AU

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 56 รู้จักคำว่าน้ำใจหรือเปล่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 56 รู้จักคำว่าน้ำใจหรือเปล่า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 34

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 20:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 56 รู้จักคำว่าน้ำใจหรือเปล่า
แบบอักษร

ตอนที่ 56 รู้จักคำว่าน้ำใจหรือเปล่า 

เมื่อทางอาณาจักรเฟราด้าได้ประกาศขอกำลังคนสำหรับไปช่วยสร้างที่พักพิงให้กับสมาชิกใหม่ เหล่าชาวบ้านไม่ได้ถามถึงเหตุผลเลยว่า พวกเขามาจากไหน และมาได้อย่างไร แต่เมื่อยิ่งมีประชากรเยอะ พวกเขาก็ย่อมมีเพื่อนร่วมงานเยอะขึ้น

ทุกคนจะได้แบ่งปันกัน เป็นครอบครัวเดียวกัน มีหัวเราะ มีโกรธ หรืออาจมีทะเลาะกันบ้าง แต่ไม่ถึงกับเกียดกัน ไม่นานก็คืนดีและร่วมงานกันเช่นเดิม หัวเราะด้วยกันอีกครั้ง บางครั้งการทะเลาะก็ทำให้ได้เข้าใจซึ่งกันและกันขึ้นมา และเมื่ออยู่ในสังคมที่ดีแบบนี้ คุณไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีใครช่วยคุณ เพื่อนบ้าน

เพื่อสังคมจะมายืนหรือนั่งรับฟังเนื้อความที่คุณกับอีกฝ่ายถกเถียงกัน พวกเขาจะไม่สอดแทรก จนกว่าจะช่วยกันหาความจริงนั้นได้หรือหาว่าต้นตอเกิดจากอะไร ทีนี้ล่ะ เมื่อผู้รับฟังหรือแอบฟังทั้งหลายหาข้อเท็จจริงจากเรื่องได้ พวกเขาจะรวมกลุ่มกันปรึกษา และค่อย ๆ สร้างฉากให้ทั้งสองฝ่ายที่ทะเลาะกันได้ปรับความเข้าใจ โดยจะมีคำพูดที่เป็นข้อเท็จจริงกล่าวออกมาลอย ๆ เหมือนคุยกันเรื่อยเปื่อย แต่เน้นให้ฝ่ายที่กำลังทะเลาะกันได้ฉุกคิด

ไม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้าไปสอดแทรก ไม่จำเป็นต้องไปอธิบายแทน แต่ใช้วิธีการให้พวกเขาค่อย ๆ เข้าใจข้อเท็จจริงไปทีละนิดโดยที่ตัวผู้ทะเลาะกันไม่รู้ตัว

เหล่าชาวบ้านและเหล่าทหารอยากมีโมเมนต์เหล่านี้เยอะ ๆ กับการที่ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือ การที่ได้เห็นรอยยิ้มของกันและกัน การที่ได้ร่วมมือกันเพื่อทำให้ผู้คนที่กำลังทะเลาะกันได้เข้าใจข้อเท็จจริง แต่หากเรื่องเหล่านั้นเกินกำลังก็จะถูกส่งต่อไปยังผู้ที่เชี่ยวชาญกว่า

เมื่อได้รู้ว่าสมาชิกใหม่อยู่นอกเขต นักเวทเอย ทหารเอย อัศวิน นักผจญภัย ที่มีตั้งแต่ระดับต่ำจนไปถึงระดับสูง ทั้งนี้ยังมี 10 อัศวินศักดิ์สิทธิ์เข้าร่วมไปช่วยด้วย

ชาวบ้านต่างก็ขนอุปกรณ์ที่พอจะช่วยได้ บางคนถึงกับบริจาคไม้ที่ตนตัดแล้วแปรรูปเป็นแผ่นนับร้อยแผ่นเพื่อไปสร้างที่พักให้ด้วย เมื่อดูไกล ๆ จะเห็นคนของเฟราด้าขนของพะรุงพะรังผ่านประตูวาร์ปไปยังเขต 1 และเดินทางออกนอกเขตด้วยรอยยิ้ม

 

....................................

 

ณ เขตนอก สถานที่ซึ่งผู้คนของอาณาจักรซีเรียสกำลังพักกันอยู่

“แย่แล้ว ๆ!!” เสียงตะโกนลั่นของนักผจญภัยหน่วยสอดแนมของกิลด์หนึ่ง เขารีบวิ่งมายังฝูงชนที่กำลังพักอยู่ นั่นจึงเป็นเหตุให้หลายคนต่างตื่นตระหนกไปด้วย

“กะ เกิดอะไรขึ้น!” เสียงของชาวบ้านและนักผจญภัยคนอื่น ๆ เอ่ยถาม

“ทหาร! อัศวิน! นักเวท! นักผจญภัย! และผู้คนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พวกเขาถืออาวุธมากันครบมือเลย! พวกเราต้องตายแน่ ๆ พวกนั้นคงไม่ยอมให้เราอยู่ที่นี่!! ” เสียงของนักผจญภัยคนนั้นพูดด้วยท่าทีตื่นตระหนก ฮอปที่เล่นกับเชลรีนอยู่ถึงกับกลั้นหัวเราะ ฮอปหยิบหินก้อนเล็ก ๆ ดีดเข้าที่หน้าผากของนักผจญภัยคนนั้นจนหงายหลัง

โอ้ย!!

เขารีบลุกขึ้นมามองกวาดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่าใครเป็นคนทำ รอยแดงที่หน้าผากทำให้ผู้คนที่มองอยู่ถึงกับต้องกลั้นหัวเราะ

“จะสืบข่าวก็ให้กรองข่าวด้วย ไม่ใช่ว่าคิดไปเอง คนพวกนั้นไม่ได้มาโจมตีพวกเจ้าหรอก อยู่เฉย ๆ เดี๋ยวก็รู้เอง” ฮอปพูดด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด

“แต่ว่า!”

“ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น อยู่ตรงนี้แหละ อยู่เฉย ๆ” ฮอปเน้นนำเสียงและสายตาที่จริงจังทำให้ไม่มีใครกล้าหืออีก ทุกคนกลับไปนั่งที่เดิม ปกติแล้ว หากมีข่าวท่ามกลางคนเรือนล้านแบบนี้ มันควรจะมีความโกลาหลเกิดขึ้น

แต่เสียงของฮอปที่เอ่ยของมาแต่ละครั้งนั้น เหมือนมีอำนาจวิเศษทำให้คนทั้งหมดได้ยินชัดเจนแม้อยู่ไกลเพียงใดก็ความ แรงกดดันของฮอปที่ปล่อยออกมาครอบคลุมหมดทุกคน

เรียกได้ว่า แค่ฮอปคนเดียวก็สามารถสยบคนนับล้านได้แล้ว เหล่าประชากรจากอาณาจักรซีเรียสจึงได้แต่อยู่เฉย ๆ ท่ามกลางเสียงเต้นตึกตักของหัวใจลุ้นว่ามันจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอะไรขึ้น แต่ก่อนที่ทุกคนจะได้ลุ้นระทึกไปมากกว่านี้

เสียงหวีดหวิวของอากาศดังขึ้น เมื่อมองไปตามต้นเสียงนั้นบังเกิดภาพวัตถุบางอย่างเคลื่นที่ด้วยความเร็วสูงพุ่งมาทางพวกเขา และแน่นอนว่าแต่ละคนวิ่งหลบกันระนาวด้วยกลัวว่าจะโดนหล่นทับหัวตาย

เมื่อบอร์ดมาจอดลงถึงพื้นทุกคนต่างวิ่งมามุงดูกันถึงความน่าทึ่งของพาหนะอันแสนรวดเร็วนั้น ยิ่งมองใกล้ ๆ เขาก็ยิ่งสงสัยและงงงวยกัน รูปร่างของบอร์ด ตามความคิดของพวกเขาคือไม่สามารถที่จะพาคนตั้งสามคนลอยเหนือพื้นได้เลย หรือว่ามันคืออุปกรณ์เวทมนตร์ แต่ถ้าเป็นอุปกรณ์จริง มันมีของที่ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือ

สิ่งที่ทำให้อึ้งหาได้มีเพียงแค่เรื่องบอร์ด เรื่องผู้หญิงอีกคนที่มาพร้อมกับไผ่และชิกิก็เป็นที่น่าสนใจเช่นกัน ชุดที่ดูสูงส่งใบหน้าสวยเกินบรรยาย ออร่าที่แผ่ก็ออกมาก็ไม่ใช่ระดับเล็ก ๆ และสิ่งที่ทำให้พวกเขาอึ้งถึงขั้นคุกเข่ากันเป็นแถบ เมื่อชิกิบอกว่า เธอชื่อมารีนและเป็น 1 ใน 10 อัศวินศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรเฟราด้า

เพียงเท่านั้นแหละขาแต่ละคนอ่อนระทวยทรุดนั่งลงกับพื้นโดยไม่ได้นัดหมายทันที ใบหน้าก้มต่ำแนบพื้นไม่กล้าเงยขึ้นมา กลัวว่าหัวตัวเองจะหลุดออกจากบ่า ชิกิเมื่อเห็นภาพนี้ก็รู้สึกอึ้งไม่แพ้กันทุกคนก้มหน้าโดยพร้อมเพรียงกันขนาดนี้ แม้จะคาดเดาอยู่แล้วว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ แต่ไม่ถึงกับหัวแนบพื้นขนาดนี้

ผู้คนของอาณาจักรเรียสถูกปลูกฝังความหวาดกลัวต่อผู้มีอำนาจ แม้เป็นเพียงทหารที่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของขุนนาง พวกมันยังสามารถเข่นฆ่าผู้คนโดยที่ไม่ได้รับความผิด หรือหากได้รับก็เพียงน้อยนิดเท่านั้น

ทหารของซีเรียสข่มขืนลูกสาวชาวบ้าน 7 นายรุมผู้หญิงคนเดียวจนเธอตาย ได้รับการลงโทษเพียงแค่กักบริเวณ 7 วัน แต่กับชาวบ้านที่แค่เพียงขโมยของเพราะความหิว ขนมปังแข็ง ๆ ชิ้นเดียว กลับถูกลงโทษประหารชีวิตเพื่อไม่ให้คนอื่นทำเป็นแบบอย่างอีก

นี่ไม่ต้องพูดถึงเหล่าขุนนาง แค่เพียงระดับต่ำมันก็รังแกชาวบ้านได้หนำใจมากมายอยู่แล้ว ยิ่งเป็นขุนนางระดับสูง หมู่บ้านที่ถูกมันทำลายอย่างโหดเหี้ยม ผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก

แม้โดนสอบสวนจากจักรพรรดิ แต่คำตอบที่มันกล่าวเพียงแค่ว่า “หมู่บ้านนั้นเกิดโรคระบาดร้าย จึงต้องเร่งมือทำลายเพื่อไม่ให้ลุกลามไปยังหมู่บ้านแห่งอื่น” เพียงแค่ประโยคเดียวความชั่วของมันกลับกลายเป็นความดี จักรพรรดิทรงประทานรางวัลให้อีกต่างหาก

ไม่ต้องพูดถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจและสถานะสูงกว่าขุนนาง หากทำให้เธอไม่พอใจเล่า ชีวิตพวกเขาทั้งหมดคงไม่หลงเหลือแม้แต่คนเดียว

ทางมารีนก็พอจะเข้าใจปฏิกิริยาแบบนี้ เพราะเฟราด้าในอดีตก็เคยเป็น แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้ว แต่ก่อนที่มารีนจะได้พูดต่อ นักผจญภัยคนหนึ่งแอบเงยหน้าขึ้นมา เห็นไผ่ยังคงยืนอยู่เฉย ๆ จึงรีบย่องเข้าหาแล้วมากระซิบข้างหูไผ่

“ท่านไผ่ รีบ ๆ คุกเข่าเร็วเข้าเดี๋ยวพวกเราก็ได้ตายกันหมดหรอก! คนนี้เธอเป็นอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรเชียวนะ” เขาพูดด้วยท่าทีสั่งเครือ ด้วยความกลัวจึงลืมไปว่า คนที่พามารีนมาคือไผ่ เพราะกลัวจึงละทิ้งการคิดเชื่อมโยงเรื่องราวไป

อำนาจแห่งความกลัวมันส่งผลมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด แต่ไผ่ที่ได้ฟังกลับยิ้ม เขาเอื้อมมือไปลูบหัวนักผจญภัยชายคนนั้น ทางด้านนักผจญภัยเมื่อโดนลูบหัวก็งง เป็นเอ่อไปเลยครานี้ เขาพยายามจะกระซิบต่อ แต่มารีนชิงพูดขึ้นก่อน เพราะเธอได้ยินคำพูดของนักผจญภัยหมดแล้ว เธอพูดด้วยรอยยิ้มอันเป็นมิตรกับนักผจญภัยชายคนนั้น โดยเน้นน้ำเสียงให้คนที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยิน

“จะให้ท่านคุกเข่าให้ข้าทำไม ข้าต่างหากเล่าที่ต้องคุกเข่าต่อองค์จักรพรรดิอัคคี!” มารีนพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรติดหัวเราะขำขันไปนิดหน่อย แต่เมื่อคนที่อยู่ใกล้พอที่จะได้ยินเสียงนี้เท่านั้นแหละ

พวกเขาเงยหน้าขึ้น พรึบ!! มองมาที่ไผ่โดยไม่ได้นัดหมาย

“จักรพรรดิ” เสียงหลายคนเผลอพูดออกมาด้วยสีหน้า งงงวย พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่มารีนพูด ไม่สิต้องบอกว่าไม่อาจทำใจเชื่อได้ต่างหาก

ไผ่ที่ถูกมองด้วยสายตาฉงนเช่นนั้นเขาไม่ได้ตอบอะไร นั่นจึงทำให้เป้าหมายถูกเบนไปที่ชิกิทันที ท่ามกลางแรงกดดันเชิงอ้อนวอนทางสายตา เหมือนกับต้องการรู้ว่า –ท่านชิกิ โปรดให้คำตอบคลายข้อสงสัยให้พวกข้าหน่อยเถอะ-

ยิ่งได้รับแรงกดดันทางสายตาชิกิก็เริ่มประหม่า เธอค่อย ๆ ขยับปากท่ามกลางสายตาที่รอลุ้น และเสียงหัวใจของหลายคนที่เต้นตึกตัก

“ท่านไผ่…เขาคือองค์จักรพรรดิอัคคี ของอาณาจักรเฟราด้าแห่งนี้ เขาคือคนที่แต่งตัวในชุดนักผจญภัยระดับกลาง เขาคือคนที่มีใบหน้าที่มอมแมมไม่ค่อยน่ามอง เขาคือคนที่เดินทางไปยังอาณาจักรซีเรียสด้วยตัวเอง เขาคือคนที่ยอมลำบากไม่มีที่ให้พักแบบสบาย ๆ เขาคือ...” ชิกิพูดออกมาเพื่อเฉลยให้ทุกคนหายสงสัย แต่เธอพูดไม่ทันไร

“เขาคือคนที่ยอมนอนกลางดินกินกลางทรายร่วมกับพวกเรา...” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดแทรกด้วยน้ำเสียงอ่อยแล้วเริ่มเข้าสู่ความซาบซึ้ง

“เขาคือคนที่ต่อสู้กับอำนาจทหารที่แสนน่ากลัว...”

“เขาคือคนที่ต่อต้านอำนาจขุนนางอันน่าหวาดหวั่น...”

“เขาคือคนที่มอบความอิ่มท้อง...”

“เขาคือคนที่จ้างวานพวกเราทำงาน ยอมนั่งแจกจ่ายของแลกเปลี่ยนด้วยรอยยิ้ม แม้แดดจะร้อน ลมจะแรงก็ไม่เคยบ่นเลยแม้แต่น้อย...”

“เขาคือคนที่แอบเดินตรวจตราไม่ยอมหลับนอนในยามค่ำคืนเพื่อระวังภัยให้พวกเรา…”

“เขาคือคนที่มอบรักษาให้กับแม่ข้า…”

“คือคนที่ออกไปเก็บเกี่ยวสมุนไพรต้มยาให้เหล่าคนชรากินเพื่อฟื้นฟูสุขภาพของพวกเขา...”

“เขาคือคนที่ดูแลข้าเมื่อตอนเจ็บป่วยใกล้จะตาย ตอนที่ข้าคิดว่าคงไม่มีใครยื่นมืออีกแล้ว...”

“เขาคือคนที่ไม่ยอมทิ้งขว้างพวกเราแม้จะมีคนล้มลงเพราะการเดินทาง...”

“เขาคือคนที่อาสาเสี่ยงตายเข้าป่าต้องห้ามแม้จะรู้ว่ามีแต่ความตายที่รออยู่ก็ตาม...”

“เขาคือคนที่ไม่เคยแสดงให้พวกเราเห็นเลยว่าเขาเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน ตลอดเวลาที่ผ่านม้าขารู้ว่าเขาไม่มีเวลาพักผ่อนเลย ต่อหน้าพวกเราทำเหมือนกับนั่งหลับสบาย ๆ แต่ลับหลังเขาทำในสิ่งที่ใครก็ไม่สามารถทำได้ ความเสียสละ ความพยายาม และความจริงใจเหล่านั้น แม้เขาไม่บอกพวกเรากับรู้ได้อยู่แล้ว...”

“และเขาก็คือคนที่พาพวกเราเดินทางมายังที่นี่อย่างปลอดภัย...พามาถึงที่นี่ ยังไม่พอเขายังให้พวกเราสร้างที่พักในอาณาเขตของเขาอีก แม้รู้ทั้งรู้ว่าเหล่าทหารของซีเรียสบุกโจมตีเฟราด้าจนผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากก็ตาม...” น้ำเสียงของการกล่าวถึงสิ่งที่ไผ่กับฮอปทำตลอดการเดินทางที่ผ่านมา มันเป็นน้ำเสียงที่พูดออกมาจากใจของแต่ละคน หนึ่งคนพูด อีกคนก็พูดต่อ

พูดไปพูดมาก็มีเยอะเกินที่จะกล่าวไหว ชิกิจึงตัดสรุปให้ในตอนท้าย ถึงแม้การขานความดีจะจบลงแล้ว แต่น้ำตาและความรู้สึกกลับไม่ได้จบลง จักรพรรดิที่ลดตัวมาคลุกคลีกับพวกเขาถึงขนาดนี้ อันที่จริงแล้วแค่เขาสวมเครื่องยศ แล้วเปิดเผยตัวตนและตรา พวกชาวบ้านและพวกเขาก็ยินดีจะทำทุกอย่างตามคำสั่งอยู่แล้ว แต่นี่เขากลับไม่ใส่ใจคำว่าจักรพรรดินั้นเลย

เขาไม่ได้ใส่ใจในตำแหน่ง ไม่ได้ใส่ใจในอำนาจจักรพรรดิ แต่สิ่งนี้กลับทำให้ทุกคนยอมรับเขาให้เป็นผู้นำอย่างแท้จริง อนาคตแม้จะบอกให้ไปตาย เชื่อได้เลยว่าคนส่วนใหญ่ยินยอมทำเช่นนั้น

ไผ่เมื่อถูกเปิดเผยตัวตนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรจริง ๆ เขายังคงเหมือนเดิม แต่ความรู้สึกของคนที่รู้ไม่เหมือนเดิมแล้ว แววตาของไผ่ตอนนี้เมื่อมองพวกเขารู้สึกถึงความอบอุ่น ถึงความเป็นกันเองแต่ยกฐานะขึ้นไป

ไผ่สะบัดเรียกกล่องดำออกมาจากแหวนมิติ เขาดึงวงแหวนมิติออกมามากกว่า 1000 วง ในนั้นบรรจุไปด้วยไม่ใหญ่ที่ประชากรอาณาจักรซีเรียสช่วยกันตัด

“ทุกคนช่วยถอยไปหน่อย กลุ่มที่อยู่ตรงจุดนั้น จุดนั้น และจุดเหล่านั้น ถอยให้ห่างหน่อยนะ ไม้กำลังจะลงแล้ว” ไผ่พูดตัดบททำให้ทุกคนที่กำลังปลาบปลื้มตึงสติตัวเองกลับมา พวกเขาทำตามอย่างว่าง่าย ง่ายกว่าเดิมอีก

ในพริบตาที่ทุกคนถอยออก ไม้จำนวนมากได้ถูกนำไปกองเป็นภูเขาขนาดย่อม ๆ 1000 จุด ท่ามกลางสายตาที่ตื่นตะลึงในความเร็วนั้น ไผ่ยืนยิ้มนิ่ง ๆ

“มาช่วยกันสร้างที่พักพิงกันเถอะ ที่นี่จะเป็นที่พักและที่อยู่ ที่ทำงาน ที่กิน ที่เที่ยว และที่สร้างความสุขในชีวิตให้กับพวกเจ้า” ไผ่กล่าว

“ขวานพวกเจ้าก็มีแล้ว มีดหรืออุปกรณ์อื่น ๆ หรือพวกเจ้าก็ขนของส่วนตัวมาด้วยนี่ ก็นำมาใช้ให้มันเกิดประโยชน์ในตอนนี้เถอะ ไม้พวกนั้นให้แบ่งกันใช้ สร้างที่พักพิงชั่วคราวก่อน พักรวมกันเยอะ ๆ ไว้มีโอกาสมีของที่ดีกว่าค่อยสร้างเป็นครอบครัวแทน เอาล่ะ ลงมือกันเถอะ” ไผ่พูด ทุกคนยืนยิ้มด้วยความปลื้ม แต่ข้อสงสัยยังคงมีอยู่

“แล้วเหล่าทหาร และคนของเฟราด้าที่กำลังเดินทางมาล่ะ ทะ ท่านจักรพรรดิ” ชายคนหนึ่งเอ่ยถาม

“พวกนั้นเขากำลังจะทำภารกิจพิเศษน่ะ ตอนนี้พวกเจ้าสร้างที่พักพิงชั่วคราวของพวกเจ้าก่อนเถอะ” ไผ่กล่าว แล้วให้สัญญาณทุกคนเริ่มงาน แน่นอนว่าผู้คนของอาณาจักรซีเรียสนั้นแบ่งกันเป็นกลุ่ม ๆ

งานที่ทำพวกเขาจะแบ่งหน้าที่กันเอง ไม่ไปช่วยกลุ่มอื่น เพราะถูกปลูกฝังแบบนี้มา ส่วนคนที่ทำงานในส่วนของตนเสร็จก็จะนั่งพักรอให้คนอื่นเสร็จในส่วนนั้น ๆ ก่อน เมื่อเสร็จตามที่ตกลงกันในขั้นแรก ขั้นที่สองก็แบ่งงานกันอีก แล้วพวกเขาก็ทำในส่วนของตัวเอง

กิลด์นักผจญภัยก็แบ่งกันเป็นกลุ่ม ๆ พวกเขายังไม่ช่วยเหลือกลุ่มอื่นใด เพราะต้องการสร้างฐานของตนให้ได้ก่อน กิลด์นักผจญภัยอิสระก็เช่นกัน พวกเขาช่วยกันทำในส่วนที่ตนได้รับมอบหมาย

แต่จะดีหน่อยก็ตรงที่เมื่องานส่วนนั้นเสร็จจะเข้าไปช่วยส่วนของคนอื่นด้วย แต่ก็ไม่ได้ช่วยเต็มที เอาแค่พอเป็นมารยาทไม่ให้น่ารังเกียจ เพราะต้องเก็บแรงไว้ทำในส่วนของตนต่ออีกครั้ง

ชาวบ้านหรือกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีเงินเก็บสักหน่อยก็ว่าจ้างคนที่ทำงานส่วนนั้น ๆ เสร็จมาช่วยตน เพื่อไม่ให้ตนเหนื่อย วงจรของการสร้างที่พักชั่วคราวก็เป็นแบบนี้ ชิกิมองดูที่ผู้คนของซีเรียสทำกัน ภาพมันแตกต่างจากชาวเฟราด้าโดยสิ้นเชิง แม้จะดีกว่าเดิมเยอะ แต่ก็ยังไม่ถึงขึ้นอันเป็นที่น่าพึงพอใจ

-นี่ถ้าเป็นผู้คนของเฟราด้าทำ จะเป็นยังไงนะ- เธอคิดในใจ

 

........................................

 

 

ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นนะครับ ไรต์ชอบมากเลย และจะพยายามแต่งให้ดีขึ้นครับ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น