ทว่าไหว่เชิงก็ยึดถือการกระทำตามคำพูดนั้นอย่างแข็งขันครบถ้วนไม่มีขาดตกบกพร่อง ตลอดระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์แรกที่เขากลับมาที่บ้านตระกูลหมั่น ไหว่เชิงประพฤติตนเสมือนหนึ่งต้นห้องเพื่อคอยบริการเหล่ฟั้นซึ่งหมออนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่บ้านได้ ตั้งแต่เช้าตรู่ยันดึกดื่นเด็กหนุ่มเฝ้าดูแลเอาใจใส่เด็กสาวไม่เคยห่าง ไม่ว่าเธอจะประสงค์สิ่งใด เขาก็ไม่เคยเกี่ยงงอนที่จะสรรหามาบริการให้ จนแลดูประหนึ่งว่าสถานภาพที่ติดตัวทั้งคู่มานับแต่แรกพบจะถูกสลับสับเปลี่ยนกันเพราะเหตุนี้ ซึ่งถึงแม้เหล่ฟั้นจะเคอะเขินเต็มประดาที่อยู่ๆตนก็ได้รับการประคบประหงมราวคุณหนูและย้ายมานอนในห้องใหญ่ชั้นบน แต่ก็คงยากที่จะปฏิเสธได้ว่าอาการเจ็บป่วยของเธอบรรเทาเบาบางลงมากทุกวันคืน จนไม่ช้าสภาพร่างกายและจิตใจของเธอก็กลับมาเป็นปกติ

ท่ามกลางอากาศอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ ลมเย็นพัดพาความเย็นเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอนจนหมดสิ้นความอ้าว...เด็กสาวทอดสายตาอ่อนโยนดูเด็กหนุ่มที่ลากเก้าอี้สามขามานั่งข้างเตียงเธอ ก่อนที่เขาจะนั่งลงปอกสาลี่อย่างเก้กัง   

“ให้ฉันปอกเองก็ได้นะ” เหล่ฟั้นพูดยิ้มๆ  

“อย่าเพิ่งเลย ไว้ให้เธอดีขึ้นกว่านี้อีกหน่อยดีกว่า แผลที่มือยังไม่หายเลยไม่ใช่หรือ ถ้าปอกๆไปแล้วมีดบาดซ้ำรอยเดิมอีกจะทำยังไง” ไหว่เชิงแย้งพร้อมกับวางสาลี่ผลที่เพิ่ง ‘ปอกเสร็จ’ ลงในจาน แล้วส่งให้เธอ “นี่สำหรับเธอ อาฟั้น” 

เหล่ฟั้นดูผลไม้ที่ถูกปอกอย่างเว้าๆแหว่งๆด้วยความขำขัน 

“ขอมีดให้ฉันเถอะค่ะ คุณพ่อบ้าน”  

“อย่าเลยน่า” เขาไม่เต็มใจ 

“ไหนคุณบอกเองนี่คะว่าจะเอาใจฉัน ทำตามใจฉันทุกเรื่องจนกว่าฉันจะหายดี” เธอส่งเสียงหวานยอกย้อนอย่างเจ้าเล่ห์ 

“นั่นฉันหมายถึงเรื่องอื่น” คุณชายน้อยย่นคิ้ว แต่ครั้นสบสายตาเร่งเร้าที่มองกลับมา เขาก็ยอมยกมีดในมือให้แต่โดยดี “เอาก็เอา อยากได้นักก็เอาไปเลย” 

ไหว่เชิงสังเกตทักษะการใช้มีดที่เจนจัดของเหล่ฟั้น ขณะเดียวกับเสียงนกในกรงบ้านฝั่งตรงข้ามแว่วมา เขาจึงเปลี่ยนเรื่องคุยใหม่ “บ้านเรานี่เงียบเหงาเหลือเกิน เธอรู้สึกมั้ยว่ามันเล็กเกินไปที่จะอยู่กันแค่สองคนอย่างเรา” 

“นั่นสินะคะ” เธอเอียงอายรับคำเพราะเข้าใจว่าเขาต้องการสื่อความหมายแฝงบางอย่าง “แล้วคุณ...เอ้อ...คิดว่าเราควรทำยังไงต่อไปดีคะ”  

ไม่มีคำตอบใดหลุดออกจากปากฝ่ายชาย ชั่วขณะหนึ่งที่เขาเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อบ้านที่เขาอาศัยอยู่โดยถูกสมอ้างว่าเป็นลูกหลานเจ้าของเจ้าของบ้าน เด็กหนุ่มครุ่นคิดอะไรอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ความคิดฟุ้งซ่านจะถูกสกัดกั้นโดยคำถามที่พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นจริงเป็นจังของเด็กสาว 

“คุณคิดว่าเราควรรับใครเข้ามาอยู่เพิ่มหรือเปล่า” 

“เธอหมายถึงใครหรือ” เขาฉงนกับคำถามนั้น 

“ป้าเซากับลุงตั๊งยังไงล่ะคะ” เธอตอบด้วยความมั่นใจ “ทั้งสองคนมีบุญคุณกับฉันมาก ตอนนี้พวกแกแก่มากแล้ว แต่กลับต้องซุกหัวนอนอย่างแร้นแค้นในห้องแถวเล็กกระจิดแบบนั้น มันคงจะดีไม่น้อยเลยถ้าพวกแกย้ายมาอยู่ที่นี่กับเรา” 

เด็กหนุ่มทำหน้าลังเลชั่วพริบตาหนึ่ง  

“ได้ซิจ๊ะ ที่รัก” ไหว่เชิงยิ้มหน้าชื่น “ฉันเคยพูดเองนี่ว่าฉันจะทำตามคำเรียกร้องของเธอทั้งหมดไม่ว่าเธอจะร้องขออะไรก็ตาม” 

เหล่ฟั้นยันตัวขึ้นนั่งด้วยสีหน้าปรีดิ์เปรม ฉับพลันที่คำสอนของซิสเตอร์กวานในห้วงความฝันล่องลอยมาจากซอกหลืบแห่งมโนสำนึก 

“เธอเป็นอะไรไป” เด็กหนุ่มใจแป้วเมื่อเห็นแวววิตกฉายในดวงตาเธอ  

“ที่รักคะ” อดีตหมุ่ยไจ๋เรียกด้วยน้ำเสียงแปร่งปร่า “คุณจะขัดข้องมั้ยคะ ถ้าฉันจะวิงวอนขออะไรบางอย่างที่คุณอาจทำใจได้ยาก” 

“เธอจะขออะไรหรือ” ผู้เป็นนายเริ่มใจไม่ดี 

“คุณได้พบคุณนายบ้างมั้ยคะ”  

“ไม่” เขาหน้าตาตื่น “นี่เธอกำลังจะขออะไรจากฉันกันแน่” 

“ฉันอยากขอให้คุณไปเยี่ยมคุณนายอีกสักครั้ง” 

“เธอพูดอะไรออกมา จะให้ฉันไปพบหน้าผู้หญิงใจร้ายคนนั้นที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายตลอดชีวิตในฮ่องกงนี่น่ะหรือ” 

“ขอเถอะค่ะ ไหว่เชิง” เหล่ฟั้นอ้อนวอน พร้อมทั้งชี้แจงเหตุผล “เรื่องของฉันก็ส่วนของฉัน เรื่องของคุณก็ส่วนของคุณ...ถึงคุณนายจะให้ร้ายกับฉันสารพัด แต่หล่อนก็รักคุณเสมือนลูกแท้ๆมาโดยตลอด และไม่เคยมีสักครั้งเลยที่หล่อนจะหล่อนจะชิงชังรังเกียจคุณเหมือนอย่างที่หล่อนทำกับฉัน ฉันเชื่อว่าเพียงเท่านี้คุณนายก็ได้รับผลกรรมหนักหนาพอทนแล้ว อย่าให้หล่อนต้องทุกข์ระทมไปกว่านี้เลย” 

“คุณนายเลี้ยงดูคุณมาด้วยดีจนคุณเติบใหญ่ ไม่ว่าหล่อนจะมีเจตนาแบบไหน หล่อนก็เป็นผู้มีพระคุณอย่างสูงคนหนึ่งในชีวิตของคุณนะคะ” คำพูดนี้ยังดังแว่วในใจเขาอยู่เสมอ ซึ่งไหว่เชิงกล้ำกลืนความรู้สึกบางอย่างลงคอทุกครั้งที่ได้ยินมัน 

 

สตรีผู้นั่งคุดคู้อยู่ในห้องจำกัดอิสรภาพลุกขึ้นยืนด้วยท่าทางที่ลุกลี้ลุกลนเสมือนหนึ่งคนบ้า ถลาร่างซูบผอมไปเกาะลูกกรง และออกแรงเขย่าอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับจะทลายพวกมันให้หลุดเป็นซี่ๆเพื่อออกไปหาผู้มาเยี่ยม

“อาเชิง อาเชิง” หยิงโถวตะโกนเรียกซ้ำๆ “มาหาแม่แล้วหรือลูก” 

“คุณยังกล้าเรียกผมว่า ‘ลูก’ อีกหรือครับ” เด็กหนุ่มย้อนถามพลางเพ่งตามองผู้ต้องขังด้วยสายตากึ่งดูแคลนกึ่งชอกช้ำ...เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อว่าภายในไม่กี่สัปดาห์ กาลเวลาในห้องแคบแห่งนี้ได้เปลี่ยนแปลงหล่อนจากสาวใหญ่ผู้สวยสง่ามาเป็นนักโทษหญิงผู้มีสภาพทรุดโทรม ใช่แต่เพียงเครื่องประทินโฉมที่หายไปเท่านั้น หากใบหน้ายังแห้งตอบ และผอมโซไปทั้งร่าง จนไหว่เชิงแทบไม่เชื่อสายตาว่าหญิงที่ตนเห็นตรงหน้าเคยมีรูปโฉมโนมพรรณที่งดงามชวนมองมาก่อน  

“ขอบคุณที่เลี้ยงดูผมมา” คนมาเยี่ยมเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเครือสะท้าน “จากนี้ไปเราคงไม่มีเหตุให้ต้องพบกันอีกแล้ว” 

“แต่ลูก...” หล่อนสะอื้น ทำท่าจะแหกกรงขังเมื่อเขาหันหลังให้ 

“ยังมีอีกอย่างที่ผมลืมบอก - ผมยกโทษให้คุณครับ” ไหว่เชิงกล่าวโดยไม่มองหน้า “คำพูดนี้ผมไม่ได้พูดเองหรอกนะ อาฟั้นต่างหากที่บงการให้ผมพูด” 

หมั่น ซน หยิงโถว น้ำตาแตกซ่านเป็นสาย หล่อนปล่อยมือลงข้างตัวอย่างสิ้นกำลังวังชา และเมื่อแสงสว่างที่ส่องมาจากประตูที่ถูกเปิดออกดับลง หล่อนก็รู้สึกดุจเดียวกับว่าแสงไฟแห่งชีวิตหล่อนได้ดับสิ้นลงเช่นเดียวกัน   

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น