บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มิอาจฝ่าชะตากรรม

ชื่อตอน : มิอาจฝ่าชะตากรรม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 97

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 31 ส.ค. 2562 15:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มิอาจฝ่าชะตากรรม
แบบอักษร

มิอาจฝ่าชะตากรรม 

เบื้องหน้าฉันเป็นมหาวิหารใหญ่อีกแห่งหนึ่งมีสระบัวด้านหน้าวิหาร ด้านหลังเป็นลานชั้นหินลาดขึ้นไปยังภูเขาด้านบนที่มีชงุ้ม ชะง่อนผา หลายแห่งเป็นร่มเงาให้กับมหาวิหารแห่งนี้ ระบบชลประทานของสระบัวนี้ออกแบบได้ดี สายน้ำสองสายที่แยกจากแม่น้ำผ่านเป็นคลองเข้าเมืองถูกทำนบกั้นบังคับน้ำให้ไหลเข้ามายังสระเบื้องหน้าวิหารแล้วมีทางระบายน้ำออกไล่เป็นลำดับลอนคลื่นอ้อมไปทางด้านหลังมหาวิหารที่เป็นเขตพระราชฐานส่วนพระองค์ของเจ้านางศศิพินทุเทวี ลำน้ำนี้ไหลไล่ระดับผ่านไปยังด้านหลังพระราชวังแล้วไหลเลยไปยังด้านหลังของมหาวิหารที่เชิงเขาเทียมสุวรรณที่ใช้ในพิธีการรับขวัญจากพระธิดาศศิพินขึ้นเป็นเจ้านางศศิพินทุเทวีเคียงคู่กับอำมาตย์รณกฤตติสันตที่ขึ้นเป็นอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยในวันนั้น การไหลลดลงไปตามการลาดระดับของหินทำให้มีเสียงน้ำไหลสร้างความสงบให้ผู้ที่นั่งอยู่ในสวนแห่งนี้ มหาวิหารแห่งนี้ ก่อสร้างด้วยอิฐและศิลาแลง  ขนาดใหญ่มีลักษณะผสมผสานระหว่างศิลปะแบบขอม เพียงแต่ลักษณะของกำแพงด้านต่าง ๆ ที่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นจะมุมมนหรือค่อนข้างกลม หลังคาที่ก่อสร้างด้วยศิลาแลงนั้นมีองค์ประธานที่เป็นสี่เหลี่ยมไล่ลำดับจากชั้นใหญ่ไปหาเล็ก มีลายปูนปั้นที่ขอบฐานด้านล่าง แล้วยังมีวิหารขนาดเล็กลงมาล้อมรอบอีกหลายอาคาร ทั้งหมดก่อสร้างลักษณะเดีนวกันแต่ย่อส่วนลงมาเพียงครึ่งเดียว แม้จะไม่ได้เป็นมหาวิหารที่สูงสุดอย่างเช่นมหาวิหารที่เชิงเขาเทียมสุวรรณ แต่ที่นี่มีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่ามาก และมีความซับซ้อนภายในเป็นอย่างมาก วิหารขนาดเล็กที่ล้อมรอบทุกด้านนั้นจะมีระเบียงเชื่อมมายังองค์มหาวิหารที่อยู่ตรงกลาง ที่ตั้งของมหาวิหารแห่งนี้อยู่มาทางแนวตะวันตกของพระราชวังอ้อมภูเขาน้ำตกมาอีกไกลแต่ไม่ไกลจนเกินกว่าจะได้ยินเสียงน้ำตก 

มหาวิหารนี้อยู่บริเวณวัดถ้ำ เพียงแต่ส่วนโค้ง ส่วนเว้าของที่ราบเข้ามาในเชิงเขาแตกต่างกับภพปัจจุบัน ที่นี่ต้องชะเง้อสุดคอและต้องออกมาให้ห่างจากภูเขาถึง 20-40 เมตร จึงจะมองขึ้นไปเห็นถึงยอดเขา แต่กินอาณาเขตกว้างกว่าเยอะมาก ภูเขาแห่งนี้จึงดูอยู่สูงตระหง่านมากกว่าวันที่ฉันมาเที่ยวกับพี่สรรค์มากๆ 

“มหาวิหารที่นี่แม้จะไม่ได้ใหญ่โตโอ่โถงและแสดงถึงพระยศ พระเกียรติ ความเจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งของแคว้นเรา แต่ที่นี่มีพระปรางค์บริวารล้อมรอบทั่วทุกด้านเว้นเพียงด้านหน้าทางเข้าเท่านั้น มีทั้งห้องโถงใหญ่ที่ประดิษฐ์พระองค์ประธานประจำวันเกิดของเจ้านางเรียกได้ว่าเป็นพระพุทธรูปปางนาคปรกที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นเรา มีห้องที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอีกหลายขนาดหลายห้อง มีห้องที่พระนางสะสมศิลปะต่าง ๆ ของแต่ละศาสนาแต่ละชนชาติที่นำมาขายแลกเปลี่ยนกับเรา ที่หามาได้จากช่างประจำเมืองนี้และที่มาจากการสั่งทำตามรับสั่งของเจ้านาง ที่สำคัญคือมีห้องเล็ก ๆ อีกหลายห้องที่เจ้านางออกแบบมาแตกต่างกันให้เหมาะสมกับลักษณะที่ต้องใช้  เช่นพระสงฆ์ แม่ชี พราหมณ์ ที่ปรารถนาจะใช้ห้องแยกต่างหากเพื่อปฎิบัติธรรมส่วนตัว มีห้องสำหรับลงโทษด้วยการให้ปฎิบัติธรรมเพียงลำพังสำหรับสนม กำนัล หรือขุนนางในพระราชวัง ทุกห้องมีประตูที่ทำด้วยแผ่นหินและล้อกลม ๆ ไว้เบื้องล่างสำหรับเคลื่อนที่เปิดปิดไปบนล่องแนวหินที่ขัดเกลาขนาดพอดีกับล้อและมีขอบตั้งขึ้นทั้งสองด้านเพื่อกันไม่ให้ล้อหินหลุดออกไปจากลาง ห้องเหล่านี้จะมีช่องลมทางด้านบนเพื่อให้อากาศถ่ายเทเข้ามาได้ จำนวนห้องนับสิบห้องนี้ไม่ได้ถูกใช้งานทั้งหมดขึ้นอยู่กับพระนางแต่เพียงผู้เดียวที่ประสงค์จะใช้ห้องไหนเพื่อทำสิ่งใด ทั้งหมดนี้เป็นการออกแบบของเจ้านางเองทั้งหมด สร้างความปิติให้กับพ่อหลวงและพระมเหษีเทวีเป็นอย่างยิ่ง แม้กระทั่งช่างที่ก่อสร้างก็ยังทึ่งในความคิดนี้” 

คุณลุงอำมาตย์เว้นวรรคการพูดแล้วนำฉันเข้าสู่ภายในมหาวิหาร 

“ในห้องต่าง ๆ นี้มีอยู่หนึ่งห้องที่ลอดอุโมงค์ไปยังท้องพระคลังของวังหลวงที่เก็บสมบัติทั้งหมดของแผ่นดิน มีอีกห้องที่เชื่อมไปยังพระคลังที่เก็บเสบียงข้าวสาร วัตถุดิบเครื่องเทศต่าง ๆ หากเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันเราจะสามารถเคลื่อนย้ายของมีค่าทั้งหมดมายังห้องลับที่นี่ได้ มีเพียงเจ้าหลวง  พระมเหษีเทวี และพระนางเท่านั้นที่รู้ว่าเป็นห้องไหน และประตูกลที่พรางออกแบบไว้ด้วยการผลักแผ่นหินเข้าไปจะเป็นดาลเปิดประตูเข้าไปได้ ไม่มีข้อสังเกตว่าแผ่นหินในห้องไหนจากจำนวนหลายสิบห้องที่อยู่ในวิหารนี้และที่อยู่ในพระปรางค์บริวารอีก ไม่มีใครหรือผู้ใดที่จะสามารถสังเกตหินแผ่นนี้ออก เจ้านางได้ความคิดทั้งหมดนี้มาจากพ่อค้าและนักเผยแพร่ศาสนาที่คุยกัน แล้วนำมาประยุกต์ใช้” 

“แล้วคนสร้างที่นี่ล่ะคะ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าห้องไหนคือห้องสำคัญขนาดนั้น” 

“เขาไม่สามารถบอกใครได้หรอกพะยะค่ะ เพราะเจ้านางประหารชีวิตด้วยการฟันคอของช่างที่ก่อสร้างทั้งสองห้องนี้จนเกือบขาดกระเด็นแล้วปิดประตูกลทิ้งเขาให้เฝ้าช่องทางเข้าเอาไว้” 

“ฉันฟันคอเขาด้วยตัวฉันเองเลยเหรอ” 

“พะยะค่ะ” 

“สองคนเลยเหรอ” 

“พะยะค่ะ เลือดสาดนองพื้นเปื้อนพระพักตร์จนเป็นสีแดง สายพระเนตรดุดันจนเกือบจะทะลุออกจากเบ้าพระเนตร” 

ช่างโหดร้ายนักศศิพินทุเทวี อายุก็ไม่ได้มากนักทำไมถึงโหดเหี้ยมได้ขนาดนี้ ฉันกำหนดจิตแผ่เมตตาและขออโหสิกรรม แต่จะได้รับการอโหสิกรรมจากชายสองคนที่อยู่ในอุโมงค์นี้หรือไม่ฉันไม่รู้ นี่คงจะเป็นอีกดวงวิญญาณหนึ่งที่ฉันต้องมาขอขมาตามที่คุณลุงอำมาตย์ได้บอกไว้  

“พระนางรับผิดชอบครอบครัวของชายทั้งสองนี้เต็มกำลัง นำเข้ามาอยู่เขตในเมืองหลวงทั้งครอบครัวไม่ว่าจะเป็นญาติลำดับไหนพระนางสร้างหมู่พระตำหนักให้อยู่กันเป็นอิสระด้วยกันทั้งหมด ให้พวกเขาเลือกสถานที่ที่จะอยู่ได้ด้วยตนเอง และมีเบี้ยหวัดให้ทุกปี” 

บุญกับบาปมันไม่สามารถหักลบกลบกันได้หรอกนะ ครอบครัวของนายช่างทั้งสองคงเกลียดชังฉันมากและดึงให้ฉันต้องกลับมารับรู้ความผิดที่กระทำต่อพวกเขา ฉันพยายามกำหนดลมหายใจเพื่อปลงอนิจจัง และบริกรรมพุทโธเพื่อให้จิตใจสงบลง 

“เราเข้าไปในไหว้องค์พระประธานกันเถิดเจ้านาง”” 

แล้วเราทั้งสองคนก็มาปรากฎอยู่เบื้องหน้ารูปปั้นพระพุทธรูปปางนาคปรกองค์ใหญ่สีดำขนาดมหึมา สร้างด้วยหินสีดำเป็นเงา ทั้งพระเนตรของพระพุทธรูปและดวงตาขององค์มุจรินทร์ที่แผ่พระเศียรปกคลุมอยู่เบื้องบนนั้นต่างมองมาที่ผู้อยู่เบื้องล่าง แต่ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าสายตาทั้งหมดนั้นมองลงมาที่ฉันมากกว่าจุดอื่นๆ 

นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปที่ทำจากทองคำรูปร่างสะโอดสะอง          พระขนงโค้งติดกันพระอังสะใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก จีวรบางแนบติดองค์ พระพักตร์แบน พระโอษฐ์หนา ประทับท่ายืนตรง พระหัตถ์อยู่ในกิริยาแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์คือยกมือขึ้นเสมอพระอุระหันฝ่ามือออกจากพระองค์ อยู่บนพระแท่นเบื้องล่างด้านหน้าองค์พระประธาน ระเบียงด้านนอกมีเสมาธรรมจักรที่สร้างขึ้นจากหินทราย มีทั้งที่เป็นรูปแบบกวางมอบอยู่ด้านหน้าทั้งซ้ายและขวา แบบที่มีลวดลายคล้ายนางอัปสรยกขาฟ้อนรำบิดเกลียวผมมาด้านข้าง  แล้วฉันก็เห็นชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาในวิหารพร้อมด้วยผู้หญิงที่เพียงแต่มุ่นมวยผมและแต่งกายด้วยผ้านุ่งยกดอกธรรมดาเดินตามหลังมา พวกนางห่มผ้าผืนบางพาดสไบไปทางไหล่ซ้ายถือพานพวงมาลัยดอกพุดพวงใหญ่ห้อยอุบะด้วยดอกจำปา ผู้หญิงที่แต่งกายงดงามเต็มยศนั้นคือฉันแน่ ๆ สายตา จมูก เหมือนฉันในเวลานี้มาก วงหน้าไม่กลมดังเช่นชาวเมืองคนอื่นออกจะไปทางวงรีอยู่บ้าง แต่ริมฝีปากหนาเช่นเดียวกับผู้คนทั่วไปอาจจะใช้สีจากดอกไม้ ปากคู่นั้นจึงออกสีแดงเรื่อมากกว่าผู้หญิงทุกคนที่ผ่านเข้ามาในนิมิตสมาธิของฉัน ผู้ชายที่เดินเคียงคู่มานั้นก็คืออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยพี่สรรค์ของฉันนั่นเอง พี่สรรค์รูปร่างสง่าผ่าเผยตั้งแต่ภพนี้ยันภพหน้าจริงๆ 

ทั้งสองคนรับพวงมาลัยวางลงตรงเบื้องหน้าองค์พระประทานกล่าวคำอฐิษฐานกันอยู่สักครู่ ก็หันมารับพวงมาลัยอีกคนละพวงคลานไปวางเบื้องหน้าองค์พระพุทธรูปที่ยืนอยู่ด้านข้างของตน 

“ช่วงนี้น้องมาปฎิบัติธรรมที่นี่อยู่หรือเปล่า”  

“มาเพคะ ถ้าไม่ติดงานใด ๆ หรือเจ้าพ่อ เจ้าแม่เรียก น้องก็จะมาที่นี่ ออกจากสมาธิก็จะไปนั่งเล่นในสวนด้านหลัง เป็นสถานที่ที่น้องชอบที่สุด ลำธารริมภูเขา หากน้องตายไปเจ้าพี่สร้างสถูปตรงนี้ให้น้องนะเพคะ” 

“ศศิพิน เจ้านี่พูดอะไรไม่เข้าเรื่อง มาในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์กลับพูดในสิ่งที่ไม่เป็นมงคล” 

“น้องเพียงอยากบอกให้ใครรู้ไว้สักคนเท่านั้นเองเพคะ ว่าน้องต้องการสิ่งใดเมื่อไปจากภพนี้แล้ว ซึ่งน้องคงไม่สามารถพูดเช่นนี้กับเจ้าพ่อ เจ้าแม่ได้ เจ้าพี่ไปนั่งในสวนของน้องนะเพคะ ที่นั่นนั่งแล้วจะสบายใจ สงบ พักผ่อนจากทุกเรื่องที่เราต้องขบคิด” 

“ถ้าเช่นนั้นพี่คงต้องมาบ่อย ๆ แต่ต้องลำบากเจ้าพามา เพราะเป็นเขตที่เจ้าประกาศห้ามผู้อื่นเข้าไปในบริเวณนั้น หากไม่ได้ไปกับเจ้าหรือเจ้าสั่งให้เข้าไป แม้กระทั่งบ่าวไพร่ที่ต้องดูและตัดแต่งต้นไม้” 

“ใช่เพคะ  เพราะน้องต้องการให้ตัดแต่งตามแบบที่น้องต้องการ พวกเขาจะได้ทำตามได้ถูกต้อง ไม่ต้องเสี่ยงที่จะโดนน้องโกรธและลงโทษพวกเขา” 

“แล้วทำไมน้องต้องลงโทษทุกคนที่ไม่พอใจด้วยล่ะศศิพิน" 

“ก็เจ้าพี่เป็นผู้สอนน้องเองว่าเราเป็นผู้ดูแลผู้คนมากมาย ต้องมีความเด็ดขาด หากทำอะไรผิดก็ต้องลงโทษเพื่อให้พวกเขาจำและจะไม่ทำเช่นนั้นซ้ำอีก ดังนั้นเมื่อพวกเขาไม่เข้าใจคำสั่งของน้องหรือสิ่งที่น้องมอบหมายให้ทำ เขาก็ควรจะถามน้องให้เข้าใจก่อนที่จะลงมือทำ ไพร่ที่ตัดแต่งต้นไม้ในสวนแห่งนี้ไม่เข้าใจภาพที่น้องต้องการให้เป็นได้ทั้งหมดหรอกเพคะ น้องจึงต้องมาคุมและดูแลพวกเขา ไม่เคยมีไพร่ที่เข้ามาทำงานในนี้ที่ต้องรับโทษจากน้องเลย" 

“แล้ววันใดที่พี่ทำผิด ทำให้น้องไม่พอใจเล่า เจ้าจะลงโทษพี่อย่างเด็ดขาดด้วยวิธีใด" 

“ถ้าเจ้าพี่ทำผิดต่อข้า ทำให้ข้าไม่พอใจก็คงมีเพียงเรื่องเดียวเพคะ” เจ้านางหยุดพูด และหยุดเดิน พันมามองสบตาอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยแล้วกล่าวต่อว่า" 

“เรื่องเหล่านางที่ท่านพี่ได้รับบรรณาการมา ได้รับจากเหล่าหัวหน้าชุมชนมา แล้วที่เจ้าพี่ทรงนำมาด้วยพระองค์เอง" 

เข้ามาในเขตอุทยาน เจ้านางหันมาชมดอกพุดที่อยู่ทางเข้า ฉันสัมผัสกลิ่นไปด้วยไม่ได้ แต่ดูจากที่เจ้านางเอื้อมพระหัตถ์เข้ามาลูบไล้ดอกที่บานแล้ว ก็น่าจะเป็นกลิ่นของดอกไม้นั้นที่ดึงดูดพระนาง" 

“ส่วนการลงโทษน้องยังคิดไม่ได้ ว่าจะมีโทษใดที่ทำให้เจ้าพี่และนางเหล่านั้นเจ็บปวดได้เทียบกับใจน้องที่เจ็บปวดมาเนิ่นนาน" 

“น้องหญิง เจ้าไม่ยอมรับประเพณีเช่นนี้ของแคว้น ของอาณาจักร หรือดินแดนโพ้นทะเลที่เจ้าเองก็รู้ได้เลยหรือไร" 

เจ้านางไม่ตอบคำถามนี้" 

“อีกประการหนึ่งที่น้องยังคิดไม่ได้อีกเช่นกัน คือน้องไม่รู้ว่าจะลงโทษฝ่ายใดก่อนระหว่างนางเหล่านั้นกับเจ้าพี่" 

เจ้านางศศิพินทุเทวีกล่าวด้วยกระแสเสียงเรียบ ๆ มือระเรื่อยไปยังดอกไม้ต่าง ๆ ในสวน ทั้งกล้วยไม้พื้นเมืองและกล้วยไม้ป่าแปลก ๆ ที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยหามาให้อยู่เสมอเพราะรู้ว่านางโปรดดอกไม้ชนิดนี้เช่นเดียวกัน แต่ฉันรู้สึกได้ถึงความโหดเหี้ยมในจิตใจของพระนางที่ไม่ได้ดูสบายตาเหมือนภาพที่เห็น 

“น้องพี่ เจ้าเห็นขุนนาง อำมาตย์มนตรีชั้นใดบ้างที่มีเมียเพียงคนเดียว หากเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวไม่มีบารมีใด ๆ ไม่สามารถสร้างวงศ์วานตระกูลให้เป็นปึกแผ่นหนาแน่นสืบต่อไปได้ ผู้ชายต้องสืบเชื้อสายวงศ์ตระกูล และการนำนางทั้งหลายทั้งปวงมาถวายผู้มีอำนาจนั้น เจ้าก็รู้ว่ามันมีวัตถุประสงค์อย่างอื่นอีกหลายประการที่เขาเหล่านั้นคาดหวัง ไม่ใช่พ่อแม่คนไหนที่อยากจะผลักลูกออกจากอกไปให้ผู้อื่นดูแลห่างหูห่างตา" 

“ใช่เพคะเจ้าพี่ แล้วเป็นไปได้มั้ยที่เจ้าพี่จะรักเพียงน้องเพียงคนเดียว มีน้องเพียงคนเดียวในใจของเจ้าพี่ จนไม่สามารถสมสู่กับหญิงอื่นใดได้" 

เริ่มเข้าโหมดดุดันแล้ว ทั้งคำพูดที่เลือกใช้ ทั้งน้ำเสียงทั้งการหันมาสบสายตาโดยตรงแน่วนิ่ง 

“วันนี้เจ้าพี่เป็นอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยต่อไปถ้าท่านพี่ขึ้นเป็นอำมาตยมนตรีหรือพระราชบุตรเขย จำนวนเรือนในเขตบ้านหรือวังของเจ้าพี่ไม่ต้องใช้เท่ากับพระราชวังของเจ้าพ่อรวมเข้ากับมหาวิหารของน้องหรือเพคะ” 

“ไหนเจ้าบอกพี่ว่าเข้ามาในสวนนี้แล้วจะสบายใจ จิตใจสงบไงเล่า แล้วใยเจ้าโกรธพี่จนใช้น้ำเสียงเยี่ยงนี้ล่ะ 

“งั้นเราก็ไปจากที่นี่กันเถอะเพคะ” 

อยู่ดี ๆ เจ้านางก็หมุนพระวรกายกลับแล้วก้าวพระบาทอย่างรวดเร็วออกจากสวนเข้าไปในมหาวิหารเพื่อเดินออกไปทางเบื้องหน้าวิหารทันที 

“บาปเวรที่ฉันสร้างจะมาถึงอีกหรือยังท่านอำมาตย์” ฉันหันไปถามคุณลุงที่อยู่ข้าง ๆ 

“ที่นี่คือที่ ๆ เจ้านางสร้างทุกอย่างรวมไว้ทั้งหมดพระเจ้าข้า”  

เป็นอันว่ามีที่แรกเท่านั้นที่เป็นแหล่งบ่มเพาะวิชาความรู้ นอกนั้นตั้งแต่ที่ที่ 2 จนถึงที่ที่ 4 นี่ สร้างกรรมสร้างบุญผสมปนเปกันไปหมด  

“สมาธิจิตของเจ้านางน่าจะเริ่มอ่อนกำลังลง หม่อมฉันคิดว่าพระนางทรงปฎิบัติธรรมในวิหารนี้เหมือนเช่นที่เคยต้องได้รับการฝึกมาตลอดพระชนม์ชีพเสียก่อนดีมั้ยพระเจ้าค่ะ ข้าพเจ้าจะให้เจ้านางได้อยู่ตามลำพัง หากเมื่อใดที่ประสงค์จะเรียกข้าเจ้านางเพียงเอ่ยนาม ข้าจะมาเข้าเฝ้าทันที” 

“ดีเหมือนกัน ขอบคุณท่านมาก” 

ฉันนั่งลงทำสมาธิ แม้จะไม่ได้ใช้กายเนื้อทำ แต่การกำหนดรูปร่างลักษณะด้วยกายละเอียดก็มีขั้นตอนเดียวกัน ฉันใช้เวลาเข้าสมาธิจนถึงวิปัสสนาญาณ จนจิตใจสงบ นิ่ง  ดีแล้ว เมื่อคลายจากสมาธิ ฉันก็เอ่ยเสียงออกไปว่า" 

“อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์” 

สิ้นเสียง คุณลุงอำมาตย์ก็คุกเข่าปรากฎอยู่ข้างกายฉันแล้ว  

“ที่นี่ฉันทำกรรมหนักไว้เพียงเท่านี้ใช่มั้ย” 

“จริง ๆ แล้วก็ยังมีอีกพะยะค่ะ เพียงแต่เหตุเกิดขึ้นที่นี่แล้วไปจบที่อื่น” 

“สมาธิฉันเข้มแข็งขึ้นแล้ว มีอะไรก็มาให้เห็นเถิด” 

ภาพเจ้านางศศิพินทุเทวี นั่งพับกรีบดอกบัวหลวงดอกโตอยู่ในสวนด้านหลังมหาวิหาร วันนี้ทรงให้ตั้งซุ้มติดลำธารที่ไหลมาจากเทือกเขา สนมกำนัลคอยช่วยคัดเลือกดอกบัวและตัดก้านบัวถวาย เพื่อให้พระนางลอยดอกบัวที่พับนั้นไปกับสายน้ำ พระนางโปรดที่จะทำเช่นนี้เสมอเวลาที่มาปฎิบัติธรรมที่วิหารแห่งนี้ ดอกบัวที่ส่งมาจากชาวบ้านในหมู่บ้านคลองบัว เป็นดอกบัวที่ชาวบ้านตั้งใจคัดดอกใหญ่ ๆ มาถวาย จึงมีสำหรับบูชาพระในวิหารแห่งนี้ทุกวัน แม้แต่ในวันที่นิมนต์พระมาทำบุญ และบางวันเมื่อทรงเเสร็จจากการปฎิบัติธรรมหรือราชกิจต่างๆ ดอกบัวจากมือของพระนางจะลอยเป็นสายไหลเรื่อยไปกับลำน้ำจนออกสู่ปากแม่น้ำ 

ภาพของผู้หญิงคนหนึ่งแต่งกายด้วยผ้ายกดอก ห่มคลุมสไบผืนงาม เครื่องประดับตั้งแต่ศรีษะจรดข้อเท้าบอกให้รู้ว่นางไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน แต่แม้จะเป็นข้าราชบริพารฝ่ายในทุกคนก็ไม่กล้าเข้ามาในเขตแดนนี้หากพระนางไม่ใช่ผู้ทรงพามาด้วยองค์เองหรือสั่งให้พาเข้ามา 

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ไปเอาตัวมาสิ”        

นางกำนัลรีบเดินไปยังหญิงผู้นั้นที่ดูสดใส ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้ม ดูน่ารัก น่าชื่นตาเวลามอง เอื้อมเก็บดอกบัวในสายน้ำมาสูดดมแล้วปล่อยไปตามกระแสน้ำต่อไปบ้างเก็บเอาไว้บ้าง 

“เจ้าเป็นใคร” สุรเสียงของเจ้านางแฝงแววไม่พอพระทัย 

หญิงนางนั้นมอบกราบลงแทบเท้า ตัวสั่นเทา พูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นแผ่วเบา “หม่อมฉันขออภัยเจ้านางด้วยเพคะ หม่อมฉันเดินตามสายดอกบัวที่ไหลตามลำน้ำนี้ทวนขึ้นมา ไม่ทันได้ดูเส้นทางจนเพลินและมายังที่นี่ ให้อภัยหม่อมฉันด้วยนะเพคะ” 

“เจ้าบังอาจเก็บดอกบัวของข้ามาสูดดมและนำกลับติดตัวไว้ด้วย” 

“เพคะ ดอกบัวหลวงที่ลอยไปนี้สวยงามนัก กลีบดอกที่พับแต่ละดอกก็ไม่เหมือนกัน หม่อมฉันไม่เคยเห็นการพับดอกบัวที่งดงามเช่นนี้มาก่อน และด้วยใจกลางเกษรที่มีขนาดใหญ่มีผึ้งดอมดมทั้งที่ดอกบัวกำลังไหลไปตามสายน้ำ ข้าพเจ้าจึงอยากรู้ว่าดอกบัวมีกลิ่นหอมเช่นไรหมู่ผึ้งจึงบินตามดอมดม และที่ข้าเก็บมานี้นั้น ข้าเก็บแต่ละดอกที่พับต่างกัน ตั้งใจจะเอาไปศึกษาเพื่อพับเช่นนี้บ้างเพคะ” 

นางพยายามรวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อแจ้งความจริงกับเจ้านาง 

หญิงผู้นี้มีใบหน้าที่ชวนมอง กิริยามารยาทดี การตอบคำถามของนางคงทำให้เจ้านางศศิพินทุเทวีคลายความโกรธลงบ้าง สัมผัสที่ฉันรู้สึกจากเจ้านางนั้น รับรู้ได้ว่าเจ้านางทรงถูกชะตานางผู้นี้ 

“ข้าอนุญาตให้เจ้าเก็บไปได้ในครั้งนี้ แต่ต่อไปเจ้าจะเข้ามาในพื้นที่นี้ไม่ได้ หากอยากเก็บเจ้าก็ไปเก็บที่อื่นตามสายน้ำนี้ที่ออกจากพระราชวังไป และอย่าเที่ยวเดินจนหลงมาในนี้เป็นครั้งที่สอง ข้าอาจไม่ใจดีเช่นวันนี้” 

“ขอบน้ำพระทัยเจ้านางอย่างหาที่สุดมิได้เพคะ” นางก้มลงกราบตัวสั่นแต่ไม่รู้จะหันกลับไปในทิศทางใด ก็ได้ยินสุรเสียงของเจ้านางดังขึ้นมาซะก่อนว่า 

“เจ้าเป็นใครอยู่ที่ไหน เหตุใดจึงมาวนเวียนในเขตพระราชฐานได้ หากเดินตามสายดอกบัวข้ามา เจ้าต้องไม่สามารถผ่านด้านหลังของพระมหาราชวังมายังที่นี่ได้” 

สิ้นเสียงเจ้านางสีหน้าและแววตาสดใสน่ามองนั้นเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกขึ้นมาทันที และไม่พ้นการสังเกตเห็นของเจ้านาง  

“ตอบมา” 

“ข้าชื่อรำเพย แม่ข้าเป็นบ่าวในเรือนของท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยเพคะ” 

“แม่เป็นบ่าวในเรือน ใยลูกแต่งกายเยี่ยงแม่หญิงชั้นสูงเช่นนี้ แล้วใยไม่อยู่ในเรือน” 

รำเพยก้มหน้าหมอบกราบลงไปกับพื้นดิน 

“เจ้านางโปรดให้อภัยหม่อมฉันด้วยเพคะ โปรดให้อภัยด้วย” 

“ข้ามีสิ่งใดต้องอภัยเจ้าอีก ในเมื่อสิ่งที่เจ้าได้บอกมาข้าไม่ได้ถือโทษเจ้าเลย” สุรเสียงเยียบเย็นจนเหล่านางกำนัลก้มหน้าหมอบตามไปด้วย คงจะรู้ดีว่ามหันตภัยจากพายุอารมณ์ของเจ้านางจะตามมาในไม่ช้า 

“เจ้าคงเป็นบ่าวที่รับใช้จนเป็นที่พอใจแก่ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยมากสินะ จึงมีเครื่องถนิมพิมพาภรณ์ ผ้าห่มผ้านุ่งเยี่ยงนี้” สัมผัสที่มีต่อนางผู้นี้กลับกลายเป็นสัมผัสที่เยียบเย็นจนน่าขนลุก 

“หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยเพคะ หม่อมฉันขอพระราชทานอภัย หม่อมฉันเป็นเพียงบ่าวไพร่ นายสั่งเยี่ยงไรหม่อมฉันก็สุดจะขัดได้” นางล่ะล่ำล่ะลักตอบ  

ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย สั่งเอาไว้นักหนาว่าไม่ให้นางออกจากบ้าน ไม่ให้นางเข้าใกล้เขตพระราชวัง และที่สำคัญที่สุดอย่าให้พระนางศศิพินทุเทวีเห็นนางโดยเด็ดขาด แต่วันนี้บิดาของนางที่เป็นอำมาตย์อยู่เขตชายแดนของแคว้นกลับมาเข้าเฝ้ารายงานราชการ นางจึงมาดักรอพบบิดาเพื่อแจ้งข่าวสำคัญให้รู้ 

“มะลิมาศ ไปตามนายเวรมาให้ข้าสองคน แล้วส่งคนไปตามอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย มาพบข้าที่นี่” 

ฉันเองที่เป็นเพียงผู้มองยังรู้สึกหวาดกลัว และอยากหาทางช่วยทั้งผู้หญิงที่ชื่อรำเพย และตัวฉันที่เป็นนางเจ้าศศิพินทุเทวีเองด้วย ช่วยไม่ให้ต้องสร้างกรรมหนักใด ๆ เพิ่มอีก การลงโทษบ่าวไพร่ ข้าในราชสำนัก ที่ไม่ต้องพระราชหฤทัยก็เป็นบาปเพียงพอแล้ว แต่นี่ฉันสังหรณ์ใจเหลือเกินว่าจะเป็นบาปหนัก ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าคุณลุงอำมาตย์ที่อยู่ข้างกายฉันนั้นดูเศร้าสร้อยกับภาพเหตุการณ์เบื้องหน้ามาก นี่ฉันคงกำลังจะทำอะไรที่ร้ายกาจลงไปสินะ 

คนที่กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาในสวนส่วนตัวตามคำสั่งไม่ได้มีเพียงอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชเท่านั้น แต่มีทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระมเหษีเทวีนทีนาถด้วย นายเวรที่แจ้งอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชน่าจะเข้าไปแจ้งในห้องท้องพระโรงว่าราชการแน่แท้ จึงมากันครบองค์ประชุมขนาดนี้ 

“น้องหญิงมีเรื่องอะไรกัน” น้ำเสียงของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยร้อนรน จนสั่น คนที่ปกครองคนนับพัน ฝ่าฟันศึกศัตรูมานับครั้งไม่ถ้วนบัดนี้ใบหน้าซีดเผือด  พร้อมกับมองไปที่รำเพยซึ่งหมอบกราบน้ำตานองหน้าอยู่กับพื้นแทบพระบาทเจ้านางศศิพินทุเทวี 

“เจ้าเล่าทุกอย่างทั้งหมดตั้งแต่เริ่มต้น เล่าทุกคำถาม ทุกคำตอบ ให้ทุกคนในที่นี้ได้ฟังอีกครั้งสิ" 

กระแสเสียงพระนางศศิพินทุเทวี นิ่ง เรียบ สายพระเนตรแข็งกร้าว มือกำแน่นเป็นสันเกร็ง เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ใกล้ชิดว่ากำลังจะทรงพิโรธและร้อนในพระอุระอีกไม่นานแรงระเบิดจะปะทุทำลายทั้งต้นเหตุ ที่มาของต้นเหตุและผู้เกี่ยวข้องทุกคน 

รำเพยเล่าทั้งน้ำตา สะอึกสะอื้นหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งนางหันไปมองหน้าอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชเพื่อส่งสายตาขอความช่วยเหลือเท่าใด ความร้อนที่แผ่ออกจากายของเจ้านางก็ยิ่งสัมผัสได้ชัดขึ้น ฉันพยายามแผ่ส่วนกุศลทั้งหลายในญาณสมาธิ ณ เวลานี้เพื่อหวังว่ากระแสความเย็นจะไปสัมผัสกระแสจิตของเจ้านางได้บ้าง เราคือคน ๆ เดียวกัน หวังว่าน่าจะสื่อสารกันได้ ขอนางอย่าได้ทำอะไรที่ร้ายกาจลงไปเลย ฉันพยายามใช้พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งเพื่อสื่อสารไปยังดวงจิตของเจ้านาง 

“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ หม่อมฉันไม่ได้สังเกตจึงเดินเลยมายังเขตนี้เพคะ พ่อหลวง แม่หลวง เจ้าพี่ช่วยข้าด้วยเพคะ” 

“เจ้าพี่เหรอ”  

พระนางลุกขึ้นยืนอย่างฉับพลันทันด่วน เขวี้ยงพานใส่ดอกบัวขนาดใหญ่ไปยังนางผู้นั้น เฉียดศรีษะไปเพียงนิดเดียวแต่ก็เฉี่ยวหน้าผากด้านซ้านของนางจนโลหิตไหล ดอกบัวกระจัดกระจายล่วงหล่นจากพาน ทุกคนต่างผงะตกใจ ใครที่ส่งเสียงหวีดร้องออกมาก็จะโดนพระนางเขวี้ยงด้วยสิ่งของใกล้มือกันทุกคน จนตอนนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสวนแห่งนี้แทบจะมีเลือดออกจากดวงหน้าและแขนกันหลายคน 

“ใครในที่นี้คือเจ้าพี่ของเจ้า”  

กวางน้อยเบื้องหน้าราชสีห์ ตัวสั่น หวาดกลัว บรรยากาศเงียบกริบ ทุกคนในเมืองนี้รู้ดีว่าเจ้านางไม่ทรงโปรดในเรื่องที่ผู้ชายมีเมียหลายคน แม้แต่นางพระราชทานที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ได้มาจากเจ้าผู้ครองอาณาจักรทวาราวดี พระนางก็ไม่ยอมรับอาละวาดจนพ่อหลวงต้องแยกให้ไปอยู่พระราชวังอื่น ไม่ให้พระนางเห็น และเสด็จไปเข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษต่อเจ้าอาณาจักร หากไม่เพราะความรู้ความสามารถทางด้านการฑูตของเจ้านางศศิพินทุเทวีที่ช่วยเหลือทุกแคว้นของราชอาณาจักรแล้ว พระบิดาของเจ้านางและตัวของเจ้านางเองคงไม่พ้นโทษทัณฑ์ในครั้งนั้นอย่างแน่นอน ในขณะที่ฉันพยายามแผ่กระแสมหาเมตตาไปยังเจ้านาง ไม่ทันได้สังเกตว่านางคว้าดาบจากปลอกที่เอวของทหารที่อยู่บริเวณนั้นแล้วเดินตรงไปยังผู้หญิงที่หมอบตัวสั่นอยู่เบื้องหน้า 

“พี่เองพระน้องนาง พี่คือเจ้าพี่ที่นางผู้นั้นเอ่ยถึง" 

“ดีแล้ว ที่ทรงพูดเช่นนั้น ข้าจะได้รู้น้ำใจท่าน”  

เจ้านางยกดาบขึ้นมาข้างพระวรกายและหันหน้ามาทางอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  

“ที่ผ่านมาเพราะคำว่ารักเพียงคำเดียว ที่ทำให้หม่อมฉันพยายามเก็บทุกอารมณ์ อดกลั้นทุกความรู้สึกในสิ่งที่เจ้าพี่กระทำทั้งที่รู้ว่าน้องเกลียดชังในสิ่งนี้ แต่เจ้าพี่ก็ยังทำอยู่มาโดยตลอด คงเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเจ้าพี่ไม่เคยเอ่ยคำว่ารักหม่อมฉันให้ได้ยินเลยสักครั้ง เราทั้งสองถูกเลี้ยงดูมาว่าต้องรักกัน แต่แท้จริงแล้วคนที่รักมีเพียงน้องฝ่ายเดียวเท่านั้น ”  

“ศศิพินลูกฟังแม่ก่อนนะลูก เรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตถึงขนาดเจ้าต้องมีโทสะเยี่ยงนี้ นางไม่ใช่เป็นคนแรกที่ต้องรับใช้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย และเจ้าเองก็รับรู้มาโดยตลอด” 

“เสด็จแม่กล่าวได้ถูกต้องแล้วเพคะ นางไม่ใช่คนแรก แต่นางจะเป็นคนสุดท้าย และลูกเองก็รับรู้มาโดยตลอด แต่ลูกจะหยุดรับรู้นับจากนี้เป็นต้นไป” 

“พระน้องนาง เจ้าฟังพี่ก่อนนะ นางรำเพยเป็นนางรับใช้พี่ตั้งแต่ก่อนจะมีพระราชโองการที่มหาวิหารในวันรับขวัญเจ้า พี่ไม่ได้เพิ่งจักมีนาง” 

“อ้อ รับใช้กันมานานอย่างนี้นี่เอง คงเป็นที่ถูกพระทัยเจ้าพี่มากสินะเพคะ ถึงโปรดปรานกันมาเนิ่นนานเช่นนี้” 

“รำเพยร่างกายไม่แข็งแรง นางโดนพี่กลั่นแกล้งมาตั้งแต่ยังเด็กน้อยนัก ทำให้นางต้องป่วยไข้เกือบเสียชีวิตมาหลายครั้ง พี่จึงสงสารและเมตตานาง รับนางมาดูแล” 

“เจ้าไม่ต้องอธิบายอะไรแล้วอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย” สุรเสียงที่พิโรธดังของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ไม่ใช่มาจากคำอธิบายของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย แต่เพราะพระองค์รู้ดีว่ายิ่งอธิบาย รายละเอียดจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น กระตุ้นโทสะของพระราชธิดามากขึ้น เรื่องราวจะใหญ่โตยิ่งกว่านี้ 

“วันนี้น้องได้คำตอบที่เจ้าพี่เคยถามที่มหาวิหารแห่งนี้แล้วเพคะ ว่าน้องจะลงโทษใครก่อน แล้วจะลงโทษเยี่ยงไร กับคนที่เหยียบย่ำทำร้ายหัวใจน้อง” 

ลมหายใจของฉันถี่ขึ้น ฉันไม่สามารถแผ่บทมหาเมตตาไปยังนางได้ แต่กลับรับรู้ความเจ็บปวดจากนาง จนบีบหัวใจเหลือเกิน อาการนี้คืออาการที่เกิดขึ้นหลังจากที่พี่ปุ๊ทิ้งฉันไว้แล้วไม่ติดต่อกลับมาอีก ฉันทั้งรักทั้งแค้น วางแผนที่จะเอาคนของแม่ไปดักยิงเขาหลายหน แต่แม่พยายามทุกทางที่จะให้ฉันผ่านเหตุการณ์ร้ายครั้งนั้นมาได้  

แม่ชีบุญเป็นอีกผู้หนึ่งที่ช่วยรักษาฉันจนบาดแผลแห้งลง เวลานี้แม่ชีบุญคือพระมเหษีเทวีนฤนาถ ท่านจะพาเจ้านางศศิพินทุเทวีผ่านอาการบาดเจ็บนี้ไปได้อย่างไร 

“นำราชโองการณ์แห่งข้าไปจับกุมขุนหลวงลาภยศสรรเสริญ และแม่นางจารุศจี มายังวังหลวงโดยเร็วที่สุด ไม่ให้เกินเพลาสามวันต้องมาถึง” 

สุรเสียงเกรี้ยวกราดและขาดเหตุผลของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์เปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจ เส้นทางไปกลับหัวเมืองทางใต้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 วัน โดยแทบไม่ได้หยุดพัก แต่นี่คำสั่งแทบจะไม่มีทางปฎิบัติได้ ความเจ็บปวดจากหัวใจของลูกคงกระทบพระราชหฤทัยอย่างใหญ่หลวง 

 “ข้าแต่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์” อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย คุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์พ่อหลวง  

“ความผิดนี้เป็นความผิดของข้า โปรดลงโทษข้าพเจ้าเถิด อย่าให้พ่อกับแม่ข้าพเจ้าต้องมีส่วนในความเลวของข้าเลย” 

“อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ความผิดนี้เป็นความผิดใหญ่หลวงของครอบครัวเจ้า ลองไตร่ตรองดูให้ดี” สุรเสียงของมเหษีเทวีนทีนาถไม่มีความเมตตาแฝงเหมือนทุกครั้งที่ตรัสอะไรกับเขามาก่อนแต่กลับเนิบ นิ่ง เยียบเย็น 

แล้วเสียงที่บันดาลโทสะและเหี้ยมเกรียมก็ดังขึ้นจากเจ้านางศศิพินทุเทวี ที่ขณะนี้หายใจหอบแรง พระโอษฐ์สั่นระริก   

“ทหาร นำอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยและนางรำเพยเข้าขื่อไปรอข้าที่ลำน้ำจระเข้” 

แทบจะทุกคนในที่นั้นยกเว้นเพียงอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ที่อ้าปากแต่ไม่มีเสียงใดหลุดออกมาไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าหรรมษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนฤนาถ 

ภาพที่ข้าเห็นและสัมผัสชัดเจนครานี้หลากหลายและสับสนจนแทบคุมสติไว้ไม่ได้  

นางรำเพยที่หวาดกลัวอย่างที่สุดจนหมอบลงไปแน่นิ่งกับพื้น 

ความเจ็บปวดที่รุนแรงจากอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  

ความโกรธและหวาดหวั่นจากพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนฤนาถ 

ความตื่นตระหนกของคนอื่น ๆ ในที่นั้น 

และความเสียใจจากคนที่ยืนอยู่ข้างกายทิพย์ของข้า จนน้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม 

เสียงที่คุ้นหูเข้ามาในสมาธิจิต เป็นเสียงของหลวงตาอย่างชัดเจน 

“โยมลูกนก  ได้ยินหลวงตามั้ย จับน้ำเสียงหลวงตาให้ได้ โยมลูกนก กลับมาที่เสียงของหลวงตาเดี๋ยวนี้” เสมือนมีละอองน้ำเย็นโปรยลงมาเหนือศรีษะฉัน ฉันเริ่มรู้สึกถึงเสียงเรียกของหลวงตา 

“ค่ะหลวงตา นกได้ยินแล้ว” 

“หลวงตาจะนำสมาธิให้ อย่าสนใจสิ่งอื่นที่กระทบ หลับตาลงแล้วฟังแต่เสียงหลวงตา ตามลมหายใจของเจ้าเท่านั้น ภาพที่เห็น เสียงที่ได้ยินเป็นเรื่องของเจ้านางศศิพินทุเทวี ไม่ใช่เจ้า อย่าไปยุ่งกับชะตากรรมของนาง ทำในสิ่งที่เจ้ามีหน้าที่ต่อที่นี่เท่านั้นคือเห็นและได้ยินแล้วปล่อยให้ผ่านไป เขาอยากให้เจ้ารู้เจ้าเห็นอะไรเจ้าก็ปล่อยให้ผ่านเข้ามา อย่าหลงไปตามเขา”  

ลมหายใจของฉันเริ่มผ่อนลง กล้ามเนื้อทุกส่วนเริ่มคลายตัวลง กำหนดการยกมือมือซ้ายขึ้นมาวางเบื้องหน้า กำหนดยกมือขวามาวางทับไว้ ตามดูลมหายใจและไปตามเสียงของหลวงตา 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น