nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 17

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 609

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2562 22:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17
แบบอักษร

 

ตอนที่ 17 

 

เช้านี้อากาศดี ไม่ร้อนจนเกินไป ท้องฟ้าแจ่มใส ทำให้จิตใจที่หม่นหมองเมื่อคืนนี้ของน้ำจางหายไปพร้อมกับแสงสว่างของวันใหม่  

เขากลับมาเป็นไอ้น้ำบ้าหวยคนเดิมแล้ว 

ชายหนุ่มใส่รองเท้าแตะคีบออกจากบ้านในช่วงสาย ตั้งใจจะไปหาอะไรกินเล่นในตลาดเพื่อคลายเครียด พร้อมกับสืบข่าวของคุณพัดเพิ่มเติมเสียหน่อย เดินไปได้ไม่ถึงห้านาที น้ำสีแดงใส่น้ำแข็งพร้อมถุงหิ้วก็มาอยู่ในมือ ไอ้น้ำดูดปื้ดด้วยความชื่นใจ แวะรายทางไปเรื่อย สุขใจยิ่งนัก 

“อ้าว ไอ้น้ำ หายหน้าไปหลายวันเลยนะเอ็ง” ป้าขายไก่สดตะโกนถามมาแต่ไกล เมื่อเห็นไอ้น้ำย่างขาเข้ามาในถิ่นตลาดของป้า 

“จ้ะ แม่ไม่สบาย ฉันเลยอยู่ดูแล” 

“แม่เอ็งน่ะ หายดีแล้วใช่ไหมวะ เมื่อวานข้าเห็นมาซื้อกับข้าว” ป้าที่กำลังเอาน้ำรดผักในแผงของตัวเองพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้ามามอง 

“จ้ะ หายดีแล้ว ด่าฉันได้คล่องเหมือนเดิมแล้วจ้ะป้า”  

“เออ ก็เอ็งมันเป็นไอ้ตัวแสบนี่หว่า นางน้อยคงปวดกบาลกับเอ็งมากอยู่หรอก” ป้าขายผักหัวเราะขำในคำตอบของไอ้น้ำ  

“อะไรอะป้า ฉันออกจะเป็นเด็กดี ไม่เคยเกเรที่ไหน” 

“วีรกรรมเอ็งมันน้อยเสียเมื่อไหร่ จำไม่ได้หรือ ตอนรุ่นๆ เอ็งเคยล้มแผงผักข้าพังจนแม่เอ็งต้องมาตามจ่ายเงินให้ข้าทีหลัง แหม่ วันนั้นนางแช่มขายผักโมโหข้าแค่ไหนที่ขายได้จนหมดเกลี้ยง” ป้าคนนี้ขายผักเหมือนกับป้าแช่ม จะว่าไปก็เป็นคู่แข่งทางการค้ากันนั่นแหละ 

“นั่นมันเรื่องนมนานกาเลแล้วหรือเปล่าป้า ตอนนั้นฉันไม่ได้ตั้งใจนี่นา ใครใช้ให้หนูมาวิ่งผ่านขาฉันไปล่ะ ฉันก็ตกใจสิ พอหลังจากนั้นก็ไม่มีแล้วนะ” 

“แล้วที่ไปมีเรื่องชกต่อยกับลูกเฮียเล้งร้านทองนั่นล่ะ” ป้าแช่มตะโกนดังข้ามมา 

“ฉันไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนนะป้า ไอ้เหวินมันมาหาเรื่องฉันก่อน ฉันไม่ยอมอยู่เฉยๆ หรอก” 

“เฮอะ จนวันนี้พวกข้าก็ยังไม่รู้ว่าทำไมเอ็งถึงไปต่อยลูกเฮียเล้งเสียเลือดกบปากแบบนั้น” ป้าแช่มพ่นเสียงออกมา เพราะเรื่องนี้ใครก็รู้ทั้งนั้นว่าไอ้น้ำมันเป็นคนก่อเรื่อง 

“ฉันก็โดนแม่ตี โดนโรงเรียนทำทัณฑ์บนไปแล้วไง ลืมๆ มันไปเถอะน่า” น้ำบอกปัดพร้อมโบกมือ 

เรื่องนี้เกิดขึ้นสมัยที่เขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายปีที่ห้า น้ำจำได้แม่นว่าเหตุเกิดที่โรงเรียน เย็นวันนั้นระหว่างที่เขากำลังทำความสะอาดห้องเรียนตามเวร จู่ๆ ไอ้เหวินที่ไม่ค่อยชอบหน้าเขาสักเท่าไหร่ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับเพื่อนสนิทหรือสมุนซ้ายขวาของมันอีกสองคน เหมือนในการ์ตูนเลยว่าไหม ที่ตัวร้ายของเรื่องต้องมีลูกน้องประกบแล้วมุ่งมาทำร้ายพระเอกอย่างเขา 

เขาคนที่ถูกกลั่นแกล้ง 

ช่างน่าเศร้ายิ่งนัก 

ไอ้เหวินมันเดินเข้ามาแล้วเริ่มขีดเขียนกระดานที่เขาเพิ่งลบไปหมาดๆ เล่น เขาได้แต่มองดูการกระทำของมันเฉยๆ แสร้งทำเป็นไม่สนใจ ตั้งใจปล่อยให้มันเล่นจนพอใจ ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ก็คงจะเลิกไปเอง แต่เขากลับคิดถูกเพียงครึ่งเดียว พอไอ้เหวินเห็นว่าเขาไม่สนใจ มันก็เลิกเขียนกระดาน แล้วเปลี่ยนมาทำอย่างอื่นแทน 

“ไอ้น้ำ” ไอ้เหวินเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาตอนที่เขากำลังกวาดพื้นห้อง 

“อะไร” น้ำตอบทั้งที่ยังก้มหน้ากวาดพื้นอยู่อย่างนั้น เพราะรู้ว่าไอ้เหวินไม่ได้มาดีแน่ๆ ไอ้นี่มันชอบหาเรื่องเขาอยู่เป็นประจำ 

“พวกมึง” ไอ้เหวินมันพยักพเยิดบอกสมุนลูกน้องของมัน เท่านั้น...ไอ้ซ้ายไอ้ขวา ชื่ออะไรไม่รู้ เพราะไอ้น้ำไม่อยากจะจำ ก็เข้ามายึดแขนของเขาไว้ทั้งสองคน 

“เฮ้ย จะทำอะไรกูวะ” ไอ้น้ำร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ สะบัดแขนหมายจะให้แขนทั้งสองข้างหลุดพ้นเป็นอิสระ แต่เขาคนเดียวสู้แรงสองคนไม่ไหว ไอ้น้ำพยายามดิ้นแต่ก็ดูจะเป็นการกระทำที่ไร้ประโยชน์ 

“เป็นอะไร กลัวกูเหรอ” ไอ้เหวินเอาหน้าเข้ามาใกล้ไอ้น้ำ จ้องมองเพื่อนร่วมห้องด้วยสายตาที่ตั้งใจจะหาเรื่องอย่างชัดเจน 

“อย่างมึงเนี่ยนะ เก่งแต่ปาก ใครจะกลัว” ไอ้น้ำในวัยเลือดร้อนหรี่ตามองไอ้เหวินแล้วเบ้ปาก ความกวนตีนของเขาไม่เป็นสองรองใคร และในช่วงอายุนั้น เขายิ่งไม่มีลิมิตชีวิตเกินร้อย ทำอะไรขาดความยั้งคิดมากกว่าตอนนี้เยอะ 

“ปากดี ดูซิว่าอีกเดี๋ยวจะยังปากดีแบบนี้อยู่หรือเปล่า” 

“เฮอะ มึงไม่กล้าตัวต่อตัวกับกูใช่ไหม” ไอ้น้ำท้าอีกฝ่ายเพราะรู้ว่าถูกจับแบบนี้ยังไงเขาก็เสียเปรียบแน่นอน 

“กูไม่ลดตัวไปสู้กับคนอย่างมึงหรอก” เหวินยิ้มดูมีเลศนัย รอยยิ้มนั้นเริ่มสร้างความรู้สึกไม่น่าไว้ใจให้ไอ้น้ำเสียแล้ว 

“ถ้าอย่างนั้น มึงจะเอายังไง” 

“กูก็แค่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่าง” คำพูดกำกวมของไอ้เหวินยิ่งทำให้น้ำสงสัยเพิ่มขึ้นไปอีก 

“พิสูจน์อะไรวะ” 

“พวกมึง จับมันให้แน่นๆ ล่ะ อย่าให้มันดิ้นหลุด” 

“ได้เลย ลูกพี่เหวิน” สองเสียงสมุนคู่กายตอบรับพร้อมกันราวกับเป็นคำที่ใช้ประจำจนติดปาก แขนของพวกมันจับแขนของไอ้น้ำแน่นขึ้นจนไอ้น้ำเริ่มรู้สึกเจ็บ 

“ไอ้เหวิน มึงจะพิสูจน์อะไร” ไอ้น้ำถามซ้ำ 

“ก็พิสูจน์แบบนี้ไง” ไอ้เหวินก้มหน้าเข้ามาใกล้ไอ้น้ำจนริมฝีปากของทั้งคู่สัมผัสกัน ไอ้น้ำเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขากัดริมฝีปากอีกฝ่ายเต็มแรงพร้อมกับขาทั้งสองข้างยกจากพื้นแล้วถีบขาคู่ใส่ไอ้เหวินจนมันล้มครืนลงไปนอนวัดพื้นด้วยความจุกแอ้ก 

“เหี้ย!!! มึงทำเหี้ยอะไรวะ” ไอ้น้ำด่าเสียงดัง 

สมุนซ้ายขวาเห็นลูกพี่ล้มลงไปกองกับพื้นก็รีบปล่อยแขนไอ้น้ำแล้ววิ่งเข้าไปดูอาการลูกพี่ด้วยความเป็นห่วง 

“เป็นอะไรไหมลูกพี่เหวิน ไหวหรือเปล่า” 

ส่วนไอ้น้ำ พอร่างกายของตัวเองเป็นอิสระไร้การจับกุมแล้ว เขาก็พุ่งเข้าไปถีบไอ้ซ้ายไอ้ขวานั่นให้กระเด็นออกไป พร้อมกับก้าวขึ้นไปคร่อมคนเป็นหัวหน้า ลงมือกระหน่ำต่อยอีกฝ่ายไม่ยั้งด้วยความโกรธแค้น 

“มึงอยากพิสูจน์อะไรวะ ไอ้เหวิน มึงเป็นบ้าไปแล้วเหรอ” 

“ถ้ามึงไม่ชอบผู้หญิง มึงก็อย่ามาแย่งผู้หญิงที่กูจีบได้ไหมวะ” ไอ้เหวินพูดด้วยความโมโหไม่แพ้กัน เขาปัดป้องหมัดของคนข้างบน ไม่ได้ยอมอยู่เฉย หาโอกาสต่อยอีกฝ่ายคืนกลับบ้างเหมือนกัน 

“กูไปแย่งผู้หญิงของมึงตั้งแต่เมื่อไหร่ กูอยู่ของกูเฉยๆ” ไอ้น้ำไม่เข้าใจ เขาไม่เคยทำอะไรอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ 

“เมย์ห้องหกที่กูชอบ เขาก็มาชอบมึง” 

“กูไม่ได้ทำอะไร เขามาชอบกูเอง” 

“มึงให้ความหวังเขา มึงสอนการบ้านให้เขา แต่พอเขาชอบ มึงกลับไม่เอา” 

“แค่ผู้หญิงคนเดียว มึงก็หาว่ากูไม่ชอบผู้หญิงเนี่ยนะ” ไอ้น้ำหยุดต่อยเพราะความเหนื่อย 

“ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีน้องส้มม.สี่ แล้วพี่เตยม.หกอีก” 

“อะไรวะ กูแค่ไม่ชอบเขา กูเลยกลายเป็นคนที่ไม่ชอบผู้หญิงเลยงั้นดิ” 

“เออ” 

“มึงนี่บ้าจริงๆ ไอ้เหวิน ปัญญาอ่อน กูไม่รู้ว่าเขาชอบกู และกูก็ไม่ชอบเขา เข้าใจไหม” 

“กูไม่เข้าใจ และกูก็ไม่ได้ปัญญาอ่อนด้วย มึงห้ามมาด่ากู” ไอ้เหวินยกขาขึ้นเตะไอ้น้ำจนมันกลิ้งตกจากร่างไปนอนที่พื้นแทน 

“เพราะผู้หญิง มึงก็เลยไม่ชอบหน้ากูเนี่ยนะ”  

ไอ้เหวินเปลี่ยนเป็นฝ่ายขึ้นมาคร่อมตัวเขา คราวนี้เลยเป็นไอ้น้ำที่กลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เขาพยายามปัดป้องหมัดจากไอ้เหวิน 

“เออ มึงแม่ง...” 

“คำนี้ควรเป็นของกูต่างหาก ไอ้เหวิน มึงนี่แม่ง...” 

“พอเถอะ ลูกพี่ เดี๋ยวอาจารย์มา” ได้เวลาของลูกกระจ๊อกที่จะเข้ามาห้ามก่อนทุกอย่างจะบานปลายไปมากกว่านี้  

“ฉันมายืนอยู่ตรงหน้านี้นานแล้ว รอดูว่าเมื่อไหร่พวกเธอจะเลิกตีกันเสียที” น้ำเสียงพิโรธของอาจารย์ญาดาดังขึ้นที่หน้าประตู ไอ้น้ำมองไม่เห็นร่างอาจารย์ แต่หน้าไอ้เหวินตอนนี้เหวอเต็มที่แล้ว 

“อาจารย์!” ไอ้เหวินเรียกอาจารย์เสียงดังเพราะตกใจที่ถูกจับได้ 

“ใช่ ฉันเอง ลุกขึ้นทั้งคู่ แล้วบอกฉันมาว่าใครเป็นคนเริ่มใช้ความรุนแรงก่อน” 

 

ไอ้น้ำยิ้ม เมื่อนึกถึงช่วงสมัยเรียนในตอนนั้น และมันกลายเป็นว่าเหตุการณ์นั้นเขาเป็นฝ่ายผิดเพราะเป็นคนถีบไอ้เหวินก่อน เขาถูกพักการเรียน แม่น้อยถูกเรียกพบผู้ปกครอง และเขาถูกแม่ตีไปอีกหลายที 

คิดแล้วก็ตลก เรื่องแค่นี้ถึงกับต้องตีกัน วัยรุ่นขาดสติแท้ๆ ใช้กำลังมากกว่าสมอง 

“ป้าแช่ม แล้วไอ้เหวินตอนนี้เป็นไงบ้างล่ะ” จะว่าไปตั้งแต่เรียนจบเขาก็ไม่เคยเจอไอ้เหวิน คู่ปรับของเขาอีกเลย จนกระทั่งถึงตอนนี้ 

“เฮียเล้งเขาส่งลูกไปเรียนต่อที่เมืองนอก ที่ไหนนะ...เอ...ข้าจำไม่ได้”  

“ที่เมกา นางแช่ม” ป้าขายไก่สดตะโกนตอบแทน 

“เออๆ ใช่ ที่เมกา ข้านึกออกแล้ว” 

“อ้อ เหรอจ๊ะ ขอบใจจ้ะ” น้ำตอบแล้วเดินลึกเข้าไปในตลาดอีกหน่อย เขายังไม่บรรลุภารกิจ  

ชายหนุ่มเดินตรงไปที่ร้านขนมในตลาด ขนมในวัยเด็กเริ่มหายากแล้ว แต่ที่นี่ยังมีขายอยู่ เขาหยิบขนมปังขึ้นมาห่อหนึ่ง เปิดฝาขวดโหลเพื่อหยิบลูกอมในนั้นมาอีกสิบเม็ด ก่อนจะแกะห่อพลาสติกของขนมปังกินรองท้อง 

“ขนมปังนี่ห้าบาทปะลุง” น้ำถามลุงเจ้าของร้านพลางยื่นเงินพร้อมบวกราคาลูกอมไปด้วย 

“เจ็ดบาท ขึ้นราคาแล้ว” ลุงตอบพร้อมกับทอนเงินกลับมาให้ 

“จริงดิลุง อันนิดเดียวเจ็ดบาทเลยเหรอ” 

“เออสิวะ รับมาแพง” 

“ร้านไหนเนี่ย ขายส่งแพงจัง” 

“ไม่ใช่ร้าน แต่เป็นบ้านต่างหาก บ้านนางสอน” 

“ป้าสอน ปกติขายขนมถูกกว่านี้นี่นา” 

“อืม ตั้งแต่นางพัดตายไปแล้ว ไอ้สินก็เมาหัวราน้ำทุกวัน นางสอนคนเดียวเลยต้องหาเงินเลี้ยงสามปาก” 

“พี่สินอาการหนักเลยเหรอลุง” น้ำกลืนน้ำลาย พิษรักนี่มันโหดนัก 

“เออ คงอีกสักพักแหละวะ มันถึงจะทำใจได้” 

“นี่ลุง แล้วคดีคุณพัดมีอะไรคืบหน้าบ้างไหม” ไอ้น้ำเริ่มถามเข้าประเด็น ทำเหมือนชวนคุยเรื่องทั่วๆ ไป 

“ดูเงียบๆ นะ รอบก่อนก็เรียกหมอยาร้านตรงนั้นไปทีหนึ่งแล้ว” ลุงชี้มือไปยังร้านขายยาที่ไอ้สันเคยไปซื้อยาหลังจากเกิดเหตุการณ์ 

“เรื่องมันจะเงียบเหรอลุง” 

“ไม่หรอกมั้ง ตำรวจที่มาใหม่ก็ดูหน่วยก้านดี เขาไม่น่าจะทิ้งคดีให้เงียบ และถ้าเงียบจริง คนในหมู่บ้านก็ไม่ยอมหรอก จับผู้ร้ายไม่ได้ หมู่บ้านเราก็อันตราย เอ็งว่าไหมล่ะ” 

“จริงของลุง” 

“นี่ข้าก็สงสารนางสอน ข้อมือมันเพิ่งกลับมาหายดี ก่อนหน้านี้เห็นว่าซ้นอะไรก็ไม่รู้ ทำขนมไม่ได้ไปพักใหญ่ แล้วลูกก็ยังมาเมาเช้าเมาเย็น หลานก็เกเรอีก เวรกรรมอะไรของมัน” ลุงเจ้าของร้านส่ายหน้าเบาๆ ด้วยความเห็นใจ 

“ข้อมือ?” 

“อืม เห็นบอกยกของหนัก วางมือผิดท่า มันเลยซ้น” 

“อ้อ ที่ไอ้สันมาซื้อยาก็เอาไปให้ป้าสอนเหรอลุง” น้ำเริ่มปะติดปะต่อเรื่อง 

“ใช่ เอ็งรู้ได้ไงวะ” 

“อ้าว ก็วันก่อน เภสัชเขามาเล่าให้ฟังว่าไอ้สันมันมาซื้อยาไปนี่จ๊ะ” น้ำรีบบอกโดยละประเด็นหลักว่ารู้ได้ไงเรื่องเอายาไปให้นางสอน 

“งั้นเหรอวะ” 

“จ้ะ ถ้างั้นฉันไปหาอะไรกินต่อก่อนนะลุง เริ่มหิวละ” 

“เออ” 

ระหว่างทาง น้ำนึกแปลกใจ มือของป้าสอนซ้นอย่างที่บอกใครต่อใครจริงหรือเปล่า เขาไม่ได้อยากสงสัยคนแก่ แต่คดีนี้ใครๆ ก็น่าสงสัยทั้งนั้นอย่างที่ผู้กองเคยว่าไว้ แม้กระทั่งพี่สินเองน้ำก็สงสัย แกล้งทำตัวเมาเพื่อให้รอดพ้นคดีหรือเปล่า ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าฆาตกรเป็นใคร นอกจากตัวฆาตกรเองเท่านั้น 

“จะไปไหน” ระหว่างที่เดินคิดใจลอยอยู่ ก็ได้ยินเสียงเรียกออกมาจากรถคันที่ไอ้น้ำค่อนข้างคุ้นเพราะเคยหยิบยืมไปใช้ทางฝั่งตรงข้ามถนน เพราะถนนที่นี่ไม่ได้กว้างนักแค่เพียงรถสวนกันได้พอดิบพอดี เขาเลยมองเห็นอีกฝ่ายได้ชัด 

“อ้าว ผู้กอง สวัสดี” น้ำทักพลางมองลอดเข้าไปในรถ ก็เห็นตุ๊กตาหน้ารถนั่งข้างคนขับมาด้วย เขายิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย แต่ทางนั้นไม่ยิ้มตอบ กลับมองเขาอย่างไม่พอใจ 

“อืม จะไปไหน ให้ฉันไปส่งไหม” 

“เดินกลับบ้าน ว่าจะไปหาอะไรกินมื้อเที่ยง หิวแล้ว ผมไปนะ” น้ำตอบเตรียมจะเดินต่อ แต่ถูกผู้กองเรียกรั้งเอาไว้อีกรอบ 

“ไปกินด้วยกันสิ ฉันกับรันกำลังจะไปหาอะไรกินในเมือง” ผู้กองเอ่ยชวน 

“ผม...ไม่...” น้ำตั้งท่าจะปฏิเสธผู้กอง แต่ก็ได้ยินเสียงใครอีกคนแทรกขึ้นมาก่อน 

“เขาจะกลับไปกินข้าวบ้าน พี่ปรานต์จะไปชวนเขาทำไมครับ ปล่อยเขาไปเถอะ เขาคงเกรงใจไม่อยากไปเป็นก้างขวางคอเรา” วรันต์ตอบพลางยิ้มให้น้ำ และเดาว่ารอยยิ้มของตัวเองนั้น น้ำเข้าใจเป็นอย่างดีว่าต้องการสื่ออะไร 

“อย่างนั้นเหรอ” ผู้กองทำท่าเหมือนเข้าใจ 

“ผมเพิ่งนึกได้ว่าวันนี้แม่ไม่ทำกับข้าว ยังไงผมไปกินข้าวด้วยได้ไหมครับ” น้ำยิ้มให้ผู้กอง แต่ก็ไม่ลืมเผื่อแผ่รอยยิ้มนั้นไปให้วรันต์ด้วย ทำให้วรันต์ถึงกับหน้าตาบึ้งตึงด้วยความไม่พอใจ 

“ได้สิ ไม่งั้นฉันจะชวนนายหรือ” 

“ครับ ขอบคุณ” น้ำตอบรับพลางกระวีกระวาดรีบข้ามฝั่งมาขึ้นที่นั่งด้านหลังอย่างรู้งาน 

“พี่ปรานต์!” วรันต์เรียกคนชวนด้วยน้ำเสียงไม่พอใจที่ทุกอย่างไม่เป็นไปตามความต้องการของตน 

“กินข้าวหลายคนก็สนุกดี รันคิดเหมือนพี่ไหมครับ” ผู้กองพูดมาแบบนี้ วรันต์เลยจำต้องเงียบ 

“ไปกันหรือยังครับ” น้ำถามโดยไม่สนใจว่าในรถมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง 

“อืม” ผู้กองหนุ่มรับคำพร้อมออกรถอย่างนิ่มนวล 

“มีร้านแนะนำไหม เจ้าถิ่น” ผู้กองมองกระจกหลังแล้วเอ่ยถาม 

“อยากกินแบบไหนครับ อาหารทะเล ข้าวแช่ อาหารทั่วไป ตามสั่ง ร้านอาหาร ภัตตาคารใหญ่ หรือในห้าง” สาบานว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะกวน แต่ไม่รู้รสนิยมนี่นาว่าอยากกินแบบไหนกัน 

“ว่าไงครับรัน วันนี้อยากกินอะไร” ผู้กองถามคนนั่งข้างเสียงนุ่ม ถึงกับทำให้ไอ้น้ำเบ้ปากเล็กๆ  

เสียงสองใช่ปะ 

“อะไรก็ได้ครับ รันตามใจพี่ปรานต์” วรันต์ตอบผู้กองเสียงหวานเอาใจเหมือนเช่นเคย 

โอ้ อันนี้เสียงสี่เสียงห้านะเนี่ย ถ้าจะฟังแล้วขนลุกขนาดนี้ ไอ้น้ำลูบแขนเบาๆ ประหนึ่งอุปาทานไปเองว่าขนแขนตั้งชันขึ้นมา 

“รันตามใจพี่มาตั้งหลายมื้อแล้ว มื้อนี้เปลี่ยนกันนะ” น้ำคิดได้ว่าบางทีเขาอาจจะคิดผิดจริงๆ ที่ตั้งใจแกล้งวรันต์โดยการมานั่งเป็นก้างเนี่ย 

“รัน อยากกินอาหารทะเล” 

“หืม? รันแพ้อาหารทะเลนะ จะกินได้ไง” 

“ก็แค่กุ้งเองครับ อย่างอื่นรันกินได้ พี่ปรานต์ก็รู้นี่นา” 

“อย่างนั้นก็ได้ ว่าไงน้ำ อาหารทะเลได้ไหม แพ้หรือเปล่า” 

“ผมได้หมดอยู่แล้ว ชนะอาหารทุกอย่าง กินได้หมดครับ” ไอ้น้ำตอบ ตัวแถมอย่างเขาจะเลือกอะไรได้ ขืนตอบว่าไม่อยากกินละก็ มีหวังท่านตุ๊กตาหน้ารถได้หันมาค้อนวงใหญ่แน่ๆ  

“ตกลงตามนี้ แล้วมีร้านไหนแนะนำไหม” 

“มีร้านหนึ่งครับ รสมือดีทีเดียว เดี๋ยวผมบอกทางให้” 

“มากับคนรู้จักทางก็ดีแบบนี้” ผู้กองหนุ่มตอบ 

น้ำละไม่อยากจะนึกว่าหน้าของคนข้างๆ ผู้กองจะหงิกแค่ไหน 

 

ความคิดเห็น