แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 56

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 233

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2562 22:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 56
แบบอักษร

“สารวัตร!” เสียงผู้สูงวัยที่แผดเรียกผู้บังคับบัญชาด้วยความตระหนกตกใจนั้นสร้างความแตกตื่นแก่บรรดานายตำรวจที่กำลังเก็บข้าวของเตรียมตัวเดินทางกลับที่พักเป็นอย่างมาก “สารวัตรอยู่ที่ไหนครับ เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” 

“มีอะไรหรือ ดาบหมอก” คนถูกเรียกหาเร่งฝีเท้าลงจากบันได 

“คุณนายหมั่น” นายดาบยกมือลูบหน้าผากที่ชุ่มเหงื่อ 

“คุณนายหมั่นทำไม” สารวัตรหวู่ฉงน 

“คุณนายหมั่นแกเพิ่งขายหมุ่ยไจ๋ของแกเข้าซ่องของนายสแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ ซ่องที่ว่านั้นอยู่ในท้องที่ดูแลของ สน.เราครับ สารวัตร” 

“สวรรค์ช่วย!” มือปราบหนุ่มใหญ่สะดุ้ง “ดาบไปรู้มาจากไหน” 

“ผมเคยทำงานรับใช้พวกเขา” ชายร่างท้วมหอบแรงๆ ยอมคายความลับจนหมดเปลือก “สองคนนั้นลักลอบเป็นชู้กัน และพวกเขานั่นแหละที่เป็นคนจ้างวานมือปืนให้ยิงสังหารท่านสมาชิกสภาหมั่น” น้ำเสียงของนายตำรวจธุรการเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด “นายสแตนลีย์คนนี้เปิดซ่องเถื่อนในเขตรับผิดชอบของเรามานานแล้ว แต่ที่สารวัตรไม่เคยรู้เลยก็เพราะผมรับเงินมาจากเขา เลยช่วยแก้ต่างปิดบังมาตลอด” 

 เกาเฉ่งนิ่งค้าง ประสาทสัมผัสของหนุ่มใหญ่ไม่อาจรับรู้อะไรอื่นได้ นอกจากคำสารภาพของลูกน้องที่ชาวาบอยู่ในหัวใจเขา 

ผู้กองซิงห์กับอาหลกแล่นพรวดมาสมทบ ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคนสนิททั้งสองของสารวัตรคือภาพที่นายดาบวัยจวนเกษียณอายุราชการถลาเข้าไปเกาะขากางเกงผู้บังคับบัญชาพร้อมกับร้องร่ำคร่ำครวญเสียงสั่นจนฟังไม่รู้เรื่อง 

“ซ่องของสแตนลีย์อยู่ที่ตรอกโรงไพ่นกกระจอกเดิม” ดาบหมอกสะอื้นจนใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกไม่เหลือรูปเดิม “ถึงผมจะเคยกินสินบาทคาดสินบนมาหลายครั้ง แต่ถึงยังไงผมก็ยังเป็นตำรวจ สารวัตรจะตั้งคณะสอบสวนหรือภาคทัณฑ์ผมอย่างไรก็ได้ ผมรับได้ทั้งนั้น ขอเพียงแค่สารวัตรคุ้มครองหมุ่ยไจ๋คนนั้นด้วย อย่าให้เด็กสาวใสซื่อคนหนึ่งต้องมาตกนรกทั้งเป็นด้วยธุรกิจค้ากามนั่นเลย” 

“ไม่ต้องพูดแล้ว” เกาเฉ่งกระชากเสียง ก่อนจะตะโกนสั่งทุกคนในโรงพัก “ทุกคนยังไม่ต้องกลับไปไหนทั้งนั้น เตรียมตัวประจัญบานให้พร้อม เราจะล้อมปราบซ่องเถื่อนของไอ้ฝรั่งชั่วนั่นให้สิ้นซากภายในคืนนี้”  

 

เด็กหนุ่มผู้กำลังนั่งจมอยู่ในร้านเหล้าข้างถนนย่านเสิ่งหว่านหยุดมือที่คลึงแก้วเหล้าทันทีที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายขานชื่อตนมาจากอีกฟากถนน 

“คุณชายน้อยไหว่เชิง” ต้นเสียงวิ่งกรากเข้ามา “อยู่นี่จริงๆด้วย” 

“ลุงตั๊ง” คนแซ่หมั่นกระเด้งตัวขึ้นจากเก้าอี้ “ลุงมาที่นี่ได้ไง” 

ผู้ข้ามมาจากฝั่งเกาลูนหอบหายใจแรง ร่างผอมเกร็งของชายแก่ศีรษะล้านโซซัดโซเซด้วยความที่เสียแรงมากไปกับการวิ่ง แกฝืนใจใช้แรงเฮือกใหญ่ในการยัดของที่เก็บได้จากหน้าบ้านตระกูลหมั่นใส่มือของเด็กหนุ่มแทนคำตอบ  

“นี่มัน...” ไหว่เชิงพิศดูสร้อยพระคริสต์ถูกตรึงกางเขน 

“ของอาฟั้นครับ” ลุงตั๊งเพิ่งพูดออกเป็นคำแรก “คุณนายใช้ให้ใครไม่รู้จับนังหนูมัดตัวแล้วโยนขึ้นท้ายรถ ได้ยินว่าพวกมันจะไปที่ว้านไจ๋” 

“อาฟั้น” ชายคนรักลนลานเก็บสร้อยเส้นนั้นใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วกระวีกระวาดออกไปจากร้านโดยไม่รับฟังคำทัดทานของคนนำสารอีกเลย 

 

หมั่น ไหว่เชิง กระโดดลงจากรถรางสองชั้นทันทีที่มาถึงว้านไจ๋ เขาวิ่งฝ่ารถรากลางถนนอย่างไม่คิดชีวิต พลางกู่เรียกเหล่ฟั้นด้วยท่าทางที่ใครเห็นเข้าก็คิดว่าเขาเป็นบ้า...แม้จะรู้ว่าที่หมายปลายทางของเหล่าคนชั่วที่จับตัวเธอไปนั้นอยู่แถวนี้ แต่ว้านไจ๋ก็ไม่ใช่ย่านเล็กๆที่เพียงเอ่ยชื่อย่านก็สามารถตะบึงไปถึงที่หมายได้โดยง่ายดาย หากเป็นย่านขนาดใหญ่ซึ่งคลาคล่ำไปด้วยชุมชนแออัดที่หน้าตาเหมือนกันไปหมด 

“อาฟั้น เธออยู่ที่ไหน ตอบฉันที” ไหว่เชิงเอ็ดตะโรลั่น เสียงทุ้มก้องสะท้อนอยู่ในเวิ้งที่ตึกแถวปลูกติดกันเนืองแน่น ราวตากผ้าพาดรุงรังไร้ระเบียบ 

ฉับพลันนั้นเอง แสงสว่างจากไฟหน้ารถก็สาดทอทับร่างของเขา พร้อมกับเสียงแตรกรถที่มีท่วงทำนองเหมือนส่งสัญญาณเรียกมากกว่าจะให้หลบหลีก พอเด็กหนุ่มเหลียวหลัง ก็พบกับขบวนรถตำรวจซึ่งวิ่งตามกันมาเป็นพรวน 

“คุณอาเกาเฉ่ง” ไหว่เชิงขานชื่อเมื่อมองเห็นคนขับคันหน้าสุดเต็มตา 

“ขึ้นมาเร็วๆสิ” เกาเฉ่งบอกแกมสั่ง “อากำลังจะไปช่วยเธอ” 

“คุณอาหมายถึงเหล่ฟั้นหรือครับ”  

“อือ” ตำรวจมือปราบร้องเตือน “รีบหน่อยสิ เราชักช้าไม่ได้แล้วนะ” 

เด็กหนุ่มพุ่งตัวขึ้นรถอย่างว่าง่าย หากในหัวยังมิวายเกิดความสงสัย “คุณอารู้หรือครับว่าอาฟั้นอยู่ที่ไหน” เขาซักแทบจะในทันทีที่รถเคลื่อนตัวต่อไป 

“เรื่องมันยาว ไว้ค่อยว่ากันหลังจากเสร็จธุระแล้ว” 

ไหว่เชิงผงกศีรษะรับฟังด้วยใจระทึก ก่อนจะเอื้อมมือลงไปในกระเป๋าเสื้อ คว้าสร้อยไม้กางเขนออกมาด้วยมือที่หุ้มด้วยผ้าเช็ดหน้าสีชมพู “พระผู้เป็นเจ้า โปรดช่วยคุ้มครองอาฟั้นด้วยเถิด” เขาเอามือที่กำไว้แตะหน้าผากพลางพึมพำคำภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เด็กสาวเลื่อมใสศรัทธาตามที่เคยเห็นเธอทำ         

พ.ต.ต.หวู่ เกาเฉ่ง ชายตาดูการกระทำดังกล่าวพร้อมกับความรู้สึกพะวงหาหญิงคนรักซึ่งแล่นริ้วขึ้นมาจับขั้วหัวใจ 

 

ร่างของเหล่ฟั้นที่ถูกจับขึงพืดอยู่กับเสากลางห้องมีสภาพชุ่มไปด้วยเหงื่อไคลและเลือดที่ซึมออกมาตามบาดแผล แม้จะเจ็บปวดเจียนตาย แต่ก็ไม่มีเสียงร้องขอความปรานีเล็ดลอดริมฝีปากแห้งผากอันเกิดจากการอดน้ำนานเป็นวัน ตลอดเวลาที่เธอถูกลูกสมุนทั้งสองของสแตนลีย์หวดแส้ลงบนเรือนร่างนั้น มีเพียงคำเดียวที่เธอเปล่งออกมาด้วยสติสัมปชัญญะอันพร่าเลือนนั้น คือคำว่า “ไหว่เชิง”   

เจ้าของซ่องโสเภณีก้าวเข้ามาในห้องทรมานพร้อมกับโบกมือห้ามปรามสมุนทุกคน “พอได้แล้ว เพลาๆมือลงหน่อย พวกเอ็งโหดร้ายมากไปแล้วนะรู้มั้ย” น้ำเสียงเยียบเย็นของชายหนุ่มสวนทางกับคำพูด ตาเพ่งเขม็งมาที่ร่างอ่อนระโหย 

“ครับ เถ้าแก่” ทั้งคู่รับคำพร้อมกัน 

“บทลงโทษของพวกเอ็งมันโหดร้ายเกินไปสำหรับสาวพรหมจรรย์อย่างเธอคนนี้...” สแตนลีย์เดาะลิ้น “...ลืมแล้วหรือว่าข้าตั้งกฎไว้ว่ายังไง” 

“เถ้าแก่ว่าอะไรนะครับ”  

“ไหนคุณนายหมั่นบอกว่าเธอหลับนอนกับลูกชายแกไง” 

“หยิงโถวน่ะเข้าใจผิดไปเอง แต่ข้าที่คร่ำหวอดอยู่กับเรื่องแบบนี้มาหลายปีดีดัก เห็นแค่แวบเดียวก็รู้แล้วล่ะว่าอะไรเป็นอะไร” 

แววตาอำมหิตสีฟ้าขึงมองอดีตหมุ่ยไจ๋ที่พยายามดิ้นรนขัดขืน 

“เอาตัวเธอไปที่ห้องฉัน” 

 

“แกช่างกล้าหาญที่บังอาจประณามฉันกับหยิงโถวต่อหน้าธารกำนัล” ชายชาวเมืองแม่พูดขึ้นเมื่อทั้งห้องเหลือเพียงเขาและเธออยู่ด้วยกันสองต่อสอง  

“กล้าเหลือเกิน กล้ามากๆ เพียงแต่แกพลาดไปที่ใช้ความกล้านั้นกับคนที่ไม่ควรต่อกรด้วย...” สแตนลีย์หัวเราะเย้ยหยัน “...เจ้าดอกมะลิ” 

เด็กสาวผู้สวมเสื้อแสงหลุดลุ่ยทำท่าตะเกียกตะกาย หมายจะหลุดพ้นจากเชือกพันธนาการที่รัดกายเธอไว้กับเตียงอย่างแน่นหนา แต่ก็ไม่เป็นผล 

“แกจะทำอะไรฉัน” เหล่ฟั้นตาเหลือกตาพอง 

“ยังต้องถามอีกรึ” อีกฝ่ายตอบพร้อมกับปลดกระดุมเสื้อเม็ดแรก “ฉันจะให้ความสุขซาบซ่านกับแกชนิดที่มากเสียจนแกลืมไอ้ตี๋นั่นเลยทีเดียว” 

“ฝันไปเถอะ” ดวงตาของเธอลุกวาบด้วยความชิงชังรังเกียจ  

“ฝันเฝินอะไรกันเล่า ก็ฉันกำลังจะทำอยู่เดี๋ยวนี้ไง” 

“ถึงแกจะขืนใจฉัน สิ่งเดียวที่แกจะได้ไปก็คือร่างกายของฉันเท่านั้น ยังไงเสียหัวใจของฉันก็ยังเป็นของไหว่เชิงคนเดียว” 

สแตนลีย์เปิดยิ้มเหี้ยมเกรียม “ก็ลองดูแล้วกันว่ามะลิที่โดนหนอนแมลงชอนไชจนเน่าเฟะแล้ว ไอ้หมอนั่นจะยังพิสมัยอยู่หรือเปล่า” 

กวาน เหล่ฟั้น ปิดตาลงราวจะหลบเลี่ยงความรับรู้จากทุกความเป็นไปในขณะนั้น เป็นเวลาเดียวกับที่ความทรงจำแต่หนหลังฉายชัดในมโนสำนึก 

“พรหมจรรย์แปลว่าอะไรคะ” 

มันคือสิ่งสำคัญที่มนุษย์ทุกคนโดยเฉพาะลูกผู้หญิงอย่างพวกหนูต้องหวงแหน อย่างน้อยที่สุดก็จงเก็บรักษามันไว้จนกว่าจะแต่งงาน 

“แต่งงานใช่ไหม...ได้...ฉันจะรอคอยวันสำคัญนั้นที่เธอเป็นภรรยาฉันโดยสมบูรณ์ เพื่อให้ทุกสิ่งถูกครรลองคลองธรรมก่อนที่เราจะมีอะไรกัน ฉันขอให้สัญญาเธอด้วยเกียรติของลูกผู้ชายคนหนึ่ง”     

“ฉันก็ขอให้สัญญากับคุณด้วยเกียรติของลูกผู้หญิงเช่นเดียวกัน...”  

“...ฉันจะถนอมรักษาความบริสุทธิ์ของฉันไว้อย่างดีที่สุด เพื่อมอบมันให้แก่คุณในวันที่สองเราเป็นของกันและกันโดยสมบูรณ์” 

เด็กสาวถอนสะอื้นเมื่อพบกับความเจ็บปวดอย่างสาหัสที่สุดในชีวิต 

 

เสียงไซเรนที่กระชั้นชิดเข้ามาทุกขณะปลุกให้สแตนลีย์ผวาตื่นจากความหลับใหล หนุ่มตาน้ำข้าวลนลานสวมเสื้อผ้าที่ถอดกองไว้ ฉวยปืนสั้นอันเป็นอาวุธประจำตัวเหน็บเข็มขัด ก่อนก้าวกรำลงจากห้องนอนชั้นบนสุดด้วยท่วงท่าที่อ่อนล้า 

“มีอะไรกันหรือ อาไหว อาหยิ่ว” ชายหนุ่มถามแมงดาทั้งสองที่พากันยืนประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนอกหน้าต่าง 

“เถ้าแก่” ถ้อยคำขานเรียกสั้นๆที่หลุดจากปากสมุนคนหนึ่งสะท้านความรู้สึกของผู้ฟังอย่างเหลือจะกล่าว สแตนลีย์สัมผัสได้ถึงความไม่ปกติที่กำลังคืบคลานมาประชิดหน้าซ่องนางโลมของเขา 

“ข้าถามทำไมเอ็งไม่ตอบวะ” ชายอังกฤษทำใจดีสู้เสือ 

แทนที่จะให้คำตอบด้วยวาจา สองคนกลับหลีกทางให้เจ้านายยลภาพรถตำรวจฝูงใหญ่ที่จอดล้อมทางเข้าออกอย่างมิดชิด 

“บ้าเอ๊ย” สแตนลีย์ชกผนังระบายแค้น น้ำเสียงแฝงด้วยความกลัว “มัวรออะไรอยู่ล่ะไอ้พวกงั่ง ลงไปไล่พวกมันเร็ว” 

“แต่เรามีกันอยู่แค่นี้เองนะครับ เถ้าแก่” 

“ดันทุรังสู้ไปก็มีแต่ฝ่ายเราที่จะเสียหาย คิดให้ดีก่อนเถอะครับ” 

“แล้วพวกเอ็งจะมุดหัวเป็นเต่าในกระดองอีกนานเท่าไหร่กันล่ะ ขืนรังแต่หลบอยู่ในนี้ พวกมันก็ได้ทะลวงเข้ามาลากคอไปติดตะรางกันพอดี” 

สิ้นคำพูดนั้น ชู้รักของหยิงโถวก็วิ่งหุนหันพลันแล่นไปเผชิญหน้ากับคณะตำรวจ พานให้สมุนทั้งสองวิ่งตามทั้งที่ไม่เต็มใจนัก 

เมื่อประตูซ่องแง้มออก สแตนลีย์ก็พบว่าตำรวจปราบปรามนับสิบนายนำโดยสารวัตรหวู่ที่มาปิดล้อมแหล่งค้ากามของเขาไว้นั้น ต่างตั้งท่าเล็งปืนอย่างขมีขมันราวกับรอการปรากฏตัวของเขาอยู่นานแล้ว 

“สแตนลีย์ ก๊อดเบอร์” พ.ต.ต.หวู่ เกาเฉ่ง ตั้งข้อหาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “คุณมีความผิดฐานดำเนินธุรกิจค้าประเวณี ให้สินบนเจ้าพนักงาน มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจการค้ามนุษย์ กักขังหน่วงเหนี่ยว รวมไปถึงการฆาตกรรมอำพราง ซึ่งความผิดเหล่านี้ละเมิดต่อกฎหมายอาญาสหราชอาณาจักร” 

“อะไรกัน อยู่ๆก็จะมาทึกทักปรักปรำผมทั้งที่หลักฐานก็ไม่มี หมายเรียกหมายจับอะไรก็ไม่มีสักอย่าง อย่างนี้ใช้ได้แล้วหรือครับ คุณตำรวจ” 

“พยานน่ะผมมีแล้ว” สารวัตรข่มใจตอบ “ลูกน้องผมที่คุณให้สินบนไง” 

“ไอ้ดาบหมอก” สแตนลีย์กัดฟันกรอดแกรด ก่อนจะตีหน้าตายเพื่อโต้แย้ง “แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรที่บ่งชี้ว่าผมทำความผิดในคดีอื่นๆอยู่ดีนี่” 

“โกหก” ไหว่เชิงที่อยู่ในความดูแลของผู้กองซิงห์สลัดแขนนายร้อยตำรวจชาวซิกข์ออก “บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะว่าเอ็งจับอาฟั้นไปไว้ที่ไหน เอ็งทำอะไรกับอาฟั้น สารภาพกับข้ามาให้หมด ไม่อย่างนั้นข้าจะฆ่าเอ็ง” 

“ไหว่เชิง อย่าทำแบบนี้” เกาเฉ่งดุ 

“อ๋อ เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างแกก็มากับเขาด้วยหรือ” เจ้าของซ่องยิ้มพราย “ก็แค่ทำให้เธอเป็นของฉันก็แค่นั้นเอง แกอิจฉาฉันล่ะสิที่ได้ครอบครองสิ่งที่แกเฝ้ารอมานานแสนนาน จะบอกให้เอาบุญนะว่าอาฟั้นของแกติดใจฉันงอมแงมเสียแล้ว ถ้าแกได้เห็นสีหน้าเธอในตอนนั้นแกก็จะรู้เอง” 

“ไอ้ชาติหมา!” เด็กหนุ่มขู่คำรามอย่างโกรธจัด ถลันเข้าหาสแตนลีย์โดยไม่ได้สังเกตว่าลูกน้องของอีกฝ่ายกำลังสอดไกปืนเล็งมาที่เขาอยู่       

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น