แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 57

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 264

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2562 05:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 57
แบบอักษร

หมั่น ซน หยิงโถว นอนแช่อ่างอาบน้ำวินเทจด้วยความอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานโข ดวงตาคู่สวยหลับพริ้มอย่างเป็นสุข ขณะที่มือยกแก้วเชอร์รีขึ้นจิบเป็นพักๆ ผลัดกับฮัมเพลงคลอท่วงทำนองแผ่นเสียง หล่อนเหยียดขาอย่างผ่อนคลาย ปล่อยให้น้ำเย็นซึมซับผ่านผิวกายเปล่าด้วยความรู้สึกเป็นอิสระ อันเกิดจากการที่หล่อนสามารถกำจัดศัตรูตัวฉกาจอีกคนหนึ่งออกไปจากชีวิตได้ดั่งใจหวัง  

ตอนนี้ชู้รักต่างชาติพันธุ์ของหล่อนจะจัดการกับนังหมุ่ยไจ๋หัวขบถคนนั้นอย่างไรแล้ว...วิธีการลงทัณฑ์อันโหดร้ายทารุณผุดพรูขึ้นในความคิดคำนึงทีละวิธี ซึ่งล้วนแล้วแต่เพิ่มความสะอกสะใจแก่ตนเหลือแสน หม้ายสาวถึงกับหัวร่อต่อกระซิกเพียงเพราะได้จินตนาการถึงโทษทัณฑ์ที่เหล่ฟั้นได้รับ   

เสียงออดบ้านที่ดังขึ้นปลุกหยิงโถวให้ตื่นจากอารมณ์สุนทรียะ หล่อนลุกจากอ่างอย่างเนือยๆ สวมเสื้อคลุมยาวที่ถักทอขึ้นด้วยผ้าเนื้อมันปลาบ เอื้อมมือไปปิดเพลง ก่อนจะสอดเท้าใส่รองเท้าแตะและเดินลงส้นไปที่ประตูบ้าน 

“มากดออดอะไรป่านนี้ ไม่รู้หรือไงว่ามันเสียมารยาท” 

“แต่ถ้าหากคุณไม่เปิดประตูให้เราก็ถือว่าคุณไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าพนักงานเช่นเดียวกัน” น้ำเสียงแสดงอำนาจแว่วมาจากนอกบ้าน 

หยิงโถวเปิดประตูพลัน บานประตูที่อ้าออกนำหล่อนให้มาประจันหน้ากับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ท่าทางมีสง่าและผู้ติดตามอีกสองนาย 

ตำรวจผิวขาวนายนั้นแตะขอบหมวกทำความเคารพ ก่อนแนะนำตนเองด้วยรอยยิ้มเป็นต่อ “ผม ผู้กำกับฮาร์คอร์ต จาก สน.จิมซาโจ๋ยครับ”  

“คุณมาที่นี่ทำไม ต้องการอะไรจากดิฉัน” 

“ผมมาเพราะสิ่งนี้” ผู้มาเยือนอวดหมายจับในมือให้เจ้าบ้านเห็นเต็มตา แล้วจึงอ่านสาระใจความในหมายจับนั้น พร้อมทั้งชี้แจงสิทธิที่ผู้ถูกจับกุมจะได้รับเสียยาวเหยียด “ข้อกล่าวหาเหล่านี้เราได้รับแจ้งจากภริยาผู้บังคับการเรือฉิว-เพื่อนคุณที่มาร่วมงานเลี้ยงเมื่อค่ำวานนี้ รบกวนคุณไปให้ปากคำกับเราที่ สน.ด้วย” 

“หยุดเลยนะ พวกคุณถือสิทธิ์อะไรมาบุกรุกบ้านดิฉันกลางดึกแบบนี้” ภรรยาหม้ายของช่งจีโวยวายเมื่อผู้ติดตามทำกิริยาเหมือนจะจับกุมหล่อน 

ผู้กำกับฮาร์คอร์ตกลั้นยิ้มอย่างนึกขันกับความอ่อนด้อยทางกฎหมายของอีกฝ่าย เขาพูดกลั้วเสียงหัวเราะว่า “ผมก็สาธยายสิทธิ์ทั้งของพวกผมและของคุณไปจนหมดแล้วไง” กล่าวจบ เขาก็ตั้งข้อสังเกตต่อ “ดูท่าว่าคุณจะชินกับการตะคอกสั่งการนางทาสของคุณเหมือนในข้อกล่าวหาจริงเสียด้วยสิ คุณถึงได้เที่ยวตะคอกกับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อย ไม่เว้นแม้แต่กับพวกผมที่เป็นตำรวจ” 

สาวใหญ่จนตรอก ตัวหดทื่อเมื่ออยู่ใต้สายตาของตำรวจใหญ่ที่ทอดมองดูอย่างหมดสิ้นความเกรงใจ  

“ไปกับพวกผมเถอะครับ คุณนายหมั่น ถ้าคุณร่วมมือแต่โดยดี อะไรที่หนักก็อาจผ่อนเป็นเบาได้” คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่เขาจะควบคุมตัวหล่อนไป 

 

เด็กหนุ่มซึ่งจมอยู่ในห้วงความโมโหโกรธาเผ่นพรวดเข้าหาตัวเจ้าของซ่องอย่างไม่ยั้งคิด ท่ามกลางความตกอกตกใจของตำรวจทุกนายที่ตั้งท่าเตรียมพร้อม 

“กูจะฆ่ามึง” ไหว่เชิงปราดเข้าใส่ กำหมัดแน่นอย่างหมายใจจะใช้เป็นอาวุธเล่นงานอีกฝ่าย “กูจะเอาเลือดชั่วๆของมึงมาล้างมลทินที่มึงทำไว้กับอาฟั้น” 

“อย่านะไหว่เชิง” สารวัตรหวู่ร้องห้ามเสียงหลง แต่ดูเหมือนคนถูกห้ามจะไม่อยู่ในอารมณ์ที่พร้อมจะรับฟังใครหน้าไหนทั้งสิ้น 

สแตนลีย์เห็นท่าไม่ดีจึงกระชากปืนสั้นซึ่งเหน็บไว้ที่เข็มขัดออกมาถือ นิ้วสอดเข้าโก่งไก ชักปืนขึ้นจ่อหน้าเด็กหนุ่มในเสี้ยวอึดใจที่อีกฝ่ายประชิดถึงตัว 

“ไหว่เชิง ระวัง!” เสียงเตือนของเกาเฉ่งถูกกลบด้วยเสียงปะทะระหว่างคนสองคน ผู้กองซิงห์พุ่งหลาวไปรวบขาคนร้ายอีกคนที่ลั่นไกปืนเป็นที่เรียบร้อย ความที่เสียหลักวิถีกระสุนจึงหักเหเปลี่ยนทาง ลูกปืนพุ่งแหวกอากาศส่งเสียงกึกก้องกัมปนาท เจาะทะลุหัวไหล่ของสแตนลีย์ซึ่งกำลังลั่นไกเช่นเดียวกัน  

“อ๊าก!” หนุ่มชาวเมืองแม่ร้องด้วยความเจ็บปวด นิ้วที่สอดไกไว้ส่งกระสุนยิงสวน ซึ่งคราวนี้เคราะห์ร้ายไปตกที่หัวหน้าชุดปราบแทน    

“คุณอา!” คนอ่อนวัยหน้าถอดสีทันทีที่เห็นเลือดสดๆพุ่งทะลักจากลำแขนของเกาเฉ่งเป็นสายประดุจเส้นด้ายสีแดง ภาพนั้นทำเอาผู้ใต้บังคับบัญชาทุกนายเสียขวัญจนลืมเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ไปชั่วขณะ “คุณอา...คุณอา...เป็นอะไรมากมั้ยครับ” เด็กหนุ่มถอยกลับไปดูอาการของหนุ่มใหญ่ผู้ล้มตัวลงนอน 

ตาสีฟ้าของสแตนลีย์พองวาวด้วยความขึ้งโกรธ ระหว่างเดียวกับที่มือของเขาป่ายปะหาปืนคู่กายซึ่งกระดอนตกอยู่ใกล้ตัวจนเจอ 

“เพราะผมแท้ๆ คุณอาถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” ไหว่เชิงรำพัน 

สแตนลีย์กระชับปืนพกในมือ ชี้ลำกล้องมาทางเด็กหนุ่ม 

ใบหน้าที่ตะแคงราบกับพื้นของมือปราบฝีมือฉมังแลเห็นความเคลื่อนไหวด้านหลังบุตรชายอาจารย์ พร้อมๆกับที่ใครคนหนึ่งในชุดปราบของเขาตะโกนแจ้งว่า “คุณชายหมั่น สารวัตร ระวังครับ!” 

“หลบไป” คนแซ่หวู่แข็งใจระเบิดเสียง เขาม้วนตัวด้วยความชำนาญเพื่อหันวิถีปืนให้ตรงเป้าหมาย อาศัยเวลาเพียงเสี้ยววินาทีนั้นก็สามารถยิงเข้าเป้าได้เต็มเปา กระสุนเสียบอกคนชั่ว วิสามัญผู้ต้องหาหลายคดีรายนี้ด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว 

สารวัตรหวู่ทิ้งปืนลงข้างตัวเมื่อรู้ว่าตนบรรลุผลในการรักษาชีวิตไหว่เชิง ไม่กี่อึดใจต่อมา ลูกน้องทั้งสองของสแตนลีย์ก็ยอมมอบตัวแต่โดยดี 

“ยอมแล้วครับ ยอมแล้ว พวกผมยอมแพ้”  

“อาฟั้นอยู่ที่ไหน” ไหว่เชิงซักไซ้ 

“อยู่ห้องชั้นบนสุดครับ มีอยู่ห้องเดียวน่ะแหละ” คนหนึ่งตอบพลางชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือหัว “ส่วนพวกผู้หญิงคนอื่นถูกขังรวมกันอยู่ชั้นสอง”   

หมั่น ไหว่เชิง ลืมความเหน็ดเหนื่อย ความตระหนก ความเจ็บปวด และอีกสารพัดอาการเป็นปลิดทิ้ง หัวใจของเขาชุ่มฉ่ำราวชโลมด้วยน้ำทิพย์เมื่อรู้ว่าจะได้พบกับสาวคนรักอีกครั้งหลังจากไม่ได้พบหน้ากันมานานครัน ร่างกายมีกำลังวังชาขึ้นมาทันที ขณะที่สองเท้าก้าวเดินสู่ห้องนอนชั้นบนตามคำบอกของแมงดาทั้งสอง 

“อาฟั้น” คุณชายน้อยเรียกด้วยใจที่ตีบร้าว ความปีติสุขเมื่อครู่อันตรธานไปในชั่วพริบตาที่ประจักษ์สภาพอันน่าเวทนาของเธอในตอนนั้น 

 

“งามเสียจริงหนอ โอ้ เจ้าดอกมะลิวัลย์ งามเสียจริงหนอ โอ้ เจ้าดอกมะลิวัลย์ หอมละมุน กลีบล้วนบานสะพรั่ง ดอกขาวงามนั้น ชนพากันเชยชม” 

เสียงเพลงที่คุ้นหู ไออุ่นที่คุ้นเคย กลิ่นหอมรวยรื่น รวมไปถึงส่วนประกอบของดอกมะลิ ทั้งกลีบ เกสร ช่อ ใบที่สาดพรูลงมากระทบเรือนร่างเป็นระยะนั้น ล้วนผสมผสานกันเป็นมูลเหตุให้เหล่ฟั้นลืมตาตื่น เด็กสาวสูดจมูกฟุดฟิดรับกลิ่นหอม รู้สึกอัศจรรย์ใจไม่น้อยที่มีผ้าห่มมาคลุมกาย เพราะสติสุดท้ายที่เธอรับรู้คือเธออยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ท่วงทำนองอันอ่อนช้อยของเพลง ‘เจ้าดอกมะลิ’ แจ่มชัดขึ้นแม้เมื่อเสียงขับคลอเงียบหายไปแล้ว ชั่วครู่ที่เธอเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นยิ้มอ่อนหวานซึ่งประดับอยู่บนใบหน้าที่งดงามราวรูปสลักนักบุญแม่พระได้ถนัดตา 

“มะลิเป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ ความดีงาม ความอ่อนหวาน และความนุ่มนวลของสตรีเพศ...” เสียงที่พูดขึ้นมีน้ำเสียงก้ำกึ่งระหว่างปรารภลอยๆกับเปิดประเด็นชวนสนทนา “...ถึงแม้ว่ามะลิจะไม่ใช่ดอกไม้พื้นถิ่นของจีน ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งเหมือนกับดอกไม้อื่นๆ แต่ความสวยความงามรวมทั้งกลิ่นหอมของมันก็ไม่ได้ด้อยกว่าพรรณไม้ชนิดไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นโบตั๋น บ๊วย หรือเก๊กฮวย” 

“ซิสเตอร์” เหล่ฟั้นร้องหาและร่ำไห้ เธอโอบกอดอีกฝ่ายไว้แน่น “หนูเจ็บเหลือเกิน มันเจ็บมากๆทั้งร่างกายและจิตใจ” 

“ร้องออกมาเถอะจ้ะ ร้องออกมาให้พอ” ซิสเตอร์กวานลูบศีรษะเธออย่างปลอบขวัญ “ไม่เป็นอะไรแล้วนะ” 

“หนูตายแล้วใช่มั้ยคะ” เธอถามกลั้วเสียงสะอื้น 

“ยังจ้ะ” ภคินีผู้ล่วงลับสั่นหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม 

“หนูน่าจะตายไปให้รู้แล้วรู้รอดเลย อยู่ต่อไปก็เหมือนตายทั้งเป็นยังงี้” 

“เหมือนกันไม่ผิด” คนเลี้ยงดูอ่อนใจ “เหมือนกับแม่ของหนู” 

เหล่ฟั้นกระตุกวูบ ตาลุกโพลง “แม่ของหนูทำไมหรือคะ” 

“แม่ของหนูก็ประสบชะตากรรมเดียวกับหนู ไม่นานหลังจากที่ท่านได้ให้กำเนิดหนู...” ซิสเตอร์กวานข่มอารมณ์สะเทือนใจที่พรูขึ้นมา “...ต่างกันที่ผู้กระทำไม่ใช่แค่ชายโฉดคนเดียว แต่เป็นทหารที่มากันเป็นหมู่คณะ” 

เด็กสาวน้ำตาคลอเบ้าเมื่อสมองล่องลอยเห็นภาพกองทหารที่เดินทัพผ่านสมรภูมิรบโดยมีธงอาทิตย์อุทัยเชิดนำหน้า 

“แม่ของหนูเป็นสาวจีนโบราณขนานแท้ทีเดียว ท่านยังฝังหัวกับค่านิยมยอมเสียชีพดีกว่าเสียเกียรติของลูกผู้หญิง ดังนั้นเมื่อท่านรู้ตัวว่าติดโรคร้ายมาจากคนใจทรามพวกนั้น ท่านจึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับการรักษา ปล่อยให้ร่างกายเสื่อมโทรมด้วยโรคนั้น โดยก่อนที่ท่านจะสิ้นใจ ท่านก็ได้มอบหมายให้ซิสเตอร์เลี้ยงดูหนูแทน” นักบวชหญิงเฉลยปริศนาที่ติดค้างในใจเหล่ฟั้นมาแสนนาน “ซึ่งวันที่หนูเกิด ไม่สิ วันที่ซิสเตอร์พาหนูมาที่คอนแวนต์ คือวันที่มะลิผลิบานสะพรั่ง ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งแปลง พอเห็นแบบนี้ซิสเตอร์เลยตั้งชื่อนี้ให้หนู นัยหนึ่งก็เพื่อให้พ้องกับชื่อของแม่หนูซึ่งมีคำว่า ‘หอม’ อีกคำหนึ่งอยู่ในชื่อเหมือนกัน” 

“ซิสเตอร์คะ ขอหนูถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ” เธอพูดแทรก 

“ถามมาซิจ๊ะ” ซิสเตอร์กวานพยักหน้าอนุญาต 

“ซิสเตอร์เป็นพี่น้องกับแม่ของหนูใช่ไหม ซิสเตอร์เป็นน้าแท้ๆของหนูใช่ไหม ทำไมแม่ของหนูถึงอยู่กับหนูแค่สองคนโดยที่พ่อไม่มาอยู่ด้วย และพ่อของหนูคือสารวัตรหวู่ เกาเฉ่ง อย่างที่หนูเคยได้ยินในฝันใช่รึเปล่าคะ” 

“ถามเยอะจังเลย” หญิงสาวในชุดทูนิคสีขาวหัวเราะเบาๆ “แล้ววันหนึ่งทุกคำถามที่หนูถามมาก็จะกระจ่างเอง ขอเพียงแค่หนูมีกำลังใจที่จะอยู่ต่อไป บนโลกของหนูยังมีคนที่พร้อมจะให้คำตอบเหล่านี้กับหนูอยู่นะ” 

“หนูคงไม่อาจกลับไปสู้หน้าใครได้อีกแล้ว” เสียงของเด็กสาวสั่นพลิ้ว ระหว่างที่น้ำใสๆซึมออกมาจากดวงตาฝ้าฟางคู่นั้น 

“แล้วหนูคิดว่ามันจะดีกว่างั้นหรือ ถ้าหนูเลือกทิ้งพวกเขาไป”  

เหล่ฟั้นเพ่งมองผู้ชุบเลี้ยงเธอมาแต่แบเบาะผ่านม่านน้ำตา 

“การที่หนูรักษาความบริสุทธิ์ของตัวเองไว้ไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าคุณค่าทั้งหมดในตัวหนูจะสูญสลายตามไปด้วยเสียหน่อย” ซิสเตอร์กวานเตือนสติ ก่อนจะเทศนาให้ได้คิด “ประการแรก หนูไม่ได้เสียมันไปด้วยความยินยอม ฉะนั้นจงลืมเรื่องผิดคำสัญญาหรือบาปเสีย และประการที่สอง คุณค่าของลูกผู้หญิงทุกคนไม่ได้มีเพียงความบริสุทธิ์ทางกาย สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือความบริสุทธิ์ทางใจ นั่นก็คือหัวใจที่พร้อมทำคุณความดีทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ในอดีตกาลมีอิสตรีหลายคนที่ได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญ บุญราศี ผู้น่าเคารพ ทั้งที่ในจำนวนนั้นบางท่านได้สูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้ว ถ้าหากว่าความบริสุทธิ์เป็นสิ่งสำคัญสุดจริง นักบุญหญิงเหล่านั้นก็คงไม่มีทางได้รับการถวายเกียรติให้พวกเราสักการะบูชาสืบมาจนถึงทุกวันนี้หรอกจ้ะ” 

ภคินีผู้มีชาติกำเนิดในสกุลกวานลูบไล้นวลแก้มของเด็กสาวซึ่งมีรอยฟกช้ำจากการถูกรุมทำร้าย ก่อนปลูกฝังความคิดเดิมแก่เธอ “กลับไปเถิด เหล่ฟั้น กลับไปใช้ชีวิตในที่ที่หนูจากมา รอบตัวหนูยังมีคนที่ต้องการหนูอีกมากนะ” 

“ค่ะ ซิสเตอร์” เธอรับปากเสียงเครือ “แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่หนูยังข้องใจอยู่ ซึ่งคงมีแต่ซิสเตอร์คนเดียวเท่านั้นที่ให้คำตอบกับหนูได้” 

“ว่ามาเลยจ้ะ” ผู้สูงวัยกว่าส่งยิ้มแสดงความยินยอม 

“ซิสเตอร์อยู่ที่ไหนกันแน่คะ ทำไมหนูถึงยังเห็นซิสเตอร์อยู่” 

ซิสเตอร์กวานแตะศีรษะเธอหนึ่งที ก่อนลดมือลงมาชี้นิ้วที่หน้าอกข้างซ้ายของเธอ “อยู่ในความทรงจำกับจิตใจที่ดีงามของหนูยังไงล่ะจ๊ะ” 

“แล้วเราจะยังมีโอกาสได้พบกันอีกมั้ยคะ” เธอโพล่งคำถามที่เคยซักครั้งแล้วครั้งเล่า “ต่อจากนี้ไปหนูจะยังได้พบซิสเตอร์อีกหรือเปล่า” 

“ได้แน่นอน ตราบใดที่หนูยังระลึกถึงซิสเตอร์อยู่” ท่านตอบขณะเดียวกับที่แสงรอบกายสว่างโพลน “รีบไปเถอะจ้ะ ประเดี๋ยวเขาจะกระวนกระวายใจ” 

เหล่ฟั้นยิ้มตาหยีอย่างเข้าอกเข้าใจว่า ‘เขา’ ที่ท่านกล่าวถึงคือใคร 

“อย่าลืมทำความดีกับผู้อื่น จงมีเมตตา และจงรู้จักให้อภัย” ภคินีสาวให้โอวาทเป็นครั้งสุดท้าย “ลาก่อนนะจ๊ะ เหล่ฟั้น” 

“ลาก่อนค่ะ ซิสเตอร์กวาน” อดีตหมุ่ยไจ๋พึมพำ และรู้สึกถึงสติสัมปชัญญะที่เริ่มหวนคืนสู่ความเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น