Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 1

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.7k

ความคิดเห็น : 35

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2562 19:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 1
แบบอักษร

 

: Black Diamond : 

 

1. 

 

ว่ากันว่าคนประเภทที่สูงส่งกว่าใครอื่นคือ อัลฟ่า ยิ่งเป็นอัลฟ่าที่มีสายเลือดบริสุทธิ์ซึ่งทั้งแข็งแกร่งและเก่งกาจ ยิ่งได้รับการยกย่องเชิดชู

หวัง ลี่ชิง เกิดในตระกูลที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าคืออัลฟ่าชั้นสูง เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในสังคม...ทุกคนมีสายเลือดบริสุทธิ์ มีความแข็งแกร่ง มีความเก่งกาจ

ทุกคนยกเว้นเขาเพียงผู้เดียว 

‘แม่ฮะ ทำไมผมถึงเป็นโอเมก้าคนเดียวในตระกูล?’

เด็กน้อยลี่ชิงเอ่ยถามคุณแม่เมื่อคราวเป็นเด็ก มันเป็นเพียงความอยากรู้อันใสซื่อจากการที่ได้ยินใครต่อใครในบ้านพูดกันบ่อยๆ

ขณะที่แม่ก็ยิ้มเศร้าสร้อยแล้วลูบหัวคนเป็นลูกด้วยความอ่อนโยน

‘ชิงชิง...ไม่ว่าจะเป็นอะไรลูกก็มีค่าในตัวเองเสมอ’

‘เหรอฮะ’ ลี่ชิงไม่เข้าใจประโยคนั้นนักจึงพึมพำออกไปตามประสา

‘จ้ะ ตอนนี้ได้เวลานอนแล้ว เรามาฟังนิทานกันดีกว่านะ’

ได้ยินคำว่านิทานเด็กน้อยก็พลิกตัวไปซุกอกแม่ ยามเสียงหวานใสเริ่มต้นเล่าเรื่องราวดวงตาเรียวรีก็ปิดลง ไม่นานนักก็หลุดเข้าห้วงนิทราพร้อมฝันแสนหวาน

ฝันที่พอโตขึ้นก็ค้นพบว่ามันไม่มีอยู่จริง 

หวัง ลี่ชิง อยู่กับความแตกต่างนั้นจนเคยชิน เขาเติบโตมาด้วยการละเลยของคนเป็นพ่อ การเฉยชาจากญาติมิตร การปฏิบัติอย่างแตกต่างของคนในบ้าน

ลี่ชิงผ่านมันมาได้เพราะคนเพียงคนเดียวที่อยู่เคียงข้าง ผู้ให้กำเนิดที่เขาเรียกว่า...แม่

 

 

ก๊อก ก๊อก

เสียงเคาะประตูทำให้คนที่ยืนสำรวจตัวเองอยู่หน้ากระจกชะงัก ทว่าก็ยังหมุนตัวซ้ายขวาอีกรอบเพื่อความแน่ใจ จากนั้นค่อยเดินไปเปิด

“ได้เวลาไปฉลองให้คนเก่งของแม่กันแล้ว” 

ใบหน้าและคำพูดอ่อนโยนปรากฏอยู่ตรงหน้าเหมือนทุกวัน จะแตกต่างหน่อยก็ตรงที่เสื้อผ้าหน้าผมของอีกฝ่ายนั้นดูสวยกว่าปกติ

“ครับ” คนเก่งของแม่ยิ้มรับบางๆ

การฉลองเนื่องในโอกาสเรียนจบมีเพียงลี่ชิงกับแม่ บนโต๊ะดินเนอร์หรูจึงแทบไม่ต่างจากการทานอาหารอยู่บ้าน ไม่เหมือนกันแค่เพียงบรรยากาศ

“เรียนจบแล้วลูกอยากทำงานด้านไหนหืม”

คำถามของแม่มาจากปริญญาบัตรสามใบที่เป็นคนละด้านกันอย่างสิ้นเชิง

“ผมยังไม่ได้คิด” 

ลลิตาระบายยิ้มให้กับคำตอบ

“งั้นลูกก็ค่อยๆ ใช้เวลาค้นหาตัวเอง แล้วเลือกในสิ่งที่อยากทำนะ” เธอไม่เคยบังคับให้ลูกเดินไปตามเส้นทางที่ตัวเองขีดเขียน ลี่ชิงได้อิสระในการใช้ชีวิตมาเสมอ และก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ครับ”

“อ้อ นี่ลูกเตรียมชุดสำหรับงานเดือนหน้าของตระกูลจางหรือยัง” 

“งานเดือนหน้า?” การทวนคำพูดด้วยน้ำเสียงและสีหน้าฉงนนั้นทำให้ลลิตารู้ทันทีว่าลูกจำไม่ได้

“ก็งานวันเกิดคุณยาย จาง ผิง ไงจ๊ะ”

กึก

มือเรียวที่ถือมีดกับส้อมอยู่ชะงัก ก่อนรอยยิ้มขมขื่นจะเกิดขึ้นบนใบหน้าสวย

“งานที่เราต้องไปเพราะบ้านนั้นบังเอิญไม่ว่างน่ะเหรอครับ” 

คนเป็นแม่มีสีหน้าจืดเจื่อน มือบางเอื้อมไปแตะบนหลังมือของคนเป็นลูกแผ่วเบา

“ชิงชิง...”

“ผมไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็คงขัดป๊าไม่ได้อยู่แล้ว”

“...” 

“แค่ไปเดินตามหลังป๊าให้เขารู้ว่าครอบครัวเราไป แค่นั้นเองนี่นา”

ยิ้มของลี่ชิงไปไม่ถึงดวงตา แม้จากนั้นเจ้าตัวจะทานข้าวต่อด้วยสีหน้าราบเรียบ พูดเรื่องอื่นด้วยท่าทีเป็นปกติ แต่คนเป็นแม่ย่อมรู้ดีว่าแผลในใจลูกถูกสะกิดให้เจ็บแปลบ

เธอผิดเอง...ผิดเองที่ทำให้ลูกต้องเป็นแบบนี้

--

ลี่ชิง เป็นลูกครึ่งไทย-จีน อาศัยอยู่ประเทศไทยเป็นหลักเพราะบรรพบุรุษย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่นี่ และนั่นคือสาเหตุที่ทำให้ป๊าได้เจอกับแม่แล้วมีเขาออกมา

ป๊าที่ไม่เคยสนใจใยดีตั้งแต่วันคลอดที่รู้ว่าลูกของเมียหลวงคนนี้ไม่ใช่อัลฟ่า

ดวงตาเรียวรีตามสัญชาติครึ่งหนึ่งเหม่อมองไฟจราจรตรงหน้าอย่างว่างเปล่า กระทั่งสีแดงเปลี่ยนเป็นสีเขียวจึงสลัดความฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วขับรถต่อจนถึงที่หมาย

 “สวัสดีค่ะคุณลี่ชิง” พนักงานรีบปรี่เข้ามาต้อนรับเมื่อลูกค้าคนสำคัญเดินเข้ามาในร้าน ลี่ชิงกดหน้าลงรับคำทักทายขณะเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในห้องรับรองของแขกวีไอพี จากนั้นเจ้าของห้องเสื้อก็ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คุณลี่ชิงเลือกสวมใส่แบรนด์เราในงานสำคัญ” 

“ผมขอดูคอลเลคชั่นใหม่ที่ยังไม่มีใครได้ใส่”

“ได้เลยครับ” เจ้าของห้องเสื้อรีบส่งสัญญาณให้พนักงานนำเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่เข้ามา

ร่างเพรียวนั่งฟังการพรีเซนต์ชุดแต่ละชุดด้วยสีหน้าราบเรียบ ยอมรับในความสวยงามประณีตแต่ยังไม่รู้สึกว่ามีชุดไหนที่สะดุดตา  

“ยังไม่มีชุดไหนที่ผมชอบ”

“คิดไว้อยู่แล้ว...จินเลยเตรียมชุดพิเศษไว้ให้คุณลี่ชิง รับรองว่าต้องชอบแน่นอน”

แล้วชุดในถุงคลุมสีทองก็ถูกนำออกมาเป็นชุดสุดท้าย มันถูกปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด กระทั่งซิปถูกเลื่อนลง สีที่เด่นหราก็ปะทะเข้ากับสายตา

“ตัวนี้เป็นผ้ากำมะหยี่นำเข้าจากฝรั่งเศษ เป็นสีแดงที่ไม่แดงเกินไปแล้วก็ไม่ออกเข้มเกินไป เหมาะสำหรับใส่ไปงานี้มากเพราะไม่ได้ดูเป็นทางการเกิน มีกระดุมสามเม็ดเพื่อให้ตรงคอเสื้อแหวกลงมาพอประมาณ สีของมันน่าจะตัดกับสีผิวคุณลี่ชิงได้ดี ส่วนกางเกงก็จะเข้ารูปแล้วก็เป็นขาเต่อนิดนึงครับ”

แววตาที่ฉายความถูกใจทำให้คนที่คิดไว้แล้วยิ้มกว้าง ร่างสูงเพรียวลุกขึ้นไปจับเนื้อผ้า และเดินสำรวจโดยรอบ

“เอาชุดนี้”

พนักงานทุกคนระบายยิ้มออกมาพร้อมกัน

“งั้นเชิญที่ห้องลองเลยครับ”

ลี่ชิงเดินตามพนักงานออกไป ยามได้สวมใส่แล้วยิ่งรู้สึกถูกใจมากกว่าตอนที่แค่มอง สีของชุดมันตัดกับสีผิวขาวซีดของเขาอย่างที่อีกฝ่ายว่า

หมุนตัวมองทุกด้านแล้วพบว่าชุดยังหลวมอยู่เล็กน้อยจึงเปิดประตูห้องลองออกไปเพื่อให้ทุกคนดู

ปึง

แรงปะทะที่ไม่ทันตั้งตัวทำให้ร่างกายเซไปเล็กน้อย พอตั้งสติได้ลี่ชิงก็เลื่อนสายตาขึ้นมองคนที่เดินชน

“ขอโทษครับ...ตุ้ยปู้ฉี่”แกเรนรีบเอ่ยคำขอโทษแต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองแล้วจำต้องเปลี่ยนภาษาที่ใช้สื่อสาร

“ไม่เป็นไรครับ”

ลี่ชิงกล่าวอย่างไม่ถือสา แม้ดวงตาสีชมพูที่ตัดกับผมยาวสีทองของอีกฝ่ายจะแสนสะดุดตาแต่ก็เลือกจะเดินออกจากห้องลองเสื้อไปโดยทิ้งใครบางคนได้แต่มองตาม

แกเรนมองจนอีกฝ่ายหายลับไปจากสายตา ความรู้สึกบางอย่างถูกสะกิดจนรู้สึกอยากรั้งเอาไว้ ทว่าเวลาที่เร่งรัดก็ไม่เปิดโอกาสให้ได้ทำอย่างนั้น

เขามองนาฬิกาข้อมืออย่างหัวเสีย จากนั้นจึงตัดใจเดินเข้าห้องลองชุดก่อนที่ตัวเองจะไปงานในอีกสองชั่วโมงข้างหน้านี้ไม่ทัน

--

งานเลี้ยงเนื่องในวันเกิด จาง ผิง มีเฉพาะที่คนสนิทมาร่วมงาน หากพูดถึงในทางธุรกิจแล้วหญิงอาวุโสผู้นี้อาจไม่ได้มีความสำคัญมากนัก ทว่าสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญคือเธอเป็นภรรยาของ จาง จิวฝู เป็นแม่ของ จาง เฟยหง และปัจจุบันเป็นย่าของ จาง ชางหลง และ จาง เฟิงหลง 

ทั้งหมดคือทายาทตระกูลจางผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมสื่อของฮ่องกงและเมืองไทย ซึ่งส่งต่อความสำเร็จจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยิ่งใหญ่และมั่นคง

เสียงดนตรีที่ดังคลออยู่รอบงานมาจากการบรรเลงของนักดนตรีระดับโลก ขลับให้บรรยากาศดูผ่อนคลาย ใบหน้าของคนที่มาร่วมงานล้วนมีแต่รอยยิ้ม ทว่าแท้จริงแล้วทั้งหมดนั้นคือหน้ากากที่ทุกคนต่างหยิบยกมาสวมเพื่อปกปิดความคิดอันแท้จริง

เช่นเดียวกันกับลี่ชิง...

“อ้าว มิสเตอร์หวัง” เสียงทักทายซึ่งดังขึ้นตั้งแต่ก้าวเท้าเข้างานทำให้คนทั้งสี่หันไปมอง 

“สวัสดีคุณชิดชัย คุณงามตา” คนถูกทักหันไปหาคนทั้งสองพร้อมทั้งกล่าวทักทายและยื่นมือไปจับตามธรรมเนียม

“วันก่อนที่เพิ่งเจอกับอี้เฟยยังพูดถึงคุณอยู่เลย ว่าแต่วันนี้อี้เฟยกับลี่หลินไปไหนล่ะ”

ลี่ชิงลอบถอนหายใจเมื่อได้ยินชื่อของพี่น้องต่างแม่ ท่าทางนั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของลลิตาจนมือบางต้องขยับไปแตะมือลูกเบาๆ อย่างปลอบโยน

“น่าเสียดายที่อี้เฟยป่วย ส่วนลี่หลินก็ติดงานที่จีนกะทันหัน”

“น่าเสียดายจริงๆ...ว่าแต่นั่นคุณลลิตากับลี่ชิงใช่ไหม”

คนถูกพูดถึงทั้งสองยิ้มรับและโค้งหัวให้อีกฝ่ายตามมารยาท ปกปิดความเบื่อหน่ายเอาไว้ภายใต้หน้ากากแห่งรอยยิ้มอย่างมิดชิด

“อืม” 

ก่อนที่เสียงตอบรับในลำคอแบบขอไปทีของบิดาจะทำให้ลี่ชิงเบือนสายตาหนีไปทางอื่น

ทุกครั้งที่พูดถึงเขากับแม่ ป๊ามักจะมีท่าทีไม่เต็มใจเสมอ

“ไม่ได้เจอกันบ่อยผมก็หลงลืมไปตามประสาคนแก่ อย่าถือสากันเลยนะ มาๆ ขนแก้วกันสักหน่อย” แก้วเครื่องดื่มบนถาดที่บริกรนำมาเสิร์ฟถูกแจกจ่ายให้กับทุกคน พลันเสียงแก้วกระทบกันจะดังขึ้นแผ่วเบาพร้อมคำว่าเชียร์ส ตามมาด้วยบทสนทนาเรื่องอื่นก่อนจะแยกย้ายไปที่โต๊ะของครอบครัวใครมัน

ลี่ชิงไม่สนใจแม้กระทั่งตอนเจ้าของวันเกิดขึ้นพูดบนเวที ด้วยเพราะนั่งหันหลังจึงทำเป็นไม่สนใจได้ ถึงจะได้รับสายตาดุๆ จากคนเป็นพ่อ ทว่าก็ทำเป็นมองไม่เห็น

“จะไปไหน”

เสียงทุ้มราบเรียบถามขึ้นทันทีที่ลุกขึ้นยืน

“เข้าห้องน้ำ”

“รีบไปรีบกลับ เดี๋ยวต้องเข้าไปพบคุณจาง ผิง อีก” 

ลี่ชิงไม่ตอบรับ ทำเพียงเลื่อนเก้าอี้ให้ชิดโต๊ะ เตรียมหมุนตัวก้าวไปทางห้องน้ำ

“ให้แม่ไปเป็นเพื่อนไหม”

“ถ้าคุณไม่อยากเข้าก็ไม่ต้องไป” 

ดวงตาเรียวปรายมองคนที่แทรกขึ้นก่อน จากนั้นจึงหันไปตอบคนเป็นแม่ 

“ไม่เป็นไรครับแม่ ผมไปเองได้”

ร่างเพรียวในชุดสูทสีแดงเลือดหมูก้าวออกจากโต๊ะไปท่ามกลางสายตาของใครหลายคนเนื่องจากหน้าตาและรูปร่างที่แสนจะดึงดูด ทว่าคนถูกพูดถึงไม่ได้สนใจแม้จะสัมผัสได้

ลี่ชิงถอนหายใจหนักๆ เมื่อเดินมาถึงหน้าห้องน้ำ ยามสูดลมหายใจเข้าก็รู้สึกราวกับอากาศรอบกายมีเพิ่มมากขึ้น พลันความอึดอัดก้อนใหญ่ในอกก็ลดน้อยลง

ช่วงเวลาแห่งความสุขมักผ่านไปเร็ว และยิ่งเร็วเป็นทวีคูณในเวลานี้

นาฬิกาข้อมือราคาแพงไม่อาจยื้อเวลาให้เดินช้าลง ในความรู้สึกเหมือนผ่านไปนาทีเดียวทว่าความเป็นจริงกลับผ่านไปแล้วสิบห้านาที

ลี่ชิงคงจะอยู่ตรงนี้จนงานจบหากไม่รู้อยู่แล้วว่าอะไรจะตามมาอย่างแน่นอน

แค่นี้ก็คงจะโดนว่าไม่น้อย

ดวงตาเรียวรีหลับลง ลมหายใจแห่งความหนักอึ้งถูกสูดเข้าและพรูออกเฮือกใหญ่ ก่อนจะลืมตาขึ้น กลบความเบื่อหน่ายด้วยสายตาราบเรียบ แล้วหมุนตัวเดินกลับไปทางเดิม

ปึก เฮือก!

แรงปะทะกับร่างของใครสักคนไม่ได้มากมายนักแต่ความรู้สึกกลับรุนแรงเหมือนถูกเครื่องบินชน

ลี่ชิงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้เลยสักนิดว่าที่ไม่ล้มลงไปเพราะมือใหญ่เอื้อมมารั้งแขนเอาไว้

ภาพตรงหน้าพร่ามัว แผ่นอกสะท้านไหวเพราะแรงหายใจ ความรู้สึกซึ่งไม่ทราบที่มาถาโถมเข้าหาดั่งถูกพายุลูกใหญ่สาดซัด

กลิ่น...

กลิ่นหอมเย็นจากคนตรงหน้ามันรุนแรงจนร่างกายสั่นสะท้าน น้ำตาไหลมาคลอหน่วย ดั่งช่องว่างเล็กๆ ของชีวิตถูกเติมเต็มในวินาทีนี้ ราวกับได้พบเจอสิ่งที่ไม่เคยรู้เลยว่าใจกำลังรอคอย

“ระวังหน่อย” เสียงทุ้มราบเรียบฉุดรั้งสติที่ล่องลอยให้ค่อยๆ กลับเข้าที่เข้าทาง กระทั่งสายตาของลี่ชิงเริ่มโฟกัส เห็นคนตรงหน้าเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นก็ตอนที่น้ำตาร่วงหล่นจากหางตา

ท่าทางนั้นทำให้ จาง เฟิงหลง ขมวดคิ้ว อีกฝ่ายดูเหมือนคนไม่สบายจนไม่กล้าปล่อยมือ

ถึงจะไม่อยากแตะต้องขนาดไหนแต่เขาก็ยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่ในจิตสำนึก

“คุณ...” เสียงนั้นบางเบาดั่งขนนกที่ไร้น้ำหนัก เฟิงหลงได้ยินเป็นเพียงเสียงในลำคอ ขณะที่คนพูดเหมือนใช้แรงทั้งหมดที่มีเปล่งออกไป

ลี่ชิงไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองแต่พอจะเดาได้ว่าสิ่งที่กำลังเป็นคืออะไร

คู่แห่งโชคชะตา 

ทั้งหมดมันชี้ชัด แม้จะไม่มีอาการฮีทแต่ความรู้สึกก็ชัดเจนอย่างไม่อาจเป็นอื่น

มันมีอยู่จริง...มันมีอยู่จริงๆ

ลี่ชิงลืมเลือนเรื่องรูปร่างหน้าตา มีเพียงความรู้สึกโหยหา อยากสัมผัส อยากแตะต้อง ต่างจากอีกฝ่ายที่ยืนมองด้วยสายตาราบเรียบเจือความขุ่นเคือง

ยามฝ่ามือใหญ่ผละออกจากแขนความวูบโหวงลูกใหญ่ก็เกิดขึ้นในอก

ทุกความรู้สึกนั้นช่างรุนแรงเหลือเกิน

“ถ้าไม่สบายก็อย่าฝืนเพราะยิ่งจะทำให้คนอื่นลำบาก” เฟิงหลงพูดเพียงเท่านั้นก่อนจะเดินผ่านคนที่ไม่รู้จักเพื่อไปยังจุดสูบบุหรี่

ลี่ชิงผวาจะก้าวตามแต่แข้งขากลับอ่อนแรงเกินกว่าจะสามารถทำอย่างนั้น ร่างกายทรุดฮวบลงกับพื้น สร้างความตกใจให้กับคนเป็นแม่ที่เดินมาตามพอดี

“ลี่ชิง! เป็นอะไรหรือเปล่า” ลลิตาถลาไปหาคนเป็นลูก สัมผัสใบหน้าเรียวขาวซีดด้วยมือ แตะต้องไปตามร่างกายอย่างร้อนรนเพื่อตรวจหาความผิดปกติ

“มะ แม่” สายตาซึ่งจับจ้องเพียงทางที่อีกคนเดินไปค่อยๆ ถูกดึงกลับยามเรียกคนเป็นแม่เสียงสั่น

“ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” ลี่ชิงทำได้เพียงส่ายหน้า ก่อนลลิตาจะรีบถามต่อ “แล้วลูกเป็นอะไร” 

“...” ไม่มีคำตอบใดหลุดรอด มีเพียงการส่ายหน้าไปมาเช่นเดิม

“ลี่ชิง” ลลิตาเอ่ยเรียกลูกตัวเอง น้ำเสียงมีความฉงน ไม่เข้าใจ

“เขา...” ลี่ชิงเปล่งเสียงอันแผ่วเบาได้เพียงเท่านั้น คำพูดต่อจากนั้นถูกหยุดที่เพียงลำคอ ในหัวหวนนึกเพียงร่างสูงใหญ่เมื่อครู่

เขาคือสิ่งที่โชคชะตากำหนดไว้

เป็นเขา...

“แม่ว่าเราไปนั่งพักก่อนดีกว่า” ร่างบอบบางค่อยๆ ประคองลูกให้ลุกขึ้นแล้วพาไปนั่งบนเก้าอี้ซึ่งตั้งอยู่อีกมุม ลลิตาบีบนวดมือที่เย็นเยียบให้เลือดไหลเวียนจนอุณหภูมิของมือลี่ชิงเปลี่ยนเป็นอุ่นขึ้น ใบหน้าขาวซีดก็เริ่มกลับมามีสีเลือด

“ดีขึ้นไหมลูก”

ลี่ชิงพยักหน้ารับยามกำลังสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ

ตึก ตึก

“ให้มาตาม ไม่ใช่ให้มานั่งกันอยู่ตรงนี้”

ประโยคและน้ำเสียงที่เจือความตำหนิดังขึ้นหลังจากที่เสียงฝีเท้าหนักๆ หยุดลง 

คนทั้งสองหันไปมองคนพูด ก่อนที่ลี่ชิงจะเบือนหน้าหนี

“ลี่ชิงไม่สบายค่ะ” เป็นลลิตาที่เอ่ยอธิบายให้คงฟังขมวดคิ้วแล้วกวาดสายตามองใบหน้าที่มีส่วนคลายคลึงกับตัวเองอย่างจับสังเกต

“เป็นอะไร?”

“...” คนถูกถามไม่ตอบ ทั้งยังไม่มองหน้าจนคนถามรู้สึกหงุดหงิด

“ถ้าไม่ได้เป็นอะไรมากก็กลับโต๊ะได้แล้ว จะได้เวลาเข้าไปพบคุณจาง ผิงแล้ว” หวัง อี้หย่ง พูดจบก็หมุนตัวกลับไปทางที่เดินมา ทิ้งให้สองแม่ลูกนั่งมองหน้ากันด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง

คนหนึ่งเบื่อหน่าย คนหนึ่งเห็นใจ

“อดทนหน่อยนะชิงชิง พบคุณจาง ผิงแล้วเราก็จะได้กลับกัน”

ลี่ชิงเลื่อนสายตาลงมองมือตัวเองที่กำลังถูกลูบไล้ไปมาก่อนจะพยายามยิ้มเพื่อให้คนตรงหน้าสบายใจ

“ลูกโอเคแล้วนะ?”

“ครับ”

“งั้นกลับโต๊ะกัน” ลลิตาผุดลุกขึ้นพลางจับแขนเรียวเอาไว้เป็นการช่วยพยุง

ลี่ชิงหันมองทางที่ใครบางคนเดินผ่านไปอีกครั้งด้วยใจที่เต็มไปด้วยความโหยหา อาการภายนอกดีขึ้นทว่าภายในกลับยังเหมือนเดิม

อยากเจอ อยากพูดคุย อยากสัมผัส อยากแตะต้อง คนที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อทว่าใจกลับเชื่อมั่นไปแล้วทั้งหมด

หลังจากที่เข้าพบเจ้าของวันเกิด เขาหมายมั่นว่าจะต้องตามหาเขาคนนั้นให้เจออีกครั้ง

ผู้ชายร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีดำกับกลิ่นคู่แห่งโชคชะตา 

 

กลับมานั่งที่โต๊ะความอึดอัดอันน่าเบื่อหน่ายก็กลับมาเล่นงานอีกครั้ง หากแต่ก็เบาบางลงเนื่องจากลี่ชิงเอาแต่วนเวียนคิดถึงคนที่เพิ่งเจอ สายตากวาดมองไปทั่วอย่างหวังว่าจะได้พบ แม้รู้ดีว่าการไม่ได้กลิ่นอะไรบ่งบอกว่าอีกฝ่ายไม่ได้อยู่ในระยะอันใกล้

“เชิญตระกูลหวัง” 

หญิงสาวในชุดสุภาพสีดำเดินมาบอกพร้อมทั้งโค้งหัวลงให้ ก่อนที่อี้หย่งจะลุกขึ้นเต็มความสูงอย่างกระตือรือร้น

ถึงจะไม่อยากลุกแต่ลี่ชิงก็ไม่อาจขัดเจ้าของสายตาดุๆ ที่ส่งมาให้ จึงทำได้เพียงลุกขึ้นแล้วเดินตามหลังคนทั้งสองไปยังห้องสำหรับเข้าพบคนที่สำคัญที่สุดในวันนี้

ระหว่างทางเต็มไปด้วยหน่วยรักษาความปลอดภัย ทว่าสิ่งที่สร้างความแปลกใจให้ลี่ชิงกลับไม่ใช่ตรงนั้น

ความรู้สึกที่สัมผัสได้จางๆ เริ่มรุนแรงขึ้นตามการย่างก้าว กระทั่งเห็นประตูบานใหญ่ซึ่งสลักรูปมังกรเด่นหราอยู่ในระยะสายตายิ่งทำให้มั่นใจในความรู้สึกมากขึ้น

สัญชาตญาณร้องบอก สองมือที่วางอยู่ข้างกายกำเข้าหากันแน่นจนสั่นระริก ใจที่เริ่มเต้นถี่ถูกพยายามทำให้มันสงบลง

กึก

แอ๊ด

“เชิญครับ” 

ประตูเปิดออกพร้อมเสียงเชื้อเชิญ เมื่อก้าวเข้าไปในห้องนั้นร่างกายลี่ชิงก็โงนเงนจนต้องเอื้อมมือไปจับแขนแม่เอาไว้

ลลิตาหันมองลูก ความผิดปกติที่ได้เห็นผ่านทางสายตาส่งผลให้เธอเริ่มร้อนรนอย่างกลัวว่าลูกจะเป็นอะไร

“ยินดีเหลือเกินที่ได้พบกัน” หญิงชราผู้นั่งอยู่บนเก้าลายมังกรเอ่ยกับ หวัง อี้หย่ง ทว่าสายตากลับมองเลยไปยังคนด้านหลัง 

คนที่ไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อยเนื่องจากเอาแต่จับจ้องเพียงคนที่นั่งอยู่ฝั่งซ้ายมือ

“เช่นกันครับคุณยายจาง” อี้หย่งรีบรับคำพลางค้อมหัวลงให้ผู้อาวุโสตรงหน้า

“เชิญนั่งเถิด” 

เมื่อได้รับคำเชิญเก้าอี้สำหรับแขกจึงถูกจับจองตามลำดับ

ลี่ชิงนั่งถัดจากคนเป็นแม่ ตรงหน้าใครคนนั้นที่นั่งห่างด้วยระยะประมาณหนึ่งเมตร

เพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น...

แม้พยายามควบคุมอาการแค่ไหนแต่มันก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาคนมอง

จาง เฟิงหลง ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อเด็กที่เจอหน้าห้องน้ำคือคนของตระกูลหวังที่ไม่เคยเจอมาก่อน อาการของอีกฝ่ายดูเหมือนจะยังไม่ดีขึ้น แผ่นอกสะท้อนขึ้นลงบ่งบอกถึงจังหวะหายใจถี่ แม้ไม่อยากสนใจแต่ด้วยสายตาที่เอาแต่จับจ้องเขาก็ทำให้ต้องมองกลับ

หน้าเขามันมีอะไร เด็กนั่นถึงได้มองไม่หยุด

“สุขสันต์วันเกิดครับ หวังว่าจะพอใจของขวัญจากตระกูลหวัง”

จาง ผิง ที่ลอบมองคนทั้งสองอยู่หันกลับมาสนใจคนที่พูดขึ้นพลางยิ้มรับตามมารยาท

“แน่นอนว่าต้องพอใจ ขอบคุณที่มาในวันนี้”

สายตาของหญิงชราเหลือบไปที่ใครบางคนในเสี้ยววินาทีหนึ่ง

ขอบคุณที่มา 

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ตระกูลหวังได้รับเชิญ”

การพูดคุยตามมารยาทยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ โดยที่ลี่ชิงไม่ได้รับรู้อะไรเลยแม้แต่ตอนที่ถูกแนะนำตัว รู้เพียงแค่อยากให้ผู้เป็นพ่อพูดคุยกับอีกฝ่ายให้นานเท่าที่จะนานได้

ความรู้สึกที่เขาเคยว่าไว้มันเป็นอย่างไรเพิ่งได้พานพบ

เกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้หลายเท่า

“ว่าแต่...เรื่องเวลาโฆษณาเฟิงหลงว่ายังไงบ้าง”

“ผมคิดว่าเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องงาน” 

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นเรียกให้ลี่ชิงกลับมาอยู่บทสนทนาตรงหน้า ขณะที่อี้หย่งก็มองหน้าคนพูดด้วยความไม่พอใจนิดๆ แต่ต้องเก็บอาการเอาไว้

ตระกูลหวังทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ เป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ของช่องโทรทัศน์ที่ตระกูลจางบริหารอยู่ 

“เฟิงหลงคงกำลังคิดให้รอบคอบ ยังไงคุณอี้หย่งก็รอสักหน่อยนะ”

จาง ผิง เป็นผู้คลี่คลายสถานการณ์ก่อนจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นเพราะรู้จักหลานชายตัวเองดีว่าเป็นอย่างไร

ช่วงเวลาที่ลี่ชิงไม่อยากให้ผ่านไปกลับผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันไรก็ถึงคราวบอกลา พอผู้ให้กำเนิดลุกขึ้นยืนเพื่อโค้งคำนับตามมารยาทก็ต้องขยับลุกตาม 

ความอาลัยอาวรณ์ไม่อยากไปอาบล้น การต้องดึงสายตากลับจากใครคนนั้นยากเย็นเหมือนดึงเหล็กให้ขาดด้วยมือเปล่า ทว่าด้วยไม่มีเหตุใดจะอยู่ต่อจึงจำต้องหมุนตัวตามพ่อแม่ไป 

“เดี๋ยวก่อน”

ถ้อยคำที่ดังขึ้นรั้งให้คนที่กำลังจะก้าวเท้าออกจากห้องหันกลับไป

“ฉันมีเรื่องที่จะคุยกับ...ลี่ชิงสักหน่อย”

ประโยคนั้นไม่เพียงแต่ทำให้ หวัง อี้หย่ง กับ ลลิตางงงวย แต่ก็ทำให้ลี่ชิงเองงงวยไม่ต่างกัน

สายตาเลื่อนไปมองหญิงชราตรงหน้า เมื่อสบสายตากันชัดๆ คิ้วก็ขมวดมุ่น มั่นใจว่าไม่เคยพบเจอหรือรู้จักกันมาก่อน เหตุของการจะคุยคือเรื่องใดลี่ชิงไม่อาจรู้

“ขออนุญาตคุณอี้หย่งกับภรรยาด้วย”

อี้หย่งมองหน้าภรรยาที่มีแววตาไม่ต่างกัน จากนั้นจึงมองคนเป็นลูก สงสัยจนอยากจะเอ่ยถาม จาง ผิง กลับ ทว่าก็เลือกจะเก็บความสงสัยไว้แล้วตอบกลับไป

“เชิญครับ”

ลี่ชิงมองหน้าพ่อกับแม่ที่ค่อยๆ เดินออกจากห้องไปกระทั่งประตูบานใหญ่ปิดลง รอบกายจึงหลงเหลือเพียงคนของตระกูลจาง

“ทั้งหมดออกไป”

คำสั่งนั้นทำให้เฟิงหลงที่มองผู้เป็นย่าอย่างมีคำถามอยู่แล้วยิ่งสงสัยหนักขึ้น

ย่าเขากับเด็กนั่นไปรู้จักกันตอนไหน

“ไหน่ไน”

“อาเฟิงด้วย”

“ทำไม?” เฟิงหลงถามกลับทันควัน ตวัดสายตาไปมองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะดึงสายตากลับไปที่ย่าของตัวเอง

“ย่ามีเรื่องจะคุยกับลี่ชิง”

“เรื่องอะไร ทำไมผมถึงอยู่ไม่ได้”

“เรื่องสำคัญ” ท่าทางของ จาง ผิง ราบเรียบหากแต่เต็มไปด้วยความเด็ดขาด คนอื่นๆ เดินออกไปตั้งแต่คำสั่งแรก ในเวลานี้ในห้องจึงเหลือเพียงคนสามคน

ดวงตาที่เริ่มฝ่าฟางตามประสาคนแก่ทอแววหนักแน่นในคำสั่งจนท้ายที่สุดแล้วเฟิงหลงก็ต้องหยัดกายลุกขึ้น

ลี่ชิงยืนตัวแข็งค้างเมื่อร่างสูงใหญ่เดินมาเรื่อยๆ และกำลังจะผ่านหน้าไป ระยะห่างที่ไม่ได้มากนักทำให้กลิ่นของอีกฝ่ายส่งผลต่อใจเกินจะต้านทาน ร่างกายพลันไร้เรี่ยวแรงจนต้องคว้าพนักเก้าอี้ที่เกือบจะสุดเอื้อมมือเอาไว้

แกร๊ก

เมื่อประตูปิดลงลี่ชิงก็ไม่รักษาท่าที คว้าเก้าอี้ไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง หายใจหอบจนตัวโยน

หญิงชราค่อยๆ ลุกจากเก้าอี้แล้วไปพยุงคนที่ร่างกายกำลังอ่อนแรงให้นั่งลง

ลี่ชิงสับสนมึนงง หลากหลายความรู้สึกเกินกว่าจะปฏิเสธการช่วยเหลือนั้น

ทั้งที่เด็กกว่ามากมายแต่ในเวลานี้อีกฝ่ายกลับดูแข็งแรงกว่าหลายเท่า

“นั่งพักก่อนเถิด” 

เมื่อลี่ชิงนั่งลงบนเก้าอี้แล้ว จาง ผิง ก็เดินกลับมานั่งที่เดิม ทอดมองคนรุ่นเหลนซึ่งยังคงมีอาการด้วยสายตาเอื้อเอ็นดู

“ได้เจอกันสักที...ฉันรอพบเธอมานานเหลือเกิน” 

 

TBC. 

 

โซแอลคนเดิมเพิ่มเติมคือเรื่องใหม่ค่า อิอิ 

เรื่องนี้เขียนจบแล้ว จะทยอยลงสัปดาห์ละตอนนะคะ 

ฝากคุณเฟิงกับชิงชิงน้อยไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยน้า 

บอกเลยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากสำหรับโซแอลมาก 

แล้วก็คุณเฟิงเป็นพระเอกที่น่าตีที่สุดเลยยย 

แท็ก #มังกรซ่อนเพชร นะคะ 

ฝากเมนต์ฝากแท็กเป็นกำลังใจให้โด้ยน้า/อ้อน 

ความคิดเห็น