บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

จันทร์คืนแรม

ชื่อตอน : จันทร์คืนแรม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 90

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2562 10:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จันทร์คืนแรม
แบบอักษร

จันทร์คืนแรม 

ภาพนิมิตของฉันกลับมาอยู่ในมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวีอีกครั้ง นางทรงอยู่ในชุดนุ่งขาวห่มขาวพนมมืออยู่เบื้องหน้าท่านมหาเถรสังฆราช ที่นั่งอยู่บนแท่นธรรมมะเทศนาซึ่งเจ้านางสั่งให้สร้างขึ้นมาหลายแห่งในห้องต่าง ๆ ภายในมหาวิหารแห่งนี้ แต่ที่นี่เหมือนดินแดนลี้ลับ ที่ผู้สร้างไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อบอกให้ใครรู้ได้ถึงส่วนต่าง ๆ ของมหาวิหาร ขุนวัง ทหาร นางกำนัล ไม่สามารถเดินสำรวจตรวจตราใด ๆ ภายในมหาวิหารแห่งนี้ได้ เฉพาะบริเวณที่ประดิษฐานองค์พระประธานปางนาคปรกขนาดใหญ่ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น ที่คนภายนอกซึ่งก็จะมีแต่ผู้ที่ต้องปฎิบัติงานในพระมหาราชวังเท่านั้นที่จะได้เข้ามาสักการะบูชา ไม่ได้เปิดให้สำหรับอาณาประชาราษฎร์ข้างนอกเข้ามาได้

เฉพาะพื้นที่ตรงนี้เท่านั้นเช่นกันที่นางกำนัลต้องทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ถวายเครื่องสักการะทุกวัน ในทุกวันเพ็ญที่เจ้านางจะต้องมาปฎิบัติธธรมในมหาวิหารแห่งนี้นางจะเป็นผู้ดำเนินการด้วยพระองค์เองทั้งหมดแม้แต่การทำความสะอาดในห้องอื่น ๆ ภายในมหาวิหารเช่นกัน

เจ้านางนั่งฟังธรรมเทศนาอยู่ในท่านั่งสมาธิ หลับตาแล้วให้จิตจับอยู่ที่น้ำเสียงของท่านมหาเถรสังฆราช ฉันรับรู้ได้ว่าพระนางสงบลงมากแล้ว แต่ความเจ็บปวดทั้งหลายยังคงอยู่ น้ำตาจึงยังคงไหลรินออกจากพระเนตรที่ปิดไว้ไม่ขาดสาย เสียงของท่านมหาเถรสังฆราช ตรัสขึ้นว่า

“เมื่อมาถึงยังที่แห่งนี้แล้ว อย่าให้สูญเปล่า ปฎิบัติไปพร้อมกันเลย”

ฉันรู้ว่าหมายถึงฉัน แต่เจ้านางจะสงสัยอะไรกับความหมายที่แฝงในประโยคนั้นมั้ย ฉันไม่รู้ได้ ก่อนหลับตาเข้าสมาธิ ฉันเห็นน้ำตาที่เกาะอยู่กับเปลือกตาของคุณลุงอำมาตย์ ท่านคงกระทบกระเทือนใจกับสิ่งที่ห็นในวันนี้มากพอสมควรตั้งแต่ฉันเข้ามายังภพภูมินี้ฉันไม่ได้รับรู้เรื่องเวลาเลยว่าผ่านมาเท่าใดแล้ว ป่านนี้ร่างฉันที่แข็งทื่อในกุฎิมิถูกนำเข้าโลงศพเตรียมเผาไปแล้วหรือเสียงท่านมหาเถรสังฆราช กล่าวขึ้นว่า

“วันเวลาเป็นเพียงเหตุสมมุติขึ้น จะผ่านไปเร็วหรือช้า จะเข้าสู่กี่ชั่วยามใด อยู่ที่จิตเป็นผู้กำหนดรู้ สำหรับคนทุกข์วันเวลาจะผ่านไปอย่างยาวนาน สำหรับคนสุข เวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว และสำหรับคนที่ฝึกจิตมาดีแล้ว สงบแล้ว เวลาจะหยุดนิ่ง”

ฉันใช้เวลาปฎิบัติธรรมต่าง ๆ ทั้งฟังคำเทศนา เข้ากรรมฐาน และรับรู้การฉันท์อาหารของเจ้านางที่มีเพียงมื้อเดียวคือช่วงเพลเท่านั้น ไม่รู้ว่าใช้เวลานานเท่าใดแล้ว แต่ตอนนี้ที่พระนางกำลังปัดกวาด ทำความสะอาดห้อง ๆ หนึ่งในมหาวิหาร และกำหนดจิตทุกขณะที่ร่างกายขยับตัว ฉันสัมผัสได้เพียงความเจ็บปวดลึก ๆ ภายในที่อยู่ในระดับข่มไว้ได้ อาการบาดเจ็บสาหัสของพระนางนับแต่วันที่อยู่ในสวนและที่ริมลำน้ำจรเข้ จนถึง ณ ขณะนี้ ฉันรับรู้ร่วมด้วยทุกขณะสัมผัสของจิตเพียงแต่ไม่ได้เข้าไปอยู่กับอาการนั้น เพียงแค่รับรู้ และรับรู้ได้เป็นอย่างดีด้วย เพราะฉันเพิ่งผ่านอาการนี้มาก่อน แม้แต่ในขณะนี้หากฉันนึกถึงเรื่องของพี่ปุ๊ยามใด ความเสียใจ น้อยใจ เจ็บแค้น ก็ยังลางเลือนอยู่ในหัวใจ และวิธีการรักษาก็เป็นแบบเดียวกัน นางทำความสะอาดเสร็จก็นำอุปกรณ์ไปวางในที่จัดวางเสียงท่านมหาเถรสังฆราช ดังขึ้นว่า

“มารวมกันอยู่เบื้องหน้านี้”

เจ้านางก็เดินอย่างสำรวม ฉันก็เดินเคียงคู่กันมาในกิริยาอาการเดียวกัน ไปนั่งเบื้องหน้าท่านมหาเถรสังฆราช คุณลุงอำมาตย์นั่งอยู่เบื้องหลัง

“โยมสามารถอยู่ในการสำรวมได้ดีแล้ว จิตสงบขึ้นแล้ว ศรัทธาที่ทรงมีต่อพระรัตนตรัยทำให้ผ่านช่วงเวลาอันทุกข์ทรมานนี้มาได้ในระดับหนึ่ง นับจากนี้สติของโยมจะเข้มแข็งขึ้น ปัญญาจะเกิด ข้าขออวยพรให้โยมใช้เวลาช่วงที่เหลือสร้างกุศลให้ตัวเอง และผู้อื่นให้ได้มากที่สุด ให้สมกับที่ทรงได้รับสิ่งดี ๆ ติดตัวพระองค์มา เพื่อที่จะใช้มันระงับสิ่งต่าง ๆ ในด้านมืดที่ติดตามมาด้วยเช่นกัน อย่าปล่อยให้อารมณ์ที่มีเผาผลาญความดีงามที่อยู่ในดวงจิตของเจ้าเลยนะเจ้านางศศิพินพุเทวี โยมยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมายตามหน้าที่ที่เจ้าแบกรับไว้ในฐานะธิดาของเจ้าผู้ครองแคว้น

ไม่มีใครสามารถทำร้ายพระยศ พระเกียรติของโยมได้ นอกจากตัวของโยมเอง ดวงจันทร์ที่อยู่สูงส่องแสงสว่างในเพลาฟ้ามืดให้ผู้คนมากมาย แม้แต่ยามที่มีอะไรบดบัง แสงจากดวงจันทร์เพียงเสี้ยวก็ยังทำหน้าที่ของมันเช่นเดิม จงอย่าให้อะไรเข้ามาบดบังจนมืดมิดได้ทั้งดวงนานนัก จนเป็นเพียงดวงจันทร์ที่ไม่ให้ประโยชน์ใด ๆ กับผู้คนที่แหงนมองดูอยู่เลย”

ฉันก้มลงกราบท่านมหาเถรสังฆราชพร้อมกันกับเจ้านางศศิพินทุเทวี และเมื่อเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งแม้จะเห็นร่างของหลวงตาซ้อนทับร่างของท่านมหาเถรสังฆราชอยู่ฉันก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เสียงที่ตามมาในจิต เสียงที่คุ้นหูนั้น ไม่ได้มาในระยะไกลเลย กับใกล้จนได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำเสมอยามที่ฉันต้องเผชิญกับการควบคุมวิปัสสนาญาณอย่างยากลำบาก จนเกือบสติหลุดไปหลายครั้ง

“ท่านมาได้เร็วดีนี่ขุนหลวงลาภวัตมนตรี”

สุรเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ให้ความรู้สึกห่างเหินยิ่งนัก

“ข้ามิได้หยุดพักเลยพะยะค่ะ ตั้งแต่รับทราบข่าวที่เกิดขึ้น วันพรุ่งนี้ไม่เกินเพลาสายจารุศจีก็จะมาถึงเช่นกันพระเจ้าข้า”

ฉันเข้ามายืนหยู่ในห้องท้องพระโรงเล็ก ทั้งที่อยากอยู่เป็นเพื่อนเจ้านางศศิพินทุเทวี

“ลาภวัตมนตรี เจ้าจำคำของข้าวันที่แจ้งให้เจ้าทราบถึงหน้าที่ของรณกฤตในห้องนี้ได้หรือไม่” แม้แต่สุรเสียงของคนที่มีศักดิ์เป็นพระพี่นางก็เย็นชาห่างเหินแบบที่ตลอดชีวิตเขาไม่เคยเจอ

“วันนั้นพระนางเจ้าตรัสไว้ว่า ท่านไม่ใช่เพียงไว้ใจ แต่เชื่อใจทั้งข้า จารุศจีและรณกฤตว่าจะทำหน้าที่สำคัญในการดูแลและปกป้องดวงหฤทัยของท่านและพ่อหลวงได้”

“แล้วเหตุใดจึงเป็นเยี่ยงนี้!!! ”

แม้แต่หน้าพระมเหษีเทวีก็มองเลยผ่านไป แต่สุรเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากการขบกัดของพระทันต์จนขึ้นเป็นสันที่แก้มทั้งสองข้าง กลับชัดเจนด้วยโทสะ

“ลูกของเจ้ากระทำการหยามเกียรติศศิพินทุเทวี ทำร้ายหัวใจนางจนไม่สามารถยืนหยัดเป็นนางคนเดิมได้ วัน ๆ อยู่แต่ในมหาวิหาร น้ำตารินไหลจนน้ำในกายนางคงแทบจะหมดสิ้น”

พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ กระทืบเท้าและตบโต๊ะข้างพระที่นั่งจนสะเทือน

“เจ้าไปคิดอ่านกันให้ดีทั้งพ่อ แม่ ลูก ว่าจะแก้ไขอย่างไร และโทษที่พวกเจ้าควรจะได้รับคืออะไรจึงจะสาสมใจข้า”

สภาพอิดโรยของขุนหลวงลาภวัตมนตรี ผมเผ้าที่หลุดลุ่ย หนวดเคราที่ไม่ได้โกน ทำให้สง่าราศีที่เคยมีดูหมองมัวเลอะเทอะ

เมื่อกลับเข้าบ้าน สภาพบ้านที่มืดมัว เงียบเชียบ บอกให้รู้ถึงสภาพจิตใจของผู้เป็นเจ้าของ เขาเข้าไปในเรือนและสั่งให้ทหารผู้ติดตามจุดตะเกียงตามมุมต่าง ๆ แล้วเขาก็ต้องสะดุ้งตกใจกับสภาพของบุตรชายที่นั่งจมไปกับความมืดพร้อมไหสุรารอบตัว ช่วงเวลาผ่านไปไม่พ้น 4 วันนับจากที่เขาทราบเรื่อง ความผิดพลาดอันใหญ่หลวงนี้ทำให้ลูกชายของเขาเปลี่ยนไปเช่นกัน ซูบผอม สกปรก บาดแผลแห้งเกรอะกรังไปทั่วร่างกายถ้วยจานชามอาหาร เน่าเละ เสมือนไม่มีบ่าวไพล่ขึ้นมาดูแล

เขาเดินไปห้องนางลำพึง สภาพแทบจะไม่ต่างกันนัก เพียงแต่นางมีแม่ที่คอยเช็ดตัวป้อนยา หากแต่แสงเทียนที่ริบหรี่นั้นก็ชวนให้หดหู่ไปกับภาพที่เห็น

“ทำไมเจ้าไม่ส่องไฟในบ้านให้สว่าง”

“ท่านอำมาตย์มนตรี สั่งห้ามบ่าวไพร่จุดไฟบนเรือน และห้ามเข้าใกล้ท่านเจ้าค่ะ ใครไม่เชื่อฟังก็จะถูกเขวี้ยงด้วยไหสุรา บ่าวไพล่ทำได้แค่เพียงเอาไม้ยาว ๆ ดันถาดอาหารเข้าไปให้ใกล้ท่าน เผื่อท่านหิวแล้วอยากกินขึ้นมาจะได้กินได้ทันที แต่เข้าไปเก็บไม่ได้เจ้าค่ะ ห้องของรำเพยก็ห้ามจุดไฟ ข้าจึงต้องใช้เทียนเล่มเล็กนี้อาศัยแสงคอยดูแลลูก นางป่วยสลบไสลพูดจาไม่รู้ความ ปวดหนักปวดเบาก็ช่วยตัวเองไม่ได้เจ้าค่ะ”

“เจ้าแจ้งไปยังอำมาตย์พ่อของนางหรือยัง”

“ข้าให้คนไปแจ้งแล้วเจ้าค่ะ แต่มีคำสั่งไม่ให้ท่านอำมาตย์ออกจากพื้นที่ปฎิบัติงาน ข้าไม่รู้จะทำเยี่ยงไร”

“แล้วมีเบี้ยมีอัฐไปซื้อยากันมั้ย”

“ท่านอำมาตย์มนตรีเอากุญแจหีบเงินหีบทองโยนให้ข้าทั้งหมด แต่ข้าไม่ได้หยิบไปใช้เกินกว่าค่ายาที่ต้องจ่ายให้พ่อค้าและหมอต่างแดนนะเจ้าค่ะ”

พูดจบนางก็คลานเอากุญแจ 2 ดอกมาคืนแก่ขุนหลวงลาภยศ เขารู้ดีถึงความซื่อสัตย์ของครอบครัวนี้ จึงไม่ระแวงเรื่องการนำทรัพย์สินเงินทองออกไปใช้ เวลานี้ฉันสัมผัสได้แต่กระแสแห่งความเศร้า ทุกข์ตรม ของทุกคนบนเรือนแห่งนี้ แม้กระทั่งขุณลุงอำมาตย์ที่แผ่กระแสนี้อออกมาให้สัมผัสได้ชัดเจนเช่นกัน เรื่องราวทั้งหมดนี้คงกระทบใจท่านเป็นอย่างมาก แม้แต่ฉันเองที่ต้องอยู่ในวิปัสสนาญาณยังเกือบควบคุมจิตไม่ได้ แต่ฉันก็ไม่ได้เอ่ยวาจาใดออกไป เพียงแค่เห็นใจคุณลุงอำมาตย์เท่านั้น

“พวกเจ้าไปจุดคบ จุดใต้ จุดตะเกียงในบ้านให้หมด ตามบ่าวไพร่มาเก็บกวาดของพวกนี้ให้หมด แล้วลากรณกฤตไปทำความสะอาดร่างกาย แล้วนำตัวมาพบข้า”

ขุนหลวงลาภวัตมนตรี หันซ้ายหันขวาไม่รู้จะนั่งลงตรงไหนที่พอจะสะอาดไม่มีฝุ่น ไม่มีหยากไย่ หรือใบไม้ที่ปลิวเข้ามาจนเต็มเรือน เขาคงลืมมองไปที่ตัวเอง ว่ามีสภาพไม่ได้ต่างจากบุตรชายเท่าใดนัก

“ข้าเตรียมน้ำให้ขุนหลวงไว้แล้ว ขุนหลวงจะทำความสะอาดร่างกายและเปลี่ยนผ้าใหม่หน่อยมั้ยเจ้าข้า”

อย่างน้อยบ่าวคนสนิทก็ยังมองออก และให้คำแนะนำที่ดี เมื่อทั้งสองพ่อลูกถูกจับทำความสะอาดและนุ่งห่มผ้าผืนใหม่ ค่อยดูน่ามองขึ้นมา สีหน้าของผู้เป็นพ่อเครียดและกังวล สีหน้าของผู้เป็นลูกหมองหม่น ซึมเศร้า

“เจ้าจะมาจมความเศร้าอะไรตอนนี้รณกฤต ตอนทำเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจว่าวันหนึ่งจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น”

“เจ้าพ่อเห็นพระจันทร์บนฟ้านั่นมั้ยเจ้าข้า” อำมาตย์มนตรีที่ตอนนี้แทบจะสภาพเหมือนคนเมาข้างถนน ชี้ไปบนฟ้าที่มองได้กว้างจากตั่งไม้กลางเรือนที่โปร่งทุกด้าน

“ท้องฟ้ามืดมิดยามรัตติกาล มองเห็นจันทร์งามลอยอยู่บนฟ้า” เขาพูดออกมาอย่างเลื่อนลอยจนผู้เป็นพ่อส่ายหน้า

“ข้าอยู่ตรงนี้ใต้แสงเงาจันทร์ กับทุกคืนวันที่ใยรักจาง ๆ เบาบางซ่อนอยู่” แล้วเขาก็หัวเราะ แล้วก็ร้องไห้

คราวนี้ขุนหลวงลาภยศมนตรีไม่ได้ส่ายหน้าแล้ว แต่ถลันมาหาลูกชายเอาตัวเขาพิงเข้ากับอก

“รณกฤตนี่เจ้าเมาหรือเจ้าเพ้อ”

“อยากให้เธอมองลงมา รับรู้คุณค่าที่มีเลิศเลอ เกินกว่าจะเผลอดึงเธอลงมาปนกับดินหญ้าที่ไม่คู่ควร”

“รณกฤต เจ้าตั้งสติก่อนลูก โธ่ลูกพ่อ พ่อสร้างกรรมเวรกับเจ้าแท้ ๆ”

ขุนหลวงลาภวัตมนตรีแนบศรีษะกับหัวลูกชาย น้ำตาไหลรินจนฉันสัมผัสความเจ็บปวดนั้นได้เช่นเดียวกับความเศร้าหมอง มืดมิดในดวงจิตของผู้ชายที่ซุกหน้าสะอื้นในอ้อมอกพ่อ

ฉันไม่นึกเลยว่าจะมีอุปสรรคใด ๆ เกิดขึ้นกับรณกฤตที่ซุกซนแหย่พระธิดาศศิพินในวันนั้น และไม่นึกเลยจะมีความเศร้าเหลือคณาอย่างนี้กับพระธิดาที่ทรงวิ่งไล่ตามพี่ชายให้สอนนั่น สอนนี่อยู่ตลอดเวลาในวัยเยาว์ของทั้งสองคน

ความเจ็บปวดของพระธิดาฉันสัมผัสได้อย่างแนบสนิท แต่จิตที่หม่นหมองของฉันกลับถามตัวเองว่า พี่ปุ๊จะเสียใจได้เท่าสักเสี้ยวหนึ่งของท่านรณกฤตหรือไม่ ก็คงจะไม่หรอกนะ เพราะฉันไม่ใช่พระจันทร์บนฟ้าที่คนอย่างพี่ปุ๊เขามองเห็นค่าสูงส่งขนาดนั้น

สองคนพ่อลูกกอดกันสักพัก ขุนหลวงลาภวัตมนตรี ก็สั่งนายเวร ทหารให้ช่วยยกท่านรณกฤตเข้าไปนอนในห้องนอนของท่าน

ห้องนอนเล็กฟากหนึ่งสุดชานเรือน แม่คนหนึ่งกอดลูกในอกร้องไห้ ลูบคลำตามตัวของลูกที่สลบสไหลไม่รับรู้อะไรอยู่ในอ้อมอก

ห้องนอนใหญ่กลางเรือนโอ่โถง พ่อคนหนึ่งนอนตะแคงน้ำตาเปียกหมอนเอามือวางบนทรวงอกของลูก ที่ลืมตาโพลงมองแต่เบื้องบนหลังคาอย่างเลื่อนลอย

กลางทางที่มืดมน ผู้หญิงคนหนึ่งหลับพับไปบนหลังม้าจนต้องถูกผูกรัดไว้ด้วยเชือกเพื่อมิให้ล่วงหล่น กับการเดินทางที่ไม่ยอมหยุดแม้แต่จะพักกินอาหารในยามต้องให้น้ำแก่ม้าที่บรรทุกนางมา

ในพระมหาราชวังใหญ่โต พ่อคนหนึ่งนั่งอยู่บนเตียงใหญ่งดงามวิจิตรเงยหน้าผ่านช่องพระบัญชรมองดูพระจันทร์บนฟ้าผ่านม่านน้ำตาที่คลอจนหยาดไหล ข้างกายมีผู้หญิงที่เป็นแม่ผู้ซึ่งพยายามฝ่าฝืนลิขิตชะตากรรมไม่ให้มากล้ำกรายกับลูกของนาง นอนสะอื้นเงียบ ๆ จนต้องกัดผ้าผืนเล็กไว้ในปาก

ที่ห้องเล็ก ในมหาวิหาร ผู้หญิงคนหนึ่งที่แต่งกายด้วยชุดขาว มวยผมไว้ที่ท้ายทอย ข่มตานั่งสมาธิจนหัวคิ้วขมวด น้ำตารินไหลออกมาในขณะที่ปากขยับเพื่อบริกรรมภาวนา เอื้อมยึดเหนี่ยวพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่รักษทั้งยากินและยาทาบาดแผลสดเกือบทั้งหัวใจที่เลือดยังคงซึมอยู่ไม่หาย

กลางกระแสวิปัสสนาญาณที่ไม่มีผืนฟ้าและแผ่นดินฉันยืนนิ่งสัมผัสรู้ถึงทุกความรู้สึกแล้วปลงอุเบกขา ทุกข์ของคนเป็นพ่อแม่ไม่ต่างกันไม่ว่าจะเป็นเพียงข้ารับใช้แนบพื้น หรือสูงส่งจนคนทั้งเมืองต้องแหงนหน้าไหว้ ความเข้มแข็งของลูกที่จะฝ่าฟันนำตัวเองออกจากกองทุกข์มาให้ได้คือเครื่องดับทุกข์ในครั้งนี้

ฉันยืนนิ่งสงบ แต่แล้วก็ต้องกระทบกับคลื่นแห่งความขมขื่น โศกเศร้าจากคุณลุงอำมาตย์ที่ยืนอยู่เคียงข้าง อีกครั้งหนึ่งแล้วที่ฉันรู้สึกว่าคุณลุงเองก็ไม่สามารถเป็นเพียงผู้นำชมวิบากกรรมทั้งหลายนี้โดยไม่เอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง

ช่วงสายของวันรุ่งขึ้น บ่าวไพร่ต้องรีบลงไปอุ้มแม่เมืองจารุศจีจากหลังม้า ลงมาปรนนิบัติพัดวี พักใหญ่นางจึงได้สติ ประโยคแรกที่ถามหาคือลูกรักของนาง

“รณกฤตอยู่ไหน” น้ำเสียงแหบแห้งแต่ร้อนรน

“อาบน้ำร่างกายให้เย็นลงก่อนจารุศจี เดี๋ยวข้าให้คนไปเอาลูกมา”

“ทำไมต้องให้คนไปเอามา ใยลูกข้ามาเองไม่ได้”

แม่เมืองจารุศจีที่เคยอ่อนน้อม เยือกเย็นกับทุกคนที่พบเห็น กลายเป็นคนที่น้ำเสียงแข็งกร้าว สายตาดุดัน ลนลาน

“ลูกไม่เป็นไร เอาแม่เมืองของเจ้าไปล้างหน้าล้างตัว แล้วหาข้ามต้มให้นางกินให้เรียบร้อย แล้วพาเข้าไปในห้องข้า”

ดูแม่เมืองจารุศจีคนเดียวที่ไม่ได้อยู่ในอารมณ์เฉกเช่นพ่อแม่ของบุคคลที่เกี่ยวข้อง นางร้อนรนห่วงใย ไร้ซึ่งสติต้องใช้นางกำนัลหลายคนกว่าจะพานางไปทำตามคำสั่งของของขุนหลวงได้

กว่าครอบครัวของขุนหลวงลาภวัตมนตรี จะสามารถรวมตัวกันได้ในสภาพกายที่เกือบจะปกติ สภาพจิตที่ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ ขุนหลวงลาภวัตมนตรี จำต้องเป็นเสาหลักให้ทุกคนในยามนี้เพื่อหาทางแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อสนองพระราชดำรัสแห่งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้น แต่ในฐานะผู้ใหญ่ที่ได้เห็นความสัมพันธ์ของบุตรชายของตนและเจ้านางศศิพินทุเทวีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาวน์และยังมีศักดิ์เป็นหลานของตนอีกด้วย

ความที่เป็นถึงพระธิดาเจ้าผู้ครองแคว้น นางแทบไม่มีเพื่อนเล่นเลย ลูกของสมกำนัลที่เข้ามาเล่นด้วยก็ต้องยอมพระนางทุกอย่าง ต่างกับรณกฤตที่ไม่ได้ยอมนางในทุกเรื่อง สามารถดุ สามารถสอนในเวลาที่พระธิดารังแกลูกหลานของเหล่าสนมกำนัล กระทั่งต้องวิ่งไปร้องไห้ฟ้องเสด็จพ่อและเสด็จแม่ แต่ทั้งสองคนก็ให้สิทธิ์ในตัวรณกฤตจึงเพียงแต่ทรงเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ

ทุกครั้งที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ต้องไปราชการในหัวเมืองไกล ๆ นางก็จะทรงนั่งเหงา ๆ ร้อยมาลัย หรือพับดอกบัวลอยตามลำน้ำ ยกเว้นทุกวันเพ็ญที่จะต้องทำบุญปฎิบัติธรรมร่วมกับพระราชบิดา มารดาในมหาวิหารของพระนาง แล้วหมั่นเพียรถามเสนาอำมาตย์ว่าอีกกี่วันอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย จะกลับ ยามที่พระนางต้องมีราชกิจทางการฑูตกับแคว้นอื่นใด ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน พระนางจะทรงพระสำราญมีความสุข ร่าเริงจนทุกคนที่ใกล้ชิดไม่อาจละสายตาจากความร่าเริงและสดใสส่องสว่างนั้นได้ เพราะนางได้ใช้เวลาร่วมกันในการเดินทางกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย พี่ชายที่นางทั้งรัก เคารพ ศรัทธา

“ตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เจ้าได้รับตำแหน่งอำมาตย์ในวันที่รับพระราชทานหน้าที่ที่มาควบคู่กันนี้ เจ้าเองก็ยินดีและทำหน้าที่ตัวเองได้ดีมาตลอด เหตุไฉนเจ้าจึงเปลี่ยนไปฮะรณกฤต”

เมื่อทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติ ความเศร้าหายไปก็ต้องมาลำดับเหตุการณ์เพื่อหาสาเหตุของปัญหาและแก้ได้ถูกจุด

“เพราะข้าได้เลื่อนยศเร็วขึ้นไงล่ะท่านพ่อ ลาภยศที่ตามมา มันตามมาด้วยหน้าที่อีกหลายประการ ต่อให้ลำดับความสำคัญว่าหน้าที่ราชองค์รักษ์ต้องมาเป็นลำดับแรก แต่เมื่อหน้าที่นั้นมาในยามที่เจ้านางไม่ได้เสด็จไปไหนนอกจากอยู่ในพระราชวังและในมหาวิหารลูกก็ต้องไปปฎิบัติหน้าที่ของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย และยังต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะขึ้นเป็นอำมาตยนายกที่คู่ควรกับตำแหน่งไม่ให้พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ต้องผิดหวังหรือเป็นที่ครหาว่าส่งเสริมข้าเพราะเป็นคู่หมั้นของพระธิดา”

เขาหยุดเล่า เพราะประโยคเหล่านี้เขาได้พูดจากหัวใจออกไปหมดแล้วที่ลำน้ำจรเข้ในวันนั้น เขาไม่อยากจะเอามากล่าวเป็นข้ออ้างในการทำผิดอีก แต่ในอีกไม่กี่เพลาครอบครัวเขาจะต้องถูกเรียกให้เข้าเฝ้า และจะต้องมีทางออกของปัญหาเสนอต่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ

“นอกจากนางรำเพยที่ลูกเมตตาสงสารอุปถัมภ์อุ้มชูขึ้นมา นางอื่น ๆ เจ้าพ่อก็รู้ว่าลูกได้มาอย่างไร ลูกไม่ได้อยากจะรับน้ำใจและคำขอบคุณเยี่ยงนี้ เพราะนอกจากจะทำให้เจ้านางต้องเสียพระทัยแล้ว ลูกรู้ดีว่าลูกไม่อาจดูแลแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ทุกคนที่ฝากไว้กับลูกได้ หน้าที่ของข้าในการต้องรักษาแก้วตาดวงใจของเหล่าพ่อแม่แทบจะทุกชนชั้นมันไม่ได้สร้างความสุขหรือปลื้มปิติใด ๆ ให้กับตัวลูกเลย กลับทำให้ลูกรับรู้ถึงภาระและภัยที่คิดไว้ว่าวันหนึ่งจะต้องมาถึง”

“ถ้าเจ้าไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับนางพวกนี้ ก็ยังจะพอรักษาน้ำพระทัยเจ้านางได้บ้างหรอก แต่นี่มีนางใดบ้างที่เจ้าไม่เกี่ยวข้อง แล้วเจ้ายังยกย่องนางรำเพยให้ขึ้นมาอยู่บนเรือนใหญ่นี้ ข้ามหน้าข้ามตาลูกเจ้าเมือง ข้าราชอำมาตยมนตรีเมืองอื่นอีกแค่ไหน”

ในฐานะที่ฉันเป็นหญิงคนหนึ่ง ถ้าต้องตกอยู่ใสภาพของบรรดานางที่พ่อแม่ส่งตัวมาให้คนที่เขารัก เคารพศรัทธา หวังฝากฝังดูแลลูกอันเป็นสุดที่รักให้ แล้วไม่ใยดีอะไรกับฉันเลย ฉันคงสะใจกับเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ไม่มากก็น้อย นี่ฉันมีความเป็นนางร้ายในคราบนักบุญมากเลยนะเนี่ย รำเพยเองก็ไม่น่าจะอยู่เป็นสุขนักหรอกนะ คงต้องเป็นที่อิจฉาริษยาของบรรดาเมียอื่น ๆ อยู่บ้างล่ะ

“ถ้าจะบอกว่าลูกมักมากในกามารมณ์ ผู้ชายทั่วทั้งอาณาจักรหรือแม้แต่เมืองโพ้นทะเลต่าง ๆ ก็คงไม่ต่างจากลูก ไม่เช่นนั้นเราจะมีลูกเด็กเล็กแดงที่ไม่ใช่เชื้อสายของเชื้อชาติเราอยู่เต็มหัวเมืองชายฝั่งทะเลหรือ เจ้าพ่อเจ้าแม่ก็เห็นอยู่ในเมืองที่ลงไปปกครอง”

เจ้าชู้หรือเปล่าไม่รู้แต่มักมากในกามารมณ์แน่นอน แล้วยังเถียงคำไม่ตกฝากอีก จะรอดพ้นเงื้อมมือเจ้านางศศิพินทุเทวีของฉันได้อย่างไร

“เจ้านางพะยะค่ะ” เสียงเรียกของคุณลุงอำมาตย์เตือนสติฉันที่หลุดเข้าไปเชียร์ศึกครั้งนี้

“เจ้าพ่อเจ้าแม่จะให้ลูกส่งตัวนางเหล่านี้กลับคืนให้พ่อแม่ของพวกนางมั้ยล่ะท่าน”

“ถ้าทำเยี่ยงนั้น ก็ยิ่งทำร้ายจิตใจพ่อแม่คนอื่น ๆ ที่รักและไว้ใจในตัวเจ้าให้มีจำนวนเพิ่มขึ้นไปอีก”

“เพราะรู้เยี่ยงนี้อย่างใดเล่า ลูกจึงไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ตั้งแต่พยายามปฎิเสธไม่รับการตอบแทนน้ำใจในลักษณะนี้ตั้งแต่ต้น ลูกก็ได้รับการอ้อนวอนจากคนที่ศักด์เสมอกันจนถึงต่ำกว่า แล้วยิ่งเป็นพระธิดาของแคว้นอื่น ๆ ที่เสมอเจ้านางศศิพินทุเทวี ซึ่งพระราชบิดและมารดาของเจ้านางเหล่านี้ต่างก็ยอมที่จะเป็นรองให้กับน้องหญิงกันทุกคน”

นี่มีถึงพระราชธิดาลูกของเจ้าผู้ปกครองแคว้นด้วย แล้วยังยกนางรำเพยขึ้นมาเป็นแม่เรือนอีกหรือเนี่ย ร้ายกาจมากอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ถ้าไม่ใช่เพราะรักนางรำเพยมากก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว

“แล้วเจ้าเข้าไปดูนางรำเพยมันบ้างหรือยัง อาการมันไม่น้อยเลย”

ขุนหลวงลาภวัตมนตรี ยังมิวายจะอดห่วงผู้ที่เสมือนเป็นสะใภ้ในบ้านได้

“ข้ายังไม่ได้ไปดูนาง แต่ข้าให้กุญแจเรือนเก็บทรัพย์สินทั้งหลายกับนางรำพึง ให้ใช้ดูแลนาง ทั้งในยามนี้และหากไม่มีข้าอยู่”

“แล้วเจ้าก็เอาเวลามานั่งกินเหล้าชมดวงจันทร์เยี่ยงนี้หรือรณกฤต”

น้ำเสียงของขุนหลวงลาภวัตมนตรี แสดงความโกรธออกมา

“ลูกเป็นห่วงเจ้านาง นางต้องทุกข์ระทมมาก ต้องเจ็บปวดมาก ไม่มีข้าคอยปลอบโยน นางจะเศร้าโศกเยี่ยงไร ยามที่นางโมโหร้ายกาจเยี่ยงนี้ เมื่อพระอารมณ์สงบนางจะน่าสงสารยิ่งนัก นางจะเอาแต่โทษตัวเอง พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีเจ้าก็ไม่ได้ทรงทราบเรื่องนี้”

“มีแต่เจ้าว่างั้นเถอะ”

เสียงของแม่เมืองจารุศจีแฝงไว้ซึ่งความหมั่นไส้ลูกชาย และลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห

“รู้ทุกอย่างแต่ทำ เป็นเช่นนี้เจ้าก็ต้องเตรียมทางแก้ไว้ในใจเจ้าแล้ว ว่าถ้าวันหนึ่งเหตุการณ์เช่นนี้มาถึงเจ้าจะทำเยี่ยงไร” น่าจะเป็นเพราะความเป็นเพศหญิงเช่นเดียวกันมั้ยนะ แม่เมืองจารุศจีจึงดูจะโกรธลูกชายมากกว่าขุนหลวงลาภวัตมนตรีผู้เป็นพ่อที่ยังพอมีความเข้าใจเห็นใจลูกชายอยู่บ้าง

“เรื่องนี้กระทบถึงแคว้นอื่น ๆ ที่ส่งมอบพระธิดาของเขามาให้เจ้าดูแลด้วย แม่กลัวว่าหากแคว้นเหล่านั้นรู้ว่าผู้ที่เป็นแม่เรือนแห่งนี้คือนางรำเพย ไพร่ในบ้าน จะเป็นการหมิ่นพระเกียรติไปยังท่านด้วย”

แม่เมืองจารุศจีเดินวนไปมาด้วยความเครียด

“เจ้านางของแคว้นต่าง ๆ ที่ลูกได้รับพระราชทานมามีเพียงสองแคว้น ลูกสร้างตำหนักใหญ่โตสมฐานะแห่งนางพร้อมด้วยบ่าวไพร่บริวารจำนวนมาก แยกต่างหากออกไป ตัวของลูกเองจะไปเยี่ยมเยียนนางเดือนละครั้งอย่างสม่ำเสมอ และเจ้านางทั้งสองก็รู้พระทัยดีอยู่แล้วว่า เจ้านางศศิพินทุเทวีคิดอย่างไรกับเรื่องนี้รวมทั้งทราบถึงกิตติศัพท์ของพระนางยามโมโหร้ายด้วยกันแทบทั้งสิ้น พระราชบิดาและมารดาของแคว้นที่ประทานพระธิดาให้ลูกดูแลนั้น ก็กำชับมาเป็นอย่างดีว่าอย่างไรเสียก็ต้องเป็นรองเจ้านางศศิพินทุเทวี เพราะนอกจากจะรับทราบสถานะของหม่อมฉันกับเจ้านางศศฺพิณทุเทวีในวันประกาศรับขวัญพระนางแล้ว แคว้นต่าง ๆ เหล่านี้ยังต้องพึ่งพาเจ้านางของเราในเรื่องของราชฑูต การค้า รวมทั้งระบบชลประทานในบางงครั้งอีกด้วย นางทั้งสองถูกอบรมมาให้รับใช้เจ้านางศศิพินทุเทวีเพื่อเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ จากนาง แต่ลูกไม่กล้านำความไปบอกแด่เจ้านางเอง”

“เรื่องนี้เจ้าเองก็ไม่ผิดแต่ผู้เดียว เพราะเจ้าเมืองทั้งสองแคว้นนั้นต่างก็ขอแจ้งความประสงค์ทั้งหมดมายังพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ด้วยตนเอง เข้าเฝ้าในวังหลวงต่อหน้าเสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหมด องค์พระมมเหษีเทวีนทีนาถก็รับทราบการณ์นี้ด้วยองค์เองเช่นกัน” ขุนหลวงลาภวัตมนตรี พยายามหาทางออกให้กับลูกชายของตน

“เป็นอันว่าเรื่องเจ้านางทั้งสองแคว้นนี้จบลงได้ แต่เจ้าเคยบอกพวกนางหรือไม่ว่าเหตุใดเจ้าจึงยกให้นางรำเพยเป็นแม่เรือนแห่งนี้”

แม่เมืองจารุศจีค่อยบรรเทาอาการโกรธและนั่งลงบนตั่งศาลากลางบ้านได้

“การจะเป็นแม่เรือนแก่อำมาตย์มนตรีมันสมฐานะกับจ้านางผู้ครองแคว้นหรอกหรือท่านแม่ ลูกคิดเห็นทางออกไว้ในยามที่แจ้งแก่นางทั้งสองว่า อย่างไรลูกก็ต้องเป็นราชบุตรเขย ถึงวันนั้นฐานะของนางย่อมต้องมียศตามข้าไปด้วย ในฐานะสนม กำนัล ราชบุตรเขยแห่งแคว้นรัฏฐณสุวรรณ แคว้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองไม่ต่ำกว่าเมืองอาณาจักรศูนย์กลางทวาราวดีนี้ ซึ่งก็เป็นที่พอใจของนางทั้งสองรวมทั้งพระราชบิดาและมารดาของพระองค์”

อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย หยุดเล่า น้ำเสียงสงบแต่ใบหน้ายังคงเศร้าโศก ทั้งที่เตรียมการแก้ไขไว้เป็นอย่างดีแล้ว

“ปัญหาอยู่ที่เจ้านางศศิพินทุเทวี ที่นางทำเสมือนไม่รับทราบเรื่องเหล่านี้ ไม่เคยถามลูก ลูกพยายามจะทูลให้ทราบก็ไม่รับฟัง และถ้าลูกพยายามจะพูดต่อ นางจะแสดงอาการโกรธและบันดาลโทสะใส่บ่าวไพร่กำนัล ลูกเองไม่คิดว่าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีเจ้าจะไม่บอกกล่าวเรื่องนี้แก่นาง หากแต่ทุกอย่างเงียบไปไม่มีการพูดถึง ลูกเองก็กลืนไม่เข้าคายไม่ออกมาโดยตลอด”

แต่ฉันกลับเป็นฝ่ายเข้าใจเรื่องราวนี้อย่างชัดเจนเสมือนเป็นหัวใจดวงเดียวกับเจ้านางศศิพินทุเทวี ก็เพราะด้วยเหตุผลนี้พระนางจึงยังไม่ทรงยอมเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไม่ทรงยอมที่จะให้เขาได้รับตำแหน่งราชบุตรเขย เพื่อที่จะได้ทำตามราชประเพณีเรื่องการรับ การแต่งตั้ง นางสนม กำนัล ได้อย่างถูกต้อง เพราะเมื่อถึงวันนั้นจะมีเจ้านางจากแคว้นอื่น ๆ ที่จะต้องเจ็บช้ำจากเหตุการณ์เช่นนี้ รวมถึงตัวพระนางเองด้วย

สติ สัมปชัญญะ ของ อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ดูจะเข้าที่เข้าทางแล้ว เขารู้ว่าปัญหาจะเกิดเข้าสักวัน เขาจึงคิดเตรียมการณ์ในส่วนของเขาเอาไว้บ้างแล้ว มิได้เพิกเฉยแต่อย่างใด ขุนหลวงลาภวัตมนตรี และแม่เมืองจารุศจีเริ่มเบาใจลงบ้าง พอที่จะหยิบหมากเคี้ยวและคิดตามไปด้วย

“ส่วนธิดาของขุนหลวงตามหัวเมืองต่าง ๆ ที่ลูกได้รับก็มีเพียงสองนางเช่นกัน ซึ่งเป็นหัวเมืองของแคว้นอื่นที่ไม่ใช่แคว้นเรา แต่เป็นหัวเมืองที่อยู่ติดกับชายแดนของเรา เมืองเหล่านี้มักจะขาดแคลนหรือแร้นแค้น โจรป่าชุกชุม การที่เขามอบธิดาของเขามาให้ข้า เขาก็หวังผลให้ข้าคุ้มครองปกป้องนางจากเหล่าโจรป่าที่อาจเข้ามาทำร้ายได้ หรือยึดหัวเมืองเหล่านั้นได้ซะก่อนที่ทางแคว้นจะส่งคนไปช่วย อาหารการกินเมืองเราก็บริบูรณ์พูลผล การมาอยู่กับลูกนางมีแต่จะสุขสบายขึ้น ขุนหลวงหัวเมืองต่าง ๆ เองก็รู้ฐานะของตัวเองอบรมบุตรสาวก่อนที่จะส่งตัวให้ข้า”

“แต่เจ้าก็ไม่ได้รับเอานางมาไว้เฉย ๆ”

เสียงพระนางจารุศจีหมั่นไส้และเหน็บแนมตามประสาหญิง

“ลูกยอมรับกับท่านพ่อท่านแม่ ยามใดที่ลูกรับนางเหล่านี้เข้ามา ลูกก็จะให้ปรนนิบัติทุกคน แต่ลูกไม่ได้มีเวลาสำหรับทุกคน ลูกมีภาระหน้าที่ในงานราชการต่าง ๆ แทบตลอดทั้งวัน ถ้าไม่ไปตามหัวเมืองหรือชุมชน เสร็จจากงานลูกก็เสวยพระกระยาหารกับเจ้านางศศิพินทุเทวีที่พระราชวังร่วมกับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์กับพระมเหษีเทวีเจ้าบ้าง หรือหากเจ้านางประสงค์จะไปตั้งซุ้มที่ใดข้าก็ไปกับนางทุกครั้ง ไม่เคยมีสักครั้งที่ข้ามีข้ออ้างที่จะไม่ไป”

ก็ลองอ้างแล้วให้เจ้านางจับได้ดูสิ ฉันรู้สึกจะอินไปกับเจ้านางจนสามารถเถียงแทนได้เกือบทั้งหมด

“หากรำเพยหายดี หรือท่านแม่เรียกบ่าวไพร่ขึ้นมาถามตอนนี้เลยก็ได้ว่า ลูกเคยกินอาหาร ที่เรือนนี้สักกี่ครั้ง ลูกมีเวลาอยู่ที่เรือนนี้สักกี่วัน”

แล้วกลางคืนล่ะ ก็คงไม่ค่อยได้อยู่เรือนนี้อีกเช่นกันสินะ เป็นเสียงที่ฉันผุดขึ้นมากลางสมาธิ ที่ตอนนี้ไม่ได้ตึงเครียดแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกและคำถามที่อยากจะกระทำแทนเจ้านางศศิพินทุเทวี ที่ไม่ได้มีโอกาสมาได้ยินเช่นฉันในเวลานี้

“นอกจากนี้ก็ต้องออกไปตามหัวเมือง ตามชุมชนหากพระนางไม่ได้ตามเสด็จด้วยลูกก็กินกับชาวบ้านในย่านนั้น แต่หากพระนางตามเสด็จลูกก็ต้องกินในซุ้มกับพระนางทุกมื้อ งานราชการไม่ได้มีแค่ฝั่งของลูก หากแต่เจ้านางเองก็มีราชกิจที่ต้องปฎิบัติเช่นกัน เสร็จจากงานในแต่ละวันเราจึงใช้เวลาพักผ่อนด้วยกันเสมอ แต่หากเจ้านางต้องไปยังแว่นแคว้นดินแดนอื่น ลูกก็ต้องตามเสด็จอารักขา ตั้งซุ้มกลางป่ากลางดงกัน กินอาหารด้วยกัน ลูกกับเจ้านางเราทั้งสองคนกินอาหารตามซุ้มในป่าหรือชุมชนอื่นมากกว่าในพระราชวังด้วยกันซะอีก”

ความทั้งหลายที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยกล่าวมาทั้งหมด ทำให้ทั้งขุนหลวงลาภวัตมนตรีและแม่เมืองจารุศจี ต้องถอนใจยาว ๆ บ้วนน้ำหมากลงกระโถน ต่างมองหน้าเห็นใจกัน

“ส่วนนางที่ได้มาจากหัวหน้าชุมชนต่าง ๆ ลูกพยายามที่จะเลี่ยงด้วยการให้ทรัพย์ไว้เพื่อเป็นทุนในการดำรงชีพที่มากพอ ส่งนายเวร ขุนทหารเข้าไปตรวจเยี่ยมสม่ำเสมอ นางที่ลูกได้รับมาล่าสุดก็คือลูกสาวหัวหน้าชุมชนที่คลองบัวซึ่งเจอฤทธิ์เดชของพระนางถึงขั้นไม่ยอมตามขบวนเสด็จกลับด้วย และขออนุญาตข้ากลับไปหาพ่อแม่ของนาง”

“เจ้าคงหมดทรัพย์ไปกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้มากสินะ”

น้ำเสียงของแม่เมืองจารุศจีกับฉันน่าจะเป็นเสียงที่ออกมาในแนวเดียวกันเป็นแน่หากฉันสามารถเอ่ยออกไปได้

“แล้วท่านแม่จะให้ลูกปฎิเสธน้ำใจพวกเขาตรง ๆ ไปเลยได้อย่างไร”

ก็จริงส่วนหนึ่งอ่ะนะ ที่พ่อแม่ก็หวังจะให้ลูกของตนได้สามีที่พึ่งพา คุ้มครองได้ แล้วยังเกื้อหนุนจุนเจือกลับมายังครอบครัวของตัวเองได้อีกด้วย ยามที่สามีเติบโตในราชการลูกของตนก็มีโอกาสเติบโตตามไปด้วย เรื่องราวแบบนี้มักทำให้เกิดการเมืองภายในระหว่างบรรดาเมีย ๆ ทั้งหลาย แม้แต่ในประวัติศาสตร์ที่ฉันอ่าน เรื่องราวชิงรักหักสวาทในราชสำนักก็มีเยอะแยะมากมาย

“ส่วนรำเพยนางต่ำศักดิ์กว่าใครทั้งหมดที่ต้องปรนนิบัติลูก นางเติบโตมากับลูก โดนลูกกลั่นแกล้งรังแกมาแต่เล็กแต่น้อย เมื่อนางต้องมาเป็นเมียลูก นางก็โดนเมียคนอื่น ๆ ที่ยศศักดิ์สูงกว่ารังแก เหยียดหยามนางสารพัด ข้าทราบเรื่องจากบ่าว ไพร่ นายเวร และทหารทั้งปวง จึงเอานางขึ้นมาอยู่บนเรือน ข้าเพียงแต่คิดว่าให้นางกับแม่ดูแลเรือนใหญ่นี้ที่แทบไม่มีใครอยู่ ไม่ได้คิดเลยเถิดไปถึงขั้นว่านางจะมาเป็นแม่เรือนเลยสักนิด”

ก็ดูจะมีแต่รำเพยเท่านั้นล่ะมั้งที่ดูจะน่าเห็นใจที่สุด แต่นางกลับเป็นบาดแผลสำคัญที่สุด

“มันเป็นชะตากรรมของลูกเองที่วันนั้นรำเพยขออนุญาตข้าไปดักรอพบท่านอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ บิดาของนางเพื่อแจ้งข่าวสำคัญ แล้วดันเดินตามสายดอกบัวที่ลอยตามลำน้ำจนเข้าเขตพระราฐานของเจ้านาง”

ฉันหันไปมองหน้าคุณลุงอำมาตย์ที่ยืนข้างฉัน ฉันรู้สึกว่าร่างกายแข็งทื่อเช่นเดียวกับที่อยู่กลางกุฎิ ความรู้สึกสับสนไปหมด ฉันไม่รู้ว่าอารมณ์ไหนนำอารมณ์ไหน

“ท่านนำข้ามาเพื่อเหตุนี้เองเหรอ” ฉันกำลังโกรธ กำลังคุมสมาธิจิตไม่ได้

“หาใช่เหตุนี้ไม่พะยะค่ะ เจ้านางค่อย ๆ ผ่อนอารมณ์โกรธแล้วฟังข้าก่อน เจ้านางจำได้หรือไม่ว่าข้าพาเจ้านางมาเพื่อทำสิ่งที่ค้างไว้ให้จบ เจ้านางต้องอโหสิกรรมให้เหล่าดวงวิญญาณที่นี่หลายดวงที่รอการกลับมาของเจ้านาง รวมทั้งดวงวิญญาณอีกหลายดวงที่ต้องการขออโหสิกรรมต่อเจ้านาง”

น้ำเสียงของคุณลุงสงบ แม้จะรีบบอกกล่าวอย่างรวดเร็ว แต่ความเคารพ ศรัทธาที่ฉันมีต่อเขาลดลง

“กระหม่อมขอพระราชทานอภัยหากทำสิ่งที่ไม่พอพระทัย แต่อย่างไรกระหม่อมก็ต้องทำหน้าที่นี้ให้เสร็จสมบูรณ์เช่นกัน”

“แล้วอย่างไร ท่านจะให้ฉันไปขอขมาลูกสาวของท่านเยี่ยงนั้นรึ”

ร่างอีกร่างหนึ่งในตัวฉันก็มีไม่ต่างจากเจ้านางหรอก และยามที่ฉันคุมสติไม่ได้ฉันก็ไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น

“โยมลูกนก ลูกนกเอ๊ย จับน้ำเสียงแม่นะลูก” เสียงแม่ชีบุญตามเข้ามาในจิตของฉัน

“หากเจ้าไม่สามารถรักษาสมาธิ ไม่สามารถรักษาวิปัสสนาญาณได้ จะเกิดภัยร้ายแรงขึ้นกับตัวเจ้าและเจ้านางศศิพินทุเทวีมากกว่าที่เคยเกิด จะมีการสูญเสียมากกว่าที่เคยสูญเสีย ในยามนี้อโหสิกรรมใหญ่เบื้องแรกที่ลูกต้องทำคือ อโหสิกรรมให้กับชายผู้นี้”

เสียงแม่ชีบุญเนิบ กล่าวยาวกว่าทุกครั้งนับจากฉันออกจากกุฎิ

“ไม่มีเรื่องใดเป็นเรื่องของเจ้าเลย ปล่อยทุกคน ทุกภาพที่เห็นเป็นไปตามกระแสกรรมของเขา ชายที่พาเจ้ามาเขาแค่ต้องทำภาระกิจที่ค้างต่อเจ้า เขาจำเป็นต้องทำและรอคอยที่จะทำมาเนิ่นนาน”

แม่ชีบุญพูดนานอย่างไรก็ไม่สามารถลดระดับความโกรธของฉันได้ ฉันรู้สึกเหมือนถูกดูดร่างกายทั้งหมดเข้าไปในท่อลมอย่างเร็วและแรง ก่อนจะมาปรากฎตัวที่มหาวิหาร ซึ่งเจ้านางศศิพิณทุเทวีนั่งสมาธิอยู่เบื้องหน้าท่านมหาเถรสังฆราชท่านมองตรงมาที่ฉันแล้วมีเสียงเข้ามาในจิตของฉันโดยที่ท่านไม่ได้ขยับริมฝีปาก

“ก่อนที่กายละเอียดของเจ้าจะแตกสลายและดับไปในภพนี้ เจ้าจงนั่งสมาธิเบื้องหน้าข้าและฟังทุกคำจากข้า”

คำทุกคำนั้นเป็นบทสวดมนต์ที่เยือกเย็น อาจจะเป็นบทเดียวกันกับที่เจ้านางศศิพินทุเทวีได้ยินอยู่ ณ ขนะนี้ด้วยเช่นกัน ฉันนั่งลงปฎิบัติตาม ลมหายใจเข้าออกค่อย ๆ ช้าลง ๆ และสม่ำเสมอเข้าสู่วิปัสสนาญาณอีกครั้ง

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น