nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 23

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 644

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2562 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 23
แบบอักษร

 

ตอนที่ 23 

วันอาทิตย์ ไอ้น้ำก็มานั่งชูคอเป็นตุ๊กตาหน้ารถของผู้กองในระหว่างทางกลับบ้าน ถึงแม้ไอ้น้ำจะบอกผู้กองในบทสนทนาผ่านแอปพลิเคชั่นสีเขียวตั้งแต่แรกแล้วว่า  

“ไม่เป็นไร ผมกลับบ้านเองได้” 

แต่ก็ได้คำตอบว่า 

“กลับด้วยกันแหละดีแล้ว ฉันเป็นห่วง” 

ไอ้น้ำจึงไม่ได้ปฏิเสธอีกฝ่ายต่อ เพราะในใจลึกๆ แล้วก็ตั้งใจจะลองเดินหน้าจีบผู้กองดูสักตั้ง เขาจึงต้องหาโอกาสใกล้ชิดให้ได้มากที่สุด  

เดี๋ยวก่อน ไอ้น้ำฉุกคิด ปกติแล้วเขาต้องไปรับอีกฝ่ายสิ ก่อนหน้านี้ที่คบกับเจน เขาก็ไปรับไปส่งเจนอยู่เสมอ คราวนี้ทำไมมันกลับตาลปัตรเป็นแบบนี้ไปได้ ถึงจะเป็นผู้ชายเหมือนๆ กัน แต่ตำแหน่งมันจะสลับแบบนี้ไม่ได้ ปลอบใจตัวเองไปก่อน เดี๋ยววันหน้าถ้าไอ้น้ำมีรถโก้ๆ ขับ เขาจะเป็นฝ่ายไปรับผู้กองเอง 

ผู้กองไม่ต้องเสียใจไปนะ 

วันนี้ตอนที่เขากำลังยืนรอผู้กองมารับยังจุดที่ได้นัดแนะกันไว้ เขาก็แปลกใจที่เลยเวลานัดมากว่าห้านาทีแล้ว คนที่รับปากว่าจะมานั้นยังไม่มา กลับมีรถยนต์ของใครไม่รู้มาจอดอยู่ข้างหน้าเขา จะมาจอดทำอะไรตรงนี้ก็ไม่รู้ แล้วนี่ยังไม่รีบไปเสียที ถ้าหากผู้กองปรานต์มาแล้วไม่มีที่จอดหรือไม่เห็นว่าเขายืนรออยู่จะทำอย่างไร 

ไอ้น้ำคนดีหงุดหงิดเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนัก ถนนตรงนี้ไม่ได้ห้ามจอดและเป็นที่สาธารณะ ใครก็มีสิทธิ์มาจอดได้ทั้งนั้น เขายกข้อมือดูเวลาอีกครั้ง เลยมาจวนจะสิบนาทีแล้ว ผู้กองไม่น่าเป็นพวกไม่ตรงเวลา หรือจะมีอุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า เขานึกห่วงทันควัน น้ำหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาหมายจะโทรออกไปยังเบอร์อีกฝ่าย แต่กระจกรถยนต์ฝั่งคนขับถูกเลื่อนลงเสียก่อน 

“ขึ้นรถสิ” เสียงคุ้นเคยดังออกมาจากในรถคันนั้น 

“อ้าว ผู้กอง” น้ำประหลาดใจ รถยนต์คันที่เขาด่าในใจไปหลายยกกลายเป็นรถของผู้กองเองเหรอเนี่ย 

ไอ้น้ำรีบก้าวขึ้นรถทันที ส่วนสัมภาระที่เป็นเป้ใบหนึ่งก็ถูกนำไปวางไว้ข้างหลังอย่างเรียบร้อย 

“มาแล้วทำไมไม่บอกล่ะครับ” อยากจะบ่นอีกฝ่ายมากกว่านี้แต่เขาควรทำคะแนน  

ข้อแรก...ไม่ควรจู้จี้ขี้บ่น ไม่มีใครชอบคนขี้บ่น ถึงแม้การห้ามปากไม่ให้บ่นนั้นจะยากเต็มที 

“ขอโทษที เมื่อครู่จ่าสมคิดโทรเข้ามารายงานเรื่องบางอย่างน่ะ” ผู้กองหนุ่มอธิบาย ไอ้น้ำได้ยินก็รีบฉีกยิ้มดับอารมณ์คุกรุ่นลงทันที 

ข้อสอง...รอยยิ้มหว่านเสน่ห์ โปรยเข้าไปเยอะๆ เขาจะได้ชอบเราได้ง่ายขึ้น ใครๆ ก็ชอบคนยิ้มง่าย 

ผู้กองหนุ่มออกรถอย่างนุ่มนวลเมื่อเห็นว่าคนร่วมทางจัดการคาดเข็มขัดนิรภัยเรียบร้อยแล้ว 

“รอนานหรือเปล่า” ผู้กองถามเสียงนุ่มเป็นการทำลายความเงียบภายในรถ ตอนนี้รถยนต์กำลังมุ่งหน้าทำความเร็วตามความสามารถของมันอยู่บนท้องถนนที่วันนี้ดูจะโล่งเป็นพิเศษ 

“ไม่นานครับ” น้ำปฏิเสธ ถึงจะรอเกือบสิบนาทีเพราะเหตุอะไรที่ผู้กองบอกก็เถอะ  

ข้อสาม...อย่าเอาทุกอย่างมาเป็นอารมณ์ อะไรช่างมันได้ก็ช่างมัน เรื่องเล็กน้อยอย่าเก็บเอามาใส่ใจ 

“เกือบเรียกไม่ทันตอนที่เห็นว่านายจะเดินไปที่อื่น” 

“ผมไม่รู้ว่าเป็นรถของผู้กอง กลัวว่าถ้าผู้กองมาแล้วจะไม่เห็น” น้ำบอก 

“แม่ฉันขี้กังวล ก็เลยให้คนเอารถคันนั้นไปตรวจเช็กสภาพ” ผู้กองหนุ่มถือโอกาสอธิบาย 

“อ้อ...ครับ” น้ำฟังแล้วก็พอจะเข้าใจนิสัยของคุณหญิง 

“พอนั่งได้นะ?” ผู้กองถามด้วยความกังวล 

“นั่งได้สิครับ รถอะไรผมก็นั่งได้ ขามาผมยังนั่งรถประจำทางต่อด้วยรถตู้เลย” น้ำรีบท้วง ผู้กองถามว่าพอนั่งได้ไหม นี่มันที่สุดของที่สุดแล้วมั้ง ประเมินด้วยสายตาก็พอรู้ คันนี้หรูกว่าคันเดิมเสียอีก ถ้าจะนั่งไม่ได้ก็เพราะขี้กลากมันลามขึ้นตูดเขานั่นแหละ 

“ขึ้นมากรุงเทพฯ ทำไมไม่บอกกันบ้าง” ผู้กองเปลี่ยนหัวข้อสนทนา 

“...” น้ำเงียบ เจ้าตัวกำลังหาคำตอบดีๆ ให้กับคำถามนี้อยู่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงจะบอกว่าเรื่องของเขา ผู้กองจะอยากรู้ไปทำไม แต่พอจะทำคะแนนหัวใจ มันเลยยากไปหมดเลยวุ้ย 

“ฉันถามยากไปเหรอ” ผู้กองถามอีกครั้งเพราะเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบ 

“ไม่ใช่อย่างนั้น ผู้กอง แต่คือ...ผมไม่รู้จะตอบยังไง เอาจริงๆ ผมไม่รู้ว่าจะต้องบอกผู้กองด้วยว่าผมจะไปที่ไหน ทำอะไร เมื่อไหร่ ยังไง” ไอ้น้ำตอบ สาบานต่อหน้าช่องแอร์เลยก็ได้ว่าเขาไม่ได้ตั้งใจกวนผู้กองเลยแม้แต่น้อย 

ทว่า...คำตอบมันดูกวนปะ ไม่หรอกเนอะ  

“ถูกของนาย ฉันก็แค่คิดว่าเราก็สนิทกันระดับหนึ่ง...มั้ง” ผู้กองตอบอีกฝ่ายอย่างถ่อมตัว ทำเอาไอ้น้ำยิ่งรู้สึกผิดเพิ่มไปอีก 

“ไม่ใช่ๆ  ผู้กองอย่าคิดมากสิ คือปกติเราสองคนก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรกันอยู่แล้ว นอกจากเรื่องคดี ก็เลยไม่รู้ว่าต้องบอกด้วย เอางี้ คราวหน้าผมจะบอกผู้กองดีไหมครับ” ไอ้น้ำพยายามพูดให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น 

“ไม่เป็นไร” 

“ปากบอกไม่เป็นไร แต่หน้านิ่งแบบนี้มันเป็นชัดๆ” น้ำบ่น วิชาวิเคราะห์บุคคลตามการ์ตูนที่เคยอ่านมากำลังแสดงผล 

“ไม่เป็นไรจริงๆ  ที่ถามไปแบบนั้น เผื่อว่าครั้งหน้าถ้าต้องมากรุงเทพฯ เหมือนกัน จะได้มาพร้อมกันก็เท่านั้นเอง” น้ำจับอารมณ์ของอีกฝ่ายไม่ทัน เขามั่นใจว่าทีแรกดูเหมือนผู้กองหนุ่มจะน้อยอกน้อยใจอยู่บ้าง แต่ประโยคล่าสุดที่เจ้าตัวพูด เขาสัมผัสความรู้สึกนั้นไม่ได้เลย เหมือนที่เจ้าตัวบอกว่าไม่เป็นไรก็คือไม่เป็นไรจริงๆ ไม่มีอะไรให้คิดซับซ้อนกว่านั้น 

“ครับ ไว้ครั้งหน้าผมจะบอกผู้กอง” 

“แล้ว...สนุกไหม มารอบนี้” ผู้กองยังชวนคุยเรื่องเดิม ไอ้น้ำที่ยังเดาใจอีกฝ่ายไม่ออกชักทำตัวไม่ถูก ที่ถามน่ะ ไม่มีอะไรในกอไผ่จริงๆ ใช่ไหม 

“ผมมาทำงานอะ ไม่ได้มาเที่ยว” 

“เหรอ ก็เห็นเมื่อวานไปเดินห้าง ที่ไปเจอฉันกับคุณแม่ เลยนึกว่ามาเที่ยวเสียอีก” 

“อ๋อ งานเสร็จแล้วครับ ผมมากรุงเทพฯ ตั้งแต่วันพฤหัสฯ ไปคุยงาน...โปรเจ็กต์ที่ผมทำอยู่ในห้องอะ ผู้กองจำได้หรือเปล่า” น้ำหมายถึงช่วงที่ชายหนุ่มมาพักที่ห้องนอนของไอ้น้ำ แล้วเจ้าของห้องมักนั่งทำงานอยู่จนดึกดื่นเสมอ 

“จำได้” 

“นั่นแหละ พอดีลูกค้าเขาเรื่องมากนิดหน่อย อยากคุยกับผมโดยตรง ผมก็เลยต้องมาที่นี่อย่างกะทันหัน” 

“อืม” 

“วันศุกร์ ผมเร่งแก้งานข้ามคืนไม่ได้นอนเลย งานเสร็จก็หลับเป็นตาย มาฟื้นอีกทีเอาเช้าวันเสาร์” 

“อืม ถึงว่า วันศุกร์ฉันทักแชตไปหา แต่นายไม่ตอบ” 

“อ้อ...ผมหลับยาวไม่ได้ดูโทรศัพท์เลย ขอโทษด้วย คุณส่งมาว่ายังไง เดี๋ยวผมดูก่อน” นายนทีรีบหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะเปิดดูแต่ก็ถูกห้ามไว้ 

“ไม่เป็นไร ฉันแค่บอกนายว่าจะกลับกรุงเทพฯ เผื่อว่านายอยากได้อะไรจะได้ซื้อมาให้” 

“ขอบคุณนะครับ” 

“อืม มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ฉันเห็นนายเงียบไปไม่อ่านก็กังวลอยู่ว่าจะเป็นอะไร หรือโกรธฉันเรื่องวรันต์หรือเปล่า พอดีดันเจอนายที่ร้านไอติมเสียก่อน” 

“วันนั้นผมไม่ได้ตั้งใจไปหรอกครับ แต่พี่บาสน่ะสิ เขาจะโอนเงินให้ผมแต่ท่าเยอะอยากกินข้าวด้วย ตามประสาคนเคยทำงานด้วยกัน เสร็จแล้วผมอยากกินไอติมเลยชวนพี่บาสไป เรื่องก็มีเท่านี้” 

“เสียดายที่วันนั้นพี่บาสของนายติดธุระ เลยไม่ได้อยู่กินไอติมด้วยกัน” ผู้กองตอบ แต่ทำไมไอ้น้ำถึงรู้สึกว่าน้ำเสียงของคนพูดนั้นเย็นเยียบเป็นที่สุด  

“พี่บาสของผมอะไรกันล่ะ สาวๆ เขาได้มาแหวกอกผมกระเจิงสิครับ พี่บาสนี่อาชีพหลักเป็นนายสถานีรถไฟ วันๆ สับรางเป็นว่าเล่น แล้วที่พี่บาสติดธุระก็เป็นเรื่องปกติ ผมจะแปลกใจมากกว่าถ้าเขาว่าง อีกอย่างผมจะบอกผู้กองให้รู้ไว้เลย คนอย่างพี่บาส เจ้าชู้ตัวพ่อแบบนี้ ใครได้ไปช้ำใจตาย ผมคนหนึ่งล่ะ ให้ฟรีแถมข้าวสารยังขอโบกมือลา” 

“เข้าใจแล้ว ขอบใจที่บอกฉัน” แล้วผู้กองก็ส่งยิ้มให้ ไอ้น้ำงงเข้าไปอีก ผีเข้าผีออกหรือไง เมื่อกี้เสียงยังเย็นหน้ายังนิ่งอยู่เลย  

คำพูดประโยคไหนของเขาที่ทำให้อีกฝ่ายยิ้มได้กันล่ะเนี่ย 

และข้อที่สี่...มีอะไรก็รายงานออกมาให้หมด อย่ากั๊กไว้ เพื่อรักษาชะตาชีวิตของตัวเองให้อยู่รอดยาวนานที่สุด 

เดี๋ยวก่อน ไอ้น้ำฉุกใจเป็นรอบที่สอง เขาเป็นฝ่ายจะจีบผู้กอง แต่ทำไมถึงทำตัวเหมือนเจนอีกแล้วล่ะ เกิดมาไม่เคยจีบใคร จะจีบใครสักคนทำไมมันยากแบบนี้วะ  

เหมือนเกิดสิ่งมหัศจรรย์ในการเดินทาง ผู้กองยิ้มสดใสตลอดเวลาที่ขับรถ ผิดกันเป็นคนละคนกับตอนขามารับเขาที่ทำหน้านิ่งราวกับท้องผูก 

 

“ยายฝน พี่ชายเอ็งมันบอกว่าจะกลับวันนี้ไม่ใช่หรือ” แม่น้อยซึ่งกำลังนั่งดูรายการแข่งขันร้องเพลงลูกทุ่งหันมาถามลูกสาวที่นั่งทำการบ้านอยู่ข้างๆ 

“ใช่จ้ะแม่” 

“แล้วป่านนี้ทำไมมันยังไม่ถึงบ้านสักทีวะ” 

“แม่ไม่โทรถามพี่น้ำล่ะ มาถามฉันแล้วฉันจะไปรู้หรือ” น้ำฝนตอบพลางทดเลขลงในสมุดต่อ 

“บ๊ะ! ยอกย้อนเหมือนพี่เอ็งไม่มีผิด” แม่น้อยดุไม่จริงจังนัก อย่าคิดว่าน้ำฝน ลูกสาวคนเล็กของนางน้อยจะเรียบร้อย มันก็แก่นแก้วกะโหลกกะลาเถียงเก่งไม่แพ้พี่ชายของมันนั่นแหละ เด็กนิสัยเสีย ไม่รู้ว่าทำไมพ่อแม่มันถึงไม่ยอมสั่งสอนลูก 

“ก็เป็นพี่น้องกันนี่นา” 

“เดี๋ยวให้อดข้าวเย็นทั้งคู่” 

“โห แม่ใจร้ายอะ แม่น้อยใจดีของพี่ปรานต์ไปอยู่ที่ไหนแล้วน้า” น้ำฝนแซว เพราะผู้กองหนุ่มมาทีไร แม่ของเธอก็เสียงอ่อนเสียงหวานคุยด้วยทุกที 

“พูดถึงผู้กอง พักนี้ก็เงียบไปเลยนะ ไปไหนวะ...” แม่น้อยชักคิดถึงจึงถามหา ลูกชายก็ไม่อยู่ ผู้กองก็หายไป 

“กลับบ้านหรือเปล่าแม่ พี่ปรานต์เขาไม่ใช่คนที่นี่ วันหยุดก็อาจจะกลับไปหาพ่อแม่เขา เหมือนเวลาพี่น้ำมาหาแม่ตอนที่ยังอยู่กรุงเทพฯ ไง” 

“เออว่ะ ที่เอ็งพูดก็มีเหตุผล เป็นไปได้ๆ” 

“จ้ะ ดูทีวีต่อเถอะแม่ เดี๋ยวไม่ทันได้ยินตอนเขาประกาศคนร้องเพลงชนะหรอก” 

“เออๆ ไม่อยากคุยกับข้าก็บอกมา” แม่น้อยพูดติดงอนเล็กน้อย ก่อนผินหน้าไปดูทีวีต่อ 

“เปล่าสักหน่อย แต่ฉันอยากทำการบ้านให้เสร็จเสียทีจะได้นั่งคุยกับแม่สะดวกๆ” น้ำฝนไม่ได้รำคาญแม่สักนิด เจ้าตัวรีบทำการบ้านให้เสร็จอย่างที่ตั้งใจ แล้วจะได้เข้าไปกวนแม่ได้ถนัดๆ เสียที 

“เอ๊า คนนี้ชนะได้ไงวะ อีกคนร้องเก่งกว่าตั้งเยอะ ข้าไม่ยอมนะเนี่ย เชียร์มาตั้งแต่รอบแรก จะมาตกรอบแบบนี้ได้ยังไง” แม่น้อยบ่นเมื่อรายการประกาศผลผู้เข้าแข่งขันว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะ 

“ก็แม่ลำเอียง เชียร์ฝั่งนั้น พอเขาไม่เข้ารอบก็โวยวาย” 

“ทำการบ้านเสร็จแล้วเรอะ ถึงมาคุยกับข้าได้” แม่น้อยเหล่มามองแล้วก็รีบดูทีวีต่อ 

“เสร็จแล้วสิจ๊ะ ถึงมาคุยกับแม่ได้...เอ่อ นี่แม่” 

“อะไรวะ” 

“แม่รู้สึกอะไรบ้างไหม” 

“รู้สึกอะไร พูดมาครบๆ ให้จบทีเดียว อย่ามายึกยักได้ไหม” แม่น้อยว่า ทีวีก็อยากดู หูก็อยากฟัง ปากก็อยากพูด ลำบากแท้หนอชีวิต 

“แม่ว่าที่พี่ปรานต์มาบ้านเราบ่อยๆ เขาตั้งใจมาหาใคร” 

“อะไร เขาก็ตั้งใจมาหาข้าสิวะ” แม่น้อยอวยตัวเอง 

“แม่...ฉันไม่อยากว่าให้แม่เจ็บช้ำหรอกนะ แต่แม่แก่แล้ว พี่ปรานต์เขาไม่น่าจะมาจีบแม่ไหม” 

“คิดบาปนะเอ็ง ข้าหมายถึงเขาก็คงคิดถึงแม่เขา เลยอาจจะเห็นข้าเป็นเหมือนแม่เขาล่ะมั้ง” แม่น้อยอธิบาย 

“ฉันว่า...พี่ปรานต์มาหาพี่น้ำ” น้ำฝนเบาเสียงกระซิบกระซาบบอกมารดา 

“ไฮ้ จะมาหาไอ้น้ำมันทำไมวะ” แม่น้อยโบกมือปัดไปมาเป็นเชิงว่าน้ำฝนพูดจาไร้สาระ 

“ก็นั่นไงแม่ แล้วพี่ปรานต์เขาจะมาหาพี่น้ำทำไม ถ้าไม่ใช่ว่า...ชอบ” น้ำฝนทวนย้ำ 

“หยุดเลยไอ้ฝน เอ็งกำลังคิดไม่ดีกับผู้กอง แล้วอีกคนที่เอ็งคิดน่ะพี่ชายเอ็งนะโว้ย” แม่น้อยห้ามความคิดของลูกสาว 

“ฉันรู้จ้ะ แต่แม่... ฟังฉันก่อนนะ ฉันไม่ได้ใส่ร้ายหรืออยากคิดอกุศล แค่อยากให้แม่ลองสังเกตดูบ้าง ฉันก็แค่สงสัยของฉัน ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่เท่านั้นเอง”  

“ข้าไม่เชื่อ พี่ชายเอ็งเคยบอกว่ามีงานที่ผู้กองมอบหมายให้มันทำ ถ้าผู้กองจะมาหาไอ้น้ำมันก็เพราะเรื่องงานนั่นแหละ” 

“ฉันว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น” 

“ทำไมเอ็งไม่คิดว่าที่ผู้กองเขามา จริงๆ แล้วเขาอาจจะสนใจเอ็งบ้างล่ะวะ” แม่น้อยถาม ถ้าผู้กองมารักมาชอบกับบุตรสาวของตัวเองคงจะดีไม่น้อย 

“เป็นไปไม่ได้เลยจ้ะ ฉันเจอพี่ปรานต์นับครั้งได้ แล้วทุกครั้งที่เจอเขา พี่น้ำก็อยู่ด้วยตลอด” น้ำฝนแย้ง 

“ก็...อืม” แม่น้อยหมดคำจะโต้แย้ง แต่นางไม่ปักใจเชื่อหรอก 

“บ่ายสี่แล้ว ข้าไปทำกับข้าวก่อนดีกว่า ไอ้น้ำกลับมาจะได้มีของอร่อยๆ กิน” แม่น้อยตั้งใจเปลี่ยนเรื่องหนี น้ำฝนทำได้แค่ยิ้ม แม่ของเธอดูปากร้ายกับลูกๆ แต่แท้จริงแล้วนึกถึงลูกทั้งสองคนก่อนเสมอ 

“บ่ายสี่แล้วจริงด้วยอะแม่ ปกติพี่น้ำน่าจะถึงบ้านเที่ยงๆ นะ ทำไมช้าจัง” 

“เอ...ทำไมถึงช้าแบบนี้ โทรถามมันดีไหม” แม่น้อยพูดอย่างเป็นกังวล วกกลับมาเรื่องแรกที่คุยกัน 

“งั้นเดี๋ยวฉันไปหยิบโทรศัพท์ก่อน” จังหวะที่น้ำฝนลุกจะไปหยิบโทรศัพท์ในห้องนอน เธอก็ได้ยินเสียงรถแล่นเข้ามาพอดี 

“ใครมาล่ะเนี่ย...น้ำฝน เอ็งออกไปดูหน่อย” สิ้นเสียงมารดา ร่างที่กำลังก้าวเดินของบุตรสาวก็ชะงักหยุด เปลี่ยนทิศทางไปที่ชานหน้าบ้านแทน 

“จ้ะ” 

 

“ขอบคุณนะผู้กองที่มาส่ง” ไอ้น้ำเอ่ยขอบคุณอีกฝ่าย เตรียมตัวจะลงจากรถ 

“ไม่เป็นไร ยังไงก็ต้องมาอยู่แล้ว” ผู้กองตอบพลางเปิดประตูรถทางฝั่งตนเองเหมือนกัน 

“ไม่ต้องลงก็ได้ครับ แม่ไม่ว่าอะไรหรอก” น้ำเข้าใจว่าผู้กองตั้งใจจะขึ้นไปทักทายมารดาของตน จึงเอ่ยห้ามอีกฝ่ายเอาไว้เพราะอยากให้ผู้กองได้พักผ่อน 

“...” ผู้กองไม่ตอบ เขาก้าวลงรถแล้วเดินอ้อมมายังด้านหลัง ก่อนจะเปิดประตูหยิบเป้ของน้ำมาส่งให้ 

“ขอบคุณครับ จริงๆ แล้วผมหยิบเองก็ได้” น้ำบอกเพราะไม่จำเป็นเลยที่ผู้กองจะต้องมาทำอะไรให้แบบนี้ เขาหยิบเองได้สบายๆ  

“ฉันอยากทำให้” 

“เอ่อ...ครับ” ได้ยินคำตอบแบบนั้น ไอ้น้ำก็ไปไม่ถูกเหมือนกัน ใบหน้าซับสีเรื่อจางๆ ด้วยความเขินที่ได้รับการดูแลจากอีกฝ่าย 

“ขึ้นบ้านดีๆ ล่ะ ฉันกลับก่อน” ผู้กองหนุ่มยกมือลูบศีรษะคนที่ยังถือเป้นั้นเอาไว้แน่น 

“ผู้กองก็เหมือนกัน ขับรถดีๆ ด้วย” น้ำตอบ อีกฝ่ายขับรถมาตลอดทาง พาเขาแวะนั่นแวะนี่หลายที่ คงจะอ่อนเพลียพอสมควร 

“แค่นี้...ก็หายเหนื่อยแล้ว” ผู้กองตอบ ยิ้มให้จนไอ้น้ำรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกลงไปในหลุมที่ลึกกว่าเดิม 

“ค...ครับ ขอบคุณครับ” 

“ฉันไปละ” ผู้กองบอกลาเป็นครั้งที่สอง  

“จะไปก็ขึ้นรถสิครับ” ไอ้น้ำบอกเจ้าของรถ เขาคิดว่าถ้ายังยืนพูดตอบกันไปมาอยู่แบบนี้ วันนี้ผู้กองคงไม่ได้กลับบ้านพักแน่ๆ 

“ตกลง” ผู้กองบอกก่อนจะกลับไปขึ้นรถ น้ำเห็นแบบนั้นก็หันหลังกลับขึ้นบ้านบ้าง 

ใบหน้าของเขาหยุดยิ้มไม่ได้เลย บ้าจริง! หยุดยิ้มไม่ได้จริงๆ น้ำตลกตัวเองที่กำลังทำตัวเหมือนเด็กสาวแรกรุ่นที่ไม่เคยมีความรัก สาวแตกเลยเว้ย โอ๊ย หมดกัน มาดแมนของไอ้น้ำ 

ขาที่กำลังเดินขึ้นบันไดเตรียมจะก้าวเข้าไปในบ้านต้องหยุดชะงักลง เมื่อเห็นน้องสาวยืนนิ่งอยู่ตรงประตูทางขึ้นบ้าน เขารีบปรับสีหน้า เอ่ยถามน้องสาวเสียงขรึม 

“มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ ยายฝน” 

“แม่ให้ฉันมาดูว่าใครมา” 

“อ้อ... ผู้กองมาส่งน่ะ” น้ำตอบอย่างทำใจดีสู้เสือ ไม่รู้ว่าน้ำฝนเห็นแค่ไหน 

“มาด้วยกันได้ไงอะ” น้องสาวที่เคารพเริ่มทำการซักถาม 

“บังเอิญเจอกันที่กรุงเทพฯ” น้ำตอบไปตามความจริง 

“กรุงเทพฯ นี่มันแคบจังเลย เจอกันง้ายง่าย” 

“บังเอิญจริงๆ ไม่เชื่อเหรอ” น้ำตอบมองน้ำฝนนิ่งๆ  

“ไม่ต้องทำเป็นขรึมหรอก เชื่อก็ได้” 

“อืม ผู้กองจะกลับมาทำงานต่อ เลยอาสามาส่งข้าด้วย” น้ำอธิบายต่อ 

“ก็ไม่แปลกใจ คงสนิทกันพอควรแหละ ไม่งั้นคงไม่กล้าเล่นหัวพี่น้ำหรอก จริงไหม” น้ำฝนพูดอย่างเป็นต่อ ดูเหมือนว่าสิ่งที่ไอ้น้ำกำลังกลัวนั้นจะถูกน้องสาวเห็นเข้าเสียแล้ว 

“น้ำฝน...เอ็งตั้งใจจะพูดอะไร” น้ำถามเสียงเข้มไปอีกเพราะตั้งใจให้น้องเกรงกลัวตัวเองบ้าง แต่ไอ้น้ำคงลืมไปว่าน้ำฝนมันก็รู้เช่นเห็นชาติพี่ชายคนนี้ดี 

“ฉันไม่บอกแม่หรอก แต่อย่าให้แม่เห็นล่ะ ไม่งั้นพี่น้ำกับพี่ปรานต์คงลำบาก” 

“พูดอะไรของเอ็ง ข้ากับผู้กองไม่มีอะไรกัน” 

“งั้นเหรอออออ...” น้ำฝนย้อนถามเสียงยานคาง จ้างให้ก็ไม่เชื่อ 

“ก็จริงๆ นี่ ไม่ได้คบกันสักหน่อย” 

“ชอบผู้กองเหรอ” น้ำฝนถาม 

“คิดว่าไงล่ะ” 

“คิดว่า...พี่ก็คงชอบพี่ปรานต์แหละ ไม่งั้นจะเขิน เดินตัวแทบม้วนแบบนี้เหรอ” 

“อะไรน้ำฝน เดินตัวแทบม้วนอะไร ไม่มี” ไอ้น้ำปฏิเสธเสียงแข็ง 

“ช่างเถอะๆ  นึกว่าจะได้พี่สะใภ้ สุดท้ายก็ได้พี่เขยมาแทนซะงั้น” น้ำฝนยักไหล่ ราวกับผิดหวังในตัวไอ้น้ำมาก 

“พี่สะใภ้สิวะ ยังไงก็พี่สะใภ้” น้ำบอกน้องสาวด้วยความมั่นใจ 

“พี่น้ำ ที่พูดออกมาเนี่ยไม่รู้ตัวเองจริงๆ เหรอ” น้ำฝนถามกลับพลางส่ายหน้าในความคิดของพี่ชาย 

“...” 

“ตกลงว่าใครมาหรือเปล่า น้ำฝน ออกไปดูนานจริง” เสียงแม่น้อยตะโกนถามออกมาจากในครัว  

“พี่น้ำจ้ะ พี่น้ำมา” น้ำฝนตะโกนตอบกลับไป 

“แม่ ฉันกลับมาแล้ว” ไอ้น้ำจึงตะโกนบ้าง ให้แม่น้อยรับรู้เป็นการยืนยันตัวตน 

“เออ มาถึงแล้วเรอะ โล่งอกไปที” แม่น้อยพูดจบก็ได้ยินเสียงเคาะตะหลิวกับกระทะดังลั่นครัว 

“ฉันเตือนพี่แล้วนะ เรื่องพี่กับพี่ปรานต์ ลองเก็บไปคิดดูดีๆ” น้ำฝนพูดทิ้งท้ายแล้วเดินกลับไปดูทีวี 

ทิ้งให้ไอ้น้ำเก็บเอาคำพูดของน้องสาวมาคิด แค่สองสามวันกลับมีทั้งพี่บาสและน้ำฝนมาเตือนเขา ทั้งคู่ต่างพูดด้วยความเข้าใจและหวังดีทั้งนั้น  

แล้วแม่ล่ะ จะเข้าใจเขาหรือเปล่า 

 

 

ความคิดเห็น