ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [10]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 13.2k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2562 19:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [10]
แบบอักษร

-10- 

 

หากเปรียบเทียบดูแล้วมิคาเอลคงเหมือนเจ้าชายที่อาศัยอยู่ในพระราชวังหรูหรา พบเจอแต่สิ่งสวยงามมากมาย เมื่อต้องการสิ่งใดก็มีคนเอามาประเคนให้โดยไม่ต้องออกแรงค้นหา ทว่าวันหนึ่งพอได้พบเจอกับผีเสื้อตัวหนึ่งที่มีสีสันแปลกตา ดูสวยงามไม่ต่างจากตัวเอง เขาจึงเผลอให้ความสนใจและวิ่งตามมันไป รู้ตัวอีกครั้งก็หาทางกลับวังไม่เจอไปแล้ว 

แม้ในความเป็นจริงเรื่องของเขาจะไม่สวยงามเช่นเรื่องที่ยกมาเปรียบเทียบ ทว่าความรู้สึกกลับไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่นัก การได้พบเจอคนที่เหมือนกันและเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดสิ่งใดไม่ต่างอะไรกับการที่เจ้าชายให้ความสนใจต่อผีเสื้อที่งดงามไม่ต่างจากตัวเอง และการที่เจ้าชายวิ่งตามมันไป...ก็ไม่ต่างอะไรกับเขาเช่นกัน 

มิคาเอลเคยนึกสงสัยว่าเขาจะสนใจคนตรงหน้าไปได้อีกนานเพียงใด เมื่อผ่านไปสามวันหลังจากมาเจอกันที่เดิมโดยไม่บังเอิญเขาจึงได้คำตอบ ดูคล้ายการได้นั่งมองคนคนหนึ่งวาดภาพโดยไม่ได้พูดอะไรออกมาเลยแม้แต่คำเดียวจะกลายเป็นความผ่อนคลายของเขาไปโดยไม่รู้ตัว ซ้ำความสนใจยังมีมากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นว่ามีประวัติของคนคนนั้นมาอยู่ในมือเสียแล้ว 

“เทวทูต...” 

มุมปากของชายหนุ่มยกยิ้มหยันเมื่อมองเห็นชัดเจนแล้วว่าภาพวาดตรงหน้าคืออะไร ห้าวันผ่านไปนับจากวันแรก ในที่สุดเจ้าของผลงานก็ทำมันออกมาจนเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน มิคาเอลอดสงสัยไม่ได้ว่าเพราะอะไร คนที่เคยมีประวัติต้องพบเจอกับเรื่องราวเช่นนั้นมาก่อนจึงยังมีอารมณ์วาดภาพพวกนี้ออกมาได้ 

“ยังเชื่ออยู่อีกเหรอ”  

เขาถามลอยๆ โดยไม่ได้คาดหวังคำตอบ ทว่ากลับผิดคาดไปเล็กน้อยเมื่อจู่ๆ คนวาดก็หยุดมือกะทันหันแล้วหันมามอง ในดวงตาว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ หากเพียงแค่นั้นก็มากพอจะเป็นคำตอบได้แล้ว 

ไม่ได้เชื่อ... ก็แค่วาดเพราะอยากวาดเท่านั้น 

เพียงแค่ห้าวันที่ได้เจอกันเพราะคนคนหนึ่งวนกลับมาดูใครอีกคนวาดรูปซ้ำๆ มิคาเอลพบว่าเขาเริ่มเข้าใจภาษากายของอีกฝ่ายมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งตัวเองยังแปลกใจ ถึงอย่างนั้นทุกเหตุผลและความสงสัยก็ถูกโยนทิ้งไปอย่างรวดเร็วยามพบว่าการกระทำพวกนี้เป็นเรื่องที่เขาเต็มใจทำ 

เต็มใจ...จนถึงขั้นเฝ้ารอคอยโดยไม่รู้ตัว 

“รูปนี้พอวาดเสร็จแล้ว ฉันขอซื้อได้ไหม”  

คราวนี้ไคไม่ได้เงียบเหมือนทุกที แต่ผงกศีรษะครั้งหนึ่งเป็นการตอบรับคล้ายจะบอกว่าเขาตั้งใจจะขายอยู่แล้ว และมันก็ทำให้คนถามพอใจเอามากๆ จนถึงขั้นเผลอยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยกลายเป็นรอยยิ้มที่คนอื่นอาจไม่ทันสังเกตเห็น ทว่าตัวคนทำย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ 

นับเป็นเวลากว่าอาทิตย์ที่มิคาเอลเพิ่มการเดินทางไปดูไควาดรูปเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน วินาทีที่เห็นภาพเทวทูตในแบบฉบับที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาเผลอจ้องมองมันอยู่นานโดยไร้เหตุผล ความรู้สึกของการได้มองบางสิ่งบางอย่างก่อตัวจากที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างจนเติบโตสมบูรณ์พร้อมช่างเป็นอะไรที่อธิบายยาก แต่ที่แน่ๆ คือเขาไม่นึกเสียดายเงินจำนวนมากที่อัดแน่นอยู่ในกระเป๋าเอกสารเลยสักนิด 

“พอหรือเปล่า”  

ตอนนั้นไครับกระเป๋าไปเปิดดูด้วยสีหน้านิ่งเฉย มองได้ไม่ถึงห้าวินาทีก็ปิดกระเป๋าแล้วหันไปเก็บข้าวของเงียบๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น กลายเป็นคนถามเสียเองที่ร้อนรน เพราะเพิ่งนึกได้ว่าแลกเปลี่ยนเรียบร้อยก็ไม่มีเหตุผลอะไรให้อีกคนมาวาดภาพที่นี่แล้ว นั่นหมายความว่าเขาอาจจะไม่ได้เจอไคอีก... ถ้าไม่ได้ใช้อำนาจมืดน่ะนะ 

“ฉันจะไปส่ง” มิคาเอลเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่ปล่อยให้อารมณ์ยุ่งเหยิงไร้ที่มาในใจค้างอยู่นานนัก เมื่อได้คิดว่าจะทำอะไรก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็วตามนิสัย แม้ยามยกมือสั่งให้ลูกน้องตรงเข้าไปรับของจากไคไปถือให้ เขายังไม่รอฟังคำตอบของอีกคนด้วยซ้ำ อีกทั้งเมื่อเห็นไคไม่เดินตามมา ยังถือวิสาสะตรงเข้าไปจับข้อมือนั่นไว้ พาจูงเดินออกจากเขตป่าเงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไรอีก 

ตอนที่ขึ้นมาอยู่บนรถแล้ว ไคไม่ได้เอ่ยปากบอกสักคำว่าบ้านอยู่ที่ไหน เหมือนเช่นมิคาเอลที่ไม่ได้คิดจะถามตั้งแต่แรก เขาใช้เวลาทั้งหมดไปกับการจ้องหน้าคนข้างกายที่ยังคงดูเฉื่อยชาเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ขนาดถูกจ้องจนตัวแทบทะลุแบบนี้ยังไม่แสดงทีท่าใดๆ ออกมา 

ช่วงแรกๆ ก็น่าแปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่หลังจากรู้ประวัติของไค มิคาเอลก็เข้าใจทุกอย่างได้อย่างรวดเร็ว ถึงจะฟังดูแปลกที่คนที่รู้สึกไม่เป็นอย่างเขากลับเข้าใจคนอื่น หากมันก็เป็นไปแล้วจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความด้านชาในใจถูกอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นชินกลืนกินไปอย่างช้าๆ 

บรรยากาศรอบกายแปรเปลี่ยนไปเมื่อตัวรถขับเข้าไปในเขตที่ดูคุ้นเคยเนื่องจากเขาเพิ่งมาจัดการงานไปเมื่ออาทิตย์ก่อน ภาพสลัมที่มีผู้คนเดินไปมาอย่างเป็นอิสระมากขึ้นเพราะกลุ่มคนที่แอบอ้างตัวว่ามาจากชาลอฟถูกจัดการไปแล้วไม่ได้ทำให้มิคาเอลแปลกใจเท่าไหร่นัก เขาเพียงเปิดประตูรถ เงยหน้ามองตึกแถวเก่าๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของไคแล้วขมวดคิ้วน้อยๆ แต่ก็ยังเดินตามขึ้นไปด้านบนโดยไม่รอให้เชื้อเชิญ 

เขาก็เป็นคนแบบนี้...และคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปหากไคไม่ห้ามปราม 

“เล็กเหมือนรูหนู” มิคาเอลเผลอวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมายามเดินเข้าไปในห้องเก่าๆ ของคนที่เขาสนใจ  

ไม่ใช่แค่มีเพียงห้องเดียวแต่ยังไม่เป็นสัดส่วนเลยสักนิด นอกจากเตียงที่อยู่ทางซ้ายคู่กับตู้เสื้อผ้า พื้นที่ทั้งหมดแทบจะเป็นพื้นที่สำหรับวางอุปกรณ์วาดภาพ แม้ไม่อาจใช้คำว่ารกมาบรรยายได้ เพราะอย่างน้อยไคก็รักษาความสะอาด ทว่าขนาดของห้องกลับไม่สัมพันธ์กับข้าวของที่เขามีเลยสักนิด 

“เงินค่ารูปที่ฉันให้ไปคงพอให้หาห้องดีๆ ในเมืองอยู่ได้สบายๆ รีบย้ายออกไปจากที่นี่เถอะ” 

ก่อนฉันจะเป็นคนพาย้ายไปเอง... 

คนที่นับวันเริ่มเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นพูดมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อท้ายประโยคในใจอย่างเงียบงัน แล้วก็ไม่ได้ผิดคาดเท่าไหร่เมื่อไคส่ายหน้าหนึ่งครั้งเป็นการปฏิเสธ 

“ทำไม...”  

มิคาเอลหยุดชะงักกะทันหันเมื่อกลิ่นเฉพาะของบางสิ่งลอยมากระทบจมูก ชายหนุ่มไม่เสียเวลาหยุดคิดหาสาเหตุใดๆ เขาก้าวเท้ายาวๆ เพียงสองก้าวเข้าไปหาไค แล้วจัดการดึงแขนคนที่ตัวสูงกว่าเข้ามาหา ใช้มือข้างหนึ่งกดศีรษะอีกฝ่ายให้ซุกเข้ากับซอกคอตัวเอง ใช้กลิ่นติดตัวที่ไม่อาจเทียบได้กับกลิ่นด้านนอกฉุดรั้งสติของอัลฟ่าในอ้อมกอดเอาไว้ให้ได้มากที่สุด ขณะที่อีกมือก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมากดไปด้วย 

“โอเมก้าที่ไหนมาฮีทแถวนี้ ลากตัวไปให้พ้น”  

[ครับท่าน] 

มิคาเอลโยนโทรศัพท์ทิ้งไว้บนเตียงแคบ จากนั้นกอดรัดตัวไคเอาไว้แน่นกว่าเก่า ทั้งหมดทำไปตามสัญชาตญาณและความต้องการในใจแบบไม่คิดหาเหตุผลใดๆ กระทั่งผ่านไปเกือบสิบวินาที เขาจึงพบว่าคนในอ้อมกอดไม่ได้มีทีท่าว่าจะคลุ้มคลั่งตามกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้าไปเลยแม้แต่น้อย 

คนที่ไม่ได้ถูกฝึกมา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางนิ่งเฉยเช่นนี้ 

หรือว่า... 

มิคาเอลผละกายออกแล้วค่อยๆ เงยหน้ามองไค ในตอนนั้นเองที่เขาได้เห็นสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไปของคนคนนี้เป็นครั้งแรก สีหน้าที่ไม่ใช่ความอดทนอดกลั้น ไม่ใช่การยิ้มแย้มแบบที่นึกอยากเห็นมาตลอด 

แต่เป็นความรังเกียจ... 

“เหม็น” เสียงทุ้มแหบแห้งที่เพิ่งได้ยินเป็นครั้งแรกทำให้คนฟังนิ่งค้างไปเล็กน้อย ก่อนจะกลายเป็นประหลาดใจแทน ยามเมื่อสองแขนแข็งแรงคว้าเกี่ยวเอวเขาเข้าไปกอดไว้ ขณะที่ปลายจมูกโด่งกดซ้ำลงมาบริเวณซอกคอแล้วหายใจเข้าแรงๆ ราวกับต้องการสูดรับกลิ่นของเขาให้เต็มที่ 

ไม่ใช่เพียงไม่มีปฏิกิริยาต่อกลิ่นฟีโรโมนของโอเมก้า...แต่ไคยังรังเกียจมันด้วย 

ดวงตาสีเขียวคู่คมหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงประวัติของไคที่เขารับรู้มา เมื่อตั้งสติได้และเข้าใจทุกอย่างแล้ว มิคาเอลจึงยกแขนกอดตอบอย่างแนบแน่น โดยไม่ลืมเอียงคอไปด้านข้างให้คนตรงหน้าซุกไซ้ได้ถนัดขึ้นด้วย 

วินาทีนั้นมิคาเอลมั่นใจขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่าเขาไม่อาจปล่อยคนคนนี้ไปได้ เขายังอยากเจอ อยากมาดูอีกฝ่ายวาดรูปทุกวัน แม้ไม่อาจจำกัดความความรู้สึกของตัวเองได้ในตอนนี้ ทว่าก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่ความรู้สึกธรรมดา 

ไม่ธรรมดาตั้งแต่ที่ทำให้คนรู้สึกไม่เป็นรู้สึกขึ้นมาแล้ว 

ถึงจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ได้ใกล้ชิดกันแบบไม่คาดฝันขึ้น ทว่าเมื่อกลิ่นฟีโรโมนนั้นจางหายไป ไคก็กลับเข้าสูสภาวะปกติเสมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น โชคดีที่มิคาเอลไม่ใช่คนเซ้าซี้หรือชอบถามหาคำตอบอยู่แล้ว เขาจึงปล่อยผ่านแล้วลากลับง่ายๆ โดยการหมุนตัวเดินจากไปแบบไม่บอกไม่กล่าว 

“กลับเลยใช่ไหมครับท่าน” 

“อืม” มิคาเอลตอบรับในลำคอ ขณะเงยหน้ามองตึกเก่าๆ ที่ไม่ได้เหมาะสมกับคนคนนั้นเลยแม้แต่น้อยอย่างไม่พอใจ “พรุ่งนี้มาใหม่” 

“…” 

ลูก้ากะพริบตาช้าๆ คล้ายไม่คาดฝันในคำตอบ ทว่าก็ดึงสติกลับมาเข้าที่ได้อย่างรวดเร็วสมเป็นมืออาชีพ เขาเคยคิดว่าเจ้านายเพียงสนใจคนคนนั้นแค่ชั่วคราว พอไม่ต้องไปมองอีกฝ่ายวาดภาพเพราะได้ของที่ต้องการมาแล้วก็คงทิ้งไปง่ายๆ แต่กลับไม่ใช่แบบนั้นเลยสักนิด นี่มันไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว  

หรือมันไม่ปกติตั้งแต่ให้สืบประวัติแล้วนะ... 

 

 

ระยะเวลาหนึ่งอาทิตย์หรือหนึ่งเดือนไม่ใช่ระยะเวลาที่มากพอสำหรับการตกหลุมรักใครสักคนจนยอมทำให้ได้ทุกอย่าง ไม่รู้ว่าควรเรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่มิคาเอลซื่อตรงต่อความรู้สึกตัวเองยิ่งกว่าใคร บางทีอาจเป็นเพราะเขาไม่เคยรู้จักมันมาก่อน ยามพบว่ามีอะไรมาดึงดูดจึงเผลอปล่อยตัวปล่อยใจง่ายดายถึงเพียงนี้  

ยิ่งได้เห็นยิ่งอยากมอง ยิ่งได้ใกล้ชิดยิ่งอยากจับใส่กรง เอาตั้งไว้ข้างเตียงแล้วนอนมองทุกวันไม่รู้เบื่อ เขาใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการเทียวไปหาไคอย่างสม่ำเสมอ และใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการแอบเก็บสะสมภาพวาดของอีกคนโดยไม่ออกนาม ทั้งยังให้เงินมากกว่าที่ควรเป็นเกือบสองเท่า ทั้งหมดเพียงเพื่อให้ไค ‘ใช้หนี้’ หมดไวๆ ด้วยรู้ดีว่าแม้จะไม่พูด แต่คนคนนั้นก็ยังมีศักดิ์ศรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเรื่องเงิน บางทีอาจเป็นเพราะกลัวว่าจะกลายเป็นใช้หนี้เพื่อมาเป็นหนี้ต่อจึงดื้อดึงผิดปกติ ไม่ยอมรับความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น 

“ช่วงนี้ที่นี่ไม่ค่อยปลอดภัย ระวังตัวให้ดีด้วย”  

มิคาเอลขมวดคิ้วเล็กน้อยยามนึกถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของพื้นที่บริเวณนี้ สายข่าวของเขารายงานว่าจะมีการขนส่งของผิดกกฎหมายข้ามประเทศโดยใช้สลัมที่ไม่มีคนเหลียวแลเป็นสถานที่พักของ และมันก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีการปะทะกันจากสามฝ่าย ทั้งทางคนส่งของ ทางชาลอฟที่เป็นเจ้าของพื้นที่ และทางตำรวจที่น่าจะได้รับรายงานในเร็วๆ นี้แน่นอน 

ใจจริงเขานึกอยากพาไคไปหลบอยู่ที่อื่น แต่เชื่อว่าคนที่ยังวาดภาพปัจจุบันโดยใช้โลเคชั่นห้องเก่าๆ ของตัวเองเป็นแรงบันดาลใจไม่เสร็จคงไม่ยอมขยับไปไหน เนื่องจากบังคับไม่ลงจึงได้แต่ยอมปล่อยไปแล้วหาวิธีป้องกันแทน คงต้องใช้คำว่าแปลกมาบรรยาย เพราะแค่หนึ่งปีมิคาเอลกลับเปลี่ยนแปลงไปได้ถึงขนาดนี้ 

บังคับไม่ลงเหรอ... คำคำนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับตัวเขาเลยสักนิด 

“พรุ่งนี้ฉันจะมาใหม่” มิคาเอลวางมือลงบนบ่ากว้าง ก่อนจะไล้ปลายนิ้วไปตามกรอบหน้าคมช้าๆ แววตาเย็นชาที่อ่อนแสงลงทุกวันทอประกายอ่อนโยนยากจะอธิบาย รอจนไคเงยหน้ามองแล้วพยักหน้าให้หนึ่งครั้ง เขาจึงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยและหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่เหลียวหลัง 

เพราะขืนทำแบบนั้น...เห็นทีคงได้ยัดเยียดตัวเองให้ค้างที่นี่โดยไม่ถามความเห็นเจ้าของห้องแน่ 

“ท่านครับ”  

“ให้คนของเราดูแลที่นี่ไว้ด้วย”  

ลูก้าก้มศีรษะรับคำ ระหว่างที่เดินตามหลังเจ้านายก็ต่อสายออกคำสั่งกับคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว และในเวลาไม่นานหลังจากนั้น ตึกเก่าๆ ที่ไม่ควรมีคนสนใจก็มีคนของมิคาเอล ชาลอฟคอยเฝ้าระวังอยู่ทั่วทุกบริเวณ 

น่าเสียดายที่คนของมิคาเอลเฝ้าระวังได้เพียงภายนอก... 

ในคืนเดียวกันนั้น ที่พักอาศัยของไคถูกไฟไหม้อย่างหนักเป็นการเปิดฉากของคนฝั่งผู้ค้าของผิดกฎหมายที่ทำเพื่อดึงดูดความสนใจจากตำรวจ ไคถูกคนของมิคาเอลช่วยเหลือพาออกมาได้ทันเวลา ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง สลัมเล็กๆ ก็กลายเป็นสมรภูมิรบเต็มตัว เสียงปืนและเสียงต่อสู้ระหว่างผู้รักษากฎหมายกับคนร้ายดังกระหน่ำ ผ่านไปนานเป็นชั่วโมงก็ยังไม่สงบลง  

กระทั่งเจ้าของพื้นที่มาถึง... 

“สั่งให้คนของคุณถอยออกไปให้หมด” ลูก้าออกคำสั่งกับนายตำรวจแทนเจ้านายที่มีดวงตาดุดันคุกรุ่นนับตั้งแต่ได้ยินรายงานเรื่องห้องของไคถูกไฟลุกไหม้ 

เมื่อชาลอฟเข้ามาจัดการ ตำรวจทำหูหนวกตาบอด สถานการณ์ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางอย่างรวดเร็ว เปรียบเทียบดูระหว่างมาเฟียมืออาชีพกับพวกปลายแถวที่มีดีแค่อาวุธ ไม่ต้องคาดเดาก็รู้ว่าใครจะชนะ 

“ดะ...เดี๋ยวครับ!” 

ปัง! 

มิคาเอลเป็นคนเหนี่ยวไกยิงหัวหน้าทีมขนส่งทิ้งด้วยตัวเอง มองดูจากสีหน้าและท่าทางของเขา ต่อให้ไม่ใช่คนใกล้ชิดก็สัมผัสได้ว่าอารมณ์ไม่ดีเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่ตำรวจที่ดูสถานการณ์ในฐานะผู้ชมมาโดยตลอดยังไม่กล้าเข้าไปพูดคุยด้วย ได้แต่มองตามแผ่นหลังกว้างของคนที่เห็นเพียงแวบๆ เพราะมีการ์ดถือร่มสีดำบดบังใบหน้าเอาไว้ไปจนสุดสายตา 

“ไคอยู่ไหน”  

“คนของเราพาไปอย​ู่ด้านหลังตึกครับท่าน” ลูก้าผายมือให้เจ้านายเดินนำทางไปอย่างรู้ใจ  

เปลวเพลิงท่วมมิดตึกที่เจ้าหน้าที่กำลังช่วยกันดับอย่างยากลำบากยังคงโหมกระหน่ำไม่มีทีท่าว่าจะมอดลงง่ายๆ บรรดาเจ้าหน้าที่ต่างพากันเดินเข้าออก แบกอุปกรณ์ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านกันจ้าละหวั่น ทว่ามิคาเอลกลับไม่สนใจความวุ่นวายเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย 

พื้นที่เบื้องหลังตึกที่ไม่ค่อยมีคนอยู่และติดกับชายป่ามีร่างสูงใหญ่ของไคยืนนิ่งๆ เงยหน้ามองหน้าต่างห้องของตัวเองที่ถูกไฟไหม้จนน่าจะไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่อย่างเดียวเงียบๆ ภาพแผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวเศร้าสร้อยทำให้คนมองปวดแปลบในใจอย่างไร้เหตุผล 

“ไค...” มิคาเอลสาวเท้าเดินเข้าไปแนบชิด วางแก้มลงบนบ่ากว้าง พลางโอบเอวสอบของคนด้านหน้าเอาไว้ในอ้อมแขน “ฉันจะซื้ออุปกรณ์วาดภาพให้ใหม่” 

“…อืม” 

พวกเขาใช้เวลายืนอยู่อย่างนั้นเพียงไม่นานรถหรูคันหนึ่งก็ขับมาจอดห่างออกไปไม่ไกลนัก มิคาเอลผละออกอย่างแสนเสียดาย ก่อนจะเป็นฝ่ายจูงมือไค พาคนที่ตอนนี้เหลือเพียงตัวเดินไปขึ้นรถอย่างเงียบงัน 

แม้ที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยความทรงจำอันแสนเลวร้ายในอดีตของไค ทว่าคนที่อดทนอยู่มานาน อุตส่าห์หาเงินมาใช้หนี้แทนพวกสกปรกนั่นจนหมดก็คงรู้สึกประหลาดไม่น้อยยามต้องจากไป มิคาเอลทำได้เพียงหวังว่าเปลวเพลิงที่มอดไหม้จะช่วยลบเลือนเรื่องไม่น่าจดจำในใจไคออกไปด้วย แต่ถึงจะทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร... 

“ท่านจะให้ไปที่ไหนดีครับ” 

“…นอกเขตชาลอฟ” 

ในเมื่อเขามั่นใจแล้วว่าต้องการคนคนนี้จริงๆ เขาก็จะเป็นคนลบเรื่องราวเหล่านั้นออกไปเอง 

การได้ไปอยู่ในสถานที่ที่เป็นความลับ แม้แต่ผู้นำชาลอฟยังไม่รู้ไม่เพียงทำให้ไคดูผ่อนคลายขึ้น ทว่ามิคาเอลกลับมีความสุขจนเริ่มยกมุมปากขึ้นบ่อยครั้งโดยไม่รู้ตัว หนึ่งอาทิตย์ สองอาทิตย์ สามอาทิตย์ เขาเพียงอยากให้เวลานับต่อไปเรื่อยๆ แล้วใช้ชีวิตอยู่กับไคที่ริมทะเลสาปแห่งนี้ไปตลอดโดยไม่ต้องกังวลถึงเรื่องใด  

น่าเสียดายที่ความลับไม่มีในโลก... และมันก็ไม่ได้ใช้เวลานานนักกว่าผู้นำชาลอฟจะรู้เรื่อง 

เพียะ! 

ใบหน้าคมคายที่ถูกฟาดด้วยฝ่ามือหยาบกร้านสะบัดหันไปตามแรงตบ สีผิวที่ขาวอยู่แล้วทั้งยังเรียบเนียนจนแทบเห็นเส้นเลือดทำให้ร่องรอยความบอบช้ำปรากฏชัดบนใบหน้า ถึงอย่างนั้นมิคาเอลก็ยังมีสีหน้าเย็นชา ไม่แสดงความเจ็บปวดใดๆ ออกมาให้เห็นเลยแม้แต่น้อย 

“หายหัวไปไม่ยอมกลับมาเพราะอัลฟ่าไร้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่ง นี่แกคิดจะลองดีกับฉันใช่ไหม” 

“…” 

“มิคาเอล!” 

เจ้าของชื่อเบนสายตาไปมองพ่อแท้ๆ ที่แม้จะมีสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าดวงตากลับทอประกายคุกรุ่นอย่างเฉยชา ในใจครุ่นคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดที่ประสบพบเจอมาโดยตลอด แล้วก็เกิดคำถามขึ้นมา... 

นี่เขาทนฟังคำสั่งไอ้แก่นี่มานานขนาดนี้ได้ยังไงกันนะ 

ทำไมคนอย่างเขาถึงต้องยอมให้มันทำร้ายด้วย 

“ที่ทำแบบนี้ แกไม่อยากเป็นคนของชาลอฟแล้วใช่ไหม” ผู้นำชาลอฟนั่งลงบนเก้าอี้ ดวงตาดุดันบนใบหน้าน่าเกรงขามทอประกายหยามเหยียด ขณะเอ่ยคำพูดถัดไปกับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นลูกชายแท้ๆ “ดี...ดีจริงๆ อยู่สูงๆ ไม่ชอบ ดันหันไปคว้าพวกขยะมาไว้ข้างกาย ใฝ่ต่ำ” 

ดวงตาสีเขียวเย็นเยียบดูดุร้ายขึ้นหลายเท่าเมื่อได้ยินถ้อยคำที่ไม่สมควรใช้กับคนของเขาเป็นอย่างยิ่ง  

“…ต้องทำยังไง” 

“…” 

“ต้องทำยังไงถึงจะออกไปจากที่นี่ได้โดยไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชาลอฟอีก” 

“ไอ้มิคาเอล!” 

เพล้ง!  

ผู้นำชาลอฟวัยชราที่เคยน่าเกรงขาม ยามนี้ดูคล้ายกลายร่างเป็นชายแก่โมโหร้าย ดวงตาที่ใช้จ้องมองมิคาเอลซึ่งไม่แม้แต่จะเบี่ยงกายหลบแก้วน้ำที่เฉียดหน้าไปไร้ซึ่งความผูกพันเฉกเช่นที่พ่อลูกควรมี  

“อยากออกไปมากสินะ” ชายชราหอบหายใจหนักหน่วง หากก็กลับไปสงบเยือกเย็นได้อย่างรวดเร็วเมื่อความคิดบางอย่างผุดวาบขึ้นในหัว “ฉันจะให้แกไป...และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับแกอีก ถ้าแกทำงานสุดท้ายสำเร็จ” 

“…” 

“แต่ถ้าไม่สำเร็จ...นอกจากแกจะตายกลางภารกิจแล้ว ฉันจะส่งไอ้ขยะนั่นตามไปด้วย” 

ตอนกลับไปถึงบ้านที่มีไคอยู่ด้วยอีกครั้ง มิคาเอลไม่ได้ตรงไปที่ห้องชั้นบน ไม่ได้เข้าไปหาไคเป็นลำดับแรกเหมือนทุกวัน แต่เขาใช้เวลานั่งอยู่บนเก้าอี้ริมทะเลสาบนานนับชั่วโมง ครุ่นคิดถึงเรื่องราวทุกอย่างที่ได้พบเจอมาในวันนี้อย่างเงียบงัน รวมไปถึงเรื่องงานสุดท้ายที่มีความเสี่ยงมากจนแม้แต่คนอย่างเขายังไม่แน่ใจว่าจะได้กลับมาอีกหรือเปล่า 

หากให้ใช้มันสมองกับกำลังคนที่มีคงไม่ต้องเครียดถึงขนาดนี้ แต่นี่ต้องทำทุกอย่างเพียงลำพัง แขวนชีวิตของตัวเองกับคนสำคัญเอาไว้บนเส้นด้าย เพื่อแลกกับอิสระที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน 

มันจะคุ้มแน่หรือ... 

เสี้ยววินาทีที่ความสับสนไม่แน่ใจวาบเข้ามาในความคิด ปลายนิ้วเย็นๆ ของใครคนหนึ่งที่มิคาเอลไม่เคยสร้างเกราะป้องกันใส่จึงเดินเข้ามาหาได้โดยที่เขาไม่รู้สึกตัวแตะลงบนมุมปาก จุดเดียวกับที่มีบาดแผลเพราะเพิ่งโดนทำโทษมา หากคนเจ็บกลับไม่เปลี่ยนสีหน้า บาดแผลเพียงเท่านี้ไม่อาจทำอะไรเขาได้แม้เพียงนิด 

“ลงมาหาฉันเหรอ” 

“…” ไม่มีคำตอบรับดังออกมาจากปากของคนตัวสูง แต่แค่การพยักหน้าครั้งเดียวก็มากพอจะทำให้มิคาเอลดีใจได้แล้ว  

“นั่งสิ วันนี้อากาศดีมากเลย” 

“…แผล” 

“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ไม่เจ็บเลยสักนิด” มิคาเอลกะพริบตาปริบๆ เมื่อจู่ๆ ก็ถูกจิ้มแผลแรงๆ หนึ่งครั้งเหมือนอยากพิสูจน์ว่าไม่เจ็บเลยสักนิดจริงๆ หรือเปล่า และเมื่อเห็นเขาไม่ปลี่ยนสีหน้า คนทำจึงถอนมือออกไปแล้วยอมนั่งลงแต่โดยดี  

การกระทำตลกๆ ที่ไม่รู้ว่าควรจะขำหรือเปล่าทำให้ชายหนุ่มเผลอแสดงสีหน้าอ่อนลงโดยอัตโนมัติ ความลังเลและไม่มั่นใจมากมายในหัวจางหายไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงความสบายกายสบายใจยามได้อยู่เคียงข้างใครอีกคน 

“ไคอยากไปประเทศไทยใช่ไหม” 

“…” 

“หลายวันก่อนฉันเห็นไคเปิดเน็ตดูรูปของประเทศนั้น”  

“...” คนฟังพยักหน้ารับง่ายๆ หนึ่งครั้งโดยไม่ได้ตอบอะไร 

“ถ้างั้น...รอให้ฉันเก็บเงินจนเราไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้แบบสบายๆ แล้วค่อยไปกันดีไหม” 

“...”  

ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพยักหน้า แต่ไคหันมามองมิคาเอลเต็มตา เขาจึงโคลงศีรษะไปมาคล้ายกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศที่ไม่ได้มีใจความสำคัญอะไร หากก็ไม่อาจมองข้ามไปได้ 

“ตั้งแต่เกิดมาฉันก็ไม่เคยรู้สึกเหมือนชีวิตเป็นของตัวเองมาก่อน...จนกระทั่งได้มาเจอไค” มิคาเอลอธิบายความรู้สึกที่มีอย่างตรงไปตรงมา “ในเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องการอะไรแล้ว ทำไมฉันยังต้องทนอยู่ในที่ที่ไม่อยากอยู่อีกล่ะ” 

“…” 

“ไคช่วยรอฉันสักสองสามอาทิตย์ได้ไหม”  

“…” 

“รอฉัน...แล้วเราจะไปจากที่นี่ด้วยกัน" 

เป็นเวลาเนิ่นนานที่พวกเขาสบตากันโดยไม่มีคำพูดใดๆ เพิ่มเติม มีเพียงสายลมเย็นสบายที่พัดผ่านมาเป็นพยาน ทำให้รู้ว่าช่วงเวลายังคงเคลื่อนไหว ไม่ได้ถูกหยุดไว้เหมือนที่นึกอยากให้เป็น 

และสุดท้าย...มิคาเอลก็ได้รับคำตอบสั้นๆ มาคำหนึ่ง 

“อืม” 

 

 

สองอาทิตย์คือระยะเวลาที่มิคาเอลหายหน้าไปจัดการ ‘งานใหญ่’ เพียงลำพัง การฆ่าหัวหน้ากลุ่มมาเฟียฮ่องกงที่เป็นปฏิปักษ์กับชาลอฟมานานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องปิดบังตัวตนไม่ให้มีปัญหาในอนาคต หากจะให้พูดง่ายๆ ใช้คำว่า ‘ไม่มีทางเป็นไปได้’ น่าจะถูกต้องที่สุด 

เหตุผลที่ผู้นำชาลอฟเลือกงานนี้ไม่ใช่เพราะนึกเมตตาบุตรชายแท้ๆ ทว่าเขาต้องการส่งมิคาเอลไปตาย หรือถ้าไม่ตายก็ต้องการให้เข็ดขยาดจนต้องคลานกลับมาขอร้องให้ช่วย น่าเสียดายชายชราดูถูกความสามารถของลูกชายที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำมากเกินไป 

แม้ร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผล มีคราบเลือดแห้งกรังเกาะติดตามตัว ทว่ามิคาเอลก็ยังเดินตัวตั้งตรงกลับมาทวงสัญญาด้วยตัวเอง ความแข็งแกร่งที่มากเสียจนน่าหวาดเกรงทำให้ผู้เป็นพ่อถึงขั้นสั่นสะท้านไปในชั่ววินาทีหนึ่ง กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอรับคำยอมทำตามสัญญา ชายผู้นั้นก็หมุนกายเดินจากไปแล้ว 

ตั้งแต่ต้นจนจบมิคาเอลไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็นเลยสักนิด ขนาดขึ้นมาอยู่บนรถที่ลูก้าขับมารับแล้วก็ยังนั่งนิ่งไม่รู้สึกรู้สา ท่าทางเฉยชาไม่อนาทรร้อนใจต่อบาดแผลบนร่างเลยแม้แต่น้อย 

“ท่านจะแวะโรงพยาบาลก่อนไหมครับ” 

“ไม่ต้อง แผลไม่ได้ลึก” 

ไปลุยรังคนอื่นมาด้วยตัวคนเดียว แต่บอกว่าบาดแผลไม่ได้ลึก แถมยังไม่ต้องไปโรงพยาบาล เดินไปเดินมาได้ชิวๆ... หากกล่าวว่ามิคาเอลไม่ใช่คนก็คงไม่เกินจริงแต่อย่างใด 

ทว่า... 

“ไค…” 

แทบจะทันทีที่เท้าแตะพื้น มองเห็นร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งออกมายืนรับ เรือนร่างสูงสง่าที่ดูสุขภาพแข็งแรงมีบาดแผลเพียงเล็กน้อยก็เดินตัวโงนเงนเข้าไปหา ล้มกองลงตรงหน้าให้ไคอ้าแขนรับได้แบบพอดิบพอดีจนน่าประหลาดใจ ลูก้าแทบจะกลอกตามองบนใส่เจ้านายที่ดูจะเปลี่ยนแปลงไปทุกวันๆ แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงก้มศีรษะให้แล้วจากไปพร้อมการ์ดคนอื่นๆ ตามคำสั่ง 

นับจากนี้มิคาเอลจะใช้ชีวิตในฐานะคนธรรมดาโดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง หมดหน้าที่ของการ์ดทุกคนแล้ว...จนกว่าเจ้านายจะต้องการพวกเขาอีกครั้ง 

“ตอนนี้บัญชีธนาคารทั้งหมดของฉันคงถูกอายัดไปหมดแล้ว ส่วนเงินส่วนตัวที่ไม่มีใครรู้ฉันไม่อยากเอาออกมาใช้ ตอนนี้คงต้องบอกว่าตัวเปล่าจริงๆ ไคว่าฉันจะทำงานอะไรดี” 

“…ทำแผล” 

มิคาเอลยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย ขณะกอดรัดคนที่แบกเขาไว้บนหลังแน่นกว่าเก่า ถึงจะไม่อยากโกหกไคเท่าไหร่นัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ได้รับมาคุ้มค่าอยู่ไม่น้อย ยิ่งยามเห็นคนหน้าตายหยิบอุปกรณ์มาทำแผลให้อย่างคล่องแคล่วยิ่งอารมณ์ดี ต่อให้หงุดหงิดเพราะรู้ดีว่าทำไมไคถึงทำแผลคล่องนักก็ปัดเรื่องแย่ๆ ทิ้งไปจากสมองอย่างรวดเร็ว 

“ไคว่าฉันเหมาะกับงานอะไรเหรอ” 

ตอนที่ได้ยินคำถาม ไคกะพริบตาช้าๆ แล้วเบนสายตาไปมองสิ่งของอย่างหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นนิตยสารที่มีภาพของนายแบบหนุ่มคนหนึ่งที่พวกเขาต่างไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่บนปก แต่ที่แน่ๆ ในความคิดของไค คนที่อยู่ข้างกายเขาโดดเด่นกว่าคนคนคนนั้นแทบทุกด้าน 

“นายแบบ...” มิคาเอลเลิกคิ้ว ไม่ได้ถามอะไรต่อ แต่เอียงศีรษะไปด้านข้างเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “อืม... น่าจะได้เงินเยอะอยู่เหมือนกัน สักปีสองปีฉันคงเก็บเงินได้พอสมควร” 

จากอดีตว่าที่ผู้นำแก๊งมาเฟียมาจบลงที่อาชีพนายแบบ มาถึงตอนนี้คงไม่ต้องบอกแล้วว่าเพราะใคร 

นับจากวันนั้นมิคาเอลก็ทำตามที่พูดจริงๆ สองถึงสามปีต่อมาหลังจากมีชื่อเสียงในฐานะนายแบบแสนเย็นชาที่หญิงสาวและโอเมก้าหนุ่มทั้งหลายให้ความสนใจ ชายหนุ่มประกาศชัดเจนเรื่องที่จะเดินทางไปอยู่ประเทศไทยต่อแบบไม่มีกำหนดกลับ และหลังจากประกาศได้เพียงวันเดียว เขาก็เดินทางข้ามประเทศไปอาศัยอยู่ที่ที่อยู่อาศัยแห่งใหม่พร้อมกับไคซึ่งอยู่ด้วยกันมาโดยตลอดในทันที 

หากถามว่าทำไมไคถึงยอมอยู่กับมิคาเอลนานขนาดนี้ เห็นทีแม้แต่เจ้าตัวอาจจะยังตอบไม่ได้เลยด้วยซ้ำ 

บางทีอาจเป็นเพราะไคไม่มีที่ไปแล้ว ที่อยู่เพียงแห่งเดียวที่มีถูกเผาทำลาย ตอนที่ไม่รู้จะไปไหนก็เป็นมิคาเอลที่จับจูงมือพาไปต่อ หรือบางทีอาจเป็นเพราะความใกล้ชิดและความสม่ำเสมอที่ได้เจอมิคาเอลทุกวันทำให้เขาเคยชิน รู้ตัวอีกทีก็เดินตามแรงชักนำนั้นไปอย่างว่าง่าย  

แต่สำหรับมิคาเอลไม่ว่าเหตุผลใดๆ ล้วนไม่สำคัญ  

แค่รู้ว่าเขาต้องการไคและไคต้องการเขาก็พอ 

ความคิดเห็น