ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 37 อุจิวะ ฟูงาคุ

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 อุจิวะ ฟูงาคุ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.5k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2562 09:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 อุจิวะ ฟูงาคุ
แบบอักษร

"คาซึยะ"

 

 

 

เขาที่กำลังช่วยจัดงานหันไปมองด้านหลังก็พบกับหญิงสาวหน้าหวานที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ผมสีดำยาวสลวยส่ายไปมายามเธอเดินมาหาเขาใบหน้าของเขาและมีความคล้ายคลึงกันมากหลายส่วน ก่อนเธอจะดึงเขาเข้าไปกอดแล้วลูบหัวเบาๆ

 

 

 

"โตเป็นหนุ่มวัยจริงๆเลยน้า"

 

 

 

"สวัสครับท่านอามิโกโตะ"

 

 

 

"รู้ด้วยหรอเนี่ย ว่าจะแกล้งเล่นให้ตกใจ"

 

 

 

คาซึยะยิ้มอ่อนโยนเมื่อถูกปล่อยออกจากอ้อมแขน ดูเหมือนคุณอาของเขาจะใช้ชีวิตอย่างสุขสบายดูจากใบหน้าที่เอิบอิ่มเต็มไปด้วยความสุขเขาก็เข้าใจ เพราะพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันสำคัญที่สุดในชีวิตของเธอแล้ว

 

 

 

"แล้วพ่อและแม่ของเธอไปไหนละ ?"

 

 

 

"เห็นว่ากำลังเตรียมของในวันพรุ่งนี้ครับ"

 

 

 

มิโคโตะพยักหน้าและพูดคุยกับคาซึยะอีกเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไปเพื่อซ้อมทำพิธีในวันพรุ่งนี้ งานแต่งงานของเธอดูเธอค่อนข้างกระตือรือล้นเป็นอย่างมาก มากจนคนอื่นๆยังแอบหัวเราะ

 

 

 

คาซึยะช่วยจัดแต่งห้องโถงงานจนค่ำมืดและเตรียมจะกลับบ้านโดยไม่พูดไม่จากับใครเว้นเสียแต่กลุ่มเด็กๆวัย4-5ปีที่วิ่งมาถามเขาเกี่ยวกับวิชานินจาเทพซึ่งเขาก็พูดแนะนำให้เด็กๆแบบไม่มีหวงแหน

 

 

 

สายตาของคนในตระกูลจึงมองเขาในทางที่ดีขึ้นมากซึ่งในส่วนนี้คาซึยะก็มองคนในตระกูลในสายตาที่ดีขึ้นเช่นกัน จะมีเพียงชายวัยกลางคนที่กลับบ้านไปเปลี่ยนชุดมาใหม่หรือฟูคาเสะพร้อมกลุ่มของเขาเท่านั้นที่จ้องมองเขาอย่างไม่ชอบใจ

 

 

 

"พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเลยแฮะ"

 

 

 

งานแต่งจัดเป็นแบบพิธีชินโต เชื่อได้เลยว่างานในวันพรุ่งนี้ผู้ที่เข้ามาร่วมงานส่วนใหญ่มีเพียงคนของตระกูลเกือบทั้งหมดอาจจะมีเพื่อนฝูงของมิโคโตะอยู่บ้างไม่มากก็น้อยซึ่งเขาก็ไม่รู้เรื่องนี้

 

 

 

พอเดินออกจากห้องโถงจัดงานเพื่อมุ่งตรงกับบ้าน เขาซึมซับบรรยากาศโดยรอบใจกลางตระกูลอุจิวะก็ได้แต่แปลกใจ ซึ่งที่นี่มีแต่กลิ่นอายของความไม่พึงพอใจ แตกต่างจากส่วนกลางของหมู่บ้านลิบลับเลย

 

 

 

"โยว่ สวัสดีคาซึยะ"

 

 

 

เสียงทักทายที่ดูเย็นชาแต่ก็เต็มไปด้วยความจริงใจในน้ำเสียง ทำให้คาซึยะเหล่มองก็พบว่ามีชายหนุ่มหน้าหล่อผู้หนึ่งที่มีใบหน้าคุ้นเคย ทว่าเขาก็จำไม่ได้ว่าใคร

 

 

 

"คุณคือ ?"

 

 

 

"โอ้ยังไม่ได้แนะนำตัวกันเลยสินะ ฉันชื่ออุจิวะ ฟูงาคุ ยินดีที่ได้รู้จัก"

 

 

 

'ฟูงาคุ ?'

 

 

 

พอเขามองชายตรงหน้าแบบจริงจังก็พยักหน้าก่อนจะโน้มตัวทักทายกลับอย่างมีมารยาทแม้จะค่อนข้างแปลกใจที่ชายตรงหน้าดูดีกว่าในต้นฉบับมันทำให้เขารู้เลยว่าอิทาจินั้นได้ใบหน้าของใครมา

 

 

 

"ไปเดินเล่นพูดคุยกันหน่อยไหม ?"

 

 

 

"เข้าใจแล้ว"

 

 

 

"เธอคงรู้อะไรหลายๆอย่างจากท่านคาซุกิแล้วใช่ไหม?"

 

 

 

คาซึยะพยักหน้าในขณะเดินตามฟูงาคุเขาเข้าใจดีว่าปัจจุบันอุจิวะยังคงถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายนั่นก็คือฝ่ายที่รักสงบกับฝ่ายที่ต้องการต่อสู้เพื่อยึดครองหมู่บ้าน แต่ใจจริงของทั้งสองฝ่ายก็แค่อยากกลับไปอยู่ในใจกลางหมู่บ้านก็เท่านั้น

 

 

 

"ถ้าเธอได้เป็นผู้นำตระกูล เธอจะพยายามทำให้ตระกูลของเรากลับไปที่ใจกลางของหมู่บ้านหรือไม่ ?"

 

 

 

ได้ยินคำถามของฟูงาคุคาซึยะก็หยุดเท้า เขายืนกุมคางคิดข้อดีและข้อเสียของคำถามก่อนจะส่ายหัวและตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

 

 

"ไม่ ตระกูลอุจิวะอยู่ที่นี่น่ะดีแล้ว ตระกูลของเราในปัจจุบันมีพื้นที่มากมาย รอให้เราได้ใช้สอย แต่ถ้ากลับไปที่ใจกลางหมู่บ้านการขยับขยายนั้นค่อนข้างลำบาก และไม่ดีต่อการพัฒนาตระกูล"

 

 

 

ฟูงาคุหยุดเดินและค่อนข้างแปลกใจและพอลองคิดตามคำพูดของเด็กชายก็จริงอย่างที่ว่า แต่ใจที่อยากจะกลับไปที่ใจกลางหมู่บ้านก็ยังคงมีอยู่ให้เห็นในสายตาของเขา แน่นอนว่าคาซึยะก็สังเกตุเห็น

 

 

 

"สิ่งที่เราต้องทำไม่ใช่การหาทางกลับไปที่ใจกลางหมู่บ้าน แต่เป็นเราต่างหากที่ต้องเปิดใจและประตูเพื่อให้ผู้คนภายนอกได้แวะเวียนจับจ่ายใช้สอยสินค้าในตระกูลของเราได้ พูดง่ายๆ ถ้าอยากให้คนอื่นยอมรับในตัวตนของพวกเรา พวกเราก็ควรจะเริ่มยอมรับตัวตนคนอื่นๆให้ได้เสียก่อน"

 

 

 

"แบบนี้นี่เอง เฮ้อถ้าเธอโตกว่านี้ก็คงดี"

 

 

 

ฟูงาคุได้แต่ถอนหายใจ แม้คาซึยะจะแข็งแกร่งและมีแนวคิดที่ยั่งยืนมันคงเหมาะแก่การเป็นผู้นำตระกูล แต่เขาก็ยังเด็กเกินไปถ้าเขามีอายุมากกว่านี้อีกสักเล็กน้อยแล้วละก็การเป็นผู้นำตระกูลและหยุดความขัดแย้งภายในก็จะเสร็จสมบูรณ์

 

 

 

"เรื่องนี้ถ้าท่านอาเข้าใจ ท่านสามารถลงมือทำได้เพื่อวางรากฐานให้แก่ผมในอนาคต มันไม่เกี่ยวว่าจะต้องเป็นผมในตอนนี้หรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าใครที่ตอนนี้เหมาะกับหน้าที่นี้มากกว่ากัน"

 

 

 

"นินจารุ่นท่านอา พี่ชายมินาโตะควรจะได้เป็นโฮคาเงะรุ่นที่สี่ การจะสร้างตัวตนในหมู่บ้านน่าจะเป็นเรื่องง่ายถ้าเราสนับสนุนเขา ดังนั้นผู้ที่ควรลงมือพัฒนาตระกูลให้กลายเป็นหนึ่งกับหมู่บ้านอย่างสมบูรณ์คือท่าน ท่านอาฟูงาคุ"

 

 

 

คาซึยะหยุดเดินและเหล่มองฟูงาคุที่กำลังยืนครุ่นคิด แม้ตอนแรกเขาคิดจะแย่งตำแหน่งผู้นำตระกูลอยู่บ้างเพราะนิสัยตามต้นฉบับของฟูงาคุ แต่ในปัจจุบันเขาไม่ค่อยสนใจมันเสียเท่าไหร่ 

 

 

 

ในเมื่อตัวการที่ทำให้ทุกอย่างพินาศเช่นดันโซก็พิการและถูกผนึกขังไว้ในคุก ดังนั้นฟูงาคุที่ไม่ได้ไม่ได้รับแรงกดดันแบบต้นฉบับ แถมยังเต็มไปด้วยความฝันและความหวังที่จะพัฒนาตระกูล เจ้าตัวจึงเหมาะสมกับตัวเลือกนี้มากที่สุด

 

 

 

"แสดงว่าเธอคิดจะสนับสนุนฉัน ?"

 

 

 

ฟูงาคุแปลกใจไม่คิดเลยว่าเด็กชายตรงหน้าจะมองการไกลได้ถึงขนาดนี้ ตอนแรกเขาก็คิดว่าเด็กคนนี้คิดจะเป็นผู้นำตระกูลเลย จนเกือบลืมไปว่าเด็กชายตรงหน้ามีอายุเพียงแค่เก้าขวบเท่านั้น

 

 

 

"ถูกต้อง ผมจะเป็นผู้นำตระกูลก็ต่อเมื่อโอบิโตะกลายเป็นโฮคาเงะรุ่นที่ห้า ซึ่งนั่นก็คงอีกหลายสิบปีดังนั้นช่วงหลายสิบปีนี้ตระกูลอุจิวะคงต้องฝากไว้กับมือของท่านอา"

 

 

 

ฟูงาคุพยักหน้ายิ้มแย้มและสักพักเขาก็เอะใจในคำพูดของคาซึยะ 'เดี๋ยวก่อนนะหลายพูดว่าใครจะเป็นโฮคาเงะรุ่นที่ห้านะ ? โอบิโตะ ? อุจิวะ โอบิโตะผีตัวที่สามแห่งอุจิวะนั่นน่ะนะ ?'

 

 

 

แทบจะล้มทั้งยืนตระกูลอุจิวะมีความหวังที่จะเป็นโฮคาเงะด้วยหรอ ? ไม่สิด้วยการสนับสนุนของมินาโตะและหลานชายของเขาในอนาคตมันคงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ถ้าแบบนั้นตระกูลุจิวะของเราจะไม่รุ่งเรืองสุดขีดเลยหรือ ถึงว่าทำไมหลานชายไม่คิดจะย้ายตระกูลไปใจกลางของหมู่บ้าน

 

 

 

'ที่แท้เขาก็วางแผนจะขยายตระกูลให้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นถ้าเราเปิดตระกูลให้คนภายนอกเข้ามาได้จริง จุดที่อุจิวะอย่างเราอาศัยอยู่ก็จะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านอย่างแท้จริง!'

 

 

 

"เฮ้อเจ้านี่เป็นเด็กแน่หรอ ?"

 

 

 

"ฮ่าๆ ถึงผมจะเป็นเด็กแต่สมองของผมเป็นผู้ใหญ่นะ"คาซึยะหัวเราะยืดอกกล่าวด้วยรอยยิ้ม

 

 

 

"ก็จริง เอาละเรื่องสุดท้ายที่อยากจะถาม เธอคิดยังไงกับข้อความจากศิลาจาลึกของอุจิวะ"สีหน้าของฟูงาคุค่อนข้างจริงจัง ผิดกับคาซึยะที่กล่าวตอบราวกับมันเป็นเรื่องไร้สาระ

 

 

 

"อ่อไอ้นั่นน่ะหรอ ผมทำลายทิ้งไปแล้วละเพราะมันเป็นของที่ถูกแก้ไขจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม ความหมายที่แท้จริงของศิลาบอกกล่าวนั้นตรงข้ามกันทั้งหมด"

 

 

 

"ทำลาย ? ความหมายตรงกันข้าม ?"

 

 

 

"ถูกต้องท่านอาคงไม่รู้จักประวัติที่แท้จริงของตระกูลหลักของพวกเรา ตระกูลหลักของพวกเราก็คือ ตระกูลโอซึซึกิ เป็นตระกูลที่ครอบงำขีดจำกัดทางสายเลือดชั้นสูงที่ทรงพลังทั้งหมดบนโลก พูดง่ายๆ กระทั่งเนตรวงแหวนหรือ เนตรสีขาวก็มาจากตระกูลนี้ทั้งสิ้น"

 

 

 

"ผมได้ความรู้บางส่วนมาจากแท่นศิลาของตระกูลโอซึซึกิที่ถูกทิ้งไว้ในหมู่บ้านเก่าของตระกูลฮิวงะที่มีวิญญาณของบรรพบุรุษซึ่งเป็นข้อความกล่าวเตือนถึงอันตรายที่แท้จริงบนโลกใบนี้ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับศิลาของอุจิวะโดยสิ้นเชิง"

 

 

 

"เรื่องแบบนี้มัน..."

 

 

 

ฟูงาคุค่อนข้างตื่นตะหนกตอนแรกเขาค่อนข้างโกรธที่เด็กชายบอกว่าทำลายศิลาอุจิวะที่สืบทอดเรื่องราวของตระกูลไปแล้ว แต่พอรู้ความจริง ใจเขาของเขาก็เริ่มสงบลง ทว่าเขาก็ยังสงสัยและหันไปถามคาซึยะ

 

 

 

"การอ่านจันทรานิรันดร์คืออะไรกันแน่"

 

 

 

"อ่อเจ้านั่นหรอ นั่นคือวิชาปลดผนึก ท่านคงจะได้ยินเกี่ยวตำนานการสร้างดวงจันทร์ของเซียนหกวิถีใช่ไหม แต่นั่นน่ะผิดเขาไม่ได้สร้างดวงจันทร์กับเซียนจุติผู้เป็นน้องชายเพื่อแสดงพลังของตนเอง แต่นั่นคือการผนึก!"

 

 

 

"ผนึก ? ผนึกอะไรทำไมถึงต้องสร้างผนึกที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้น ?"

 

 

 

"เรื่องนี้ผมก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ก็คือสิ่งนั้นคือตัวตนอันตราย"

 

 

 

คาซึยะไม่อยากบอกและไม่คิดจะพูดด้วยบอกแค่นี้ก็คงพอแล้วละ เพื่อให้ฟูงาคุและผู้สืบทอดตระกูลได้เข้าใจไม่ใช่หลงงมงายกับแผ่นศิลาที่ถูกปลอมแปลงจนแทบไม่เหลือประวัติที่แท้จริงของตระกูล และอีกอย่างก็เพื่อตัดปัญหาเพิ่มเติมเนตรสังสาระมีเพียงสามคนบนโลกก็พอแล้ว

 

 

 

แปะๆ

 

 

 

"ขอบใจมากที่ช่วยไขข้อสงสัย พรุ่งนี้อย่าลืมมาช่วยงานละคาซึยะ"

 

 

 

ฟูงาคุเดินมาตบไหล่เขาก่อนจะจากไปด้วยรอยยิ้ม ส่วนคาซึยะก็ถอนหายใจเขาเงยหน้ามองดวงจันทร์และนึกถึงกระต่ายขาวหญิงสาวผู้งดงา่ถูกผนึกไว้ภายในพร้อมกับเทวรูปมารนอกรีตที่ถูกปลดผนึกออกมาด้วยการอัญเชิญของปู่ทวด มือขวายื่นออกไปคล้ายจะคว้าดวงจันทร์เอาไว้ในมือ

 

 

 

"สักวันฉันจะทำให้คุณต้องมาวิ่งเต้นอยู่ในกำมือของฉันผู้นี้ โอซึซึกิ คางูยะ"

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น