บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

"จงรัก" กับ "ภักดี"

ชื่อตอน : "จงรัก" กับ "ภักดี"

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 92

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 16:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
"จงรัก" กับ "ภักดี"
แบบอักษร

“จงรัก” กับ “ภักดี”           

                             “เจ้านางพะยะค่ะ ทรงเข้าถึงญาณสมาธิได้แล้วใช่มั้ยพะยะค่ะ” 

                             ฉันลืมตาขึ้นมาด้วยดวงจิตที่ฉ่ำเย็น สงบนิ่ง อยู่ด้านหน้าของลำน้ำสายใหญ่ ผู้คนมากมายรวมตัวกันอยู่ เบื้องหน้าฉันยังมีตัวละครสำคัญครบถ้วน 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวี ที่เพลานี้ดูน่าหวาดกลัวยิ่งนัก พระพักตร์ดุดันแดงกล่ำ  ดวงตาลุกโพลง ปากสีแดงเหมือนเข้มขึ้น เป็นภาพที่ต่างจากเจ้านางศศิพินทุเทวีที่เห็นตั้งแต่เริ่มเข้ามายังสมาธิจิตแห่งนี้ 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยและนางรำเพยถูกตรึงอยู่ในขื่อ ขื่อเท้าที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง รูปร่างคล้ายเสาสี่เหลี่ยม ความยาวพอสมควร ที่ตัวไม้เจาะเป็นช่องทะลุตลอดขนาดพอให้เท้าโผล่ไปอีกข้างหนึ่ง ด้านบนของช่องที่สอดเท้ามีลิ่มตอกบังคับไม่ให้ดึงเท้ากลับออกมาได้ ทั้งสองคนอยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าเละเทะ เสื้อผ้าอาภรณ์หลุดลุ่ย โดยเฉพาะรำเพยที่ไม่มีอะไรปิดบังลำตัวท่อนบนเลย ผมเผ้ากระจุยกระจาย ใบหน้าเปรอะเปื้อนทั้งเลือดทั้งดิน 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนฤนาท ทรงยืนประกบพระธิดาอยู่คนละด้านสีหน้าวิตกกังวลอย่างมากมาย พยายามกอด ปลอบประโลมพระธิดาเพียงคนเดียวให้คลายโทสะลงและลงโทษที่ไม่โหดร้ายทารุณนัก 

                             “มันจะเป็นบาปติดตัวเจ้าหนักหนานะศศิพิน”  

น้ำเสียงพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ดูกังวลหนัก สีหน้าเจือปนด้วยความทุกข์ ลูบศรีษะพระธิดาอย่างอ่อนโยน และแอบมองไปยังอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย นึกถึงความดีงามที่เขาทำมาทั้งหมด ไม่ว่างานใหญ่หรือเสี่ยงภัยทั้งหลายเขาอาสาเต็มใจด้วยความจงรักภักดี ไม่เคยทำให้พระองค์ต้องผิดหวัง คอยอบรมบ่มนิสัยตั้งแต่เจ้านางยังทรงเป็นพระธิดาศศิพิน ไม่ให้โมโหโกรธาจนทำร้ายข้า เจ้า บ่าว ไพร่ ทั้งในวังและนอกหวัง เขาสร้างรอยยิ้มให้พระธิดาของพระองค์ทรงเป็นสุข เยือกเย็นเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ แต่เพลานี้เขาจะทำเยี่ยงไรกับพระจันทร์สีเลือดดวงนี้ ขอความเฉลียวฉลาดที่เขามีนำพาหาทางออกเรื่องนี้ให้ได้ด้วยเถิด สายพระเนตรที่ชำเลืองมายังอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย จึงมีทั้งความเมตตาและสื่อความหมายที่อยากให้เขารู้ 

                             “ลูกรัก หากเจ้าจะทำลายสาเหตุแห่งความเจ็บปวดทั้งหลายของเจ้าในเพลานี้ คนที่ต้องได้รับโทษคนแรกคือแม่ แม่เป็นคนขอให้ครอบครัวของขุนหลวงลาภยศสรรเสริญ และแม่นางจารุศจี รวมทั้งรณกฤติเป็นผู้ดูแลเจ้า แม่ไม่เคยถามพวกเขาเลยว่าเขาเต็มใจกับคำสั่งของแม่หรือไม่ แม่คิดว่าลาภยศมีศักดิ์เป็นน้องของแม่ รณกฤติก็มีศักดิ์เป็นหลานของแม่ พวกเขามีทั้งความรักและภักดีต่อแม่ แม่จึงขอให้พวกเขาเป็นผู้ดูแลดวงหฤทัยของแม่ บาปนี้เริ่มต้นจากแม่เอง ลูกอย่าอาฆาตแค้นผู้ใดไปเลย”  

                             พระนางลูบไล้ตัวพระธิดาของนาง ร่ำไห้อธิบายที่มาที่ไป จนบ่าวไพร่ ข้าแผ่นดินที่ยืน ณ ชุมชนนี้ต้องยกผ้าแถบขึ้นซับน้ำตากันหลายคน 

                             ฉันสัมผัสได้ว่ากระแสจิตโหดเหี้ยมของพระนางศศิพินทุเทวีเบาบางลง แต่ความเจ็บปวดในใจของนางฉันก็สัมผัสได้เช่นกัน มันปะปนไปทั้งความรัก ความแค้น การถูกทรยศหักหลัง ฉันรู้ราวกับเป็นหัวใจดวงเดียวกัน 

                             ลำน้ำนี้มีจระเข้อาศัยเป็นจำนวนมาก เป็นลำนำที่ไม่มีการล่องเรือค้าขาย เป็นเพียงช่องทางการระบายน้ำเข้าออกที่ต้องเฝ้าระวังการหลุดเข้าเมืองของบรรดาจระเข้ แต่ไม่ได้มีการกั้นสำหรับเส้นทางที่ไหลไปยังทิศเหนือของอีกแคว้นหนึ่ง เพื่อไม่ให้ยามน้ำหลากจรเข้จะเข้าไปยังชุมชนติดสายน้ำแห่งนี้ จึงมีการสร้างทำนบดินที่สูงเพียงพอที่จะไม่ให้ระดับน้ำเอ่อขึ้นมาถึงขอบนี้ได้  

                             “เอาทั้งสองคนนี้ขึ้นไปบนคันดินข้างบนนั้น” 

                             พระนางศศิพินทุเทวีกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม  

                             “ช้าก่อนพะยะค่ะ ข้าขอเวลาทูลอะไรให้พระมเหษีเทวีทรงทราบสักนิดก่อนข้าจะเป็นอาหารของฝูงจระเข้เบื้องล่างก่อนเถิด” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ขยับตัวอย่างลำบากเพื่อหันหน้าและขยับตัวเข้าไปใกล้พระมหษีเทวีนฤนาถให้มากที่สุด เพราะเสียงที่เปล่งออกจากคอของเขาไม่สามารถแข่งกับเสียงเซ็งแซ่รอบบริเวณแห่งนี้ได้ 

                             “ข้าแต่พระมเหษีเทวีเจ้า ขอพระองค์อย่าโทษตัวเองเลยพะยะค่ะ พระองค์ทรงใกล้ชิดครอบครัวข้าพเจ้ายิ่งนักและทรงรู้จักนิสัยข้าพเจ้าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าบิดาและมารดาข้า” 

                             น้ำเสียงของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย แม้จะเรียบแต่ก็เศร้า สีหน้าของเขาเรียบเฉย แต่ฉันสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเขาที่ตั้งใจจะบอกกับพระมเหษีเทวีเจ้าด้วยใจจริง 

                             “ตอนนั้นข้าอายุเพียง 15-16 ปี ยังไม่รู้เบื้องต่ำเบื้องสูงนัก หน้าที่ที่พระองค์มอบหมายแก่บิดาและมารดาของข้า ข้าเพียงแต่รู้ว่าจำเป็นต้องทำตาม แต่ข้าตั้งใจจะถามวันที่เข้าเฝ้าเบื้องพระบาททั้งสองท่านในพระราชวังวันนั้นว่าข้าจะต้องทำตามสักแค่ไหน และทำไปอีกกี่เพลา ข้าไม่คิดว่าจะต้องทำหน้าที่นี้นานนัก และข้าไม่ชอบที่จะถูกบังคับ”  

                             เขาก้มหน้าเหมือนจะสะกดเสียงของตัวเองไม่ให้สั่นออกมา 

                             “แต่ในวันนั้นข้าได้พบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง นางซุกซนอยู่แถวระเบียงเขตพระราชฐาน และพยายามจะมุดพระวิสูตรเข้าไป นางแต่งกายไม่เหมือนเด็กอื่นที่ข้าเคยเห็น ข้าจึงไปแกล้งแหย่ให้นางตกใจ” 

                       เขาก้มหน้าลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่สามารถสะกดเสียงสะอื้นเอาไว้ได้ ฉันเห็นผู้หญิงทั้งสาวและแก่เฒ่าหลายคนซับน้ำตาอยู่ตลอดเวลา ขาวบ้านทุกชุมชนจงรักภักดีต่ออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เพราะเขามักช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้กับชาวบ้าน ไม่ถือตัวเวลาออกตรวจราชการ กินข้าวกินน้ำกับพื้นดินร่วมกับชาวบ้านทุกชุมชนเที่เขาไป เขาจึงเป็นทั้งที่รักและที่พึ่งของชาวบ้านและอยากตอบแทนน้ำใจเขาด้วยการยกบุตรสาวซึ่งก็เป็นแก้วตาดวงใจให้อำมาตย์มนตรีหนุ่มผู้นี้ได้ดูแลแทนพวกเขาเช่นเดียวกับหัวอกของคนเป็นพ่อแม่ที่สูงส่งด้วยยศศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ในชนชั้นใด ความรักที่มีต่อลูกไม่มีความแตกต่างกัน เหล่านางในบ้านของอำมาตย์มนตรีหนุ่มผู้นี้จึงมาจากหลากหลายยศชั้นตำแหน่ง  

                      “นางน้อยผู้นั้นตกใจและหันมาดุข้า ข้าตะลึงในความน่ารักของดวงหน้า แววตา และรอยยิ้มก่อนที่นางจะมุดเข้าไปในพระวิสูตร" 

สัมผัสดวงจิตของเจ้านางศศิพินทุเทวีเริ่มผ่อนคลายแต่ยังคงไว้ซึ่งความเคียดแค้นและเจ็บปวด 

“เมื่อถูกเรียกตัวเข้าไปหน้าพระพักตร์พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ในวันนั้นเพื่อรับหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ ข้าจึงตอบรับทันที มิได้คิดซักถามคำถามใด ๆ เลย จนกระทั่งบิดาและมารดาข้ายังแปลกใจเป็นอย่างมาก และในวันนั้น พระนางเจ้าแจ้งกับข้าว่าจะอบรมข้าด้วยตัวเองเพื่อให้รู้ถึงนิสัยของพระธิดา ข้าจึงยิ่งตระหนักในหน้าที่ที่จะต้องทำ ข้าสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ให้ใครผู้ใดมาทำร้ายน้องของข้า ข้าจะปกป้องน้องของข้าด้วยชีวิต ในช่วงนั้นข้าไม่เคยคิดว่านางคือพระธิดาศศิพิน หากแต่คิดว่านางคือน้องหญิงศศิพิน ที่วิ่งตามข้าให้สอนยิงธนู กวนใจข้าเวลาฝึกซ้อมดาบให้ไปเล่นกับนาง ไปเก็บดอกไม้กับนาง" 

เขาหันหน้าทั้งน้ำตาไปที่เจ้านางศศิพินทุเทวีที่ยามนี้ระดับความโกรธน่าจะลดลงมาเยอะแล้ว จึงสงบนิ่ง สายพระเนตรไม่ได้ลุกโพลงเช่นก่อนหน้านี้ 

“เจ้านางเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดในยามนั้น เพราะข้าปฎิบัติต่อพระนางในฐานะน้องสาวที่ถูกข้าดุ จนเจ้านางต้องกรรแสงหลายครั้ง และในทุกครั้งข้ากลับเป็นผู้เสียใจที่ทำให้พระจันทร์ดวงน้อยของข้าต้องเสียน้ำตา ข้าจึงต้องหาวิธีการต่าง ๆ มาขอโทษและทำให้พระจันทร์นั้นส่องแสงสุกสว่างอีกครั้ง” 

ขณะพูดกับเจ้านาง สายตาที่เขามองแฝงไว้ด้วยความเอ็นดู และมีรอยยิ้มที่มุมปาก เขาขยับร่างกายอย่างยากเย็นอีกครั้งเข้าหาพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ 

“กระหม่อมไม่เคยยินดีในยศฐาบรรดาศักดิ์ใด ๆ ที่ได้รับเลย เพราะมันทำให้ข้ามีเวลาสำหรับน้องของข้าน้อยลงไป ทุกครั้งที่ต้องไปราชการไกล ๆ น้องของข้าต้องเสียน้ำตาทุกครั้ง เราได้แต่ปลอบกันว่ามันเป็นหน้าที่ที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้  และทุกครั้งที่ข้ากลับมานางจะมีรอยยิ้มที่สว่างสดใสรอรับข้าพร้อมมาลัยดอกบัวและอาหารคาวหวานที่ข้าชอบมากมาย เราสองคนไม่อยากรับหน้าที่อันสูงส่งนั้นเลย เราอยากเป็นเพียงแค่พี่น้องกันธรรมดา ข้าแค่อยากเป็นพี่ของน้องศศิพิน ไม่ใช่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยที่มีหน้าที่ต่อเจ้านางศศิพินทุเทวี ตำแหน่งที่ได้รับนับตั้งแต่เป็นอำมาตย์ทำให้ข้าต้องยับยั้งหัวใจตัวเองไม่ให้รักนางดุจชายหญิงทั่วไป เพราะนอกจากความปรีชาสามารถของนางที่ระบือไปไกลทุกแว่นแคว้นจนเป็นที่หมายปองของผู้สืบราชบัลลังก์ในแต่ละแคว้นที่หวังพึ่งความสามารถของนางแล้ว นางยังเป็นพระจันทร์วันเพ็ญบนฟ้าของแคว้นรัฏฐณสุวรรณ เป็นดวงจันทร์ที่ผ่องพิสุทธิ์จนข้าไม่บังอาจจะแตะต้องให้หมองมัว ไม่อาจดึงลงมาให้อยู่เทียบเคียงข้าฉันท์สามีภรรยา แต่ข้าเป็นชายมิอาจยับยั้งอารมณ์ของตัวเองที่มีต่อเหล่านางทั้งหลายที่ถูกส่งตัวมาให้ปรนนิบัติข้าได้ และไม่ว่าหญิงใดแม้แต่รำเพยข้าก็ไม่เคยบอกพวกนางว่าข้ารัก จักไม่มีหญิงใดในพิภพนี้ที่ข้าจะรักได้ เพราะข้ามีหัวใจเอาไว้สำหรับความภักดีต่อเจ้านางศศิพินทุเทวีเท่านั้น" 

อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยหยุดพูดพร้อมน้ำตาที่เหือดแห้งและน้ำเสียงที่ปกติ กลับกันกับนางรำเพยที่ร้องไห้จนแทบจะล้มพับไปทั้งขื่อที่ถูกตรึง แม้นางจะรู้เรื่องนี้ดีเพราะอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยแจ้งแก่นางทุกครั้งที่มีโอกาสได้ปรนนิบัติ แต่เมื่อต้องพูดย้ำชัดขนาดนี้หัวใจของนางก็แหลกสลายเช่นกัน 

ฉันรู้สึกปลงกับความรัก ช่างเป็นกิเลสที่น่ารังเกียจนัก มันทำร้ายได้ไม่ว่าหญิงนั้นจะต่ำต้อยหรือสูงศักดิ์เพียงใด หัวใจของพวกนางก็เป็นก้อนเนื้อก้อนเลือดเฉกเช่นเดียวกัน ความผิดหวังในรัก ความแหลกสลายของหัวใจยามรักทำร้ายมิได้ต่างกันเลย 

หากแต่สิ่งที่ฉันสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของเจ้านางสงบลงไปหลายอย่างแล้ว แต่อารมณ์เคียดแค้นที่ถูกทรยศหักหลังและได้รับการเยียดหยามยังคงอยู่ คงเพราะเกียรติยศของนางความทิฐิจึงสูงตามไปด้วย 

“หมดเรื่องที่เจ้าจะพูดแล้วใช่มั้ยรณกฤต” น้ำเสียงของเจ้านางศศิพินทุเทวีสงบลง สรรพนามต่าง ๆ ที่เคยใช้ต่อชายผู้นี้ก็เปลี่ยนไปในความสงบนี้เช่นกัน 

“พะยะค่ะ” อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย รับคำด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน ดังก้องไปในหัวใจของเขาเช่นเดียวกันกับวันที่ตอบรับหน้าที่พี่ชายของนางเบื้องหน้า ในท้องพระโรงพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีเจ้า 

“นายเวรและทหาร นำทั้งสองคนขึ้นไปยังคันดินเบื้องบน” 

สิ้นสุรเสียงของเจ้านาง เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นล้อมรอบพื้นที่นี้อีกครั้ง ทุกคนคิดว่าจากคำพูดของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย น่าจะดับโทสะของเจ้านางลงได้บ้างและเมตตาพอจะลดโทษให้กับชายหญิงที่ถูกตรึงอยู่ในขื่อทั้งสองคน 

“ศศิพิน พ่อมีทางอื่นที่จะลงโทษพวกมันทั้งหมดโดยที่เจ้าไม่ต้องสร้างบาปเวรครั้งใหญ่นี้ พ่อเป็นผู้ครองแคว้นนี้หากพ่อจะสั่งเจ้าให้หยุดการลงโทษที่โหดเหี้ยมนี้เจ้าจะว่าอย่างไร” น้ำเสียงที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ตรัสกับพระธิดา ไม่เคยขึงขังและเด็ดขาดเยี่ยงนี้มาก่อน 

“ลูกไม่ว่าอย่างไรเพคะเสด็จพ่อ นอกจากต้องน้อมรับพระแสรับสั่ง คำตัดสินใด ๆ ของเจ้าผู้ครองแคว้นคืออาญาสิทธิ์ ลูกไม่ทำสิ่งที่จะเสื่อมพระเกียรติเสด็จพ่อเป็นแน่" 

พระนางพูดจบก็เหวี่ยงดาบในมือทิ้ง แล้วไต่ขึ้นคันดินที่กั้นทำนบนี้ ด้วยความที่ไม่มีเครื่องจองจำใด ๆ ไม่ต้องให้ใครคอยฉุดรั้ง นางจึงเดินนำอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ที่เดินหน้าไปก่อนได้อย่างสะดวก ส่วนนางรำเพยนั้นสลบแล้วสลบอีกจนนายเวรและทหารต้องแบกร่างขึ้นไปอย่างทุลักทุเล เพราะคันดินนั้นไม่ได้ก่อสร้างขั้นบันได ไม่ได้ลาดชันให้เดินขึ้นได้อย่างสบาย 

ฉับพลันนั้น สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย สลัดตัวออกจากการจับกุมของนายเวรและทหาร ก้าวเร็วที่สุดเท่าที่ขื่อรั้งนั้นจะตรึงเขาไว้ได้ เสียงของเขาดังสะท้านขึ้นมาทันใดว่า 

“ข้าขออภัยต่อเจ้านางด้วยพะยะค่ะ”  

เขาพุ่งตัวด้วยกำลังที่มีทั้งหมดเข้ากระแทกเบื้องหน้าของเจ้านางแล้วดันที่ข้อเท้าจนเจ้านางเสียหลักล้มลงกลิ้งหล่นมาจากแนวคันดินนั้นลงมากองอยู่กับพื้นเบื้องล่าง ท่ามกลางความโล่งใจของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ ที่รีบไปประคองพระธิดาอย่างรวดเร็ว 

แม้ว่าสถานการณ์ทุกอย่างจะเกิดอย่างรวดเร็วฉับพลัน แต่ฉันได้ยินเสียงจากหัวใจของผู้เป็นพ่อแม่ที่มียศสูงศักดิ์ซึ่งกำลังประคับประคองลูกของตนนั้นว่าขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายขอบคุณรณกฤตที่กระทำเช่นนี้  

อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยเองก็กลิ้งหล่นตามพระธิดาลงมาจนเกือบครึ่งทาง ต้องพยายามปีนป่ายขึ้นไปใหม่ ท่ามกลางความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวง เสียงเซ็งแซ่ก็สงบขึ้นแล้วแหวกทางให้กับบุคคลหนึ่งซึ่งเหมือนแสงสีทองส่องสว่างเข้ามาในบริเวณนี้ 

ท่านมหาเถรสังฆราช ผู้ควบคุมคณะสงฆ์ทั้งปวงของแคว้นรัฏฐณสุวรรณ และเป็นครูบาอาจารย์ทางธรรมของเจ้านางศศิพินทุเทวี ที่สอนสั่งอบรมให้พระนางน้อมนำไปในทางธรรมและเมตตาต่อนางมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทุกวันเพ็ญท่านจะมารับถวายเพลจากเจ้านางเสมอไม่เคยขาดพร้อมกับนำการปฎิบัติธรรมเพื่อให้พระธิดาองค์น้อยรู้จักการทำสมาธิ จนกระทั่งเติบใหญ่ที่ช่วยนำเพื่อให้เจ้านางสามารถเข้าสู่มาธิได้โดยง่าย พระนางจึงเคารพบูชาและถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านมหาเถรสังฆราช ยามทุกข์นางก็หลุดพ้นได้จากการเทศนาอบรมสั่งสอนของท่านเสมอ  

“อาตมาขอบิณฑบาตชีวิตของโยมชายหญิงสองคนนั้นได้หรือไม่เจ้านางศศิพินทุเทวี” น้ำเสียงของท่านมหาเถรสังฆราช เนิบเย็นสงบ 

ทุกคนในที่นั้นแม้แต่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระมเหษีเทวีนทีนาถ รวมถึงเจ้านางศศิพินทุเทวี ต่างนั่งพับเพียบลงกับพื้นดินทั้งสิ้น 

“ว่าอย่างไรล่ะเจ้านางศศิพิน ที่อาตมาจะขอบิณฑบาตใหญ่ครั้งนี้ เจ้านางเองก็จะได้ทำบุญใหญ่ไปพร้อมกันกับพระราชบิดาและมารดาด้วย" 

ว่าอย่างไรไม่รู้ล่ะ แต่ทุกคนก้มกราบลงกับพื้นถ้วนทั่วทุกคนแม้แต่ฉันเอง และไม่เว้นเจ้านางศศิพินทุเทวีเช่นเดียวกัน เว้นก็แต่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ที่มุ่งจะไปข้างหน้าอยู่เพียงผู้เดียว 

ฉันแอบคิดติดตลกท่ามกลางความตึงเครียดนี้ว่า ก็ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยอยู่ในสภาพที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึง เหมือนชื่อเพลงที่พี่สรรค์ชอบร้องคาราโอเกะให้ฉันฟังบ่อย ๆ เพราะคันดินนั้นสูงลาดชัน ถ้านั่งก็ต้องกลิ้งหลุน ๆ หล่นมาข้างล่างนี้แน่ เพราะเขาถูกมัดตรึงอยู่กับขื่อจะเดินยังยากเลย แล้วจะลุกจะนั่งยิ่งลำบากไปกว่าอีก จะกลับตัวเพื่อหันกลับลงมาก็ไม่ได้ทำง่ายนัก แล้วเธอก็แมนมากที่เดินขึ้นไปโดยลำพังไม่ให้ใครช่วยเหลือ ส่วนรำเพยไม่มีปัญหาขึ้นไปได้ไม่สูงนัก แต่ก็นั่งไม่ได้อยู่ดีเพราะนางยังไม่ฟื้นจากการสลบ น้ำหนักทั้งหมดของนางทิ้งไปที่ขื่อให้นายเวร ขุนทหารรับไป 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น