Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 1: กระเช้าดอกไม้และกาแฟ

ชื่อตอน : ตอนที่ 1: กระเช้าดอกไม้และกาแฟ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2562 09:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1: กระเช้าดอกไม้และกาแฟ
แบบอักษร

 

ตอนที่ 1: กระเช้าดอกไม้และกาแฟ 

 

           “ฝากไว้ได้เลยค่ะ”

             ศีลก้มลงมองกระเช้าดอกไม้ยิ่งใหญ่อลังการที่ลิลิตจัดมาให้อย่างดี กับกาแฟแก้วพิเศษเพื่อทดแทนแก้วเมื่อวาน พร้อมคำสั่งกำกับมาว่าต้องพูดขอโทษพีระพัฒน์ให้ได้

             “คือผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณพีระพัฒน์ด้วยครับ” เขาแลกบัตรผ่านประชาสัมพันธ์ด้านล่างขึ้นมา แต่เมื่อขึ้นมาถึงชั้นที่ยี่สิบห้า พนักงานที่เคาน์เตอร์ด้านหน้าแจ้งให้เขาฝากของเอาไว้

             “ได้นัดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าคะ” แม้สีหน้าจะดูยิ้มแย้มแต่ดวงตาที่เหลือบมองชุดทำงานของเขาทำให้ศีลรู้ว่าทำไมเขาถึงไม่ได้เข้าพบ

             “เปล่าครับ” ตอนนี้เขาเริ่มทำใจแล้ว พี่ลิตคงเข้าใจน่าว่าเป็นถึงผู้บริหารการเข้าพบคงทำไม่ได้ง่ายๆ

             “ถ้าอย่างนั้นต้องขอโทษด้วยนะคะ”

             “ครับ” ศีลยอมจำนน เขาทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว ได้แต่หวังว่าการ์ดที่เขาบรรจงเขียนคำขอโทษมาอย่างดีจะแทนกันได้

             “ยังไงผมฝากของให้คุณพีระพัฒน์ด้วยนะครับ”

             “ค่ะ”

             “มีอะไรหรือเปล่า” เสียงเพราะหูแต่ฟังดูมีอำนาจดังขึ้น ศีลหันไปมอง หญิงสาวร่างสูงอยู่ในชุดสูททันสมัยเดินมาจากทางด้านหลังเขา ก่อนหยุดยืนที่หน้าเคาน์เตอร์

             “มีคนมาส่งของให้คุณพีระพัฒน์ค่ะ”

             ศีลถึงกับหน้าเหวอ เขามาขอพบไม่ได้มาส่งของ

             “ให้คนยกเข้าไปข้างใน”

             “ขอโทษครับ” ศีลตัดสินใจท้วง “คือผมมาขอพบคุณพีระพัฒน์ครับ ส่วนของนั่นผมนำมาด้วย”

             “ถ้าอย่างนั้นเชิญนั่งรอสักครู่นะคะ ไม่แน่ใจว่าคุณภีมติดประชุมหรือเปล่า”

             ศีลรู้ว่ามันเป็นคำแก้ตัวแต่เขาก็รู้สึกดีขึ้น ชายหนุ่มเดินไปนั่งยังโซฟาห่างออกไปตามคำเชิญของหญิงสาว เขาได้ยินเสียงคุยกันดังแว่วๆ

             “ไม่เห็นแจ้งพี่ว่ามีคนมาขอพบคุณภีม”

             “ไม่ได้นัดไว้ค่ะ อีกอย่าง..” ศีลทำเป็นไม่เห็นสายตาที่มองมา เหมือนต้องการบอกว่าอีกอย่างคนที่มาก็เป็นแค่พนักงานส่งของ

             เสียงของหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามายิ่งเบาลง “ถึงยังไงก็ต้องแจ้งเข้าไป คุณภีมสะดวกพบหรือไม่จะแจ้งออกมาเอง”

             “ขอโทษค่ะ”

             “เดี๋ยวพี่แจ้งคุณภีมให้ ชื่ออะไรได้บอกไหม”

             “เอื้องไม่ได้ถามค่ะ” สีหน้าคนตอบจืดสนิท “แต่มีการ์ดมาด้วย” การ์ดถูกยื่นให้คนถาม

             “เดี๋ยวพี่โทรบอก”

             “ค่ะ”

             สายตาศีลมองหนังสือที่หยิบขึ้นมาอ่าน ท่าทางจดจ่อ แต่หูกางออกยิ่งกว่าเรดาร์ เขาตั้งใจฟังทุกคำ เอาวะ ท่าทางพอมีหวัง แต่ถ้าจะพูดตามความจริงเมื่อครู่เขาแอบโล่งอกไม่ต้องพบ ตอนนี้เลยบอกไม่ถูกว่ารู้สึกดีใจหรือเสียใจ

             “เชิญค่ะ” เพียงครู่เดียวหญิงสาวที่มองเขาเป็นแค่คนส่งของ ซึ่งความจริงก็ใช่ เดินเข้ามาหาพร้อมกับยิ้มให้อย่างงดงาม ผายมือไปยังทางเดิน

             เขาเดินตามประชาสัมพันธ์เข้าไป เดาว่าชั้นนี้มีแต่ห้องทำงานผู้บริหารเพราะห้องทำงานแต่ละห้องใหญ่โตโอ่อ่า ศีลมองผ่านกระจกใส ด้านในเหมือนห้องรับแขกขนาดใหญ่ มีเก้าอี้รับแขก มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่หน้าประตูบานใหญ่อีกที คนที่นั่งข้างนอกน่าจะเป็นเลขา ส่วนประตูนั่นคงเป็นห้องทำงานของผู้บริหารอีกทีมั้ง ศีลเดาไปเรื่อยเปื่อยจนคนนำทางหยุดเดิน

             “เชิญค่ะ”

             “ขอบคุณครับ”

             ศีลเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องกระจกคล้ายห้องที่เขาเห็นระหว่างทาง แต่ตกแต่งหรูหรากว่ามาก มีชุดรับแขกขนาดใหญ่ มีมุมเครื่องดื่ม มีอุปกรณ์สำนักงานครบครัน หญิงสาวที่เขาเจอเมื่อครู่ลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน

             “เชิญค่ะ คุณภีมรออยู่แล้ว”

             “ขอบคุณครับ” ศีลค้อมศีรษะให้ เดินผ่านประตูที่หญิงสาวเปิดรอเข้าไปด้านใน เขาอดคิดไม่ได้ว่าการเจอคนๆ หนึ่งทำไมมันถึงยากเย็นขนาดนี้

             ห้องทำงานที่เขาเคยเห็นมา จากการตระเวนส่งกาแฟละแวกนี้ไม่ได้ครึ่งไม่ใช่สิไม่ได้เสี้ยวของห้องนี้ ผนังเป็นกระจกกว้างมองเห็นวิวสุดลูกหูลูกตา ทุกอย่างดูน่าตื่นตาตื่นใจไปหมด

             “สวัสดี”

             ศีลสะดุ้ง เขามัวแต่ตื่นตาตื่นใจไปกับสิ่งที่ได้เห็นจนลืมเจ้าของห้อง

             “สวัสดีครับ” ศีลรีบยกมือไหว้

             “พูดธุระของคุณได้เลย” ชายหนุ่มรู้สึกว่าตัวของเขาหดเล็กเหลือเท่าก้านไม้ขีด เขาเคยเจอแต่ ‘มีไรวะ’ ‘ว่าไงมึง’ เจอประโยคทางการเข้าไปได้แต่ยิ้มแห้ง รู้สึกเหมือนอาจารย์ฝ่ายปกครองเรียกเข้าไปพบ

             ศีลขยับเข้าไปใกล้อีกนิด วางกระเช้าดอกไม้กับแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ

             “ผมเอากระเช้าดอกไม้กับกาแฟมาฝาก เอ๊ย มาขอโทษเรื่องเมื่อวานครับ ที่ผมเสียมารยาทกับคุณพีระพัฒน์ ต้องขออภัยเป็นอย่างสูง ” อย่าคิดว่าเขาจะพูดประโยคหรูหราเหล่านี้ได้เอง มันคือสคริปที่เจ้านายผมยาวของเขาเขียนให้ท่องจำ นี่เขายังแอบตัดคำว่ากราบออกไปเพราะมันฝืนปากเกินไป

             “ไม่ต้องขอโทษ ผมไม่ติดใจอะไร”

             “ขอบคุณครับ” ศีลยิ้มกว้าง ไม่น่าเชื่อว่าจะรวดเร็วและง่ายดายกว่าที่เขาคิด

             “แล้วคุณล่ะติดใจอะไรไหม”

             “ไม่ครับ” เขารีบปฏิเสธ “ไม่ติดใจสักนิ้ดดเดียว” ศีลลากเสียยาว ภายในใจคิดว่ารอดแล้วกู ไม่ต้องกลัวเจ้านายฆาตกรรมหมกร้านตามที่ขู่เอาไว้ก่อนมา

             “ก็ดี” คนพูดพยักหน้า ดวงตามีแววพึงใจ ศีลอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมดวงตาคู่นั้นถึงได้แลดูเจ้าเล่ห์แปลกๆ

             “เพราะที่จริงคุณเรียกค่าเสียหายจากบริษัทผมได้ เรียกค่าเสียเวลา เสียโอกาส ค่าตกใจ ค่าอะไรก็แล้วแต่ ถึงไม่เคยได้ยินว่ามีใครฟ้องร้องกรณีนี้มาก่อน แต่ถ้าจำไม่ผิดผมคิดว่ามันฟ้องได้ และน่าจะได้แพงกว่าค่าทำความสะอาดชุดกับรองเท้าของผม”

             !!!

             ศีลอ้าปากค้าง เดี๋ยวนะ จริงสิ! ตาลุงนี่เป็นเจ้าของบริษัท เขาก็ต้องเป็นผู้เสียหายสิ!

             “รู้ไหมว่าทำกาแฟหกรดใครนิดหน่อยไม่ผิดกฎหมาย เว้นแต่คุณตั้งใจราดกาแฟร้อนๆ ใส่ผม”

             ศีลมองรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปนขำนั้น อีตาลุงนี้ร้ายชะมัด สมแล้วที่เป็นคนรวย โว๊ยยย ทำไมเขาคิดไม่ถึงวะ ศีลโวยวายอยู่ในใจแต่ครู่เดียวก็ปลงตก เขาไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น เอาจริงๆ แล้วเขาไม่ติดใจเรื่องลิฟต์ค้างสักนิดและยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดอยู่ดี

             “ช่างมันเถอะครับ ว่าแต่เสื้อกับรองเท้าคุณทำความสะอาดออกไหมครับ”

             “ไม่ทราบ ผมส่งให้แม่บ้านทำ”

             แม่เจ้า! ความสะดวกสบายของคนรวยมันเป็นแบบนี้นี่เอง ศีลพยายามทำหน้านิ่งไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ

             “ตกลงคุณอยากเรียกร้องค่าเสียหายไหม”

             ชายหนุ่มเลิกคิ้ว แปลกใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายถาม นึกว่าเขาเสียรู้ไปแล้วเสียอีก

             “ไม่ครับ” ศีลปฏิเสธ ถึงรู้แล้วว่าทำได้เขาก็ไม่มีความคิดนั้นอยู่ในหัวอยู่ดี “ผมแค่ตื่นเต้นนิดหน่อย คุณแย่กว่าอีก เปื้อนทั้งเสื้อทั้งรองเท้า แถมดอกไม้กับกาแฟก็สภาพไม่สวยเลย”

             ดวงตาที่มองตรงมายังเขาฉายแววพึงใจ คล้ายเจ้าตัวถูกใจในคำตอบของเขา

             “แต่..” ศีลนึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง

             “ว่ามาสิ”

             “ร้านที่ผมทำงานอยู่เช่าพื้นที่ของตึกที่เป็นของที่นี่ครับ จะต้องต่อสัญญาเดือนหน้า ผมไม่ได้ขอให้ต่อให้เลย อันนั้นแล้วแต่การพิจารณาตามความเหมาะสมเลยครับ แต่ผมอยากขอว่าอย่าให้เหตุการณ์เมื่อวานมีผลได้ไหมครับ ผมซุ่มซ่ามเองไม่เกี่ยวกับทางร้าน”

             “พรุ่งนี้ให้เจ้าของร้านมาติดต่อได้เลย”

             “ครับ?!! พรุ่งนี้เหรอครับ!”

             “ใช่ หรืออยากให้ผมรอ”

             “ไม่ต้องครับไม่ต้อง เซ็นเลย” ศีลยิ้มร่า เจ้านายเขาต้องพอใจกับข่าวดีนี้แน่ๆ

             “ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนเวลาคุณพีระพัฒน์แล้วครับ ขอบคุณมากครับ” ศีลยกมือขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม อยากรีบไปบอกข่าวดีให้เจ้านายรู้ อีกอย่างอยู่ในห้องนี้นานๆ เขาอึดอัด ไม่ค่อยชินกับความหรูหราและอะไรที่เป็นทางการเท่าไหร่

             “เดี๋ยว”

             “ครับ?”

             “ขอบใจสำหรับของ”

             “ไม่เป็นไรครับ มันถูกกว่าค่าเสื้อกับค่ารองเท้าแน่ๆ เผื่อทำความสะอาดไม่ออก” ศีลยิ้มทะเล้น เอาคำพูดของคนตรงหน้ามาพูดบ้าง “แล้วก็ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่ไม่ถือโกรธ เรื่องเอ่อ..เรื่อง...” ศีลอึกอัก

             “เรื่องที่คุณเรียกผมว่าคุณลุง เรื่องที่ว่าผมใช้ของไม่ดี เรื่องที่ว่าผมไม่ซ่อมบำรุงตั้งใจปล่อยปละละเลยน่ะเหรอ”

             “ฮ่าๆ” ศีลหัวเราะแก้เก้อ เขาโบกมือไปมา “ลุงที่ไหนจะหล่อขนาดนี้ครับ” เขาพยายามยิ้มให้ร่าเริงเข้าไว้ คนอะไรวะจำแม่นฉิบ

             “หึๆ”

             “จริงๆ นะครับตั้งแต่ผมเจอผู้ชายด้วยกันมา คุณพีระพัฒน์ถือว่าหล่อวัวตายควายล้มที่สุดแล้ว”

             “นั่นคำชมเหรอ” คนถามขมวดคิ้วจ้องหน้าเขา

             “ชมสิครับ”

             “งั้นก็ขอบใจ แต่หวังว่าคราวหน้าที่เจอกัน...”

             “ผมจะเรียบร้อยที่สุดเลยครับ”

             “หึๆ”

             “ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ สวัสดีครับ” ศีลรีบยกมือขึ้นไหว้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะคิดอะไรออกอีก

             “อืม”

             เหมือนเป็นสัญญาณให้เขาเผ่น ศีลรีบเปิดประตู ก้าวออกจากห้องใหญ่โตนั่นอย่างรวดเร็ว

             เขาส่งยิ้มให้กับเลขาสาวเมื่ออีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมอง “ผมกลับแล้วครับ ขอบคุณครับ” ศีลไม่ลืมว่าเขาได้เข้าพบพีระพัฒน์ก็เพราะใคร

             “ค่ะ โชคดีนะคะ”

             ชายหนุ่มเพิ่งเข้าใจคำว่าการแสดงออกที่ดีเป็นอย่างไร เขาไม่เห็นสายตาดูถูกหรือตัดสินเขาจากดวงตาคู่สวย คำพูดไพเราะสุภาพ รอยยิ้มเป็นมิตรแต่ไม่มากจนเกินไป และเขาเข้าใจคำว่าตัดสินคนจากภายนอกอีกครั้งเมื่อเดินผ่านหญิงสาวที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านหน้า สายตาที่มองมาตัดสินเขาไปแล้วโดยไม่รู้ว่าเขาเป็นใครหรือเป็นอย่างไร

             ศีลไม่ได้คิดว่าเขาดีไปกว่าที่เห็น นั่นเพราะเขารู้จักตัวเองดี แต่มันแปลกที่คนที่ไม่รู้จักเขาสักนิดเลือกที่จะตัดสินเขาทันทีจากภาพลักษณ์ภายนอกที่ได้เห็น

             พ่อแม่ของเขาไม่ได้ร่ำรวยอะไร การทำงานส่งลูกสามคนเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์มาจากมหา’ลัยของรัฐ แต่ในยุคที่นักศึกษาจบใหม่ล้นตลาด การหางานทำจึงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเขาจึงพอใจแล้วที่ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่แม้จะเป็นแค่พนักงานส่งของร้านดอกไม้และกาแฟก็ตาม

 

• • • • • • • • 

 

             “มีอะไรวะ” ศีลพยักพเยิดไปทางเจ้านาย เขาพกข่าวดีมาให้เต็มกระเป๋า แต่ทำไมสีหน้าเจ้านายถึงเหมือนปลาสำลักน้ำไม่มีผิด

             “เรื่องตลกน่ะ” จินหันมายิ้มให้เขา ยกนิ้วขึ้นดันขอบแว่น

             “อะไร เล่ามาเร็ว”ศีลขยับเข้าไปใกล้เพื่อน เรื่องอย่างนี้ต้องกระซิบ

             “เมื่อกี้มีคนโทรมาจากบริษัทที่ตึกนั้น บอกว่าอยากสั่งกาแฟให้ขึ้นไปส่งทุกเช้า”

             “อ้าวก็เรื่องดีนี่ ทำไมพี่ลิตทำหน้าเป็นปลาสำลักน้ำแบบนั้นวะ”

             “ก็คนที่ว่าเป็นเลขาของคุณพีระพัฒน์”

             “แล้ว?”

             “กาแฟที่ชงไปให้เป็นกาแฟคัดพิศษ พี่ลิตสั่งมาลองชิมถุงเดียวเพราะมันแพง”

             ศีลค่อยๆ เบิกตากว้าง เขาเริ่มเข้าใจเรื่องราว

             “ถุงนิดเดียวด้วยนะ คุณเลขาเขาสั่งทุกวันด้วย เห็นว่าคุณพีระพัฒน์แบ่งให้ชิมแล้วติดใจ” จินยักคิ้วให้เขา

             “ฮ่าๆ” ศีลทนไม่ไหวจริงๆ เขาปล่อยเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น ก่อนรีบโยกตัวหลบเมื่อก้านดอกไม้ปลิวเข้าใส่

             “ขำ เพราะเอ็งคนเดียว” ลิลิตส่งสายตาคาดโทษลูกน้อง เขากำลังเกิดอาการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

             “ผมไม่เกี่ยว พี่ลิตไม่บอกไปละว่าตัวนี้ที่ร้านไม่ได้ขาย”

             “พี่ลืม ไม่กล้าปฏิเสธด้วย” คนตอบสารภาพเสียงอ่อย ศีลกับจินลอบสบตากัน พวกเขากลั้นขำเกือบตาย

             “เอาน่าพี่ แลกกับได้ต่อสัญญาร้านพรุ่งนี้ก็ถือว่าคุ้มนะ”

             “อะไรนะ! พรุ่งนี้! แน่เหรอ”

             “ผมได้ยินมากับหู คุณพีระพัฒน์บอกผมเอง เขาให้เป็นค่าปลอบขวัญที่ผมติดอยู่ในลิฟต์” ศีลเล่าเรื่องที่คุยกับเจ้าของตึกให้ทุกคนฟัง

             เมื่อศีลเล่าจบ ทั้งเพื่อนทั้งเจ้านายทำตาปริบๆ ก่อนเสียงหัวเราะจะระเบิดออกมา

             “ซื่อบื้อพอกันทั้งร้าน” ลิลิตส่ายศีรษะ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บางจังหวะของชีวิตก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป แต่ในเรื่องแย่ก็ยังมีเรื่องดีซ่อนอยู่ อย่างน้อยเขาก็จะได้ทำงานที่รักต่อไปอีกสามปีโดยไม่ต้องรอลุ้นว่าจะได้ต่อสัญญาไหม จะมีร้านใหม่ยื่นข้อเสนอเข้ามาแทนที่หรือเปล่า แค่นี้ก็นับว่าดีแล้ว

             “จากนี้ไปก็ฝากร้านด้วยนะ”

             “ครับผม”

             ลิลิตยิ้มกว้าง งานที่รัก คนที่รัก แค่นี้ชีวิตก็น่าพอใจแล้ว

ความคิดเห็น