เอส ดับเบิ้ลเอส
facebook-icon

#เยลของยักษ์ เยลเมียผู้ไม่สู้คน แต่ถนัดนักตบผัว!!!

#เยลของยักษ์ ๑๒ [100%]

ชื่อตอน : #เยลของยักษ์ ๑๒ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.2k

ความคิดเห็น : 24

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2562 18:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 300
× 0
× 0
แชร์ :
#เยลของยักษ์ ๑๒ [100%]
แบบอักษร

#เยลของยักษ์ ๑๒ 

ผมสะดุ้งตื่นในตอนเช้ารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกรบกวนจากคนข้างๆ อีกแล้วครับ แถมครั้งนี้ยังนอนซุกหน้ากับจักกะแร้ผมอีกต่างหาก ลมหายใจร้อนผ่าวเหมือนคนไม่สบายอีกแล้วครับ มันเลยทำให้การนอนของผมหายไปอีกแล้ว

“ไม่สบายอีกแล้วเหรอวะ” ขยับตัวลุกขึ้นยื่นมือไปแตะหน้าผาก ใบหน้าและลำคอเพื่อวัดไข้ อุณหภูมิร่างกายร้อนกว่าคนปกติมากพอสมควร

ผมลุกเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวล้างหน้าแปรงฟันเสร็จก็เดินไปหยิบเสื้อมาใส่ หยิบกระเป๋าสตางค์เดินออกจากห้องทันที ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องดูแลดีขนาดนี้ทั้งๆ ที่ยัยนี่เหมือนมาเป็นภาระของผมมากกว่าช่วยอีกครับ แต่ก็เอาเถอะถือว่าช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ผมออกจากคอนโดเดินไปที่ร้านขายยาทันที ซื้อยาแก้ไข แก้เจ็บคอ แก้ทุกอย่างที่จะรักษาได้ ซื้อไปเก็บไว้ก็ยังดีเพราะท่าทางยัยนี่จะอ่อนแอกว่าผมเยอะ ซื้อยาเสร็จก็เดินไปซื้อโจ้กต่อก่อนจะรีบกลับขึ้นห้อง เปิดประตูเข้ามาได้ยินเสียงคนร้องไห้อีกต่างหาก

“อะ อึก… ฮือๆ” เสียงดังมาจากในห้องจนผมต้องรีบเดินกึ่งวิ่งไปดู

“ร้องไห้ทำไมวะ” เข้ามาถึงก็เห็นเยลลี่นั่งร้องไห้อยู่คนเดียว ใบหน้าเปื้อนหยาดน้ำตาเต็มไปหมด พอเห็นหน้าผมก็ยิ้มทั้งๆ ที่น้ำตายังไหลอยู่

“อึก… ปะ ปวดหัวค่ะ”

“ก็มึงไม่สบายนี่”

“ฮือๆ”

“ไม่ต้องร้อง กูรำคาญ!”

“อึก… ฮึบ!” ยัยนี่ใช้ง่ายดีแฮะ สั่งอะไรก็ทำตามไปซะหมด ผมไม่อยากด่าเยอะครับ ไม่สบายอยู่กลัวว่าจะช็อกตายซะก่อน ผมเลิกสนใจก่อนจะวางของที่ซื้อมาลงบนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปหาเจ้าตัวแทน

“ถ้ารู้ว่าป่วยง่าย คราวหลังก็ไม่ต้องเสล่อไปนั่งตากน้ำค้างข้างนอกอีก”

“อึก…” สบตาผมขอบตาแดงก่ำเชียวครับ

“เช็ดตัวก่อนละกัน” มันไม่ใช่หน้าที่เลยจริงๆ แต่ทำไมต้องมาดูแลด้วยวะเนี่ย “ตกลงใครต้องดูแลใครกันแน่วะ”

“ขอโทษค่ะ”

“…” ผมเงียบไม่ได้พูดอะไรนอกจากนั่งเช็ดตัวให้ อย่างน้อยๆ ก็เพื่อจะช่วยลดไข้ได้บ้าง หลังจากเช็ดตัวให้เสร็จก็หาเสื้อหนาๆ แขนยาวของตัวเองมาให้สวมทับอีกชั้นก่อนจะออกไปเตรียมโจ้กกับน้ำเข้ามาให้

“หนู…”

“กิน แล้วก็ไม่ต้องพูดมากด้วย”

“ค่ะ” ผมไม่ได้ป้อนนะครับ ปล่อยให้กินเอง แต่กินไปแค่ทำเดียวก็ทำหน้าเหมือนอยากจะร้องไห้อีกแล้ว

“อะไรอีก”

“ขมจังเลยค่ะ เจ็บคอด้วย”

“ทนๆ กินเอาหน่อยละกัน จะได้กินยาแล้วพักผ่อน”

“แต่ว่า…”

“อย่าดื้อ!”

“ค่ะ” ก้มหน้ารับชะตากรรมก่อนจะยอมกินโจ้กต่อ แต่กินไปแค่ไม่กี่คำก็ยอมครับ ผมเองก็ไม่อยากฝืนเลยปล่อยไปก่อนจะเตรียมยาให้ ซื้อมาเยอะครับ เลือกเฉพาะที่ยัยนี่มีอาการให้กินเท่านั้น

“ตอนนี้มึงมีหน้าที่แค่นอนพักผ่อนให้หาย เรื่องอื่นไม่ต้องยุ่ง”

“ค่ะ”

หลังจากจัดการเยลลี่เสร็จเรียบร้อยผมก็ออกมาจัดการไอ้ตัวเล็กที่เดินร้องขอกินอาหารอยู่ด้านนอกต่อ ปกติมันไม่ได้เข้าไปนอนในห้องด้วย คงจะหาที่นอนแถวๆ นี้นี่แหละครับ พอได้กินก็เลิกร้องเรียก ตอนนี้ผมมีภาระเพิ่มเยอะเลยครับทั้งคนทั้งแมว

เฮ้อ!

กริ่ง! 

นั่งถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับเสียงกริ่งหน้าห้องที่ร้องดังขึ้น ใครมาแต่เช้าวะเนี่ย ทำไมช่วงนี้ผมถึงรับแขกเยอะเป็นพิเศษนะ

กริ่ง! 

เสียงกริ่งยังคงดังอย่างต่อเนื่องจนผมลุกไปเปิดประตู คนตรงหน้าไม่ใช่ใครที่ไหนเลยครับ

“มาทำไมแต่เช้าวะ”

“ผมจะมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่กลัวพี่ไม่ต้อนรับ” ไอ้เล็กว่าก่อนจะเดินแทรกตัวเข้ามาในห้องของผม การแต่งตัวของมันพร้อมออกไปทำงานมากเลยครับ นี่แสดงว่าตั้งใจออกจากบ้านแต่เช้าเพื่อมาหาผมก่อนสินะ

“มีอะไร”

“เรื่องเยลลี่”

“ทำไม”

“พี่โกหกผมใช่มั้ย?”

“ใช่!” กับไอ้เล็ก ผมไม่จำเป็นต้องมีความลับหรอกครับเพราะถึงยังไงมันก็คอยช่วยเหลือผมตลอดอยู่แล้ว

“พี่ใหญ่!”

“กูโกหกมึงก็จริง แต่กูก็อยากให้คนอื่นๆ เข้าใจแบบที่บอกมึงไปเมื่อคืนเหมือนกัน”

“พี่คิดจะทำอะไรกันแน่ พี่ก็รู้ว่าแม่ไม่มีทางเชื่อเรื่องแบบนี้แน่นอนและที่สำคัญคนที่แม่เลือกคือพี่โรส”

“จริงอยู่ที่แม่เลือก แต่กูไม่ได้เลือกนี่” ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด ผมไม่ได้แคร์ด้วยซ้ำ “มึงก็รู้ว่ากูเป็นคนยังไง ถ้าไม่แน่จริงกูคงถูกแม่บังคับให้แต่งงานมีเมีย มีลูกไปแล้ว”

“แต่พี่โรส…”

“ฟังนะไอ้เล็ก กูไม่ได้รู้สึกอะไรกับยัยนั่นอีกแล้ว”

“ห้าปีเลยนะพี่”

“ถ้ากูรักมากพอ วันนี้มึงคงได้อุ้มหลานแล้วแหละ”

“พี่ไม่สงสารเยลลี่เหรอ?” คำถามของไอ้เล็กทำให้ผมเงียบไปทันที สงสารงั้นเหรอ วินาทีนี้ผมขอเห็นแก่ตัวแล้วสงสารตัวเองก่อนดีกว่าครับ

“อยากเดินเข้ามาเองทำไมล่ะ”

“พี่ใหญ่”

“กูกับเด็กคนนั้นมีข้อแลกเปลี่ยนต่อกัน มึงไม่ต้องห่วงหรอก”

“ถ้าพี่ต้องการแค่ละครฉากหนึ่ง พี่รับปากผมได้ไหมว่าจะไม่ทำอะไรเยลลี่ไปมากกว่านี้ ชีวิตเด็กคนนี้น่าสงสารมากพอแล้ว พี่อย่าเป็นอีกคนที่ทำร้ายเด็กมันเลย”

“เออ!”

“แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่หัวใจของพี่เต้นไม่เป็นจังหวะเพราะเยลลี่ พี่…”

“ไม่มีทาง!” ผมหันไปมองหน้าไอ้เล็กพร้อมกับน้ำเสียงที่ยืนยันความรู้สึกของตัวเองอย่างหนักแน่น

“ครับๆ”

“ในเมื่อรู้ความจริงแล้ว เชิญไสหัวกลับไปได้แล้ว อ๋อ! แล้วก็ช่วยกูเล่นละครด้วยล่ะ”

“ทุกทีอะ แล้วเยลลี่ไปไหน”

“ไม่สบาย นอนอยู่ในห้อง”

“ห้องโน่น” มันถามพลางชี้ไปอีกห้อง

“ห้องกู!”

“ฮ่าๆ พี่ใหญ่เอ้ย!”

“ไอ้เล็ก!”

“ครับๆ ไปแล้วครับ” มันว่ายิ้มๆ ก่อนจะลุกออกไป แต่ก็มิวายหันกลับมาทำให้ผมหัวร้อนอีกจนได้ “ลองกินเด็กดู เผื่อพี่จะเป็นอมตะ ฮ่าๆ”

“ไอ้เล็ก!”

ปัง! 

ตอนนี้ถึงอยากจะถีบมันมากแค่ไหนก็ไม่ได้แล้วครับเพราะมันไม่อยู่ให้ผมถีบแล้ว พอไอ้เล็กออกไป ผมก็มานั่งทบทวนเรื่องที่มันพูดต่อทันที ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แต่ผมก็มั่นใจในตัวเองเหมือนกันครับ ผมไม่ชอบเด็กและผมจะไม่มีวันกินเด็กอย่างแน่นอน ผมขอยืนยันครับ! 

สรุปวันนี้ผมไม่ได้ไปร้านสักอีกแล้วครับ ไอ้นายโทรมาด่าอีกตามเคย ถือว่าลาพักร้อนไปก่อนละกันเพราะช่วงนี้ผมสั่งมันให้งดรับงาน ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรนอกจากจัดการเรื่องยุ่งๆ ในตอนนี้

“พี่ยักษ์คะ”

“อะไร”

“หนูหิว”

“ไม่ขมคอแล้วเหรอ”

“ขมค่ะ แต่หิว…” อาการของเยลลี่ดีกว่าเมื่อเช้ามากเลยครับ สงสัยเพราะยาและได้พักผ่อนต่ออย่างเพียงพอ

“กินข้าวต้มละกัน”

“ค่ะ” ในห้องผมไม่มีของสดหรอกครับ นอกจากของแห้ง ผมเลยลุกไปทำข้าวต้มให้ยัยนี่แทน ผมทำอาหารเป็นครับ แค่ไม่ค่อยได้ทำเท่านั้นเอง ส่วนข้าวต้มเนี่ยง่ายมาก แค่ใส่ข้าวสารกับน้ำลงไปเท่านั้นเอง ใช้เวลาแค่ไม่นานก็ได้กินแล้ว

“คราวนี้กินให้หมดนะ” พูดพร้อมกับยื่นถ้วยข้าวต้มให้เยลลี่

“ทำไมขาวจังเลยคะ”

“อ๋อ รอแป๊บ” ผมว่าก่อนจะเดินกลับไปที่ครัวหยิบซอสปรุงรสเดินกลับออกไปหาเยลลี่พลางหยดมันใส่ถ้วยข้าวต้มห้าหยด “คงไม่ขาวแล้วนะ”

“ค่ะ” เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผม ก้มหน้ามองถ้วยข้าวต้มแล้วตักเข้าปาก ไม่กล้าพูดอะไรเลยครับ เยลลี่นั่งกินจนอิ่มแสดงว่าหิวจริง ผมเลยลุกไปเตรียมยาให้ต่อ กินเสร็จก็ไม่ยอมลุกไปนอนนะครับ

“ไปนอน”

“หนูนอนเยอะแล้ว”

“มึงไม่สบายอยู่ นอนเยอะก็ไม่ตายหรอก”

“หนูอยากดูทีวีค่ะ” มองหน้าผมทำตาปริบๆ เชียวครับ ผมเลยเปิดทีวีให้แล้วโยนรีโมตไปที่ตักก่อนจะลุกออกไปนั่งที่มุมทำงานของตัวเองแทน ยัยนี่เหมือนจะรู้ตัวครับเพราะไม่ได้พูดอะไรออกมาอีกนอกจากสนใจหน้าจอทีวี

ผมนั่งออกแบบลายสักไปเรื่อยครับ มีแบบลายสักส่งไปให้ไอ้นายดู มันจะได้ไม่ด่าผมมากนัก นั่งทำงานสายตาก็คอยเหลือบไปมองเยลยี่เป็นพักๆ จนรอบล่าสุดผมหันไปมอง ยัยนั่นคอพับไปแล้วครับ

“หรือโลกที่พวกเราอยู่มันแตกต่างกันจริงๆ” ผมว่าพลางขยับตัวลุกขึ้นไปหาคนที่นอนหลับอยู่ตรงโซฟา ยัยนี่ไร้เดียงสาเกินไป อยู่ไม่ได้ด้วยตัวเองและมักถูกเอาเปรียบเสมอ แต่กลับยิ้มและมองคนอื่นด้วยสายตาอ่อนโยนอยู่ตลอดเวลา บางครั้งก็บ้า บางครั้งก็กล้า แต่ส่วนใหญ่จะกล้ากับผมคนเดียวนี่แหละครับ “ทำไมถึงไม่กลัวกูเหมือนคนที่อื่นๆ กลัวล่ะ”

“อื้อ… พี่ยักษ์”

“ทำให้ตื่นเหรอ”

“เปล่าค่ะ หนูแค่หลับตาเอง”

“หึ!” ยัยนี่มันเหลือเกินจริงๆ เลยครับ กล้าตบตาผมงั้นเหรอ “ถ้าง่วงก็ลุกไปนอนในห้องให้ดีๆ”

“ไม่ง่วงแล้วค่ะ”

“เออ!”

ผมมองคนตรงหน้านิ่งๆ ก่อนจะหมุนตัวเองเพื่อเดินกลับไปนั่งที่เดิม แต่เดินยังไม่ถึงเลยครับ เสียงเล็กๆ ด้านหลังเรียกชื่อขึ้นมาซะก่อน

“คุณใหญ่คะ” ผมแค่หยุดเดิน แต่ไม่ได้หันกลับไปมอง จนเจ้าตัวพูดต่อ “ที่คุณใหญ่พูดว่าทำไมถึงไม่กลัว เพราะหนูรู้ว่าคุณใหญ่เป็นคนใจดี ป้าอ่อนก็บอกแบบนี้เสมอ ขอบคุณนะคะ”

“หึ!” ผมแสยะยิ้มออกมาก่อนจะเดินกลับไปนั่งที่เดิม ไม่เข้าใจยัยนี่หรอกครับ แต่ก็ไม่ได้โมโหใส่ตลอดเวลาเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

 

 

--100%--

เมื่อไหร่เขาจะรักกัน 555555555 อย่าแขบนะคะ อยากให้เขาค่อยๆ เรียนรู้กันไปนะคะ นี่เพิ่งจะเริ่มต้นเอง

#ถ้าเจอคำผิดสะกิดบ้างนะคะเอสไม่ได้อ่านทวนค่ะ ตาลาย ขอบคุณค่ะ 55555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น