nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 18

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 570

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2562 22:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18
แบบอักษร

 

ตอนที่ 18 

 

ถึงจะอยากมาเป็นก้างขวางคอ แต่เอาเข้าจริงไอ้น้ำก็ไม่ได้พิสมัยบรรยากาศแบบนี้สักเท่าไหร่ การเป็นส่วนเกินมันไม่น่าอภิรมย์เลยสักนิด ผู้กองไม่ได้แสดงออกอะไรมากนัก แต่อีกคนนั่นล่ะ ไม่เบาเลยทีเดียว เดี๋ยวก็อ้อนให้ตักปลาให้ เดี๋ยวก็บอกให้แกะปู เขากำลังดูฉากรักที่ตัวเองดันเข้ามามีส่วนร่วมไปเสียได้ เลยต้องก้มหน้าก้มตากินไปอย่างเงียบๆ  

ไม่น่าเลยไอ้น้ำ ไม่น่ามาเลย 

“พี่ปรานต์กินต้มยำสิครับ รสชาติเข้มข้น เผ็ดกำลังดี พี่ปรานต์ต้องชอบมากแน่ๆ  รสอย่างที่พี่ชอบเลย” ไอ้น้ำมองวรันต์ที่กุลีกุจอตักต้มยำรวมมิตรทะเลใส่ถ้วยเล็กให้ผู้กอง ปากก็บรรยายสรรพคุณต่างๆ นานา ไอ้น้ำฟังแล้วถึงกับงง วรันต์รู้รสชาติต้มยำนี่ได้ยังไง ในเมื่อเจ้าตัวแพ้กุ้งไม่อาจกินของพวกนี้ 

“ขอบใจนะ” ปรานต์รับถ้วยใบเล็กมาจากวรันต์ก่อนจะลองซดน้ำจากถ้วยนั้นเข้าปาก เข้มข้นดีจริงๆ น้ำมองตามแล้วได้แต่กลืนน้ำลาย 

“ไม่ลองหน่อยเหรอ นายกินหรือยัง” ผู้กองหันมาเห็นคนที่มองเขาตาแป๋วเลยถามออกไป ก่อนได้คำตอบเป็นการส่ายหน้าน้อยๆ  

“ไม่ชอบเหรอ อร่อยนะ” 

“ผมไม่กินอาหารรสจัด” 

“หือ? อ้อ เข้าใจละ” ทีแรกผู้กองดูเหมือนจะสงสัย แต่แล้วก็ทำท่าว่าเข้าใจอย่างปากพูด 

“เข้าใจอะไร” ไอ้น้ำถามกลับ 

“อาหารเด็กไง เหมือนที่บ้านนาย แล้วก็ไม่บอก อย่างอื่นล่ะ กินได้ไหม ปลาทอดน้ำปลา ผัดคะน้าใส่กุ้ง หรือสั่งอย่างอื่นอีกไหม พอหรือเปล่า” ผู้กองยิ้ม พูดเย้าแหย่คนตรงหน้า 

“เอาไข่เจียวปู” น้ำตอบอย่างไม่เกรงใจเพราะถูกแกล้ง 

“กินเผ็ดไม่ได้เหรอ” วรันต์ถามขึ้นบ้าง 

“อืม” น้ำตอบ 

“เด็กจัง อยู่บ้านนอกน่าจะกินของพวกนี้เก่งนะ”  

“เกี่ยวอะไรกับอยู่ที่ไหนแล้วจะไม่กินเผ็ด” น้ำย้อนอีกฝ่ายกลับไป 

“ไม่รู้สิ คนบ้านนอกเขาไม่ได้ชอบกินน้ำพริกหรือผักข้างทางไรงี้เหรอ” วรันต์ถามต่อ 

“เขาก็กินเหมือนคนกรุงนั่นแหละ แต่ผักสดมันหาง่ายและปลอดภัย ดีต่อสุขภาพและไม่เรื่องมาก”  

“นี่!” วรันต์ฉุนเมื่อรู้สึกเหมือนโดนว่า 

“กินข้าวกันต่อเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นเสียหมด” และผู้กองก็เข้ามาห้ามทัพก่อนมื้อเที่ยงจะพังพินาศไปกันหมด เขาอยากกินข้าวแล้วรู้สึกอร่อย ไม่ใช่ว่ามาคอยระแวงคนร่วมโต๊ะจะวางมวยกัน 

“ครับ พี่ปรานต์กิน...” วรันต์เริ่มเอาใจอีกฝ่ายอีกหน แต่ก็ถูกเสียงโทรศัพท์มือถือของตัวเองขัดจังหวะเสียก่อน 

“ขอตัวสักครู่นะครับ พี่ปรานต์” วรันต์บอกแล้วรีบลุกออกจากโต๊ะไป 

“ตามสบายครับ” ผู้กองหันไปมองวรันต์ที่ออกไปยืนอยู่นอกร้านเพื่อคุยโทรศัพท์ 

“หึงเหรอ...” น้ำถามลอยๆ ด้วยใบหน้าทะเล้น 

“หึงอะไร” ผู้กองหันกลับมาสบตาคนช่างซัก 

“กลัวเขามีคนโทรมาจีบละสิ ใช่ม้า” น้ำยังพูดล้อเลียนอีกฝ่ายพลางตักต้มยำเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ถึงจะเผ็ดไปหน่อยก็เถอะ 

“เปล่า” 

“แล้วเป็นอะไร ทำไมดูเหมือนไม่สบายใจ” 

“เป็นห่วงต่างหาก” 

“อ้อ ถ่านไฟเก่า ถ้ายังรักก็กลับไปคบเถอะผู้กอง ดีกว่ามานั่งลำบากใจอยู่แบบนี้”  

น้ำพูดไปตามความรู้สึก แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกจี๊ดๆ แปลกๆ ในใจก็ไม่รู้ ทั้งที่มันก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ ถ้ายังรักกันก็กลับไปคบกันจะดีกว่า อีกฝ่ายตามมาง้อผู้กองถึงที่นี่ แสดงว่าก็ยังมีเยื่อใย ตัดไม่ขาด ไม่อยากเลิก 

“ไม่ใช่หรอก วรันต์มีอะไรที่น่าห่วงกว่าที่นายรู้อีกมาก” 

“แหงอยู่แล้ว ผมไม่รู้จักเขามาก่อน แล้วจะไปรู้จักเขาดีเท่าคุณได้ยังไง” น้ำตอบ แต่ในใจเจ็บจี๊ดขึ้นมาอีกแล้ว อะไรกัน ความรู้สึกนี้อีกแล้ว  

หรือเขาจะป่วย 

หรือเขาจะเป็นโรคหัวใจ 

ไม่นะ! ไม่!!! เขายังไม่อยากตาย 

“เป็นอะไร ทำหน้าตาเหมือนคนปวดท้อง” ถึงคราวผู้กองถามกลับบ้าง เพราะอีกฝ่ายทำหน้าตาแปลกๆ 

“ปะ...เปล่า กินข้าวต่อสิผู้กอง หรือรอคุณรัน?” 

“รอรันกลับมาก่อน” 

“พระเอกจริงจริ๊ง  ถ้าแบบนี้ก็เลิกเล่นตัวเถอะ อย่าใจแข็งเลย” น้ำพูด เขาไม่เข้าใจทำไมผู้กองต้องปฏิเสธตัวเองด้วย 

“บอกว่าไม่ใช่ ฉันก็แค่เป็นห่วงรัน เขามีเรื่องต่างๆ มากมายที่ต้องแบกรับเอาไว้” 

“ผู้กองพูดเหมือนสิ่งที่เขาแสดงออกมามันไม่ใช่ตัวเขางั้นแหละ” 

“ลองวิเคราะห์ดูสิ คุณนักสืบโคนัน” 

“ผมทำงานไอที แค่ชอบการ์ตูนโคนัน ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญอย่างผู้กองสักหน่อย” ไอ้น้ำบ่น เขาแค่ชอบแต่ไม่ได้เรียนมาจะรู้เท่าคนตรงหน้าได้ยังไง 

“น่าเสียดาย นึกว่าอยากลองท้าทายความสามารถ” 

“พูดแบบนี้ ดูถูกกันชัดๆ” 

“ฉันจะรอดูก็แล้วกัน ถ้ามีโอกาสก็ลองมองวรันต์ดีๆ วิเคราะห์เขาให้มากๆ ก็อาจจะรู้จักเขามากกว่านี้ก็ได้มั้ง” ผู้กองหนุ่มพูดทิ้งท้ายเอาไว้ให้ไอ้น้ำอยากรู้อยากเห็น 

น้ำมองออกไปนอกร้าน เห็นวรันต์ยืนคุยโทรศัพท์ คนคนนั้นมีรูปร่างไม่สูงไม่เตี้ยจนเกินไป ผิวพรรณก็ดีอย่างชาวกรุง ใบหน้าหวานหยด แถมดูจะเอาใจเก่ง คำพูดคำจาไพเราะอ่อนหวานไม่มีขาด แต่ก็คงมีให้เฉพาะกับคนที่รายนั้นอยากทำด้วยล่ะมั้ง แล้วทำไมตอนนี้ คนคนนั้นถึงมีใบหน้าเคร่งเครียด เหมือนกำลังมีปัญหาอะไรสักอย่าง 

ตัดไปได้เลยความคิดที่ว่าจะมีคนโทรมาจีบวรันต์ แบบนี้ล่ะมั้งผู้กองถึงดูไม่หลงกลที่เขาพยายามยุแยงไปเมื่อครู่ 

เอ...เรื่องอะไรกันนะ 

คนเราจะมีเรื่องให้กลุ้มใจอยู่สักกี่อย่างกัน ไอ้น้ำพยายามครุ่นคิด เรื่องครอบครัว เรื่องเงิน เรื่องงาน หรือว่าเรื่องแฟน น้ำไล่ออกมาเป็นข้อๆ แต่ยังไม่อยากฟันธงชัดๆ เรื่องอะไรกันวะ อยากรู้จริงๆ   

การแสดงสีหน้าของน้ำไม่รอดพ้นสายตาของผู้กองที่มองอยู่ตลอด ดูเหมือนน้ำคงกำลังคิดเรื่องที่เขาท้าทายไปแน่ ถึงคิดหนักขนาดนี้ 

ช่างอยากรู้เรื่องชาวบ้านเสียจริงๆ แต่การกระทำของอีกฝ่ายกลับทำให้หัวใจของเขาเบิกบานอย่างไรอยู่ 

 

“อืม ว่าไง” 

“พี่รัน...” เสียงปลายสายเครือมา คนฟังก็รับรู้ได้ทันทีว่าคนที่โทรศัพท์มาหาเขานั้นกำลังร้องไห้ 

“เป็นอะไร รง” 

“ยาย...พี่... ยาย...” 

“ยายเป็นอะไร รง บอกพี่มาเดี๋ยวนี้!” เขาเสียงดังใส่วรงค์ผู้เป็นน้องชาย วรันต์อยากรู้ใจจะขาดแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับยาย 

“ยายไม่ได้เป็นอะไรหรอกพี่” 

“เอ้า ไม่ได้เป็นอะไรแล้วเสียงสั่นร้องไห้แบบนี้ทำไม รงพูดแบบนี้รู้ไหมพี่ใจไม่ดีเลย” วรันต์ว่าอย่างโล่งอก 

“คือ...โรงพยาบาลโทรมาหาผมเมื่อกี้ว่าอยากให้พายายเข้าไปตรวจร่างกายอีกรอบวันพรุ่งนี้” 

“ทำไมโรงพยาบาลไม่โทรหาพี่เอง” วรันต์แปลกใจ เขาให้เบอร์ของน้องชายไว้กับทางโรงพยาบาลเป็นเบอร์สำรองเท่านั้น 

“เขาบอกว่าโทรหาพี่ แต่พี่ไม่รับ” 

“เอ๊ะ อย่างนั้นเหรอ ขอโทษนะ พี่คงไม่ได้ยินเสียง แล้วแค่ไปตรวจร่างกาย ทำไมต้องถึงกับร้องไห้ด้วย” 

“ก็ถ้าไปโรงพยาบาลแปลว่าพี่ต้องเสียเงินอีกแล้ว ผมรู้ว่าพี่เหนื่อยที่ต้องหาเงินมารักษายาย มาส่งผมเรียน” 

“พูดจาไร้สาระ พี่เป็นพี่นายนะรง พี่ก็ต้องดูแลน้องไม่ใช่หรือไง” 

“ผม...ช่วยอะไรพี่รันไม่ได้เลย” วรงค์บอกพี่ชายด้วยความรู้สึกผิด 

“ไม่ใช่ความผิดของนาย แล้วหน้าที่ของรงคือเรียนให้จบ เรียนแทนในส่วนของพี่ด้วย เรื่องนี้เราคุยกันแล้วไม่ใช่เหรอ” กลายเป็นวรันต์ต้องปลอบน้องชายแทน 

“ครับ” 

“ดีมาก เอาละ เก็บข้าวของให้เรียบร้อย พรุ่งนี้พี่จะเข้าไปรับที่บ้าน” 

“ครับ” 

“แค่นี้ก่อนนะรง พี่ต้องไปทำธุระก่อน” 

“ครับพี่รัน” 

ปลายสายตัดไปแล้ว แต่วรันต์ยังมองโทรศัพท์ในมืออยู่แบบนั้นอีกครู่ ตรวจสุขภาพครั้งนี้คงไม่ลำบาก เงินเขายังพอมีอยู่ แต่ถ้าผลตรวจออกมาไม่ดีละก็ เขาคงต้องขายสิ่งที่แปรเป็นเงินได้ไปก่อน ไม่ว่าจะรถ คอนโด หรืออะไรก็ตามแต่ 

...เพื่อคนที่เขารักที่สุดในชีวิต 

ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้กลับมาแจ่มใส ก่อนจะเดินกลับเข้าไปในร้านอาหาร 

“อิ่มหรือยังครับพี่ปรานต์” วรันต์ยิ้มให้ปรานต์ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ ผู้กองหนุ่ม 

“ยังเลย พี่รอรันกลับมากินพร้อมกัน” 

“น่ารักจังเลย แบบนี้สิครับ รันถึงตัดใจจากพี่ไม่ได้สักที” วรันต์บอกคนรักเก่าโดยไม่กระดากอาย ผิดกับไอ้น้ำที่อายแทน  

“กินข้าวก่อนเถอะรัน เดี๋ยวจะปวดท้อง” 

“ครับ” วรันต์ตอบรับพลางเริ่มลงมือกินมื้อเที่ยง ส่วนไอ้น้ำที่กินอิ่มแล้วก็ได้แต่บอกตัวเองในใจว่าเขาไม่น่ามาด้วยจริงๆ เมื่อไหร่จะกลับกันเสียที 

 

“พี่ปรานต์ พรุ่งนี้รันคงจะต้องกลับกรุงเทพฯ ก่อนนะครับ” ระหว่างทางกลับวรันต์ก็พูดขึ้น 

“อย่างนั้นเหรอ” 

“พี่ปรานต์ไม่ว่าอะไรรันนะครับ” 

“พี่ไม่ว่าอะไรรันอยู่แล้ว รันมีสิทธิ์ไปไหนมาไหน หรือทำอะไรได้ทุกอย่าง” ปรานต์หันไปยิ้มตอบ ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาพูดจากใจจริง ไม่ได้แฝงความประชดประชันใดๆ 

“แล้วรันจะมาหาพี่ปรานต์อีกนะครับ” 

“ไม่เป็นไร ไว้เราเจอกันที่นั่นก็ได้ พี่ไม่อยากให้รันต้องขับรถมาลำบาก” 

“ไม่ลำบากเลยครับ รันเต็มใจ” วรันต์ยังคงคอนเซ็ปต์เอาใจอีกฝ่ายไม่ให้ขาดตกบกพร่อง 

‘อย่ามาบ่อยเลยคุณรัน ผมนี่แหละที่ลำบาก’ 

ไอ้น้ำเถียงอยู่ในใจทั้งที่รู้ว่าไม่มีใครได้ยิน 

“พรุ่งนี้ รันตั้งใจจะออกแต่เช้า คงไม่ได้เจอพี่ปรานต์ รันลาพี่ตอนนี้เลยนะครับ” วรันต์ยกมือไหว้อีกฝ่ายตอนที่ผู้กองหนุ่มขับรถมาส่งวรันต์ถึงหน้าบ้านพักของตัวเอง 

“ขับรถดีๆ ล่ะ ถึงแล้วก็บอกพี่ด้วย อย่าให้พี่เป็นห่วง” 

“รันไปนะ ผมไปก่อนนะคุณน้ำ”  

“ครับ บายนะ คุณรัน” น้ำตอบอีกฝ่าย พูดดีกับเขา เขาก็พูดดีด้วยนั่นละ 

‘ไม่เข้าใจจริงๆ ห่วงกันขนาดนี้ ทำไมยังไม่กลับไปคบกันอีกวะ’  

น้ำไม่เข้าใจการกระทำของผู้กองเลยแม้แต่น้อย เพราะอะไรกันแน่ 

น้ำเห็นผู้กองเอื้อมมือไปเปิดลิ้นชักตรงที่นั่งข้างคนขับหลังจากวรันต์ลงไป ชายหนุ่มหยิบเล่มสมุดอะไรสักอย่างออกมา ก่อนจะเปิดไปหน้ากระดาษที่ยังมีอยู่ในเล่ม แล้วจดปากกาเขียนลงไป สร้างความอยากรู้ให้ไอ้น้ำนักหนาว่ามันคืออะไร เขาพยายามชะโงกไปข้างหน้าและก็เห็นมันชัดถนัดตา 

 

500,000.00- 

 

ไอ้น้ำตาโตกับตัวเลขในนั้น 

‘นี่มันห้าแสนเลยนะเว้ย เฮ้ยยย แค่ขอกลับกรุงเทพฯ ก็ได้รับเงินขวัญถุงกลับบ้าน สุดยอดอะ สายเปย์เรียกพ่อสุดๆ’ 

น้ำเห็นผู้กองฉีกกระดาษใบนั้นออกมาจากเล่มแล้วรีบลงจากรถเพื่อเรียกอีกฝ่ายออกมาจากในบ้าน และวรันต์ก็เดินออกมาด้วยสีหน้าประหลาดใจ 

 

“รัน นี่ พี่ให้” 

“อะไรครับ พี่ปรานต์” วรันต์ถามออกไปเป็นมารยาท พอเห็นว่า ‘นี่’ คืออะไร เขาก็รู้สึกตกใจพอสมควร เขาไม่ได้เอ่ยขอเงินอีกฝ่าย ทำไมปรานต์ถึงเอามันมาให้เขา 

“พี่ให้” 

“รัน... รันรับไม่ได้” วรันต์ไม่ได้อยากทำตัวเป็นคนดีหรือขี้เกรงใจ แต่เขามาครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจจะมาเพื่อขอเงินอีกฝ่าย 

“รับไปเถอะ พี่รู้ว่ารันต้องใช้” 

“ต้องใช้?” วรันต์แปลกใจที่ปรานต์รู้ว่าเขาต้องใช้เงิน เขายังไม่ได้พูดเรื่องนี้กับใครเลยแม้แต่คนเดียว แล้วปรานต์รู้ได้ยังไง 

“อืม ต้องใช้” 

“พี่รู้ได้ไงว่ารันต้องใช้เงิน” วรันต์ถามย้ำ 

“พี่รู้ทุกเรื่องของรันนั่นแหละ ทั้งเรื่องยาย หรือเรื่องน้องชายรันด้วย” ปรานต์เฉลย ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจจะบอกวรันต์แล้วว่าเขารู้ทุกอย่าง 

“พี่รู้?” วรันต์เบิกตากว้างด้วยความตกใจ แล้วที่ผ่านมาล่ะ ที่ผ่านมาปรานต์ก็รู้อย่างนั้นเหรอ 

“ใช่ พี่รู้ตั้งแต่แรก ไม่สิ หลังคบกันไม่นาน พี่ก็รู้เรื่องของรันทั้งหมด” ปรานต์บอกราวกับรู้ว่าตอนนี้วรันต์คงตกใจแทบแย่แล้ว 

“พี่รู้?” วรันต์ยังพูดจาซ้ำๆ เหมือนคนไม่มีสติ 

“รัน อย่าลืมสิว่าพี่เป็นตำรวจ ถ้าโดนแฟนหลอกด้วยเรื่องแค่นี้ก็ขายหน้าแย่เลย จริงไหม” 

“ระ...รัน...” วรันต์พูดไม่ออก แล้วทั้งหมดที่เขาทำ...แสดงว่าปรานต์ก็รู้ 

“เป็นอะไร ไม่ต้องตกใจ พี่ไม่โกรธรัน ไม่เคยโกรธเลยจริงๆ” 

“รันขอโทษ” วรันต์บอกอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเสียใจ เขาไม่เคยถูกจับได้ เขามั่นใจว่าเล่นละครได้เก่งจนอีกฝ่ายไม่มีทางรู้แน่นอน 

“ไม่ต้องขอโทษหรอก รู้ไหมทำไมพี่ถึงคบกับรันต่อหลังจากที่รู้ความจริง” 

“เพราะอะไรครับ” 

“เพราะยายกับน้องของรัน พี่รู้ว่ารันทำทุกอย่างเพื่อพวกเขาสองคน แล้ววันนี้น้องโทรมาใช่หรือเปล่า” 

“จะมีเรื่องไหนที่รันปิดพี่ปรานต์ได้ไหม” วรันต์ยิ้มออกมาเล็กน้อยแต่ดวงตาก็ยังเศร้าอยู่ดี “ใช่ครับ วรงค์ น้องชายรันเอง”  

“เรื่องเงินใช่ไหม” 

“ครับ” เขาไม่ได้อธิบายเพิ่มเพราะปรานต์ก็คงรู้อยู่แล้ว 

“พี่ถึงเอามันมาให้รัน เพราะรันคงต้องใช้” พูดจบชายหนุ่มก็วางกระดาษใบนั้นลงในมือของวรันต์ 

“แต่มัน...” เขาอายเกินกว่าจะรับเช็คใบนี้ 

“รันอย่าดื้อ รับไว้เถอะ พี่อยากช่วย” 

“พี่ปรานต์...ทำให้รันละอายใจ” 

“รันเก่งจะตายไป รันไม่ได้อยากเป็นอย่างที่แสดงออกมาหรอก จริงไหม” 

“รันไม่ได้เรื่องต่างหากล่ะ พี่ปรานต์” วรันต์พูดทั้งที่น้ำตาเริ่มไหลริน ตั้งแต่บีบน้ำตามา ครั้งนี้คงเป็นครั้งแรกที่เจ้าตัวร้องไห้ออกมาจากข้างในจริงๆ ไม่ใช่การเสแสร้งแกล้งทำอย่างที่แล้วมา 

“รับเอาไว้ ถ้าติดขัดอะไรก็บอกพี่ อย่าเกรงใจ พี่ยินดีและเต็มใจจะช่วยเหลือรันเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พี่จะช่วยรันจนกว่าพี่จะช่วยรันไม่ได้” ปรานต์บอกอีกฝ่ายอย่างจริงใจ 

“ขอบคุณครับ” 

“เรื่องยาย บอกพี่มาได้ตลอด พี่จะจัดการค่าใช้จ่ายตรงนี้เอง”  

“รันไม่อยากรบกวน” 

“อย่าเกรงใจ” ปรานต์บอกพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้คนตรงหน้าอย่างเบามือ อย่างน้อยวรันต์ก็เป็นคนที่เขาเคยรัก เขาเต็มใจเสมอ 

“ถ้ารันไม่มีทางออกจริงๆ รันจะมารบกวนพี่ปรานต์นะครับ” 

“ยินดีครับ” ปรานต์ยิ้มให้พลางลูบศีรษะอีกฝ่าย วรันต์ก็ยิ้มตอบกลับมาให้เขาเหมือนกัน และครั้งนี้มันคงเป็นยิ้มที่มาจากตัวตนของวรันต์จริงๆ 

 

ไอ้น้ำมองเห็นทุกการกระทำจากในรถ เขาเห็นผู้กองยื่นกระดาษเช็คใบนั้นให้วรันต์ ทีแรกวรันต์เหมือนจะปฏิเสธไม่ยอมรับ แต่ผู้กองก็คว้ามืออีกฝ่ายขึ้นมาแล้ววางกระดาษนั้นลงไป 

ต่อมาก็เห็นวรันต์ยกมือไหว้ที่อกของผู้กอง และก็ได้เห็นผู้กองยกมือเช็ดน้ำตาให้ด้วยท่าทีอ่อนโยน มันช่างเหมือนเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายก็เคยเช็ดน้ำตาให้เขาแบบนี้ 

คงเป็นเพราะความอ่อนโยนของเจ้าตัวล่ะมั้งทำให้ปฏิบัติกับทุกคนเหมือนกันหมด เขาไม่ได้พิเศษกว่าใคร ไม่ได้เหนือกว่าใคร เขาก็เป็นเหมือนคนอื่นๆ  

แค่เหมือนคนอื่นๆ ก็เท่านั้น 

ทั้งที่พยายามสั่งให้ใจมันคิดแบบนี้ แต่ทำไมมือข้างขวาต้องกำเสื้อตรงหน้าอกข้างซ้ายแน่นขนาดนี้ด้วยล่ะ  

ทำไมมันเจ็บจังเลย 

หรือว่าเขาจะเป็นโรคหัวใจจริงๆ 

ความคิดเห็น