แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 54

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 222

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2562 20:51 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 54
แบบอักษร

หนึ่งวันหลังจากนั้น เด็กหนุ่มผู้จมอยู่ในห้วงทะเลแห่งความเศร้าหมองบรรจงเขียนจดหมายฉบับสำคัญเป็นเวลาค่อนคืนเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ประทับครั่งปิดผนึกซองอย่างดี ทว่าในท้ายที่สุดจดหมายฉบับนั้นก็ส่งไปไม่ถึงตัวผู้รับ เนื่องจากมันได้ตกไปอยู่ในมือแม่บุญธรรมของเขาเสียก่อน 

“คุณนายครับ คุณนาย” ช่างปูนที่ถูกจ้างมาอุดรูรั่วผนังหลังบ้าน วิ่งหน้าตั้งมารายงานผู้ว่าจ้างที่เพิ่งกลับจากจ่ายตลาด ในมือเขามีจดหมายฉบับหนึ่งถือมาด้วย “โปสต์แมนเขาเอานี่มาส่งให้ที่หลังบ้านครับ ของคุณนายใช่ไหมครับ” 

หม้ายสาวผู้สง่างามคว้าซองมาฉีกอย่างลุกลี้ลุกลน 

“บัดซบ” หล่อนทำเสียงฮึดฮัดพลางขยำกระดาษเป็นก้อนกลม 

“มีใครเป็นอะไรหรือครับ คุณนาย”  

“ไม่ใช่ธุระกงการของแก รีบกลับไปทำงานได้แล้ว” หล่อนสวนกลับ พร้อมทั้งปาก้อนกระดาษนั้นลงถังขยะใกล้ตัวอย่างไม่ไยดี 

“ครับ ครับ” เขารับคำด้วยความงกงัน และผละหนีไป 

“ช้าก่อน” หยิงโถวเพิ่มคำสั่ง “อุดรอยรั่วเสร็จแล้ว ฉันวานแกโบกปูนทับประตูหลังบ้านด้วยนะ ราคาเท่าไหร่ไม่เกี่ยง” 

“ว่ายังไงนะครับ” ช่างปูนมีท่าทีไม่แน่ใจกับคำสั่งที่พิลึกพิลั่นของอีกฝ่าย แต่สุดท้ายก็จำใจรับบัญชานั้นอย่างเสียไม่ได้ “ครับผม ได้เลยครับ” 

 

ตำรวจเฒ่าจอมละโมบพลิกดูบัตรเชิญงานเลี้ยงรอบแล้วรอบเล่าด้วยท่าทางที่มีความสุข ยิ้มกรุ้มกริ่มฉายชัดอยู่บนดวงหน้าซึ่งกระและฝ้าขึ้นประปรายตลอดเวลาที่ลูบคลำของในมือ...บัตรใบนี้เสมือนหนึ่งเครื่องปูนบำเหน็จจากการรองมือรองเท้ารับใช้อาชญากรของเขา แม้นายดาบจะรู้อยู่เต็มอกว่าการหาลำไพ่ด้วยวิธีการดังกล่าวเป็นการลดเกียรติและศักดิ์ศรีของอาชีพตนอย่างถึงที่สุด แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะมีเพียงเงินทองเท่านั้นที่เขาให้ค่า และพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มันมา แม้จะต้องใช้ทางลัดทางอ้อมมากน้อยสักเพียงใดก็ตาม 

ถึงครั้งนี้จะไม่ได้รางวัลเป็นตัวเงินเช่นครั้งก่อนๆ หากการได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเลี้ยงส่วนตัวในฐานะแขกเสมอเหมือนบรรดาชนชั้นสูงทั้งหลาย มันก็น่าพิสมัยไม่น้อยไปกว่ากันเลย อย่างไรเสีย มันก็เป็นโอกาสอันล้ำค่า เพราะถ้าหากว่าพลาดครั้งนี้ไปแล้ว ก็ไม่รู้จะต้องรออีกกี่รอบนักษัตร กว่าจะมีคนใหญ่คนโตดังเช่นคุณนายหมั่น ที่ยอมลดตัวลงมาเชิญตำรวจแก่ยศต๊อกต๋อยเยี่ยงเขาไปร่วมงานหรูหราแบบนี้อีก 

ดาบหมอกยิ้มอย่างฝันหวานขณะตวัดปากกาบนแบบฟอร์มขออนุญาตลากิจส่วนตัว ในหัวเขาตอนนี้โลดแล่นถึงอาหารเลิศรสนานาชนิดที่ตักกินได้ไม่อั้น เหล้าเบียร์ราคาแพงซึ่งดื่มเท่าไหร่ก็ไม่หมด สาวงามในชุดราตรีชะเวิบชะวาบชวนรัญจวนใจ เสียงหัวเราะครื้นเครง คำสรรเสริญเยินยอ รวมตลอดไปถึงทุกปัจจัยเบ็ดเตล็ดที่งานเลี้ยงจะพึงมี จนเกือบลืมไปแล้วว่าตนยังอยู่ในโรงพัก... 

 

บานประตูที่ถูกเปิดอย่างถือวิสาสะสร้างความขัดเคืองแก่สารวัตรหวู่ซึ่งกำลังพิศมองรูปถ่ายของหญิงคนรักอยู่ตามลำพังเป็นอย่างยิ่ง 

“สารวัตรครับ สารวัตร” เสียงร้องเรียกของดาบหมอกดังลั่น ไม่ช้าก่อนที่ร่างท้วมของเขาจะถลาตามมาโดยไม่รอให้ได้รับอนุญาต 

“ทำไมไม่เคาะประตูก่อน” เกาเฉ่งดุเสียงห้วน 

“ขออภัยครับ” ผู้สูงวัยหน้าเจื่อนลงนิดหนึ่ง 

“มีธุระอะไรก็รีบรายงานมาเร็วๆ”  

“พรุ่งนี้ผมขออนุญาตลากิจตั้งแต่บ่ายโมงเป็นต้นไปนะครับ” 

“ไปไหน” ผู้บังคับบัญชาซักพลางเหล่ตามองอย่างไม่วางใจ 

“ไปงานเลี้ยงของเพื่อนครับ” คนผมขาวตอบตามที่ซักซ้อมมา 

“ที่ไหน รายงานมาให้หมด” เกาเฉ่งถามต่อไปราวกับไต่สวนผู้ร้าย “งานเลี้ยงเพื่อนคุณเริ่มกี่โมง ทำไมคุณถึงลาตั้งครึ่งวัน” 

“ที่จิมซาโจ๋ย ตอนหกโมงเย็นครับ” เจ้าของใบลาเริ่มวางหน้าไม่ถูก “มันไกลจากที่นี่น่ะครับ ต้องนั่งเรือข้ามอ่าวไป ไหนจะต้องเสียเวลาตามหาบ้านเขาอีก เลยอยากจะรีบไปให้ถึง เผื่อเขามีอะไรให้ช่วยครับ” 

พันตำรวจตรีนิ่งไปแวบหนึ่งเมื่อได้ยินชื่อย่านที่ตนเคยอยู่ 

“ตกลง” คนแซ่หวู่ตอบพร้อมเซ็นชื่อในช่องลงนามผู้บังคับบัญชา 

“ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ” ดาบหมอกยิ้มย่อง 

“อย่าลืมผดุงรักษาเกียรติของตำรวจไว้กับตัวด้วยล่ะ”  

“หือ” นายดาบอุทานด้วยความงงงันกับคำสั่งย้ำนั้น ก่อนเอ่ยประโยคถัดมาอย่างไม่เต็มเสียงนัก “ผมจะทำตามที่สารวัตรบอกครับ” 

“ดี ถ้าอย่างนั้นคุณก็กลับไปได้แล้ว ผมจะทำงานต่อ” 

                

ร่างท้วมลงพุงของดาบหมอกลับจากสายตามานานโข แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่าสารวัตรจะไม่มีสมาธิในการตรวจสอบเอกสารที่ดูค้างอยู่นัก เพียงได้ยินชื่อย่านจิมซาโจ๋ย ความคิดอ่านของหนุ่มใหญ่ก็พานเตลิดไปถึงวันวานเมื่อสิบกว่าปีก่อน ซึ่งเขาเคยประจำการอยู่ที่สำนักงานตำรวจเขตนั้น ชื่อแซ่และใบหน้าของคนรู้จักมักคุ้นที่นั่นพรูประดังขึ้นมาทีละคนสองคน เริ่มจากสมาชิกสภาบริหารหมั่น ช่งจี อาจารย์ของเขาผู้ลาลับดับชีพด้วยน้ำมือฆาตกรที่ยังคงเป็นปริศนามาจนถึงทุกวันนี้ ต่อด้วยหมั่น ไหว่เชิง บุตรชายของอาจารย์ที่เห็นกันมาแต่เด็กแต่เล็ก หงี ตั๊ง คนขับรถลากช่างเจรจาที่เขาเคยใช้บริการบ่อยครั้ง ก่อนจบลงที่กวาน เหล่ฟั้น สาวใช้บ้านสกุลหมั่นซึ่งเขาสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นหมุ่ยไจ๋ตกยุค ผู้ที่เขานึกถึงบ่อยรองจากอาจารย์และหญิงสาวคนเดียวในใจ 

เกาเฉ่งล้วงเหรียญห้าเซนต์ในกระเป๋ามาถือในมือ ขณะที่ใบหน้าของเด็กสาวผิวขาวสะอ้านค่อยๆพร่างพรายในจินตภาพ 

“อาฟั้น...” หนุ่มใหญ่พึมพำชื่อเธอ ก่อนที่แววตาจะลอยไปสะดุดกับรูปถ่ายของหญิงสาวซึ่งไม่ได้พบพานมานานปี “...อาเฮิ้ง” 

สารวัตรหวู่ถึงกับสะดุ้งเมื่อตระหนักถึงความบังเอิญที่ผู้หญิงต่างวัยสองคนที่เขารู้สึกผูกพันดันมีชื่อที่มีความหมายว่า ‘กลิ่นหอม’ ในพยางค์ท้ายเหมือนกัน ไม่เพียงแค่นั้น พวกเธอยังมีผิวพรรณและเค้าหน้าที่คล้ายกันมากอีกด้วย 

“เป็นไปได้ยังไงกัน” เขาถามตัวเอง “ทำไมเราไม่เอะใจมาก่อนเลย” 

เหงื่อเม็ดเป้งซึมตามไรผมเมื่อคิดถึงความสัมพันธ์สมัยอยู่ฝอซาน 

“หรือว่าทั้งคู่จะเป็น.....” 

 

ไหว่เชิงกลับมาที่หอพักด้วยสภาพเมามายไม่ได้สติเหมือนทุกคืนก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่เห็นเพื่อนร่วมห้องชาวจีนกลับมาสลบไสลบนเตียง นิสิตสังกัดคณะแพทยศาสตร์ก็หักห้ามความสังเวชในใจไว้ไม่อยู่           

“สมัยเรียน ม.ปลาย ฉันไม่น่าพานายไปเที่ยวกลางคืนเลยว่ะเพื่อน” จอห์นส่ายหน้าอย่างระอิดระอา “ถ้ารู้ว่านายจะเฮิร์ตหนักเรื่องความรักจนเอาชีวิตไปลงขวดเหล้าทุกคืนอย่างนี้ ฉันคงไม่กรอกเหล้าใส่ปากนายตั้งแต่แรก” 

เด็กหนุ่มผมทองถึงกับสะอึก เมื่อเหตุการณ์วันที่ฝ่ายกิจการนิสิตคณะศิลปศาสตร์ฝากเพื่อนคนหนึ่งมาแจ้งเขาว่าหากไหว่เชิงยังขาดเรียนขาดสอบบ่อยอย่างนี้ต่อไป ทางคณะมีความจำเป็นต้องพักการเรียนเขาหนึ่งเทอมเพื่อภาคทัณฑ์เขา  

“อาฟั้น...อาฟั้น....” ทายาทสกุลหมั่นนอนละเมอ ลมหายใจคละคลุ้งด้วยกลิ่นเมรัยที่ดื่มติดต่อกันทุกวันคืน 

“ฉันจะช่วยนายยังไงดีหนอ” ดวงตาสีฟ้าหลับลงอย่างพะวงใจ 

 

บ้านตระกูลหมั่นที่เคยถูกปิดตัวจากบุคคลภายนอกนานร่วมปีนับแต่มรณกรรมของเซอร์ หมั่น ช่งจี ถูกเปิดขึ้นอีกครั้งเพื่อจัดเลี้ยงอาหารค่ำมื้อพิเศษ เพียงย่างก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในบ้านหลังนี้ แขกเหรื่อทั้งยี่สิบชีวิตที่ได้รับการเชื้อเชิญให้เข้าร่วมงานก็สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของคฤหาสน์เก่าแก่หลังนี้ ด้วยเครื่องเรือนเครื่องใช้และการตกแต่งที่ได้รับการดัดแปลงให้เปลี่ยนไปจากสมัยที่เจ้าของบ้านคนเดิมยังมีชีวิตอยู่ 

ภริยาหม้ายของช่งจีกราดยิ้มให้บรรดาคนสนิทที่ตนเชิญมาเป็นแขก ชุดราตรีกำมะหยี่สีทับทิมที่หล่อนสวมอยู่เปล่งประกายระยับตากับแสงไฟในห้อง เจ้าภาพกางแขนออกด้วยมาดประหนึ่งนางท้าวพร้อมกับเอ่ยคำทักทายต่อหน้าสายตาทุกคู่ที่ถูกดึงความสนใจมายังหล่อนแต่เพียงผู้เดียว   

“ยินดีต้อนรับค่ะทุกท่าน” หล่อนผายมือไปที่โต๊ะยาวซึ่งแลลานตาด้วยบุฟเฟต์อาหารทั้งจีนและฝรั่ง “เชิญเลือกดื่มกินตามอัธยาศัยได้เลยนะคะ” 

เสียงโห่ร้องดังขึ้นระลอกหนึ่ง ความโอ่โถงของบรรยากาศภายในบ้าน ความพรักพร้อมของอาหารบนโต๊ะ เมื่อผสมผสานกับบทสนทนาที่ออกรสออกชาติของเหล่าคนรู้จักมักคุ้น ก็พานให้เหล่าอาคันตุกะพากันสนุกสุดเหวี่ยงจนลืมทุกอย่างเสียหมดสิ้น งานเลี้ยงนี้จัดเป็นงานเลี้ยงเฉพาะกลุ่มที่สมบูรณ์แบบที่สุดงานหนึ่งเท่าที่หลายคนจะพึงนึกออก แต่กระนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งซึ่งสร้างความไม่สบายใจแก่แขกเหรื่ออยู่ นั่นคือสาวใช้วัยแรกรุ่นที่ยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับตลอดเวลาที่เธอให้บริการแขกทุกคน 

“หยิงโถวจ๊ะ ปาร์ตี้นี้ไม่มีบริกรคนอื่นแล้วหรือ เห็นแม่หนูคนนี้ทำทุกอย่างคนเดียวเลย งานหนักยังงี้น่าสงสารแกนะ” คุณนายฉิวถามพลางชายตาดูเด็กสาวที่ก้มโกยเศษอาหารที่หกเรี่ยราดใส่ปุ้งเต้าด้วยท่าทางเคืองๆ 

“อย่าไปใส่ใจเลยจ้ะ อาฟั้นแกขยันทำงานมาก ให้ทำแค่นี้ไหวอยู่แล้ว” คุณนายหมั่นแสร้งตีหน้ายิ้มแย้ม “อีกไม่กี่วันแกก็จะย้ายออกไปจากบ้านนี้แล้ว แกเลยอาสาทำงานนี้คนเดียวเพื่อทิ้งทวนฐานะคนรับใช้น่ะจ้ะ” 

เหล่ฟั้นผงะนิ่ง ความรู้สึกบางอย่างแล่นจี๊ดขึ้นมาเกาะหัวใจ 

“จริงหรือ” ภรรยาทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ไม่เชื่อหูตัวเอง แต่ยังรักษาน้ำใจเพื่อน “ช่างเป็นบ่าวที่รักเจ้านายอะไรขนาดนี้ เธอคงดูแลแกดีมากทีเดียว” 

“แน่นอนจ้ะ” เจ้าภาพเสหัวเราะกลบเกลื่อนความจริง  

คำรับสมอ้างนั้นกระเทือนไปถึงส่วนลึกในอกของหมุ่ยไจ๋สาว เธอได้แต่กัดฟันระงับความขัดแค้นที่พลุ่งขึ้นมา 

สักครู่ผ่านไป สแตนลีย์ ก๊อดเบอร์ ในชุดสูทราคาแพงก็ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับดาบหมอกที่มาร่วมงานทั้งเครื่องแบบตำรวจฮ่องกงสีเขียวอมเทาที่ใช้สวมในช่วงฤดูหนาว “ขออภัยครับที่ล่าช้า หาตัวคุณตำรวจไม่เจอสักทีน่ะครับ” 

“ว้าว คุณตำรวจก็มาด้วยหรือคะ” หยิงโถวอุทานอย่างพึงพอใจ “อยู่คนละฝั่งอ่าว ยังอุตส่าห์สละเวลามาร่วมงานดิฉัน ช่างวิเศษจริงๆ”  

“เกือบมาไม่ได้แน่ะครับ ที่ว้านไจ๋งานเพียบ” ดาบหมอกยิ้มแหย 

เหล่ฟั้นหูผึ่งเมื่อได้ยินคำว่า ‘ว้านไจ๋’ จากปากคนในเครื่องแบบ 

“มากันครบแล้ว” สาวใหญ่กล่าวราวกับรอเวลานี้มานาน สายตาทอดมองแขกเหรื่อที่ต่างถือแก้วไวน์คนละใบในมือ  

“ทุกท่านครับ บัดนี้สมควรแก่เวลาแล้ว” สแตนลีย์ป่าวประกาศพร้อมทั้งชูแก้วนำ “เรามาร่วมดื่มอวยพรให้แก่เจ้าภาพกันเถอะ” 

วลี “หยำเซ็ง” ที่ใช้กล่าวก่อนดื่มฉลองดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ตามด้วยเสียงขอบแก้วกระทบกัน และเสียงเหล้าองุ่นรินผ่านคอ ภายในเสี้ยวนาทีแห่งการเฉลิมฉลองนั้น ใครคนหนึ่งเกิดพลาดท่าทำแก้วตกแตก สร้างความตกใจแก่แขกผู้หญิงหลายคนที่ห้อมล้อมที่ตรงนั้น พวกหล่อนกรีดร้องออกมาอย่างลืมตัว 

“อาฟั้น เก็บเศษแก้ว” หยิงโถวสั่งด้วยน้ำเสียงห้วนกระด้างชนิดที่ไม่มีแขกคนไหนเคยได้ยินมาก่อน “มาเก็บเร็วๆซิยะ อย่าโอ้เอ้ นังเด็กเวร” 

ผู้ร่วมงานพากันเงียบเสียงด้วยความตะลึงงันต่อท่วงท่าและวาจาอันหยาบคายของผู้จัดงานเลี้ยงในวันนี้ กระทั่งมีใครสักคนกล้าหันไปกระซุบกระซิบกับคนที่อยู่ติดกัน คนอื่นๆก็เริ่มนินทาหล่อนตามกันไปเป็นทอดๆ    

“ปราศรัยอะไรสักนิดสิครับ คุณนายหมั่น” ชายชู้ชาวอังกฤษกล่าวขึ้นอย่างจะช่วยกลบเกลื่อนความผิดเมื่อครู่ให้หล่อน  

“ค่ะๆ” หล่อนรับลูกอย่างทันท่วงที “ดิฉันต้องขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างสูงที่ให้เกียรติมาร่วมงานเลี้ยงของดิฉันในค่ำคืนนี้นะคะ” เสียงป่าวร้องของคุณนายดังข้ามไปถึงอีกห้องที่เหล่ฟั้นตักเศษแก้วไปเททิ้ง “อย่างที่ทุกท่านทราบดีถึงเหตุร้ายที่เกิดขึ้นแก่สามีของดิฉัน เหตุการณ์เช่นนี้นับเป็นเรื่องสะเทือนใจสำหรับลูกผู้หญิงทุกคนที่ต้องสูญเสียคู่ชีวิตไป ทั้งที่ลูกยังไม่ทันได้สำเร็จการศึกษา และสามีก็ไม่ได้สั่งเสียอะไรเป็นเรื่องเป็นราว มิหนำซ้ำยังทิ้งภาระอันใหญ่หลวงให้ดิฉันสานต่ออีกด้วย” 

หยิงโถวกรีดน้ำตาต่อหน้าแขกทั้งหมด 

“ในฐานะของแม่และสะใภ้ของตระกูลหมั่นที่ผู้คนละแวกนี้เคารพศรัทธา สิ่งสำคัญที่ดิฉันถือมั่นคือการชุบเลี้ยงและอบรมสั่งสอน หมั่น ไหว่เชิง ลูกชายของดิฉันที่เป็นทายาทคนเดียวของวงศ์สกุลในเวลานี้ ให้เขาเติบโตมาเป็นคนตระกูลหมั่นที่เพียบพร้อมด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่ให้มีราคีมาแผ้วพาน อันเป็นคุณสมบัติที่ทวด ปู่ พ่อของเขา รวมทั้งผู้ชายทุกคนในสายตระกูลนี้รักษาไว้ตลอดชีพ...” 

โทสะในกายเด็กสาวเร่าร้อนขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำพูดว่า “ไม่ให้มีราคีมาแผ้วพาน” ถึงคุณนายจะไม่ได้เอ่ยชื่อ หากเธอก็รู้ดีว่าคำพูดนั้นจำเพาะเจาะจงถึงใคร...เหล่ฟั้นคิดขณะที่เปิดฝาถังขยะขึ้น สีขาวโพลนของเนื้อกระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อนบุบบี้แลดูเด่นชัดตัดกับความมืดของห้องนั้น 

“เป็นเวลากว่าหนึ่งปีแล้วที่สามีของดิฉันจากไปสู่ปรโลก ตอนนั้นดิฉันเหมือนคนเรือแตกที่ตะเกียกตะกายอยู่ในทะเลกว้าง ไร้ที่พึ่งพาเพราะสูญเสียชายผู้เป็นที่รักไป มาวันนี้ปมปัญหาต่างๆได้ทยอยคลี่คลายไปทีละเรื่อง ดิฉันจึงจัดงานเลี้ยงนี้ขึ้นเพื่อขอบคุณทุกท่านที่คอยเป็นกำลังใจให้หญิงหม้ายอย่างดิฉัน ฝ่าฟันอุปสรรคปัญหาต่างๆไปได้ด้วยดี ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้งหนึ่งค่ะ” 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น