nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 22

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 604

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2562 19:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 22
แบบอักษร

 

ตอนที่ 22 

 

วรันต์เลี้ยวรถเข้ามาในตัวบ้านของเตชัส หลังจากได้โลเกชั่นมาจากอีกฝ่ายในวันที่เซ็นสัญญาว่าจ้างงานเมื่อสามวันก่อน 

... 

“อ่านดูก่อนสิ เผื่อเธออยากปรับอะไรตรงไหนก็จะได้แก้ไขเลย จะได้ไม่เสียเวลา แล้วนี่ทนายเจษณ์ เขาจะเป็นคนจัดการเรื่องทุกอย่างให้ รวมไปถึงเรื่องเงินต่างๆ ของเธอด้วย มีอะไรก็แจ้งเขา” 

“ครับ” วรันต์พยายามอ่านเอกสารอย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่ แค่หนังสือทั่วไปยังไม่ค่อยเข้าใจ นับประสาอะไรกับศัพท์เฉพาะทางกฎหมายนี่เล่า เขาทำหน้าเหยเกเหลือบมองทนายเจษณ์เพราะเขาไม่เข้าใจอะไรเลย 

“ผมขออนุญาตอ่านรายละเอียดและอธิบายสัญญาฉบับนี้ให้คุณวรันต์ฟังนะครับ” ทนายเจษณ์หันไปขออนุญาตจากเตชัส 

“อืม ถ้าเสร็จแล้วก็บอกด้วยแล้วกัน ผมขอตัวไปประชุมก่อน” 

“ครับ” 

เตชัสบอกทนายเจษณ์แล้วเดินออกไปโดยไม่สนใจวรันต์เลยแม้แต่น้อย 

“สบายใจขึ้นบ้างไหมครับ คุณเตก็เป็นอย่างนั้นเอง” ‘เป็นอย่างนั้น’ เองของทนายเจษณ์นั้นหมายถึงบุคลิกของเจ้าตัวที่นิ่งขรึม ทุกอย่างเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย ดูเคร่งเครียดตลอดเวลา  

“ดีขึ้นแล้วครับ ผมไม่เคยเจอคุณเตเวลาที่เขาทำงาน พอมาเจอโหมดนี้เลยไปไม่ค่อยถูก” วรันต์คร้านจะอธิบายว่าเขากับเตชัสปกติแล้วเจอกันในโหมดไหน มันไม่ได้เป็นเรื่องน่าเล่าเท่าไหร่นัก ถึงแม้ว่าทนายจะรู้ความสัมพันธ์ของพวกเขาอยู่แล้วก็ตามที 

จะไม่รู้ได้ยังไง แค่ข้อแรกที่เขาได้อ่าน สัญญานี้ก็ระบุถึงการหลับนอน การมีสัมพันธ์ระหว่างเขากับคุณเตชัสแล้ว รายละเอียดลงลึกแค่ไหน เขายังอ่านไม่ถึงก็มึนเสียก่อน 

“อย่างนี้นะครับคุณรัน ผมจะพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ให้มากที่สุด”  

“ครับ” 

“ข้อแรก คือระหว่างที่คุณกับคุณเตมีสัญญาต่อกัน ห้ามคุณมีเพศสัมพันธ์กับใคร ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายก็ตาม รวมไปถึง...เอ่อ...” ทนายเจษณ์เริ่มตีความตามสัญญาข้อที่หนึ่ง 

“พูดต่อเลยครับ” 

“รวมไปถึงการช่วยเหลือตนเองกับผู้อื่นครับ หมายความว่า...ถึงแม้จะไม่มีการสอดใส่ คุณก็ไม่อาจไปช่วยคนอื่นได้ อธิบายแบบนี้พอเข้าใจไหมครับ” 

“ฮ่าๆ เข้าใจครับ ไม่มีปัญหา แล้วคุณเตล่ะครับ” วรันต์หัวเราะกับท่าทีลำบากใจของทนายเจษณ์ ตอนเขียนคงกระอักกระอ่วนเต็มที ยังต้องมาอ่านอะไรแบบนี้ให้เขาฟังอีก 

“คุณเตจะมีเพศสัมพันธ์ เอ่อ...พูดกันง่ายๆ ก็คือคุณเตจะทำอะไรกับใครก็ได้ครับ และคุณก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธคุณเตชัสทุกกรณี” 

“ไม่แฟร์เลย แต่ก็สมเป็นคุณเต ข้อนี้ผ่านครับ ข้อสองเลยครับ” วรันต์บอก เพราะเตชัสเป็นคนว่าจ้าง ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนเขา 

“ข้อสอง เรื่องภรรยาของคุณเตชัส ห้ามคุณทำร้ายร่างกายเธอเด็ดขาด แต่สามารถทำร้ายทางวาจาได้ครับ” วรันต์ฟังแล้วก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัยในความคิดของเตชัส คิดจะทำอะไรกันแน่ ห้ามตบตีแต่ด่าได้เนี่ยนะ 

“เธออายุเท่าไหร่ แล้วนิสัยเป็นยังไงเหรอครับ” 

“คุณชินภัทรา ปัจจุบันอายุสามสิบห้าปี เธอเป็นผู้หญิงที่เวลาอารมณ์ดีก็ดีใจหาย เวลาร้ายก็ร้ายได้น่ากลัวเหมือนกันครับ” ทนายเจษณ์เหลือบมองใบหน้าของวรันต์ เขายังนึกแปลกใจตอนที่เตชัสให้เขาร่างหนังสือสัญญาฉบับนี้ เขาพิมพ์สัญญาโดยไม่เข้าใจจุดประสงค์ของผู้เป็นนายเลยแม้แต่น้อย 

“ขอบคุณครับ ตกลง ข้อต่อไปเลยครับ” วรันต์บอกผ่านอย่างง่ายดาย เขาเดินหน้ามาถึงจุดนี้ ถ้าจะถอยหลังคงไม่ทันเสียแล้ว ผู้หญิงที่ร้ายที่สุดในชีวิตของเขาก็คือแม่ คงไม่มีใครร้ายไปกว่านั้นอีกแล้วมั้ง 

“ข้อสาม เรื่องลูกชายของคุณเตชัส คือคุณเตชินท์ ระหว่างที่มีสัญญากันอยู่ คุณต้องไปส่งไปรับคุณเตชินท์ทุกเช้าและเย็นที่โรงเรียนครับ ไม่จำเป็นต้องเล่นกับเขา อยู่เป็นเพื่อน หรือสอนการบ้านอีกฝ่าย เว้นเสียแต่ว่าคุณอยากทำ” 

“ถ้าผมจำไม่ผิด ลูกชายคุณเตอายุสิบสามแล้วใช่ไหมครับ” 

“ใช่ครับ” 

“อืม งั้นก็คงอยู่ราวๆ ม.หนึ่งล่ะมั้ง” 

“ถูกต้องครับ คุณชินตอนนี้อยู่ชั้นม.หนึ่ง” 

“ก็โตระดับหนึ่ง แปลกที่คนอย่างคุณเตน่าจะให้คนรถไปส่งลูกชายเขานี่ครับ ทำไมต้องเป็นผม” 

“ข้อนี้ผมไม่ทราบครับ คุณเตไม่ได้แจ้งอะไรไว้เลย คุณรันคงจะต้องถามเจ้าตัวเอง” 

“จริงๆ ผมก็ไม่ได้ติดปัญหาอะไรหรอก แค่สงสัยนิดหน่อย แต่ช่างเถอะ เอาเป็นว่าไม่มีปัญหาครับ” วรันต์ยักไหล่ ก่อนจะบอกผ่านไปอีกข้อ 

“ข้อที่สี่ คุณมีวันหยุดเหมือนพนักงานที่บริษัทนี้ครับ คือแปดวันต่อเดือน หรือบางเดือนมีห้าสัปดาห์ก็ได้หยุดสิบวัน ปกติแล้วพนักงานที่นี่จะหยุดวันเสาร์และอาทิตย์ ไม่รวมวันหยุดนักขัตฤกษ์ หรือวันหยุดต่างๆ ตามที่รัฐบาลกำหนด แต่สำหรับคุณ คุณจะเลือกหยุดวันไหนก็ได้ แค่อย่าเกินแปดหรือสิบวันในหนึ่งเดือนก็พอ” 

“แล้วถ้าผมลาป่วย ลากิจล่ะครับ” 

“เรื่องนี้คุณเตให้ผมเขียนเป็นข้อสี่จุดหนึ่งไว้แล้วครับ คุณลาป่วยได้เท่าที่กฎหมายกำหนดไว้คือสามสิบวัน ในกรณีที่คุณป่วยจริง หรือลากิจได้ไม่เกินหกวัน หากมีกิจธุระจำเป็นจริงๆ” วรันต์ยิ้ม ในใจคิดว่าคุณเตชัสจอมเขี้ยว หลบเลี่ยงป่วยการเมืองไม่ได้เลยสินะ รอบคอบจริงพ่อคุณ 

“ผ่านครับ ยังมีอีกไหม” 

“ครับ ข้อที่ห้า เงินเดือนจะโอนเข้าบัญชีของคุณทุกวันที่สามสิบของทุกเดือน เดือนละหนึ่งล้านบาท” 

“ถ้าผมจำเป็นต้องใช้เงินด่วน สามารถขอเบิกเงินล่วงหน้าได้ไหม” 

“ได้ครับ ข้อที่ห้าจุดหนึ่ง กรณีที่คุณมีเหตุต้องการใช้เงินด่วนให้ติดต่อคุณเตโดยตรง ซึ่งการอนุมัติจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณเต” 

“ครับ” 

“ข้อสุดท้าย ข้อที่หกครับ หากคุณทำผิดข้อตกลง ไม่ว่าข้อใด สัญญาฉบับนี้จะถือเป็นโมฆะทันที” 

“ครับ ตามนั้น” ไม่รอบคอบถี่ถ้วนคงไม่ใช่คุณเตชัส  

“คุณรันอยากเพิ่มอะไรตรงไหนบ้างไหม” 

“ไม่มีครับ ผมหัวช้า คิดไม่ทัน ให้คิดตอนนี้คงคิดไม่ออกหรอก” วรันต์รับออกมาตรงๆ  เขาไม่ได้อายที่จะยอมรับกับใครว่าเขาโง่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะพูดเรื่อยเปื่อย คงไม่สนุกนักกับการป่าวประกาศบอกใครต่อใครไปเรื่อยว่าตัวเองโง่ 

เขารับสัญญาฉบับนั้นมาก่อนจะจดปากกาเซ็นลงไปอย่างง่ายๆ เชื่อใจเตชัสว่าอีกฝ่ายคงไม่คิดหมกเม็ดหรือปิดบังอะไรเขาภายใต้สัญญานี้หรอก...มั้ง 

... 

และตอนนี้เขาก็หิ้วกระเป๋ามายืนอยู่หน้าบ้านของผู้ว่าจ้าง ให้ความรู้สึกเหมือนวันที่พจมานเดินเข้าบ้านทรายทองยังไงอย่างนั้น ต่างกันตรงที่พจมานมาทวงมรดก แต่เขาน่ะมาขอเงิน 

“มาแล้วหรือ” ถือว่าเขาได้รับเกียรติอันสูงส่งใช่ไหมที่เตชัสยอมสละเวลางานมาอยู่บ้านเพื่อรอรับเขาในวันแรก 

“ครับ รถติดเลยมาถึงช้าหน่อย” 

“ไม่เป็นไร รู้จักกันไว้สิ ภัทร นี่วรันต์ เขาจะมาอยู่ที่นี่ แล้วนี่ชินภัทรา เมียฉัน” 

“สวัสดีครับ” วรันต์ยิ้มให้อีกฝ่ายพร้อมยกมือไหว้ แต่ชินภัทราไม่มีทีท่าจะเหลือบตามองเขาเลยแม้แต่น้อย 

“ปลุกภัทรมาด้วยเรื่องที่คุณพาเด็กของคุณมาอยู่ที่นี่น่ะเหรอคะ ทีหลังไม่ต้องปลุกภัทรมาหรอกนะ เสียเวลา! ภัทรขอตัวไปนอนก่อน อ้อ...แล้วเธอ วรันต์ใช่ไหม อยู่ที่นี่ก็อย่าทำให้ฉันเกะกะลูกตาล่ะ แล้วจะหาว่าไม่เตือน” ชินภัทราพูดจบก็หมุนตัวกลับจนผ้าคลุมที่สวมทับชุดนอนสะบัดไปตามแรงของเจ้าตัว 

“ต้อนรับกันอบอุ่นเลยใช่ไหม” เตชัสมองวรันต์ เขากำลังคาดคะเนในใจว่าอีกฝ่ายจะรับมือกับอารมณ์ของภรรยาเขาไหวหรือเปล่า 

“อุ่นจนร้อนเลยละ เมียคุณเป็นแบบนี้ประจำเหรอครับ” 

“ไม่หรอก พอดีว่าภัทรเพิ่งกลับบ้านเมื่อเช้ามืดนี้เอง แล้วนี่ก็เพิ่งสิบเอ็ดโมง แต่ฉันให้คนไปปลุกก็เลยหงุดหงิดเป็นธรรมดา ปกติก็นิสัยน่ารักพอควร” วรันต์ฟังแล้วรู้สึกตงิดหน่อยๆ พอควรในที่นี้คือแค่ไหนกัน 

“เหรอครับ” 

“ของวางไว้นี่แหละ เดี๋ยวฉันให้เด็กยกไปไว้ให้ที่ห้องนอน หิวหรือยัง” 

“ยังครับ” 

“ก็ดี ถ้างั้นตามฉันมาสิ ฉันจะพาไปดูห้องนอนของเธอ” 

“ครับ แล้ววันนี้คุณไม่ไปทำงานเหรอ” 

“ไม่ไป วันนี้ฉันลางานเพื่อเธอเลย” 

“ถือเป็นเกียรติอย่างมากครับ” วรันต์ตอบ เขาควรจะดีใจใช่ไหมที่เจ้าของบ้านต้อนรับขับสู้เขาดีขนาดนี้ 

“ช่วงบ่ายฉันจะพาเธอไปรับชิน...เตชินท์ ลูกชายของฉันที่โรงเรียน หลังจากวันนี้ไป เธอต้องไปรับเขาเอง” 

“อ้อ...” วรันต์ครางรับในคอ เพราะลูกชายคุณเตชัสนั่นเอง เขาไม่น่าคิดไปเองเลยว่าอีกฝ่ายตั้งใจมาต้อนรับเขา 

“ถึงแล้ว ห้องนี้แหละ” เตชัสเดินนำมาถึงห้องที่อยู่ใกล้บันไดชั้นสองของบ้านมากที่สุด นั่นคือขึ้นบันไดมาก็ถึงห้องเขาเป็นห้องแรก ชายหนุ่มเปิดประตูก่อนจะเดินนำเข้าไปในห้อง วรันต์จึงเดินตามอีกฝ่ายเหมือนเคย 

“ถูกใจหรือเปล่า” 

“ก็ดีครับ” เขาตอบอย่างไม่ยี่หระ เพราะมาอยู่ชั่วคราว แบบไหนก็เหมือนกัน ขอแค่มีที่นอน หมอน ผ้าห่ม ห้องน้ำ ก็เพียงพอแล้ว 

“อยากเปลี่ยนหรืออยากเพิ่มอะไรก็บอกแล้วกัน” 

“ขอบคุณครับ” 

“เวลาขอบคุณต้องทำไง จำไม่ได้เหรอ” 

“อ๊ะ ขอโทษครับ ผมลืมไป” วรันต์ก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่าย ก่อนจะยกมือโอบรอบลำคอของเตชัสเอาไว้แล้วโน้มใบหน้าคนที่สูงกว่าเขาค่อนข้างมากให้ต่ำลง ปลายเท้าของวรันต์เองก็ต้องเขย่งขึ้นเพื่อให้ริมฝีปากของเขาได้บรรจบลงบนปากบางของเตชัส 

รูปปากบางเฉียบ เขาว่ากันว่าวาจาเชือดเฉือนได้อย่างนิ่มนวล เจรจาก็เก่ง ซ้ำยังไม่แยแสเรื่องความรัก ดูเหมือนทุกอย่างที่เคยได้ยินมาจะตรงกับเตชัสเกือบหมด ถึงกระนั้นจูบของเตชัสก็ร้อนแรงกว่าใครที่วรันต์เคยสัมผัส 

แรงบดเบียดของคนสองคนสนิทแนบแน่นไม่มีใครยอมใคร มือขวาของเตชัสจับยึดต้นคอของวรันต์เอาไว้มั่น บังคับให้อีกฝ่ายเงยหน้ารับจูบ มือซ้ายก็กระชับจับเอวคนตัวเล็ก มือของวรันต์ที่เคยประสานกอดคอของอีกฝ่ายจึงต้องปรับเปลี่ยนมาจับไหล่หนาเอาไว้แน่น เพราะกลัวขาจะอ่อนจนพับลงไปกองกับพื้นเสียก่อน 

ช่างหนักหน่วงทางอารมณ์เหลือเกิน 

ร่างกายถูกดันให้เดินถอยหลัง จนเมื่อขาติดกับเตียงนอนกว้างขวางแล้วนั่นแหละเขาถึงทิ้งตัวลงบนนั้น โดยไม่ลืมรั้งอีกฝ่ายให้ล้มตัวตามมาด้วย นิ้วมือเรียวยาวของเตชัสเคลื่อนสอดล้วงเข้าไปในเสื้อของคนที่กำลังหายใจไม่ค่อยสะดวก 

เสียงลมหายใจของวรันต์สะดุดลงเมื่อเตชัสใช้ปลายนิ้วสัมผัสบนเม็ดทับทิมสีชมพู แผ่นหลังขาวนวลแอ่นขึ้นตามความรู้สึก เขาอ้าปากเบือนหน้าหนีจากริมฝีปากของคนสูงวัยกว่าเพื่อสูดอากาศเข้าปอด แต่ความพยายามดูจะยากเต็มทนเพราะอีกฝ่ายไม่ยอมแพ้ระไล่ใบหน้าตามเขามาติดๆ  

“อื้อ...” วรันต์ขัดใจเพราะกำลังจะทนไม่ไหว 

“อยู่เฉยๆ เด็กดี” เสียงทุ้มกระซิบบอกตรงข้างหู ไม่พลาดที่จะขบกัดใบหูบางนั้นให้วรันต์ต้องสะดุ้งขึ้นอีกหน 

“พะ...พอก่อนเถอะครับ” วรันต์พยายามหาโอกาสยับยั้งอีกฝ่าย 

“ทำไม” 

“ผมหิวข้าว” 

“เป็นถึงขนาดนี้แล้วเธอยังจะอยากกินข้าวมากกว่า...ฉัน...อีกหรือ” เตชัสเลื่อนมือลงไปที่เป้ากางเกงของวรันต์ ก่อนบีบขยำมันโดยแรงโดยไม่สนว่าเจ้าของร่างกายนั้นจะรู้สึกยังไง 

“คุณเต!...ผมเจ็บ” วรันต์โวยวายเสียงดัง 

“โทษที มันยั้งมือไม่ไหว เอาละ...ไปดูห้องต่อไปดีกว่า” แล้วคนอย่างเตชัสก็เปลี่ยนเรื่องง่ายๆ อย่างนี้เอง วรันต์ลอบถอนหายใจ เขายังไม่อยากขึ้นเตียงกับเตชัสกลางวันแสกๆ ทั้งที่เมียของอีกฝ่ายยังนอนหลับอยู่ในบ้าน และประตูห้องนอนของเขายังเปิดอ้าซ่าอยู่แบบนี้ 

วรันต์พยักหน้าตอบรับ เตชัสลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนจะยื่นมือให้อีกฝ่ายได้อาศัยมือของเขาลุกขึ้นตามมาได้โดยง่าย 

“ขอบคุณครับ” 

“ด้วยความยินดี” อีกหนึ่งคำพูดที่วรันต์ไม่คาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของเตชัส ชายหนุ่มที่ดูเย็นชาชวนอึดอัดในเวลาทำงาน เร่าร้อนเวลาอยู่บนเตียง แต่กลับมีอีกโมเมนต์ของความอ่อนโยนเวลาที่เจ้าตัวอยากแสดงน้ำใจ 

เตชัสทำให้เขาประหลาดใจทุกครั้งที่เจอ 

เจ้าของบ้านพาผู้อาศัยคนใหม่สำรวจพื้นที่บริเวณชั้นสองต่อเมื่อทุกอย่างกลับมาอยู่ในสภาวะปกติ 

“ถัดจากห้องของเธอคือห้องของภัทร” เตชัสกับวรันต์เดินมาถึงห้องของชินภัทราพอดี แต่พวกเขาก็เดินผ่านเลยไปโดยไม่หยุดฝีเท้าลง 

“ห้องนี้เป็นห้องของฉัน และตรงข้ามนั่นเป็นห้องของชิน” 

“ครับ” 

“อยากเข้าไปดูห้องฉันไหม” เตชัสหรี่ตาลงคล้ายหมาป่าอยากขย้ำเหยื่อ  

“ไม่ละครับ ผมไม่อยากถูกกินตอนนี้” 

“โอเค งั้นเราลงไปกินข้าวที่เธออยากกินดีกว่า เสร็จแล้วเธอจะได้มีเวลาพักผ่อนก่อนออกไปรับชินที่โรงเรียนกับฉัน” 

“ครับ” 

 

อาหารมื้อกลางวันของบ้านนี้ไม่มีอะไรให้ตื่นเต้นเท่าไหร่ ทุกอย่างดูเรียบง่าย นั่นทำให้วรันต์ค่อนข้างโล่งใจเพราะเขาไม่ค่อยชอบพิธีการบนโต๊ะอาหาร โชคดีเตชัสไม่ได้เป็นพวกกินอาหารที่ต้องมีความวิจิตรหรือหรูหราอะไร เจ้าของบ้านค่อนข้างกินง่ายด้วยซ้ำ ชายหนุ่มบอกเขาว่าถ้าชอบกินอะไรเป็นพิเศษก็บอกแม่ครัวให้ทำได้เสมอ ไม่ต้องเกรงใจ แต่กระนั้นก็ยังกระซิบบอกเขาว่าแต่ถ้ามื้อนั้นมีชินภัทราอยู่ร่วมโต๊ะละก็ ทุกอย่างจะไม่ใช่อย่างที่เห็น 

ตอนนี้เขากำลังจัดเสื้อผ้าแขวนใส่ตู้ ทีแรกเตชัสจะให้เด็กในบ้านมาจัดการให้ แต่เขาเลือกปฏิเสธ เพราะอยากทำอะไรด้วยตัวเอง และอยากสำรวจห้องอย่างอิสระโดยไม่ต้องมีสายตาอยากรู้อยากเห็นของใคร  

เขาเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างไม่มีกำหนด ไม่รู้ว่าเตชัสบอกกับคนในบ้านว่าอย่างไร แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาของเขา ชายหนุ่มแค่ทำงานตามสัญญา รับเงินมาก็พอแล้ว  

เนื่องจากระหว่างนี้เขาต้องมาอยู่ที่บ้านของเตชัส วรันต์เลยตัดสินใจประกาศขายคอนโดห้องนั้นที่ปรานต์ซื้อให้เขา จริงๆ เขาตั้งใจจะขายมันมาสักพักแล้วเพราะอาการป่วยของยาย มันทำร้ายจิตใจเขาทุกครั้งเวลาที่เห็นยายไม่สบาย และวรันต์ก็คาดหวังว่าเขาจะขายมันได้ในเร็ววัน 

เสียงเคาะประตูดังขึ้น วรันต์เหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้อง  

ตรงเวลาเหลือเกิน เตชัสบอกเขาว่าบ่ายสองครึ่งจะมาเรียกให้ไปรับลูกชายของอีกฝ่ายด้วยกัน และตอนนี้นาฬิกาเรือนหรูก็กำลังบอกเวลานั้นอย่างเที่ยงตรง 

“ครับ” เขารีบจัดผมจัดเผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะคว้าโทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ออกไป ชายหนุ่มตั้งใจไม่หยิบกุญแจรถยนต์ไปด้วย เพราะเขามั่นใจว่าเขากับเตชัสคงไม่แยกเดินทางด้วยรถคนละคันเป็นแน่  

“เรียบร้อยครับ” วรันต์ส่งยิ้มให้เมื่อเปิดประตูมาเจออีกฝ่ายยืนรออยู่ 

“สาย” 

“นาทีครึ่งเอง รีบไปดีกว่านะครับ” บทจะอะลุ่มอล่วยก็ง่ายแสนง่าย บทจะเข้มงวดก็เข้มงวดเหลือเกิน วรันต์รีบเปลี่ยนเรื่องรุนหลังอีกฝ่ายให้ลงบันไดนำไป 

เป็นอย่างที่เขาคิด เตชัสเลือกขับรถไปรับลูกชายด้วยตัวเองพร้อมกับเขาที่กลายเป็นตุ๊กตาหน้ารถจำเป็น วรันต์ไม่เคยนั่งรถของอีกฝ่าย ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นท่วงท่าสไตล์การขับรถของคนข้างๆ  

เขาว่ากันว่าการขับรถของคนเราก็บ่งบอกนิสัยในส่วนที่แย่ได้เหมือนกัน บางคนนิสัยสุภาพอ่อนโยน แต่พอได้จับพวงมาลัยกลับผรุสวาทด่าทอเพื่อนร่วมท้องถนนตลอดการเดินทาง บางคนชอบช่วยเหลือคนอื่น แต่เมื่อมีอำนาจของวงล้อวงกลมนั้นกลับเห็นแก่ตัวเอาเปรียบเพื่อนร่วมถนนก็มีให้เห็นเยอะแยะ 

สำหรับเตชัส...วรันต์สังเกตได้ว่าชายหนุ่มค่อนข้างเงียบ ไม่บ่น ไม่โวยวาย แต่อาศัยจังหวะช่วงชิงเอาคืน ช่างสมกับเป็นนักธุรกิจ มีไหวพริบปฏิภาณดีเยี่ยม บางคราวชายหนุ่มก็ขับรถเหมือนสบายๆ แต่ไม่ละโอกาสที่จะทำให้เสียเวลาบนท้องถนนน้อยลง ช่างสมเป็นเตชัส ชายหนุ่มที่ลุกเป็นไฟยามอยู่บนเตียง ไม่ยอมเสียเวลาในการเริ่มเกม 

เตชัสน่าค้นหาอยู่เสมอ 

 

รถยนต์ถูกดับเครื่องยนต์ลงในพื้นที่ที่อนุญาตให้จอดบริเวณหน้าโรงเรียน ตอนที่เขามาถึงก็มีรถยนต์หลายคันจอดเรียงรายอยู่พอสมควร เป้าหมายคงจะเหมือนกันกับเขาและเตชัส นั่นคือมารับบุตรหลานของตนเอง วรันต์ก้าวลงจากรถเพื่อเดินตามเตชัสเข้าไปในโรงเรียน 

“สวัสดีค่ะ คุณเต วันนี้มารับน้องชินด้วยตัวเองเลยนะคะ” 

“ครับ พอดีพาพี่เลี้ยงคนใหม่ของชินมาด้วย อย่างนั้นก็ดีเลย จะได้รู้จักหน้าค่าตากันไว้ เขาชื่อวรันต์ครับ คุณริสา ต่อไปผมจะให้เขามารับชินที่โรงเรียนนะครับ” เตชัสอาศัยจังหวะนี้แนะนำวรันต์ให้รู้จักกับอาจารย์ที่อยู่หน้าประตู และยังเป็นอาจารย์ประจำชั้นของเตชินในปีการศึกษาปัจจุบัน 

“สวัสดีค่ะคุณรัน ริสานึกว่ามารับวรงค์เสียอีกค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทักวรันต์อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะพูดต่อว่า “รู้จักกันอยู่แล้วค่ะ คุณเต” 

“สวัสดีครับคุณสา วรงค์โตแล้ว กลับบ้านเองได้” วรันต์เห็นท่าทางแปลกใจเล็กน้อยของริสา เขาจึงขยายความเพิ่มเพื่อให้หญิงสาวเข้าใจอะไรขึ้นบ้าง “พอดีตอนนี้ผมรับจ๊อบเพิ่มน่ะ”  

“ค่ะ เชิญค่ะ” ริสายิ้มรับด้วยท่าทางเข้าใจ  

ทั้งคู่ขอตัวลาคุณครูสาวก่อนจะเดินเข้าไปด้านในโรงเรียน 

“น้องชายเธอเรียนที่นี่?” 

“คุณสืบเรื่องผมมาจนหมด ผมไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้คุณจะไม่รู้นะครับ” 

“ก็ถูก นึกว่าเธอจะตามไม่ทันไปทุกอย่างเสียอีก” เตชัสตอบเสียงเรียบ นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าหลอกด่า วรันต์กลอกตาไปมาที่จู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนโดนด่ายังไงไม่รู้ ก็พอรู้ตัวหรอกว่าไม่ค่อยฉลาด แต่บางเรื่องมันก็พอเดาได้บ้างแหละ 

“...” วรันต์เงียบ เขาเดินตามหลังเตชัสไปเรื่อยๆ จนได้ยินเสียงเรียกของเด็กผู้ชายที่เสียงยังไม่แตกเนื้อหนุ่มดังขึ้น 

“พ่อ! มาได้ไง มารับชินเหรอครับ โอย โคตรดีใจอะ” เด็กวัยสิบสามวิ่งเข้ามาโถมกอดที่เอวของผู้เป็นพ่อเต็มแรง เตชัสตั้งหลักรับปฏิกิริยาของลูกชายอยู่แล้วเลยกอดบุตรชายไว้ได้อย่างถนัดถนี่ 

โมเมนต์พ่อลูกก็มา เมื่อไหร่เตชัสจะเลิกเซอร์ไพรส์เขาสักทีนะ 

แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์สุดๆ ก็คือดวงตาของเด็กชายที่เหมือนกับผู้เป็นพ่อราวแกะพิมพ์กันมานั้นจ้องมาที่เขาด้วยความไม่พอใจ 

ให้ตายเถอะ ไม่ชอบงานยากแบบนี้เลย ถอนสัญญาตอนนี้ทันไหม 

ความคิดเห็น