แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 55

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 236

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2562 11:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 55
แบบอักษร

เสียงปรบมือดังกระหึ่มข้ามห้อง เหล่ฟั้นก้มลงเก็บก้อนกระดาษนั้นขึ้นมาคลี่อ่าน เป็นเวลาเดียวกับที่คนทำแก้วแตกโพล่งถาม “น้องสาวคนนั้นไปไหนซะแล้วล่ะครับ เพราะผมแท้ๆ เธอเลยต้องมาเหนื่อยกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง” 

หมุ่ยไจ๋ตัวเต้นสั่น หูสดับฟังถ้อยคำพาดพิงถึงตนอย่างจดจ่อ พร้อมกันไปกับตาที่ไล่อ่านจดหมายของไหว่เชิงด้วยใจระทม 

“ช่างมันเถอะค่ะ คุณเหล่ย์ หน้าที่นี้เป็นของมัน มันก็ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว” เจ้าภาพเฉไฉ พยายามขืนหน้าให้ยิ้มแย้มเป็นปกติ 

“คุณเรียกเธอว่า ‘มัน’ หรือคะ” คู่สมรสของเขาซึ่งทำงานด้านองค์กรส่งเสริมสิทธิมนุษยชนจี้ถามด้วยความข้องใจ “ประทานโทษนะคะคุณนายหมั่น ทำไมคุณถึงได้ดูหมิ่นสาวใช้ของตัวเองอย่างนี้”  

คำถามของแขกสาวเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่จากแขกคนอื่นๆได้ชะงัดนัก ขณะเดียวกันก็เป็นการจุดความฉุนเฉียวในตัวเจ้าภาพให้พลุ่งขึ้นมา 

“มันมักใหญ่ใฝ่สูง หวังอยากได้ทรัพย์สมบัติของตระกูลหมั่น” หยิงโถวตอบดังลั่น โทสะที่เก็บกลั้นไว้ลุถึงจุดเดือด “มันวางแผนจะจับลูกชายดิฉัน ใช้มารยาล่อลวงให้เขาติดกับมัน นั่นเป็นสาเหตุที่ดิฉันรีบขับไสมันไปจากบ้านนี้” 

คนตั้งคำถามนิ่งเงียบ บรรยากาศครื้นเครงเมื่อไม่นานนี้เหือดหายไปในพริบตา ความเงียบงันเข้าครอบคลุมบ้านทั้งหลัง ไม่มีผู้ใดกล้าเอื้อนเอ่ยวาจา แม้แต่ชู้รักของหล่อนอย่างสแตนลีย์ยังได้แต่กะพริบตาปริบๆอย่างทำตัวไม่ถูก 

เหล่ฟั้นยืนฟังคอแข็ง หัวใจแสบสะเทือนที่สำเหนียกความจริงว่าตัวเธอมีค่าไม่ต่างจากหมูหมาในสายตาคุณนายซึ่งหล่อนจะหยามน้ำหน้าอย่างไรก็ได้ ขณะเดียวกับที่คำพูดของเธอในอดีตก้องดังในหัวสมอง  

เราเป็น ‘คนใช้’ ไม่ได้หมายความว่าเราไม่เป็น ‘คน’ นี่คะ...พวกเราเป็นคน มีทั้งชอบใจทั้งไม่ชอบใจคละเคล้ากันไป ไม่ใช่อิฐหินดินทรายที่ไม่มีชีวิตจิตใจ จะได้ให้ใครมาบังคับเคี่ยวเข็ญยังไงก็ได้ ทำไมเราถึงต้องยอมถูกกดอยู่ตลอดเวลาโดยไม่คิดจะโต้เถียงเพื่อตัวเราเองบ้าง ทั้งๆที่เราต่างก็มีหัวใจมีความรู้สึกเหมือนๆกับนายของเรา” คำพูดนั้นสะท้อนกลับไปกลับมาในหัวอกที่เปี่ยมไปด้วยความเจ็บช้ำ 

“และอย่าลืมว่าเราก็เป็น ‘คน’ อย่างที่หนูเคยบอก จะทำอะไรก็คำนึงถึงความถูกต้องไว้เสมอ” คำอำลาของป้าเซาประดุจเครื่องตอกย้ำให้เธอทำอะไรบางอย่าง… 

“พวกเรามาสนุกกันต่อดีกว่าค่ะ ทุกๆท่าน”  

“ไม่มีคำว่า ‘สนุก’ อะไรทั้งนั้น” เสียงที่ดังมาจากห้องติดกันเบี่ยงความสนใจจากเจ้าภาพมาสู่ต้นเสียงที่กำลังยืนจังก้า ประจันหน้าผู้เป็นนายด้วยท่าทางเอาเรื่อง “หมดเวลาที่คุณนายจะเล่นละครเป็นภรรยาและคุณแม่ผู้แสนดีแล้ว” 

“แก!” หยิงโถวผวา สติเหมือนจะหลุดลอยออกจากร่าง 

“หนูหมายความว่ายังไงหรือจ๊ะ” คุณนายฉิวที่ได้สติก่อนใครเพื่อนถามอย่างใจเย็น ตามองเพื่อนรักในวงไพ่สลับกับเด็กสาวที่เดินตรงเข้ามา 

เหล่ฟั้นสูดหายใจเข้าปอดพร้อมกับพุ่งนิ้วชี้ไปที่คุณนาย “หนูจะเปิดโปงความลับทั้งหมดให้คุณผู้หญิงคุณผู้ชายทุกท่านได้ทราบ” เธอกระแทกเสียง “หนูอดทนการข่มเหงรังแกของคุณนายหยิงโถวมาสิบปีแล้ว ตลอดเวลาที่หนูอยู่ที่นี่ หนูได้เห็นความฟอนเฟะของคุณนายมานับครั้งไม่ถ้วน วันนี้หนูทนการกดขี่ของเจ้านายใจอำมหิตคนนี้ไม่ไหวแล้ว ถึงเวลาที่หนูจะต้องโพนทะนาให้รู้กันทั่วเสียที” 

เร็วเกินกว่าคนถูกกล่าวหาจะทันคิดคำแก้ตัว ผู้อ่อนวัยก็ประกาศกร้าวด้วยวาจาก้าวร้าวอย่างที่ไม่เคยทำกับใครมาก่อน “ก่อนอื่นหนูต้องแก้ต่างให้กับตัวเองก่อนว่าหนูกับคุณชายน้อยรักกันมาหลายปีแล้ว เราต่างผูกพันและเป็นกำลังใจให้กันและกันด้วยรักที่ผุดผ่อง หนูไม่ได้ใช้มารยาหรืออะไรที่คุณนายกล่าวโทษทั้งนั้นค่ะ”  

“ที่คุณนายเที่ยวโทษว่าหนูวางแผนจับคุณชายน้อยไหว่เชิงเพราะหวังครองทรัพย์สมบัติของตระกูลน่ะ มันคือสันดานของตัวคุณนายเองแท้ๆ แต่คุณนายโบ้ยมันมาให้หนู เพราะคุณนายปักใจเชื่อว่าหนูมีความคิดชั่วช้าสามานย์เหมือนกับคุณนายเอง ที่คุณนายยอมแต่งงานกับคุณท่านช่งจีก็เพราะคุณนายเห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ เรื่องนี้คุณนายเป็นคนพูดกับหนูเอง เพราะแบบนี้หนูถึงไม่แปลกใจเลยสักนิดที่คุณนายจะเป็นตัวการที่อยู่เบื้องหลังคนร้ายที่ลอบยิงคุณท่านจนถึงแก่ความตาย”                     

“หา” บรรดาแขกเหรื่ออุทานเป็นเสียงเดียวกัน   

เด็กสาวละล่ำละลักพูดต่อไปท่ามกลางความสับสนอลหม่านของทุกๆคนในที่แห่งนั้น “แต่ไม่ใช่ว่าคุณนายวางแผนนี้คนเดียวหรอกนะคะ” เธอหันขวับไปทางหนุ่มฝรั่งที่ยืนปะปนกับแขกคนอื่นๆ “คุณเองก็รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ด้วยนี่คะ” 

สายตาทุกคู่เบนไปจับที่สแตนลีย์ซึ่งตกใจจนหน้าถอดสี 

“ทั้งๆที่คุณท่านทุ่มเทความรักใคร่ให้กับคุณนายแต่เพียงผู้เดียว แต่คุณนายก็ยังมีหน้าไปนอกใจคุณท่าน ลักลอบคบหากับเขาเป็นเวลาหลายปี หลายครั้งไปเวลาที่คุณท่านไม่อยู่ คุณนายก็พาเขามานอนค้างในบ้านนี้เสียเลย และในคืนก่อนที่เราจะนำร่างของคุณท่านไปฝังที่สุสาน หนูได้ยินพวกเขาคุยกันอีกด้วยว่าส่งมือปืนหนีไปกบดานที่สิงคโปร์แล้ว เพราะงั้นตำรวจถึงจับมันไม่ได้ ทั้งที่ตามตัวแทบพลิกแผ่นดิน” 

“เธอ!” ชายผมทองจิกมือตัวเองด้วยความตกใจปนขายขี้หน้า 

“แม่หนู” ดาบหมอกพูดแซงขึ้น “เธอจะเที่ยวปรักปรำคนอื่นสุ่มสี่สุ่มห้าอย่างนี้ไม่ได้นะ หลักฐงหลักฐานอะไรก็ไม่มีสักอย่าง” 

“ถ้าหากว่าที่หนูพูดมาไม่เป็นความจริง พวกเขาทั้งคู่ก็คงไม่นิ่งเป็นเบื้อให้หนูด่าทอแบบนี้หรอกค่ะ” เหล่ฟั้นย้อนอย่างเป็นต่อ ก่อนจะเอ่ยถามนายดาบสูงอายุด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “คุณตำรวจรู้จักสารวัตรหวู่ เกาเฉ่ง ใช่ไหมคะ” 

“เขาเป็นผู้บังคับบัญชาที่โรงพักฉันเอง”  

“มีเรื่องหนึ่งที่สารวัตรอยากรู้เกี่ยวกับตัวหนูมานานแล้ว รบกวนคุณตำรวจไปบอกเขาด้วยนะคะว่า หนูนี่แหละหมุ่ยไจ๋ตัวจริงที่ยังหลงเหลือมาถึงทุกวันนี้” คำพูดของเธอทำเอาผู้คนตื่นตระหนกไปตามๆกัน “หนูเป็นเด็กกำพร้าจากเมืองฝอซาน คุณนายซื้อหนูมาจากยายแก่นักค้ามนุษย์ใจร้ายตอนหนูอายุแปดขวบ หลังจากที่พรรคคอมมิวนิสต์ทำการปฏิวัติใหญ่ได้ไม่กี่เดือน หนูไม่เคยได้รับค่าจ้างตอบแทน ไม่ได้รับอิสรภาพจนกว่าจะออกเรือน หลายปีที่หนูอยู่รับใช้คุณนาย คุณนายทารุณกรรมหนูนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งด่าทอ เฆี่ยนตี ยังไม่รวมข่มเหงทางจิตใจอีกสารพัด” 

นายหญิงไม่โต้ตอบ เนื้อตัวหล่อนสั่นเกร็งจนไม่อาจควบคุม 

“ไม่จริงใช่มั้ย หยิงโถว” คุณนายฉิวหันมาซักเพื่อนเก่าแก่ด้วยความงงงันจากข้อมูลด้านที่ไม่เคยได้รับ แล้วจึงหันไปวิงวอนสาวใช้อย่างสุภาพ “พอทีเถอะจ้ะหนู ถือว่าน้าขอเถอะนะ อย่าให้เสียบรรยากาศไปกว่านี้เลย” 

“หนูยังหยุดไม่ได้หรอกค่ะ จนกว่าจะได้พูดอีกเรื่องหนึ่งที่คุณนายหลอกลวงทุกคนมาโดยตลอด” ดวงตาของเด็กสาววาวโรจน์ เน้นเสียงชัดทุกถ้อยทุกคำ “ที่จริงแล้วคุณชายน้อยไม่ใช่ลูกชายของคุณนาย แต่คุณนายรับเขามาเลี้ยงสวมรอยแทนลูกที่แท้งไปในครรภ์เพื่อค้ำชูสถานะภรรยาของคุณท่านให้...” 

ยังไม่ทันขาดคำ เสียงหวีดร้องโหยหวนก็ดังระงมห้องสอดผสานกับเสียงแก้วไวน์ซึ่งแตกเปรื่องเนื่องจากถูกเขวี้ยงลงพื้น “ออกไปให้พ้น” คุณนายหมั่นขู่คำราม “ทุกคนเลย ออกไปให้พ้นหน้าพ้นตาฉันเดี๋ยวนี้”  

หล่อนพาลอาละวาดออกฤทธิ์ออกเดช มือกวาดข้าวของบนโต๊ะใกล้ตัวจนล้มระเนระนาด อาคันตุกะทั้งชายหญิงวิ่งหนีเอาตัวรอดกันจ้าละหวั่น แม้ไม่มีใครบอก ทุกคนก็รู้ดีว่างานเลี้ยงนี้จบแล้ว ทุกคนจึงเผ่นแน่บออกจากบ้าน ขึ้นรถส่วนตัวหรือเรียกรถสาธารณะกลับอย่างลนลานเสียขวัญ ซึ่งคุณนายฉิวก็รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย 

กวาน เหล่ฟั้น ถอยไปตั้งหลักเตรียมตัวจะหนีตามแขกคนอื่นๆไป แต่เธอถูกขวางทางไว้โดยชายชู้ของผู้เป็นนาย นัยน์ตาสีฟ้าซึ่งเพ่งมองมาด้วยความปองร้ายเรียกเสียงกรี๊ดลั่นลำคอเด็กสาว ร่างผอมบางซวนเซไร้ทิศทาง ก่อนที่เธอจะตกลงใจวิ่งเข้าหานายตำรวจธุรการที่ยืนอยู่อีกฟากของห้องเพื่อร้องขอความคุ้มครอง  

“คุณตำรวจคะ ช่วยหนูด้วย” เหล่ฟั้นโจนเข้าหาด้วยความรู้สึกเหมือนเขาเป็นที่พึ่งสุดท้าย “สารวัตรหวู่ เกาเฉ่ง...รับปากว่าจะช่วยหนู...แค่หนูอ้างชื่อเขา...” 

ทว่าสองมือที่เธอวาดภาพว่าจะเป็นเกราะคุ้มกันอันตราย กลับกลายเป็นขื่อคาที่รัดตัวเธอไว้แน่นไม่ยอมปล่อย เจ้าของมือคู่นั้นจ้องเธอด้วยใบหน้าบูดบึ้ง 

“จับมันไปขังในห้องหลังบ้านนั่นเลย” คุณนายแผดเสียงสั่ง 

“คุณตำรวจ!” เด็กสาวเรียกทั้งน้ำตา ขณะที่สุนัขรับใช้อาชญากรในคราบผู้พิทักษ์สันติราษฎร์รับคำ ผลักเธอเข้าไปในห้องเล็กของเธอ แล้วลงกลอนอย่างเมินเฉยต่อเสียงร้องขอความช่วยเหลือที่แว่วลอดมาจากรอยแตกของบานประตู 

“ผมต้องขอตัวกลับก่อน” สแตนลีย์บอกห้วนๆเหมือนยังไม่คลายจากอารมณ์ขุ่นมัว “อ้อ แล้วก็อย่าลืมเรื่องอาฟั้นที่เราตกลงกันไว้นะครับ ถ้าหากคุณเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ ขอให้ยกหูโทรศัพท์มาหาผม ผมรอรับตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง” 

“ขอฉันคิดดูก่อน” หยิงโถวตอบด้วยเสียงระดับเดียวกัน 

“ตอนนี้คุณนายจะทำยังไงกับเธอดีครับ” ดาบหมอกถามขึ้นอย่างพินอบพิเทาเมื่อร่างสูงใหญ่ของเจ้าของธุรกิจมืดลับตาไปแล้ว 

หม้ายสาวเสยปอยผมที่ตกลงมาเคลียหน้าผาก พร้อมทั้งตอบโดยไม่มองหน้าคนถามว่า “จับมันขังไว้อย่างนี้แหละ ลองให้มันอดข้าวอดน้ำสักหนึ่งวัน ดูซิว่าจะยังมีเรี่ยวแรงต่อล้อต่อเถียงได้อีกมั้ย” 

 

ตลอดทั้งคืนนั้นคนแซ่หมอกมิอาจข่มตาให้หลับลงได้ ด้วยเหตุการณ์ในงานเลี้ยงยังติดหูติดตาไม่เสื่อมคลาย ใจหนึ่งรู้สึกดีที่ได้รับเงินจำนวนหนึ่งที่คุณนายยื่นให้เป็นค่าตอบแทนที่เขาช่วยจองจำศัตรูของหล่อน แต่อีกส่วนเสี้ยวของหัวใจ เขายังมีจิตสำนึกในศักดิ์ศรีของอาชีพที่ยึดถือมาหลายสิบปี เป็นเหตุให้ดาบตำรวจชราไม่สบายใจกับสิ่งที่ตนได้กระทำเมื่อค่ำวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เขาเลือกรับเงินเหล่านั้นมาโดยแลกกับการสงเคราะห์คนทำผิดกฎหมายสารพัดกระทงเยี่ยงคุณนายหมั่น 

คิดได้ดังนี้ ดาบหมอกจึงกลับไปที่บ้านตระกูลหมั่นเป็นคำรบที่สองในรอบสองวัน ซึ่งค่ำคืนนี้ที่นั่นมีรถกระบะสีดำเมี่ยมหน้าตาลึกลับจอดอยู่ 

“หมุ่ยไจ๋ของคุณนายเป็นยังไงแล้วครับ” ผู้สูงวัยถามทีเดียวหลายคำถาม “แล้วรถคันนั้นเป็นของใคร มาจากไหนหรือครับ” 

“ฉันตัดสินใจได้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วว่าจะขายมันให้ซ่องของสแตนลีย์” แววความสะใจฉายฉานอยู่ในสีหน้าและน้ำเสียงของสาวใหญ่ “และรถคันนั้นก็คือรถของพวกแมงดาที่สแตนลีย์ส่งมารับตัวมันไปว้านไจ๋” 

“ไม่นะ!” ตำรวจเฒ่าอุทานเสียงสั่น “ไม่ได้นะครับคุณนาย” 

“มันเป็นสมบัติของฉัน ฉันจะทำอะไรกับมันก็เรื่องของฉัน”  

ประตูบ้านถูกเปิดออก พร้อมกับร่างของชายฉกรรจ์หน้าตากร้านกรำสองคนที่ก้าวเข้ามาข้างใน “มาห้องนี้เลยหนุ่มๆ” หยิงโถวร้องบอก แล้วจึงหันกลับมาพูดกับดาบหมอกผู้ยืนงันงก “นี่แหละชะตากรรมที่คู่ควรกับหมุ่ยไจ๋ปากมากอย่างมัน หวังดีจะหาผัวเป็นตัวเป็นตนให้แล้วไม่ชอบ ก็จงเป็นอีตัวชั้นต่ำไปเสียเถอะ” 

ตำรวจอาวุโสใจหายวาบเมื่อได้ยินเสียงร้องของเด็กสาว เสียงดิ้นรนต่อสู้ ตามมาด้วยเสียงใส่เครื่องพันธนาการ และคำฝากฝังของสารวัตรซึ่งพูดกับเขาระหว่างที่เขานำใบลาไปยื่นที่ห้องพักว่า “อย่าลืมผดุงรักษาเกียรติของตำรวจไว้กับตัวด้วยล่ะ” ซึ่งเหมือนจะแว่วแซมมาจากจิตใต้สำนึก ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้ดาบหมอกผุดลุกขึ้นและหุนหันออกจากบ้านหรูที่ทาผนังบ้านด้วยสีเหลืองข้าวโพดทันใด 

 

ชายโฉดสองคนจับเหล่ฟั้นมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกปออย่างแน่นหนา ใช้ผ้าพันปิดปากเพื่อกันมิให้เสียงร้องขอความช่วยเหลือของเธอเล็ดลอดออกไปได้ กระนั้นก็ไม่สามารถห้ามเสียงอู้อี้ที่เธอแผดตะเบ็งตลอดทางที่พวกมันอุ้มเธอไปโยนใส่ท้ายรถได้เด็ดขาด...เสียงของเธอก้องไกลไปกระทบหูชายชราตัวแกร็นซึ่งลากรถสองล้อเปล่ามาตามถนนเงียบเหงาสายนั้น แกรีบทิ้งขาลากลงพื้น แล้ววิ่งตามหาต้นเสียงเร็วรี่ 

“ถึงว้านไจ๋แล้วช่วยส่งข่าวมาด้วยนะ” คุณนายตะโกนบอกจากหน้าประตูบ้าน ขณะที่คนหนึ่งคลุมผ้าใบปิดท้ายรถซึ่งยังแว่วเสียงอือๆออๆมาไม่หยุด 

“รับทราบครับคุณนาย” หนึ่งในนั้นตอบก่อนจะโดดขึ้นรถ สตาร์ทเครื่องยนต์ พารถกระบะสีดำแล่นออกไป ทิ้งให้เสียงของเด็กสาวแผ่วจางลงทุกขณะจนกลืนหายไปกับสายลมและความเงียบของเกาลูนยามดึกสงัด 

“นังหนูเหล่ฟั้น” ลุงตั๊งร้องหา ผละออกจากที่ซุ่มตัวเมื่อคุณนายกลับเข้าไปในบ้านเป็นที่เรียบร้อย “นังหนู นังหนู” แกเปล่งเสียงเรียกซ้ำๆขณะแล่นอ้าวไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งที่ตรงนั้นมีสิ่งของชิ้นเล็กๆทำด้วยโลหะตกอยู่ สีเงินเงาของเนื้อโลหะเป็นประกายกับแสงโคมตามบ้านเรือนตัดกับความดำมืดของรัตติกาล 

“ไอ้หยา”  ชายชราอุทานสุดหลอดเสียงเมื่อพบว่าของที่แกเก็บขึ้นมานั้นเป็นสิ่งของชิ้นสำคัญที่เหล่ฟั้นพกติดตัวตลอดเวลา “ต้องบอกให้คุณชายน้อยรู้” แกรำพึงกับตัวเองพร้อมกับวิ่งกระหืดกระหอบไปที่ท่าเรือข้ามฟาก 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น