เอส ดับเบิ้ลเอส
facebook-icon

#เยลของยักษ์ เยลเมียผู้ไม่สู้คน แต่ถนัดนักตบผัว!!!

#เยลของยักษ์ ๑๒ [100%]

ชื่อตอน : #เยลของยักษ์ ๑๒ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 6.7k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ค. 2563 15:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
#เยลของยักษ์ ๑๒ [100%]
แบบอักษร

๑๒ 

 

 

ผมสะดุ้งตื่นในตอนเช้ารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกรบกวนจากคนข้าง ๆ อีกแล้วครับ แถมครั้งนี้ยังนอนซุกหน้ากับรักแร้ผมอีกต่างหาก ลมหายใจร้อนผ่าวเหมือนคนไม่สบายอีกแล้วครับ มันเลยทำให้การนอนของผมหายไปอีกแล้ว 

“ไม่สบายอีกแล้วเหรอวะ” ขยับตัวลุกขึ้นยื่นมือไปแตะหน้าผาก ใบหน้าและลำคอเพื่อวัดไข้ อุณหภูมิร่างกายร้อนกว่าคนปกติมากพอสมควร 

ผมลุกเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เดินไปหยิบเสื้อมาใส่ หยิบกระเป๋าสตางค์เดินออกจากห้องทันที ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องดูแลดีขนาดนี้ทั้ง ๆ ที่ยัยนี่เหมือนมาเป็นภาระของผมมากกว่าช่วยอีกครับ แต่ก็เอาเถอะถือว่าช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน 

ผมออกจากคอนโดเดินไปที่ร้านขายยาทันที ซื้อยาแก้ไข้ แก้เจ็บคอ แก้ทุกอย่างที่จะรักษาได้ ซื้อไปเก็บไว้ก็ยังดีเพราะท่าทางยัยนี่จะอ่อนแอกว่าผมเยอะ ซื้อยาเสร็จก็เดินไปซื้อโจ๊กต่อก่อนจะรีบกลับขึ้นห้อง เปิดประตูเข้ามาได้ยินเสียงคนร้องไห้อีกต่างหาก 

“อะ อึก… ฮือ ๆ” เสียงดังมาจากในห้องจนผมต้องรีบเดินกึ่งวิ่งไปดู 

“ร้องไห้ทำไมวะ” เข้ามาถึงก็เห็นเยลลี่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ใบหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาเต็มไปหมด พอเห็นหน้าผมก็ยิ้มทั้ง ๆ ที่น้ำตายังไหลอยู่ 

“อึก… ปะ ปวดหัวค่ะ” 

“ก็มึงไม่สบายนี่” 

“ฮือ ๆ” 

“ไม่ต้องร้อง กูรำคาญ!” 

“อึก… ฮึบ!” ยัยนี่ใช้ง่ายดีแฮะ สั่งอะไรก็ทำตามไปซะหมด ผมไม่อยากด่าเยอะครับ ไม่สบายอยู่กลัวว่าจะช็อกตายซะก่อน ผมเลิกสนใจก่อนจะวางของที่ซื้อมาลงบนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปหาเจ้าตัวแทน 

“ถ้ารู้ว่าป่วยง่าย คราวหลังก็ไม่ต้องสะเหล่อไปนั่งตากน้ำค้างข้างนอกอีก” 

“อึก…” สบตาผมขอบตาแดงก่ำเชียวครับ 

“เช็ดตัวก่อนละกัน” มันไม่ใช่หน้าที่เลยจริง ๆ แต่ทำไมต้องมาดูแลด้วยวะเนี่ย “ตกลงใครต้องดูแลใครกันแน่วะ” 

“ขอโทษค่ะ” 

“…” ผมเงียบไม่ได้พูดอะไรนอกจากนั่งเช็ดตัวให้ อย่างน้อย ๆ ก็เผื่อจะช่วยลดไข้ได้บ้าง หลังจากเช็ดตัวให้เสร็จก็หาเสื้อหนา ๆ แขนยาวของตัวเองมาสวมทับให้อีกชั้นก่อนจะออกไปเตรียมโจ๊กกับน้ำเข้ามา 

“หนู…” 

“กิน แล้วก็ไม่ต้องพูดมากด้วย” 

“ค่ะ” ผมไม่ได้ป้อนนะครับ ปล่อยให้กินเอง แต่กินไปแค่คำเดียวก็ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้อีกแล้ว 

“อะไรอีก” 

“ขมจังเลยค่ะ เจ็บคอด้วย” 

“ทน ๆ กินเอาหน่อยละกัน จะได้กินยาแล้วพักผ่อน” 

“แต่ว่า…” 

“อย่าดื้อ!” 

“ค่ะ” ก้มหน้ารับชะตากรรมก่อนจะยอมกินโจ๊กต่อ แต่กินไปแค่ไม่กี่คำก็ยอมครับ ผมเองก็ไม่อยากฝืนเลยปล่อยไปก่อนจะเตรียมยาให้ ซื้อมาเยอะครับ เลือกเฉพาะที่ยัยนี่มีอาการให้กินเท่านั้น 

“ตอนนี้มึงมีหน้าที่แค่นอนพักผ่อนให้หาย เรื่องอื่นไม่ต้องยุ่ง” 

“ค่ะ” 

หลังจากจัดการเยลลี่เสร็จเรียบร้อยผมก็ออกมาจัดการไอ้ตัวเล็กที่เดินร้องขอกินอาหารอยู่ด้านนอกต่อ ปกติมันไม่ได้เข้าไปนอนในห้องด้วย คงจะหาที่นอนแถว ๆ นี้นี่แหละครับ พอได้กินก็เลิกร้องเรียก ตอนนี้ผมมีภาระเพิ่มเยอะเลยครับทั้งคนทั้งแมว 

เฮ้อ! 

กริ๊ง! 

นั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับเสียงกริ่งหน้าห้องที่ร้องดังขึ้น ใครมาแต่เช้าวะเนี่ย ทำไมช่วงนี้ผมถึงรับแขกเยอะเป็นพิเศษนะ 

กริ๊ง! 

เสียงกริ่งยังคงดังอย่างต่อเนื่องจนผมลุกไปเปิดประตู คนตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนเลยครับ 

“มาทำไมแต่เช้าวะ” 

“ผมจะมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่กลัวพี่ไม่ต้อนรับ” ไอ้เล็กว่าก่อนจะเดินแทรกตัวเข้ามาในห้องของผม การแต่งตัวของมันพร้อมออกไปทำงานมากเลยครับ นี่แสดงว่าตั้งใจออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาหาผมก่อนสินะ 

“มีอะไร” 

“เรื่องเยลลี่” 

“ทำไม” 

“พี่โกหกผมใช่มั้ย?” 

“ใช่!” กับไอ้เล็ก ผมไม่จำเป็นต้องมีความลับหรอกครับเพราะถึงยังไงมันก็คอยช่วยเหลือผมตลอดอยู่แล้ว 

“พี่ใหญ่!” 

“กูโกหกมึงก็จริง แต่กูก็อยากให้คนอื่น ๆ เข้าใจแบบที่บอกมึงไปเมื่อคืนเหมือนกัน” 

“พี่คิดจะทำอะไรกันแน่ พี่ก็รู้ว่าแม่ไม่มีทางเชื่อเรื่องแบบนี้แน่นอนและที่สำคัญคนที่แม่เลือกคือพี่โรส” 

“จริงอยู่ที่แม่เลือก แต่กูไม่ได้เลือกนี่” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด ผมไม่ได้แคร์ด้วยซ้ำ “มึงก็รู้ว่ากูเป็นคนยังไง ถ้าไม่แน่จริงกูคงถูกแม่บังคับให้แต่งงานมีเมีย มีลูกไปแล้ว” 

“แต่พี่โรส…” 

“ฟังนะไอ้เล็ก กูไม่ได้รู้สึกอะไรกับยัยนั่นอีกแล้ว” 

“ห้าปีเลยนะพี่” 

“ถ้ากูรักมากพอ วันนี้มึงคงได้อุ้มหลานแล้วแหละ” 

“พี่ไม่สงสารเยลลี่เหรอ?” คำถามของไอ้เล็กทำให้ผมเงียบไปทันที สงสารงั้นเหรอ วินาทีนี้ผมขอเห็นแก่ตัวแล้วสงสารตัวเองก่อนดีกว่าครับ 

“อยากเดินเข้ามาเองทำไมล่ะ” 

“พี่ใหญ่” 

“กูกับเด็กคนนั้นมีข้อแลกเปลี่ยนต่อกัน มึงไม่ต้องห่วงหรอก” 

“ถ้าพี่ต้องการแค่ละครฉากหนึ่ง พี่รับปากผมได้ไหมว่าจะไม่ทำอะไรเยลลี่ไปมากกว่านี้ ชีวิตเด็กคนนี้น่าสงสารมากพอแล้ว พี่อย่าเป็นอีกคนที่ทำร้ายเด็กมันเลย” 

“เออ!” 

“แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หัวใจของพี่เต้นไม่เป็นจังหวะเพราะเยลลี่ พี่…” 

“ไม่มีทาง!” ผมหันไปมองหน้าไอ้เล็กพร้อมกับน้ำเสียงที่ยืนยันความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักแน่น 

“ครับ ๆ” 

“ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว เชิญไสหัวกลับไปได้แล้ว อ้อ! แล้วก็ช่วยกูเล่นละครด้วยล่ะ” 

“ทุกทีอะ แล้วเยลลี่ไปไหน” 

“ไม่สบาย นอนอยู่ในห้อง” 

“ห้องโน้น” มันถามพลางชี้ไปอีกห้อง 

“ห้องกู!” 

“ฮ่า ๆ พี่ใหญ่เอ๊ย!” 

“ไอ้เล็ก!” 

“ครับ ๆ ไปแล้วครับ” มันว่ายิ้ม ๆ ก่อนจะลุกออกไป แต่ก็มิวายหันกลับมาทำให้ผมหัวร้อนอีกจนได้ “ลองกินเด็กดู เผื่อพี่จะเป็นอมตะ ฮ่า ๆ” 

“ไอ้เล็ก!” 

ปัง! 

ตอนนี้ถึงอยากจะถีบมันมากแค่ไหนก็ไม่ได้แล้วครับเพราะมันไม่อยู่ให้ผมถีบแล้ว พอไอ้เล็กออกไป ผมก็มานั่งทบทวนเรื่องที่มันพูดต่อทันที ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ผมก็มั่นใจในตัวเองเหมือนกันครับ ผมไม่ชอบเด็กและผมจะไม่มีวันกินเด็กอย่างแน่นอน ผมขอยืนยันครับ! 

 

* 

 

สรุปวันนี้ผมไม่ได้ไปร้านสักอีกแล้วครับ ไอ้นายโทรมาด่าอีกตามเคย ถือว่าลาพักร้อนไปก่อนละกันเพราะช่วงนี้ผมสั่งมันให้งดรับงาน ไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรนอกจากจัดการเรื่องยุ่ง ๆ ในตอนนี้ 

“พี่ยักษ์คะ” 

“อะไร” 

“หนูหิว” 

“ไม่ขมคอแล้วเหรอ” 

“ขมค่ะ แต่หิว…” อาการของเยลลี่ดีกว่าเมื่อเช้ามากเลยครับ สงสัยเพราะยาและได้พักผ่อนต่ออย่างเพียงพอ 

“กินข้าวต้มละกัน” 

“ค่ะ” ในห้องผมไม่มีของสดหรอกครับ นอกจากของแห้ง ผมเลยลุกไปทำข้าวต้มให้ยัยนี่แทน ผมทำอาหารเป็นครับ แค่ไม่ค่อยได้ทำเท่านั้นเอง ส่วนข้าวต้มเนี่ยง่ายมาก แค่ใส่ข้าวสารกับน้ำลงไปเท่านั้นเอง ใช้เวลาแค่ไม่นานก็ได้กินแล้ว 

“คราวนี้กินให้หมดนะ” พูดพร้อมกับยื่นถ้วยข้าวต้มให้เยลลี่ 

“ทำไมขาวจังเลยคะ” 

“อ๋อ รอแป๊บ” ผมว่าก่อนจะเดินกลับไปที่ครัวหยิบซอสปรุงรสเดินกลับออกมาหาเยลลี่พลางหยดมันใส่ถ้วยข้าวต้มห้าหยด “คงไม่ขาวแล้วนะ” 

“ค่ะ” เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม ก้มหน้ามองถ้วยข้าวต้มแล้วตักเข้าปาก ไม่กล้าพูดอะไรเลยครับ เยลลี่นั่งกินจนอิ่มแสดงว่าหิวจริง ผมเลยลุกไปเตรียมยาให้ต่อ กินเสร็จก็ไม่ยอมลุกไปนอนนะครับ 

“ไปนอน” 

“หนูนอนเยอะแล้ว” 

“มึงไม่สบายอยู่ นอนเยอะก็ไม่ตายหรอก” 

“หนูอยากดูทีวีค่ะ” มองหน้าผมทำตาปริบ ๆ เชียวครับ ผมเลยเปิดทีวีให้แล้วโยนรีโมตไปที่ตักก่อนจะลุกออกไปนั่งที่มุมทำงานของตัวเองแทน ยัยนี่เหมือนจะรู้ตัวครับเพราะไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกนอกจากสนใจหน้าจอทีวี 

ผมนั่งออกแบบลายสักไปเรื่อยครับ มีแบบลายสักส่งไปให้ไอ้นายดู มันจะได้ไม่ด่าผมมากนัก นั่งทำงานสายตาก็คอยเหลือบไปมองเยลลี่เป็นพัก ๆ จนรอบล่าสุดผมหันไปมอง คอพับไปแล้วครับ 

“หรือโลกที่พวกเราอยู่มันแตกต่างกันจริง ๆ” ผมว่าพลางขยับตัวลุกขึ้นไปหาคนที่นอนหลับอยู่ตรงโซฟา ยัยนี่ไร้เดียงสาเกินไป อยู่ไม่ได้ด้วยตัวเองและมักถูกเอาเปรียบเสมอ แต่กลับยิ้มและมองคนอื่นด้วยสายตาอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็บ้า บางครั้งก็กล้า แต่ส่วนใหญ่จะกล้ากับผมคนเดียวนี่แหละครับ “ทำไมถึงไม่กลัวกูเหมือนคนที่อื่น ๆ กลัวล่ะ” 

“อื้อ… พี่ยักษ์” 

“ทำให้ตื่นเหรอ” 

“เปล่าค่ะ หนูแค่หลับตาเอง” 

“หึ!” ยัยนี่มันเหลือเกินจริง ๆ เลยครับ กล้าตบตาผมงั้นเหรอ “ถ้าง่วงก็ลุกไปนอนในห้องให้ดี ๆ” 

“ไม่ง่วงแล้วค่ะ” 

“เออ!”  

ผมมองคนตรงหน้านิ่ง ๆ ก่อนจะหมุนตัวเองเพื่อเดินกลับไปนั่งที่เดิม แต่เดินยังไม่ถึงเลยครับ เสียงเล็ก ๆ ด้านหลังเรียกชื่อขึ้นมาซะก่อน 

“คุณใหญ่คะ” ผมแค่หยุดเดิน แต่ไม่ได้หันกลับไปมอง จนเจ้าตัวพูดต่อ “ที่คุณใหญ่พูดว่าทำไมถึงไม่กลัว เพราะหนูรู้ว่าคุณใหญ่เป็นคนใจดี ป้าอ่อนก็บอกแบบนี้เสมอ ขอบคุณนะคะ” 

“หึ!” ผมแสยะยิ้มออกมาก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม ไม่เข้าใจยัยนี่หรอกครับ แต่ก็ไม่ได้โมโหใส่ตลอดเวลาเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว 

ความคิดเห็น