nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 16

คำค้น : นิยายวาย

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 613

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2562 22:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16
แบบอักษร

 

ตอนที่ 16 

 

“วันนี้พาแม่น้อยไปวัดมาเหรอ” ผู้กองหนุ่มถามขึ้นระหว่างกำลังอ่านอะไรบางอย่างในโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้ผู้กองปรานต์กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงกับหัวเตียงด้วยอิริยาบถที่ค่อนข้างผ่อนคลาย 

“ใช่ คนแก่แหละนะ คิดว่าที่ป่วยส่วนหนึ่งมาจากบาปบุญ เลยต้องพาไปทำบุญเสียหน่อย” น้ำตอบจากโต๊ะทำงานโดยไม่หันกลับมา ผู้กองมักเห็นอีกฝ่ายนั่งหันหลังทำอะไรอยู่ตรงนั้นเสมอตั้งแต่คืนแรกที่เขามานอนที่นี่จนล่วงเข้าคืนที่สามเข้าไปแล้ว 

“แม่ฉันก็ชอบเข้าวัดทำบุญเหมือนกัน” ผู้กองหนุ่มยังชวนคุยต่อ “แค่นี้?”  

“อืม ก็ไหว้พระ ถวายสังฆทาน ไปเสี่ยงเซียมซีมาด้วย”  

“หืม? เซียมซี เชื่อเรื่องดวงพวกนี้ด้วย?” ผู้กองถามด้วยความสนใจ 

“แม่ให้เสี่ยงดวงดูอะ ก็ทำๆ ตามแม่ไป” 

“ได้เลขอะไรมาล่ะ” 

“สิบเจ็ด พรุ่งนี้จะเอาไปซื้อหวย” น้ำบอกอย่างมุ่งมั่น พรุ่งนี้หวยออก นึกว่างวดนี้จะไม่ได้เลขอะไรมาเสียแล้ว ยังดีที่ได้เลขจากการเสี่ยงเซียมซี 

“ว่าไงนะ” 

“บอกว่าจะเอาเลขสิบเจ็ดเนี่ยไปซื้อลอตเตอรี่ไง” โชคดีที่เจ้าตัวไหวตัวทันจึงรอดตัวไปได้ 

“แล้วไป ฉันไม่จับที่นายเดินโพยหวย แต่ไม่ได้แปลว่าจะไม่จับที่ซื้อหวยหรอกนะ” ผู้กองขู่ โดยหวังว่าอีกฝ่ายจะกลัวคุกกลัวตะรางบ้าง 

“ไม่ซื้อหรอก ใต้ดงใต้ดินอะไรนั่น โอ๊ย...เล่นไม่เป็น ซื้อลอตเตอรี่ช่วยรัฐบาลช่วยชาติดีกว่าจริงไหม” เรื่องแถเนี่ยไอ้น้ำถนัด 

“บ้าหวยจนเข้าเส้นแล้วใช่ไหม” ผู้กองพูดกึ่งเหน็บแนม คนตรงหน้าเขาเนี่ย ปากก็พูดไปอย่างนั้นเอง เขาได้ยินเสียงเจ้าของห้องคลิกเมาส์รัวๆ อยู่ครู่ใหญ่ก่อนพับหน้าจอโน้ตบุ๊กลง 

“ผู้กองจะนอนหรือยัง ผมปิดไฟนะ” 

“อืม ปิดเถอะ จะนอนแล้วเหมือนกัน” น้ำเดินไปปิดไฟแล้วเอนตัวลงนอนฝั่งประจำของตัวเอง  

หลังจากเช้าวันแรกที่ตื่นมาในอ้อมกอดของอีกฝ่าย ไอ้น้ำก็พร่ำท่องพร้อมสวดภาวนาบอกตัวเองทุกคืนว่าจะไม่ให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีก ชายหนุ่มนอนกอดหมอนข้างแน่น พยายามไม่ขยับเขยื้อนตัวเองให้มากที่สุด วันแรกยังพอทน ถ้ามีวันอื่นๆ ด้วยกลัวผู้กองจะหาว่าเขาจงใจเข้าไปกอดก็เป็นได้ 

แต่เช้าวันที่สอง เขาก็ตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเขานอนกอดเอวของผู้กองอยู่ดี แถมมีการพัฒนาก้าวกระโดด ศีรษะที่เคยหนุนแขนของอีกฝ่ายในวันแรก คราวนี้ขึ้นไปเกยบนอกเลยเว้ยเฮ้ย แล้วผู้กองทำหน้ายังไงล่ะ ก็เหมือนเดิม ยิ้มนิดๆ ให้เขา ตางี้หวานเชียว น้ำเด้งตัวออกจากอีกฝ่ายแทบไม่ทัน  

ไอ้น้ำจะบ้าตาย 

“นี่...ผู้กอง หลับยัง” น้ำที่นอนกอดหมอนข้างหันหลังให้ผู้กองถามขึ้นท่ามกลางความมืด 

“ยัง เรียกทำไม” ผู้กองหนุ่มตอบเสียงเบา ฟังจากเสียงแล้วคงง่วงจวนหลับเต็มที 

“คุณรัน เขายังไม่กลับเหรอ” 

“อืม ถ้ากลับแล้วฉันยังจะมานอนที่นี่ต่อได้ยังไง” ผู้กองว่า “ถามอะไรแปลกๆ”  

“ก็จริง แล้วคุยกันยังอ้ะ” 

“คุยอะไร” 

“เรื่องผู้กองกับคุณรันไง” 

“คุยแล้ว” ผู้กองตอบสั้นๆ เพราะรู้ว่าไอ้คนร่วมเตียงเนี่ยมันถามเพราะอยากรู้อยากเห็นมากกว่าถามเพราะเป็นห่วง 

“จริงดิ” ไอ้น้ำรีบพลิกตัวกลับมาหาอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว ต่อมอยากรู้ทำงานหนักมากจนเขาต้านทานต่อไปไม่ไหว 

แต่แล้วไอ้น้ำก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเจอเข้ากับดวงตาของผู้กองที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้เลยกลายเป็นว่าดวงตาของทั้งคู่ต่างจ้องมองกันเงียบๆ ในความมืด 

“เอ่อ...เล่าให้ฟังหน่อย” น้ำคิดว่าเด๊ดแอร์มันเกิดขึ้นนานไปแล้วจึงพูดเรื่องที่ค้างคาไว้เพื่อทำลายความเงียบ 

“เรื่อง?” ผู้กองถามกลับ 

“เอ้า ก็เรื่องผู้กองกับคุณรันไง” 

“ไม่มีอะไร” ไม่ใช่ว่าปรานต์อยากเฉไฉแกล้งไม่ตอบ แต่เรื่องของเขาไม่มีอะไรน่าเล่าจริงๆ และก็เป็นอย่างที่วรันต์พูดอยู่บ่อยๆ ว่าเขาไม่ใช่พวกที่จะคอยมาเล่าเรื่องตัวเองสักเท่าไหร่ 

“มีสิ มันต้องมี ผู้กองเขินใช่ไหม มาๆ เดี๋ยวผมจะสัมภาษณ์เอง เห็นอย่างนี้ตอนทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ผมเคยรับจ๊อบงานสัมภาษณ์นายแบบนางแบบมาแล้วนะ” น้ำลืมตัว เผลอเล่าเรื่องราวในอดีตของตัวเองออกมา 

“เหรอ ทำงานอะไรล่ะ” 

“อย่ามาหลอกถาม” ครั้งนี้ไอ้น้ำไม่หลงกล “ทีผู้กองยังไม่พูดเรื่องตัวเองเลย” 

“เล่ามาสิ แล้วฉันจะเล่าคืน ตกลงไหม” ผู้กองต่อรอง  

เขาสังเกตพฤติกรรมของอีกฝ่ายมาได้สองสามคืนแล้ว เห็นว่าเจ้าของห้องนี้ไม่ได้ลอยชายไปวันๆ หรือเป็นพวกไม่ทำการทำงาน เจ้าตัวมีงานทำ แต่ไม่เคยป่าวประกาศหรือเปิดเผย เห็นได้ชัดจากที่แม่ของน้ำบ่นลูกชายว่าให้ไปหางานทำสักที แต่น้ำก็บ่ายเบี่ยง อ้างความสบายหรืออ้างว่าไปขูดหวยเล่นก็เพลินไปอีกแบบ 

ทำไมต้องกลัวคนจะรู้ว่าตัวเองมีงานมีการทำ 

“ฉันอยากเป็นตำรวจตั้งแต่เด็ก ก็มุ่งมั่นเรื่องนี้มาตลอด จนเข้ารับราชการมาจนถึงทุกวันนี้” ผู้กองคิดว่าถ้ารออีกฝ่ายตอบรับข้อเสนอคงจะยาก เขาเลยเริ่มเรื่องของตัวเองก่อนก็แล้วกัน 

“ทำไมถึงอยากเป็นตำรวจ” 

“อย่าข้ามสเต็ปสิ นายล่ะ ทำงานอะไรตอนอยู่ที่นั่น” ปรานต์หมายถึงช่วงที่น้ำใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง 

“กราฟิกดีไซเนอร์” คำตอบของน้ำทำให้ผู้กองผิวปากหวือ 

“ไม่เบาเลยนะเนี่ย” ผู้กองชมก่อนจะพูดเรื่องตัวเองบ้าง “ตอนเด็กที่อยากเป็นตำรวจเพราะเห็นว่าอาชีพนี้เท่ดี เจ๋งด้วย คิดแบบเด็กๆ แหละนะ แต่พอโตขึ้นฉันก็อยากช่วยคนจริงๆ” 

“สุดยอดว่ะผู้กอง ปณิธานแน่วแน่มาก” น้ำปรบมือในความมืด ระวังไม่ให้เสียงดังเกินไปนักเพราะกลัวแม่น้อยกับน้ำฝนจะด่าข้ามห้องมา 

“นายล่ะ ชอบอาชีพนี้แต่แรกเลยเหรอ” 

“เปล่าหรอก ผมเป็นเด็กสมัยใหม่ที่เรียนโดยไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร เรียนตามเพื่อน ว่าตามกัน แต่โชคดีว่าเผอิญเรียนได้ไม่โดนรีไทร์เลยเรียนจบก็เท่านั้นแหละ” 

“แล้วอยากทำอะไร” 

“ไม่รู้ เล่นหวยมั้ง อ๊ะๆ แค่พูดเฉยๆ อย่าเพิ่งมาจับกัน” ไอ้น้ำรีบท้วง เขาไม่อยากนอนหลับไปพร้อมกับกุญแจมือของตำรวจหรอก 

“ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย ร้อนตัวไปได้ แล้วทำไมไม่ทำงานที่นั่นต่อ” ผู้กองถาม จังหวะเดียวกันน้ำก็ถามขึ้นมาเหมือนกัน 

“แล้วทำไมผู้กองไม่กลับไปคบกับคุณรันล่ะ” 

“รู้ได้ไงว่าไม่กลับไปคบ” 

“ถ้าคบกัน ผู้กองจะมานอนหนาวคนเดียวเหรอ ป่านนี้แจ้นไปนอนกับแฟนแล้ว” ไอ้น้ำว่า เรื่องง่ายๆ แค่นี้ทำไมจะดูไม่ออก 

“ก็ไม่หนาวเท่าไหร่ ทุกเช้าก็อุ่นดี”  

“คนหลับจะไปรู้ตัวได้ไง แล้วบอกไว้เลยนะ ไม่ได้อยากกอดสักหน่อย อย่าได้ใจไป” 

“ไม่ได้ว่าอะไร เวลานายมีพิรุธมันออกมาหมด ไม่ต้องถึงมือตำรวจ ใครเห็นก็ดูออก ตลกดี” 

“ผะ...ผม...ไม่ได้โกหกนะ” น้ำพยายามปฏิเสธแต่กลับยิ่งส่อพิรุธ คำพูดติดขัดเป็นคำตอบที่เห็นได้อย่างชัดเจน 

“รู้ว่าไม่ได้โกหก แต่ปฏิเสธไม่ได้ใช่ไหมว่าไม่ได้เขิน” 

“...” น้ำเงียบ ก็มันถูกอย่างที่อีกฝ่ายว่าจริงๆ  เบื่อผู้กองไอ้คนรู้ทันโว้ย รู้ทันไปหมดทุกเรื่อง  

ถ้ารู้ทันแบบนี้ก็น่าจะรู้ทันวรันต์ด้วยหรือเปล่า ไอ้น้ำเริ่มสงสัย เขาไม่รู้หรอกว่าทั้งสองคนมีเรื่องอะไรภายในมากน้อยแค่ไหน ก็แค่เดาเอาจากสถานการณ์ แต่ขอโทษเถอะ ความรักมันทำให้คนตาบอด ผู้กองอาจไม่รู้เรื่องอะไรก็ได้  

“คิดอะไรอยู่” ผู้กองถามขึ้นเมื่อเห็นไอ้น้ำจ้องเขาตาแป๋ว แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำ 

“ทำไมไม่กลับไปคบกับคุณรันล่ะ ผู้กองไม่ได้รักเขาแล้วเหรอ” 

“ตอบตรงๆ ก็คงต้องบอกว่าอย่างนั้นแหละมั้ง” 

“ยังไงอะ” 

“รันไม่ได้รักฉันอย่างที่ฉันเป็น เขาควรไปเจอคนที่เขารักจริงๆ” ผู้กองตอบ 

พระเอกไปอี๊ก ไอ้น้ำคิด คำพูดมันดูสุภาพเกินไปหรือเปล่าวะ มันไม่ใช่อ้ะ 

“พูดตรงๆ เถอะ ปกป้องคุณรันเหลือเกิน” น้ำไม่อยากจะประชด แต่มันก็ชวนให้หมั่นไส้ 

“รันไม่ได้รักฉัน เขารักที่ฉันตามใจเขาและให้สิ่งที่เขาต้องการได้ก็เท่านั้น” 

“อ้อ รักที่นามสกุล รักยี่ห้อรถยนต์ รักเพราะว่าไม่จน มีสตางค์ให้จ่าย” ไอ้น้ำร้องเพลงเพลงหนึ่งขึ้นลอยๆ กะแล้วไม่มีผิดว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้มันต้องมีอะไรในกอไผ่ 

...อืม ถ้าเป็นตัวเขาเอง หลุดพ้นมาได้ก็คงจะดีเหมือนกันล่ะมั้ง 

“เพลงอะไร” 

“ไม่เคยฟังเหรอ เพลงดังนะ ถึงจะดังมานานแล้วก็เถอะ แล้วคุณรันเขาจะกลับกรุงเทพฯ เมื่อไหร่อะ” 

“ไม่รู้เหมือนกัน นายคงลำบากใจใช่ไหมที่ฉันมานอนร่วมห้องด้วย เอาอย่างนี้ เดี๋ยวยังไงฉันบอกแม่น้อยเองแล้วกันว่าขอไปนอนโรงแรม” คำถามของน้ำทำให้ผู้กองฉุกคิดขึ้นมาได้ ถ้าวรันต์ไม่กลับล่ะ เขาจะมานอนค้างอยู่ที่นี่ต่อไปเรื่อยๆ ไม่ได้  

“ไม่ใช่ๆ ผมไม่ได้ลำบากอะไร แล้วห้ามไปพูดแบบนี้กับแม่นะ แม่ได้ด่าผมบ้านแตกว่าทำตัวให้ผู้กองรู้สึกว่าไม่เต็มใจ พอดีพอร้ายไล่ผมกลับกรุงเทพฯ ไปหางานทำอีก ผู้กองนอนได้ นอนไปเถอะ” ไอ้น้ำรีบท้วงก่อนที่งานจะเข้าตัวเอง 

“พูดถึงเรื่องกลับไปกรุงเทพฯ นายไม่คิดกลับไปทำงานที่นั่นเหรอ”  

“ตอนนี้ยังอะ” 

“อยู่แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ มันไม่ค่อยดีหรอก” ผู้กองเตือนด้วยความหวังดี ถึงจะมีงานทำหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ในห้อง แต่มันก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าทุกอย่างจะไปได้ดี ไม่เหมือนกับมีงานทำเป็นหลักแหล่ง 

“ช่างผมเถอะน่า” 

“ทำใครท้องอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือไง ถึงไม่กล้ากลับไป” 

“เฮ้ย บ้าเหรอ ไม่เคยเลยเหอะ” ไอ้น้ำเสียงดัง ได้ยินเสียงแม่น้อยตะโกนแว่วๆ มาว่าเสียงดังอะไรกลางค่ำกลางคืน เดี๋ยวข้าลุกไปด่าเลย 

“ขอโทษจ้ะแม่” ไอ้น้ำตอบทั้งที่มารดาคงไม่ได้ยินหรอกเพราะพูดเสียงเบาแทบจะเป็นกระซิบ 

“เรื่องผู้หญิง?” 

“...” 

“อกหักสินะ” ผู้กองสรุปจากอาการนิ่งเงียบนั้น อย่างที่เขาเคยบอก น้ำเป็นคนโกหกไม่เก่งเอาเสียเลย 

“...” 

“ระยะทำใจ เรื่องนี้ฉันก็พอเข้าใจ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมนายต้องปิดบังแม่น้อยเรื่องงานด้วย” 

“ก็...” น้ำถอนหายใจ “ บอกแล้วอย่าหัวเราะล่ะ” 

“ไม่หัวเราะ” 

“สัญญา?” 

“อืม สัญญา” 

“เป็นตำรวจห้ามผิดคำพูดด้วย” น้ำขู่ก่อนจะเล่าเรื่องของตัวเอง 

“คนที่นี่แต่งงานกันเร็ว ถึงแม่ผมจะไม่ได้หัวเก่าจนมาเร่งรัดให้รีบแต่งงาน แต่คนอื่นไม่ได้คิดแบบนี้ด้วย แล้วถ้าเขารู้ว่าผมมีงานทำ มีเงินเลี้ยงครอบครัวได้ ผู้กองว่าผมจะรอดจากลูกสาวบ้านอื่นไหม ไม่ได้อยากคุยนะ แต่หน้าตาอย่างผม สาวๆ สนเพียบนะครับ” น้ำไม่อยากคุย แต่ก็คุยออกมาอยู่ดี 

“ไม่อยากแต่งงาน?” 

“เพิ่งจะอกหักมา ใครเขาจะอยากแต่งงานกัน ขอทำใจก่อนได้ไหม” 

“แล้วมันดีขึ้นหรือยัง” 

“อะไรดีขึ้น” น้ำถาม เพราะไม่เข้าใจว่าผู้กองหมายถึงอะไร 

“หัวใจน่ะ มันดีขึ้นหรือยัง” 

“ผู้กองก็เพิ่งโดนหักอกเหมือนกันมาไม่ใช่เหรอ มันก็คงพอๆ กันนั่นแหละ” ของแบบนี้มันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ น้ำเลยย้อนถามผู้กองกลับเพราะคิดว่าความรู้สึกก็คงไม่ต่างกัน 

“ผิด ไม่ใช่เสียหน่อย” 

“ผิดได้ไงล่ะ” 

“ฉันไม่ได้โดนหักอกมา แต่เป็นคนบอกเลิกรันเอง แล้วอีกอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีที่สุดสำหรับฉันแล้ว” 

“ไม่เสียใจเลยเหรอ” 

“ก็มีบ้างช่วงแรกๆ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” 

“ลืมเร็วว่ะ” เขารู้สึกอิจฉา เพราะเขาผ่านมาก็หลายเดือนแล้ว อาการมันแค่ดีขึ้น แต่ยังไม่ลืม 

“ไม่มีใครลืมความรักได้หรอก แต่พอดีมันมีอะไรที่น่าสนใจกว่าเท่านั้นเอง” ผู้กองจงใจตอบกำกวมให้น้ำคิดเอง 

“งานสินะ” น้ำเดา 

“คงงั้น” ผู้กองเลือกตอบสั้นๆ ตั้งใจให้อีกฝ่ายคิดอย่างที่เจ้าตัวบอก 

แล้วต่างฝ่ายก็ต่างเงียบกันไป น้ำได้ยินเสียงหายใจเข้าออกเป็นจังหวะของคนข้างๆ บัดนี้ผู้กองหนุ่มที่ทำงานมาทั้งวันได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปเฝ้าพระอินทร์เรียบร้อยแล้ว แต่เขานี่สิ ตอนนี้กลับตาแข็ง นอนไม่หลับ เพราะมัวแต่คิดถึงผู้หญิงที่หักอกเขา 

ทุกวันนี้เขายังไม่เข้าใจว่า อีกฝ่ายบอกเลิกเพราะอะไร บอกผ่านตัวอักษรในโทรศัพท์มือถือมาสั้นๆ ว่า  

“ขอโทษนะ เราเข้ากันไม่ได้” 

อะไรคือการเข้ากันไม่ได้วะ ไอ้น้ำงง เวลาไปเที่ยวด้วยกัน เธอก็ยิ้มแย้มดูมีความสุขดี ตอนที่เขาเลี้ยงข้าว พาไปดูหนัง หรือซื้อของให้ เธอก็ดูชอบอกชอบใจดี แต่แล้วก็มาบอกว่าเข้ากันไม่ได้ 

เข้ากันไม่ได้อะไร ยังไม่ได้เข้ากันเลยเว้ย 

 

ไอ้น้ำพลิกตัวไปมากระสับกระส่ายอยู่ค่อนคืน เฝ้าคิดหาเหตุผลว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงบอกเลิกตัวเอง เรื่องนี้เขาหยุดถามตัวเองมาพักใหญ่แล้ว แต่เพราะผู้กองมากวนจิตใจให้ขุ่นขึ้นมาอีก เขาจึงหวนกลับมาถามตัวเองอีกครั้ง 

ไม่มีเหตุผลอื่นให้บอกเลิกกันที่ดีกว่านี้แล้วเหรอ 

เขารู้ว่าเขาอาจมีนิสัยเหมือนเด็กไปบ้าง เขาไม่เคยมีแฟน ไม่เคยจีบใคร ผู้หญิงคนนี้ทำงานที่เดียวกับเขา เธอเข้ามาจีบเขาก่อน จนในที่สุดเราก็เป็นแฟนกัน เขาตกหลุมรักเธอจริงๆ เธอน่ารัก ยิ้มของเธอสดใส โลกของน้ำและอดีตคนรักรายล้อมไปด้วยความสุข เขารู้สึกดีใจทุกครั้งที่จะได้เจอกับเธอ ภูมิใจทุกครั้งที่ได้ทำอะไรเพื่อเธอ 

แต่แล้วเธอก็บอกเลิกเขา 

ตอนเลิกกับเธอใหม่ๆ เขายังทำใจไม่ได้ เขาเหมือนคนบ้า ขาดงานเกินความจำเป็น พี่บาสพยายามมาลากเขาไปทำงานเพราะกลัวถูกไล่ออก แต่เขาไม่สนใจ ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากงานเอง โดนพี่บาสด่าว่าทำตัวเหมือนเด็กไม่มีหัวคิด ทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโต แต่เขาไม่ฟัง ไม่สนใจ พี่บาสจะว่าอะไรก็ว่าไป เพราะเขากำลังอกหัก และสุดท้ายไอ้น้ำก็กลับบ้านมารักษาแผลใจ  

เมื่อคิดย้อนกลับไป น้ำตาก็ไหลรินหยดลงบนหมอน หยดแล้วหยดเล่า น้ำอยากจะสูดน้ำมูกที่เริ่มตันรูจมูก แต่ก็กลัวว่าคนข้างๆ จะตื่น เลยต้องหายใจทางปากแทน ทรมานเสียจริง อยากจะเสียใจ อยากจะร้องไห้ แต่ดันกลัวตายได้อีก 

“เป็นอะไร ทำไมไม่นอน” คนที่หลับไปแล้วกลับตื่นเพราะเสียงอะไรบางอย่าง ผู้กองตื่นมาสักพักแล้วเพื่อฟังว่าเสียงนั้นเป็นเสียงอะไร จนแน่ใจจึงถามคนร่วมเตียง 

“ไม่ง่วง” 

“หลับตา นับแกะ นับอะไรก็ได้ จะได้หลับ” ผู้กองแนะนำ 

“นับแล้ว แต่ไม่หลับ” น้ำเถียงกลับมา 

“เฮ้อ...” ผู้กองอยากจะทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นที่อีกฝ่ายกำลังร้องไห้ แต่ดูแล้วอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือเอาเสียเลย  

“ร้องไห้ทำไมกัน เลิกร้องได้แล้ว” 

“เปล่าสักหน่อย” น้ำปฏิเสธเสียงอู้อี้เพราะเริ่มหายใจไม่ออก 

ผู้กองคิดว่าเขาคงต้องยอมสละเวลานอนเพื่อมาถามหาสาเหตุจากคนมีปัญหาแล้วละ 

“เป็นอะไร บอกได้หรือเปล่า” 

“ผู้กองมาถามเรื่องแฟนเก่าทำไมอะ รู้ไหมว่าผมไม่ได้คิดถึงมันมาสักพักแล้ว แต่ตอนนี้ดันนึกขึ้นมาอีกแล้วเนี่ย” ไอ้น้ำโวยวาย เขาอยากหาใครสักคนมาเป็นแพะรับบาปที่ทำให้เขาต้องร้องไห้ 

“ถ้าอย่างนั้นฉันก็ต้องขอโทษด้วย” ในเมื่ออีกฝ่ายให้ร้ายเขาอย่างนั้น...ก็ช่างเถอะ ถ้ามันจะทำให้คนพูดสบายใจ 

“มันไม่หาย เห็นไหม นอนไม่หลับเลย” 

“เขยิบตัวมาทางฉันสิ” 

“ทำไมอะ” 

“อยากนอนหลับไหมล่ะ ถ้าอยากหลับก็เขยิบมาเถอะ” น้ำไม่เข้าใจว่าแค่เขยิบตัวไปหา มันจะทำให้เขาหลับได้ตรงไหน แต่ก็ยอมทำตามที่อีกฝ่ายว่าทั้งที่ยังสงสัย 

“แล้วไงต่อ” 

“ทีนี้ก็ทำแบบนี้” ผู้กองปรานต์เขยิบตัวเข้ามาเช่นเดียวกัน ชายหนุ่มรั้งร่างของน้ำขึ้นเพื่อให้เข้าสู่อ้อมกอดของตัวเองได้โดยง่าย 

“คราวนี้ก็หลับตา ไม่ต้องไปคิดอะไรอีก” เสียงทุ้มกระซิบข้างหูพลางลูบศีรษะคนขี้แยไปพร้อมกัน 

“เลิกถามตัวเองด้วยคำว่า ‘ทำไม’ได้แล้ว เลิกกันก็คือเลิก จะเป็นเหตุผลอะไรก็ช่างมัน ไม่ต้องไปคิดถึง เพราะบทสรุปมันก็คือเลิกกัน เข้าใจหรือเปล่า” ผู้กองหนุ่มพูดกว้างๆ เขาไม่รู้ว่าน้ำร้องไห้ด้วยสาเหตุอะไร แต่บางทีคำพูดนี้ก็อาจช่วยอีกฝ่ายได้บ้าง 

“อืม จะพยายาม” 

“ฝันดี เด็กน้อย หยุดร้องไห้เถอะ” 

“ผมขอยืมตัวผู้กองมากอดแทนหมอนข้างละกัน คิดซะว่าเป็นค่าที่พัก” น้ำบอกเสียงอู้อี้อยู่กับอกคนใจดีโดยไม่ลืมรักษาฟอร์มของตัวเอง ทำเอาผู้กองหนุ่มยิ้มในความมืดกับมาดที่พยายามสร้างไว้ของอีกฝ่าย  

“อืม คิดได้เต็มที่เลย ถ้ามันจะทำให้นายดีขึ้น” 

ผู้กองได้แต่คิด หวังว่าคืนนี้เขาจะได้นอนหลับเสียที ทั้งยังได้กอดคนตัวอุ่นก็ดูจะเป็นค่าที่พักใจที่น่าสนใจดีไม่น้อยเลย 

 

ความคิดเห็น