nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 21

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 613

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2562 19:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21
แบบอักษร

 

ตอนที่ 21 

 

“รง...ยายล่ะ” วรันต์รีบถามหาหญิงชราทันทีที่เห็นน้องชายเดินออกมาจากบ้าน 

“นั่งอยู่ในบ้านครับ” 

“อืม รงเก็บของเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” 

“เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วพี่รัน” 

“ถ้างั้นรงเข้าไปเอากระเป๋ามาไว้ที่รถก่อน พี่จะเข้าไปกล่อมยาย” วรันต์พูดเหมือนเคยชินกับเหตุการณ์ทำนองนี้แล้ว 

“ครับ” วรงค์เดินกลับเข้าไปในตัวบ้านทันที 

“ยาย ดูสิว่าใครมา” วรงค์ถามยายที่กำลังสัปหงกอยู่เพื่อให้เจ้าตัวรับรู้การมาเยือนของหลานชายอีกคน ก่อนจะปลีกตัวไปหยิบกระเป๋าตามคำสั่งของพี่ชาย 

“ยายจ๋า รันเองไง ยายจำรันได้หรือเปล่า” ยายของวรันต์และวรงค์มีอายุไม่มากนัก สักหกสิบปีเท่านั้น แต่สภาพหน้าตาและริ้วรอยต่างๆ ราวกับคนอายุเจ็ดแปดสิบ เพราะเจ้าตัวทำงานหนักมาตั้งแต่รุ่นสาว กว่าจะได้หยุดพักก็เมื่อร่างกายประท้วงว่าไม่ไหวแล้วนั่นแหละ 

“รัน หายไปไหนมา ทำไมไม่มาหายายบ้างเลย” ยายพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ 

“รันไปทำงาน จะได้มีเงินพายายไปหาหมอที่โรงพยาบาลไง” 

“ไม่ต้องไปหรอก โรงพยาบงโรงพยาบาลอะไรนั่น มันสิ้นเปลือง ยายรู้ว่าอยู่ได้อีกไม่นาน เก็บเงินไว้ใช้เถอะนะ” 

“ไม่ได้จ้ะ ไม่ได้ ยายต้องอยู่กับรันและรงไปนานๆ ห้ามทิ้งกันก่อน ไม่งั้นรันโกรธยายจริงๆ ด้วย” วรันต์แกล้งพูดขู่ยาย แต่ก็แฝงด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัว 

“ยายรู้ว่ามันหลายสตางค์ รันเหนื่อยเพื่อยายเพื่อรงมามากแล้ว เอาเงินไปทำอะไรอย่างที่ตัวเองอยากทำบ้าง” 

“ยายรู้ได้ไงว่ารันไม่ได้ใช้เงินเพื่อตัวเอง ไม่เอานะ ไม่ดื้อ ไปโรงพยาบาลกับรัน ทำให้รันสบายใจหน่อยได้ไหม” เขาว่ากันว่าเมื่อคนเราแก่ตัวจิตใจก็เข้าใกล้ความเป็นเด็กมากขึ้น แต่ระดับความดื้อนั้นมากกว่าเวลาเป็นเด็กค่อนข้างเยอะ วรันต์จึงคล้ายกำลังพูดหลอกล่อเด็กคนหนึ่งให้ไปโรงพยาบาล 

“ไม่ต้องไปหรอก ยังไงยายก็ไม่หาย” 

“ถ้ายายไม่ไป รันจะไม่มาหายายอีก แล้วก็จะโกรธยายจริงๆ ด้วย” หลานชายจำเป็นต้องขู่ยายอีกครั้ง 

“ไปเถอะนะ ยายไม่อยากให้พี่รันมาหาบ่อยๆ เหรอครับ” วรงค์ที่เอากระเป๋าไปไว้ในรถเรียบร้อยแล้ว กลับเข้ามาช่วยกล่อมยายอีกแรง 

“เอ้อ...ก็ได้ ไปก็ได้” ในที่สุดยายก็ใจอ่อนเหมือนทุกครั้ง สองพี่น้องต่างยิ้มให้กันที่เกลี้ยกล่อมยายได้สำเร็จ 

“ถ้างั้นเดี๋ยวผมอุ้มยายเข้าไปในรถเอง” 

“ตกลง พี่จะไปเปิดประตูรถรอ” วรันต์ตอบแล้วรีบลุกออกไปทำอย่างที่พูด 

ผลการตรวจไม่ได้ผิดจากที่วรันต์คิด ยายเขาต้องรับการผ่าตัดหัวใจเพื่อแก้ไขภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบก่อน หลังจากที่อาการดีขึ้นแล้วค่อยรักษาเรื่องอื่นเป็นลำดับต่อไป  

ทุกการรักษา มันต้องใช้เงิน 

เงินห้าแสนที่ได้รับมาจากปรานต์เป็นจำนวนเงินที่มากระดับหนึ่ง แต่ยังไม่มากพอ และเขาก็ไม่กล้าเสนอหน้ากลับไปหาอีกฝ่ายทั้งที่ถูกจับได้ 

เขาไม่กล้าหรอก 

เรื่องปรานต์ เขาเองก็ผิดหวังที่กลับมาคบกันเหมือนเดิมไม่ได้ แต่ตอนนี้ถ้าคบกันอยู่แล้วถูกจับได้ล่ะ ดูท่าแล้วเขาก็คงเลือกเดินออกมาเองอยู่ดี เขาไม่อยากได้สายตาสงสารคู่นั้น รู้ว่าปรานต์หวังดีและเป็นห่วง แต่เขาทนสายตาแบบนั้นไม่ได้ เขาไม่อยากรู้สึกสมเพชตัวเองมากไปกว่านี้ 

ส่วนไอ้เด็กหน้าใหม่ที่เข้ามาเกาะแกะพี่ปรานต์ของเขา ดูไปดูมามันก็หน้าตาน่ารักดีอยู่ และเขาก็พอจะดูออกว่าปรานต์ชื่นชอบในตัวเด็กบ้านนอกนั่นไม่น้อย แม้ว่าเขาออกจะผิดหวังกับสายตาของปรานต์ แต่ก็ช่างเถอะ เด็กนั่นก็ไม่ได้แย่เกินไปนัก เอ...เด็กกว่าหรือรุ่นเดียวกันนะ? 

ตั้งแต่เด็ก วรันต์มีรูปร่างไม่สูงใหญ่ ผิดกับวรงค์ผู้เป็นน้องชาย และนั่นทำให้เขามักถูกเพื่อนในห้องแกล้งและล้อเลียนว่าเขาเป็นลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่อยู่เป็นประจำ เขาเติบโตมากับคำว่าลูกชู้ เคยเถียงมันแทบขาดใจว่าไม่จริง แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับและเข้าใจว่านั่นแหละคือความจริง 

แม่ของเขาเป็นชู้กับชายที่แต่งงานแล้ว 

เขาเป็นผลผลิตของชายโฉดหญิงชั่วที่ขาดศีลธรรม แม่พยายามทำแท้งหลายครั้ง แต่เพราะเขาหัวแข็งเลยรอดมาได้ ตัวก็เลยเล็กแบบนี้ วรงค์นั้นโชคดีกว่าเขาหน่อยตรงที่มีพ่อคนละคนกับเขา และครั้งนี้แม่ไม่ได้เป็นชู้กับใคร แม้ไม่ได้เต็มใจอยากมีวรงค์ ทว่าครั้งนี้แม่ก็ไม่ได้พยายามทำแท้งเหมือนคราวเขา เพราะคำขอร้องจากพ่อของวรงค์ 

วรันต์เฝ้าโทษโชคชะตาที่ทำให้ชีวิตเขาไม่เหมือนคนอื่น ทำไมเขาไม่มีครอบครัวอบอุ่นเหมือนคนอื่น ทำไมไม่มีบ้านหลังใหญ่เหมือนคนอื่น ทำไมไม่มีพ่อแม่ที่เหมือนคนอื่น และทำไมเขาถึงต้องเป็นลูกชู้ ไม่ได้เป็นแค่ลูกของพ่อกับแม่เหมือนคนอื่น  

คำถามมากมายวนเวียนในหัว ทำไม ทำไม ทำไม 

โลกใบนี้มันบิดเบี้ยวเหลือเกินในความรู้สึกของวรันต์ 

ชายหนุ่มเริ่มใช้ชีวิตไม่มีจุดหมาย ใช้อารมณ์ ใช้ความเกรี้ยวกราดเป็นเกราะกำบังความอ่อนแอของตัวเอง เป็นเกราะป้องกันความน้อยเนื้อต่ำใจของตัวเอง และในวันที่เขาเหลือเพียงน้องชายกับยาย เขาก็ตระหนักเพิ่มอีกอย่างหนึ่งว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรยั่งยืน  

นอกจากเงินตราเท่านั้น 

เขาเรียนไม่เก่ง ทำอะไรก็ไม่เก่ง เล่นกีฬาก็ไม่เก่ง ไม่เหมือนวรงค์ รายนั้นหัวดีจนได้ทุนเรียนฟรี กีฬาเด่นเป็นตัวแทนของโรงเรียนบ่อยๆ เขาภูมิใจในตัววรงค์มาก น้องชายของเขาเหมือนแสงสว่างให้กับวรันต์ เป็นตัวแทนในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ เขารักน้องและอยากให้น้องมีอนาคตที่ดี ไม่เหมือนตัวเขา 

สิ่งที่เขาคิดว่าเขาทำได้ดีคงมีเพียงอย่างเดียวล่ะมั้ง 

เขาเอา...ใจเก่ง 

 

“อืม...อา...” เสียงครวญครางภายในห้องหนึ่งของโรงแรมซึ่งมีราคาต่อห้องค่อนข้างสูงกว่าที่คนทั่วไปจะมาพักเพียงเพื่อทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันเท่านั้น 

“ยกตัวขึ้นอีก” คนที่อยู่ด้านบนเอ่ยสั่งเสียงเบาแต่หอบหนักด้วยอารมณ์ 

“อา...ครับ” คนด้านล่างใช้ข้อศอกทั้งสองข้างดันตัวเองให้สูงขึ้นอีกนิดเพื่อรองรับอีกฝ่ายได้ถนัดถนี่ 

“เก่งมาก เด็กดี” รางวัลคือคำพูดชมเชยจากอีกฝ่ายพร้อมกับแรงกดจูบที่คอด้านหลัง 

“อ๊ะ” เมื่อคนด้านบนหยัดตัวเข้ามาจนสุด มันทำให้ร่างข้างใต้ถึงกับหลุดเสียงออกมาอีกครั้งอย่างไม่ตั้งใจ ท่วงท่าที่ลึกแน่นเกินไปทำให้เจ้าของร่างเกือบควบคุมอารมณ์ไม่ได้ 

“หันหน้ามาหน่อย” เสียงทุ้มหนักดังขึ้นบอกให้อีกฝ่ายทำตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาคว้าคอคนใต้ร่างให้หันมา กดจูบบดเบียดแนบสนิทจนไร้ช่องว่าง สอดลิ้นเข้าไปประสานกับอีกฝ่าย ไร้ความรุนแรงแต่ก็ไม่ได้นุ่มนวล เหมือนพายุลูกเล็กๆ ที่กำลังก่อตัวขึ้น 

เตียงหลังใหญ่คุณภาพดีสั่นไหวไปตามแรงจังหวะของคนทั้งคู่ที่ดำเนินต่อไปอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย คนที่เคยอยู่ด้านล่างบัดนี้ถูกปรับเปลี่ยนให้มานั่งอยู่เหนือร่างอีกฝ่ายที่นั่งพิงหัวเตียงพร้อมกับมือใหญ่จับสะโพกเพรียวนั้นแน่นเพื่อควบคุม 

เหงื่อซึมผุดพรายทั่วใบหน้าคนทั้งคู่ทั้งที่อากาศภายในห้องนั้นเย็นจัดด้วยอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศลดมาต่ำกว่ายี่สิบองศา แต่มันไม่อาจดับความร้อนรุ่มภายในกายได้เลย คนด้านบนยึดไหล่อีกฝ่ายเอาไว้แน่น ยิ่งแน่นเท่าไหร่ อารมณ์ก็ยิ่งเตลิดเท่านั้น  

เขากำลังเหนื่อยแทบขาดใจ จึงเชิดคอขึ้นหมายจะโกยอากาศเข้าปอดให้มากที่สุด ท่าทางนั้นมันช่างเหมือนการท้าทายหรือยั่วยวนคนที่เห็น คนด้านล่างจึงโน้มใบหน้าไปที่ต้นคอขาวนั้น หวังจะทำอะไรบางอย่างตามแรงดึงดูด 

“อย่าทำรอยนะครับ ผมขอ” คนด้านบนที่ยังมีสติเหลืออยู่บ้างร้องห้ามเสียงสั่น เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกับคอตัวเอง 

“ไม่ทำหรอก แค่อยากกัดคอเธอเท่านั้น” 

“ถ้าไม่ทำรอย จะทำอะไรกับผมก็ได้ครับ คุณเต” เตชัสยิ้มออกมานิดหนึ่งด้วยความพึงพอใจ ก่อนที่จะขบกัดคอขาวนวล เขาไม่ได้กัดแรงนักเพราะไม่อยากให้เป็นรอย เสียดายผิวขาวๆ นี้ 

เสียงหอบเหนื่อยดังสอดประสานเช่นเดียวกับร่างกาย มันจวนจะสิ้นสุดแล้วหรือยัง 

“ใกล้หรือยัง” เตชัสถามคนที่นั่งคร่อมร่างสูงใหญ่ของตัวเอง 

“ใกล้แล้วครับ” ถ้าไม่ใช่คนรักกันจะมีสักกี่คนที่จะสนใจความรู้สึกของคู่นอน 

“อืม กอดคอฉันไว้สิ” คนถูกสั่งทำตามอย่างว่าง่าย เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้อีกฝ่ายที่ยังจับสะโพกเขาไว้แน่น ซบใบหน้าอ่อนแรงลงบนบ่ากว้าง ก่อนที่เขาจะถูกจับพลิกเปลี่ยนท่วงท่าอีกครั้งให้เปลี่ยนเป็นนอนหงาย 

โค้งสุดท้ายของแรงปรารถนาใกล้จะจบลงเต็มที เมื่อคนที่ชอบนำเกมนั้นกำลังพาใครอีกคนให้ไปถึงฝั่งฝันพร้อมกัน มือหนาขยับรูดรั้งแก่นกายคนใต้ร่างไปพร้อมกับร่างกายที่ยังขยับต่อเนื่องไม่หยุด ลมหายใจที่แทบจะหมดไปจากปอดแล้วกำลังเร่งรัดให้พวกเขาจบเกมนี้เสียที 

 

“ไม่น่าเชื่อว่าเธอจะว่างรับนัดฉัน” สิ้นห้วงตัณหา คนสองคนก็กลับมามีสติอีกครั้ง คนถามนั่งพิงหัวเตียงสูบบุหรี่ในท่าทางสบายๆ 

“ผมเคยปฏิเสธคุณด้วยหรือครับ ใส่ร้ายกันจัง” คนตัวเล็กกว่ายังคงใช้นิ้วมือขีดๆ เขียนๆ ที่ช่วงท้องของอีกฝ่ายเล่นเหมือนหาอะไรสักอย่างทำ 

“ไม่เคยปฏิเสธฉัน แต่ก็ไม่รับแขกคนไหนเลย หรือว่าฉันกำลังเข้าใจผิด หืม วรันต์?” 

“ตอนนั้นผมมีแฟน แล้วเขาก็จ่ายหนัก” วรันต์ตอบตามจริง เงยหน้ายิ้มให้อย่างเอาใจ 

“เธอคงไม่ได้บอกเขาว่าเธอทำงานแบบนี้” อีกฝ่ายรู้ทันเขาทุกที และไม่เคยปิดบังว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง 

“คุณเต คุณคิดว่าเราควรจะบอกแฟนเหรอว่า ‘นี่คุณ อาชีพของผมคือนอนกับแขกนะ’ ” 

“ฉันก็คิดอย่างนั้น แสดงว่าตอนนี้เธอกับเขา...?” 

“ใช่ ผมกับเขาเลิกกันแล้ว ผมก็เลยกลับมาทำอาชีพเก่าไงครับ คุณไม่ดีใจเหรอ” 

“คิดว่าฉันควรดีใจหรือเปล่าล่ะ” 

“ผมว่าคุณควรดีใจนะที่ได้นอนกับผมอีก ไม่งั้นวันนี้คุณจะร้อนแรงขนาดนี้เหรอครับ” วรันต์ตอบพลางยืดตัวไปจูบคางอีกฝ่าย 

“เดาได้เก่ง เอาเป็นว่าจริงๆ มันก็น่าดีใจที่เธอกลับมาทำงาน แต่มันก็ไม่ได้น่าดีใจเท่าไหร่ เธอควรมีอนาคตที่ดีกว่านอนกับแขกไปเรื่อยๆ” เตชัสเป็นอย่างนี้เสมอ มักพูดอะไรให้คนฟังได้คิด 

“เอาน่า...คุณไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องผมหรอก คุณแค่ดีใจที่ผมกลับมาทำงานนี้ก็พอ” 

“กลับมาคราวนี้จะรับแขกสัปดาห์ละกี่คนล่ะ” และเตชัสก็เป็นอย่างนี้เสมอ มักจะถามอะไรให้คนฟังหน้าม้านหลายต่อหลายหน 

“ถามตรงประเด็นเสียจนไม่กล้าตอบเลยครับ” 

“ไม่ตอบก็ได้นะ” 

“ตอบได้ครับ ขอตอบว่ายังไม่รู้ เพราะผมเพิ่งกลับมารับงานนี้แล้วนอนกับคุณเป็นคนแรก” 

“น่ายินดีเหลือเกิน” 

“คุณถามไปทำไมครับ” 

“สนใจทำงานอื่นไหมล่ะ” 

“งานอะไรครับ” วรันต์ถามเอื่อยเฉื่อย เขาถามไปอย่างนั้นเอง ไม่ได้ใส่ใจจริงจัง เพราะคงไม่มีงานไหนที่จะได้เงินง่าย เยอะ และรวดเร็วแบบนี้ 

“ก็งานแบบนี้แหละ แค่เปลี่ยนจากนอนกับแขกไปเรื่อย เหลือแค่มานอนกับฉันคนเดียว” คนจ้างงานพูดลักษณะงานออกมาอย่างเรียบง่าย เหมือนงานที่จะจ้างนั้นเป็นงานที่ใครๆ ก็ทำเป็นปกติ 

“หือ? คุณล้อผมเล่นหรือเปล่า” วรันต์หยัดตัวขึ้นนั่ง ผ้าห่มที่ปกคลุมร่างกายร่วงหล่นมาที่เอวอย่างหมิ่นเหม่เต็มที 

“ฉันไม่ใช่พวกชอบพูดเล่น” 

“ไม่ใช่อย่างนั้น ผมหมายถึงคุณเอาจริงดิ คิดอะไรของคุณอยู่ แล้วภรรยาคุณล่ะ คนที่บ้านคุณ หรือใครๆ ก็ตามแต่ที่คุณมีอยู่” 

“ฉันไม่มีใครๆ อย่างที่เธอพูด” 

“คุณตอบไม่ครบ ผมรู้คุณมีภรรยา” 

“ก็ไม่ปฏิเสธ” 

“เดี๋ยวนะ คือผมก็ไม่ใช่คนดีมีศีลธรรมอะไรหรอกนะครับ แต่ถ้าคุณจะจ้างผมให้นอนกับคุณคนเดียว นี่มันอยู่ในความสัมพันธ์แบบไหนครับ ลูกจ้าง? แขกกับลูกค้าเหมือนอย่างนี้ หรือยังไง” 

“ก็แล้วแต่เธอจะตัดสินใจว่ามันคือความสัมพันธ์แบบไหน จะเป็นแบบลูกจ้างนายจ้าง หรือแขกกับลูกค้าก็ตามใจเธอ” 

“ผมไม่เข้าใจ เอาใหม่นะ คือคุณจะซื้อผม ให้ผมนอนกับคุณคนเดียวเท่านั้น ผมเข้าใจถูกไหม” เพราะวรันต์รู้ว่าตัวเองหัวช้า เขาเลยต้องทวนคำถามนั้นอีกรอบ 

“ถูกต้อง” 

“ถ้างั้นก็ไม่เห็นต้องพูดอะไรอย่างนี้นี่ครับ กระเป๋าหนักอย่างคุณจะซื้อชั่วโมงผมทั้งสัปดาห์ทั้งเดือนขนหน้าแข้งก็ไม่ร่วงหรอกจริงไหม คุณต้องการเมื่อไหร่ก็แค่โทรหาผม โอเคไหมครับ” วรันต์ตกลงกับลูกค้าที่เขาค่อนข้างจะสนิทเป็นพิเศษอย่างง่ายๆ 

วรันต์นอนกับลูกค้ามากมาย แต่เตชัสเป็นแขกคนแรกที่เขาอยากแสตนด์บายรออยู่เสมอ เพราะความไม่เรื่องมากและใส่ใจคู่นอน อีกทั้งเม็ดเงินที่ควักมาให้เขาในแต่ละครั้งมันไม่น้อยเลย ไม่นับที่จ่ายผ่านนายหน้าซึ่งครอบคลุมราคาค่าตัวของเขาไปแล้ว แต่เตชัสยังให้เขาพิเศษ ทุกครั้งที่เจอกันเขาได้ทิปหนักเสมอ แล้วมีหรือที่เขาจะไม่ชอบ 

“นั่นแค่ส่วนหนึ่ง” 

“อ้าว...คุณพูดจุดประสงค์ของคุณมาดีกว่าครับ” 

“ฉันรอเธอพูดคำนี้อยู่พอดี เอาละ ง่ายๆ เลยก็คือ...ฉันจะจ่ายเงินให้เธอเป็นรายเดือน รับรองว่าเธอไม่ขาดทุนหรอก แค่แลกกับอิสระบางอย่าง” 

“อิสระอะไรครับ” 

“ย้ายไปอยู่ที่บ้านฉัน ในช่วงที่ฉันจ่ายเงินให้เธอ และดูแลลูกฉันด้วยอีกคน งานง่ายๆ  แค่ไปรับไปส่งเขาที่โรงเรียนเท่านั้น นอกนั้นกลางวันเธออยากทำอะไรก็ทำไป อยากหยุดวันไหนก็บอก เดือนละแปดวัน เหมือนพนักงานบริษัท” 

“แล้วภรรยาคุณ?” 

“เมียฉันก็อยู่ที่บ้าน บ้านเดียวกับฉัน และจะเป็นบ้านเดียวกับเธอ ถ้าเธอตกลงรับงานนี้” 

“ผมว่าไม่ดีมั้งครับ” วรันต์ทักท้วงเพราะเขาคิดว่ามันต้องเป็นปัญหาแน่ ถ้าเขาเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น เขาต้องกลายเป็นหมากตัวหนึ่งให้สองผัวเมียคู่นี้แน่ๆ 

“หนึ่งล้าน” 

“อะไรนะครับ!” วรันต์ตกใจ นี่เป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าใครจะคาดคิด 

“หนึ่งล้านบาทต่อเดือน” 

“...” วรันต์กำลังคิด เพราะรู้ว่านี่เป็นเงินจำนวนเยอะมาก ตัวเลขมันล่อตาล่อใจเหลือเกิน และเขากำลังลังเลกับมันอยู่ 

“เพื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น เรื่องยายของเธอ ฉันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดให้เอง ส่วนน้องชาย เธอคงเอาเงินล้านหนึ่งเนี่ยไปจ่ายให้ได้ล่ะมั้ง” นักธุรกิจที่จะยอมเสี่ยงลงทุนโดยไม่มีข้อมูลคงไม่มีสินะ เตชัสสืบเรื่องของเขาจนรู้ทุกอย่างหมดแล้ว แต่แกล้งถามเขาไปอย่างนั้นเอง 

เฮอะ ร้ายเหลือเกิน คุณเต 

“คุณพูดถึงขนาดนี้ ถ้าผมไม่รับงานนี้ก็คงแย่เต็มที่ ผมต้องทำอะไรบ้างเรื่องภรรยากับลูกของคุณ” 

“ข้อแรก ระหว่างนี้เธอห้ามนอนกับใครอีกนอกจากฉัน ข้อสอง เรื่องเมียฉัน เธอจะทำอะไรก็ได้ แต่ห้ามลงมือทำร้ายร่างกายเขาก็พอ ส่วนข้อสาม ไปรับไปส่งลูกชายฉัน และถ้าไม่ลำบากเกินไปนักก็เล่นกับเขาหรือสอนการบ้านเขาบ้างก็ได้ ตอนนี้เขาอายุสิบสามแล้ว ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยฉันจะให้ทนายร่างสัญญามาให้เธออ่านอีกที” 

“เรื่องอื่นไม่มีปัญหา แต่ที่บอกว่าทำอะไรกับภรรยาคุณและเล่นอะไรกับลูกคุณนี่ยังไง” วรันต์เหล่มองอีกฝ่ายตอนพูด 

“เธอรู้ดีพอๆ กับฉันว่ามันคืออะไร เธอนอนกับผู้หญิงไม่ได้หรอก และเธอไม่มีรสนิยมชอบเด็ก” 

“รู้ดียิ่งกว่าตัวผมเองอีก” 

“ระวังปากหน่อย อย่างน้อยตอนนี้ฉันก็เป็นลูกค้าของเธออยู่” และเมื่อถูกเตชัสเตือนซึ่งหน้านั่นแหละ วรันต์ถึงรู้ว่าเขากำลังล้ำเส้น 

“ขอโทษครับ” 

“ไม่เป็นไร อย่าทำอีกก็พอ” 

“ครับ” วรันต์ยกมือไหว้อีกฝ่าย เตชัสพูดถูก ยังไงคนคนนี้ก็เป็นลูกค้าของเขา เขาไม่ควรปากเบาว่าอีกฝ่ายไปแบบนั้น และด้วยวัยของเตชัสแล้ว เขายิ่งไม่ควรพูด 

ผู้ชายที่มีลูกชายอายุสิบกว่าขวบ ถ้าไม่มีลูกเร็วก็ต้องอายุไม่น้อยแล้ว เตชัสเป็นอย่างหลัง เขาเป็นผู้ชายอายุสี่สิบกว่าที่เชี่ยวชาญกิจกรรมบนเตียง ซ้ำยังมีเขี้ยวเล็บแหลมคมในแวดวงธุรกิจ ยึดคติว่าไม่มีคำว่าขาดทุนในพจนานุกรมของเขา และเป็นผู้ชายที่ดูดีมากคนหนึ่งอีกด้วย 

วรันต์ไม่รู้ว่าการตอบรับงานของเขาในครั้งนี้ จะเป็นผลดีหรือผลร้ายมากกว่ากัน 

เพราะเขากำลังกลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งในเกมของเตชัส 

ความคิดเห็น