nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 15

คำค้น : นิยายวาย,นิยายเเปล

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 601

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2562 09:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15
แบบอักษร

 

ตอนที่ 15 

 

“คุยอะไรกับรัน” ผู้กองถามขึ้นขณะยืนแขวนผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้องนอนเจ้าของบ้าน หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

“เปล่า” น้ำบอกปัด 

“เปล่าได้ยังไง รันทำหน้าเหมือนอยากจะฆ่านายเสียให้ได้” 

“ไม่เห็นรู้เรื่องเลย” ไอ้น้ำยังตีเนียนทำเป็นไม่เข้าใจ 

“พูดกับรันว่ายังไง” 

“หวงเหรอ ไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย เขาก็ถามว่าผู้กองไปนอนที่ไหน ผมก็บอกไปนอนที่บ้านผมเท่านั้นเอง” น้ำตอบเลี่ยงคัมภีร์ ไม่ได้โกหกสักนิด แค่พูดความจริงไม่หมดเท่านั้นเอง 

“แค่นี้?” 

“แค่นี้จริงๆ ...เอ้อ เหมือนมีคนโทรศัพท์มาหาผู้กองอะ ผมไม่ได้รับนะ” น้ำบอกอีกฝ่ายเมื่อนึกขึ้นได้ 

“ขอบใจนะ” ผู้กองเดินไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแล้วก็ออกจากห้องไป  

น้ำเองก็อาศัยจังหวะนี้ หยิบผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปอาบน้ำเช่นกัน  

ปรานต์กดโทรศัพท์ไปยังเบอร์ที่คุ้นเคย รอสายสักพักปลายทางก็กดรับ “สวัสดีครับ แม่” 

“แม่โทรไปเมื่อกี้ แต่ปรานต์ไม่รับ งานยุ่งเหรอลูก แม่กลัวจะรบกวนเลยไม่กล้าโทรไปอีกรอบ” 

“ผมอาบน้ำอยู่น่ะครับ แม่โทรหาผมได้ตลอดเวลาเลย”  

“จ้ะ แล้วเป็นยังไงบ้าง สบายดีไหมลูก” คุณหญิงถามบุตรชายเหมือนทุกครั้งที่คุยกัน 

“สบายดีครับ เหมือนเดิมทุกอย่าง” 

“ปรานต์ ทำไมเสียงไม่ค่อยดีเลยล่ะลูก” แม่ที่เฝ้าเลี้ยงดูฟูมฟักลูกชายมาตั้งแต่เกิด แค่ความผิดปกติเล็กน้อยก็รับรู้ได้แล้ว 

“ผมนอนไม่พอนิดหน่อย แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” ปรานต์พูดเพื่อไม่ให้แม่คิดมาก คุณหญิงของบุตรชายคนนี้ขี้กังวลเกินกว่าเหตุเสียด้วย 

“ทำไมนอนไม่พอ หรือว่างานเยอะ ลาออกไหม” และเหมือนเช่นเคย เมื่อไหร่ก็ตามที่นางคิดว่าลูกชายได้รับความลำบาก นางก็พร้อมให้ลูกชายลาออกจากราชการทันที 

“เอาอีกแล้วนะคุณ ลูกโตแล้ว ปล่อยให้ลูกได้คิด ได้ตัดสินใจเอง” เสียงประมุขของบ้านดังเล็ดลอดเข้ามาในสาย ทำให้ปรานต์อดยิ้มไม่ได้ พ่อมักเตือนแม่แบบนี้เสมอเวลาที่แม่เริ่มจะสปอยล์เขา 

“คุณก็... ฉันเป็นห่วงลูกนี่นา” แม่หันไปบ่นพ่อเบาๆ แล้วก็กลับมาคุยต่อ  

“ลาออกไหม ปรานต์” คุณหญิงยังไม่ละความพยายาม ถามบุตรชายด้วยเสียงที่เบาลงกว่าเดิม 

“แม่ครับ ผมชอบอาชีพนี้ แม่ก็รู้” ปรานต์ตอบคำถามนี้เหมือนเคย เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มารดาขอให้เขาลาออก 

“รู้น่ะรู้ แต่อาชีพอื่นลูกก็อาจจะชอบก็ได้ จริงไหมจ๊ะ” คุณหญิงพยายามหว่านล้อมเหมือนเช่นทุกครั้งที่ได้คุยเรื่องนี้กับบุตรชาย 

“ผมรักอาชีพนี้จริงๆ” 

“แล้วทำไมถึงนอนไม่พอ มีอะไรคิดมากหรือเปล่า ยังไม่ตอบแม่เลย” เมื่อเห็นว่าไม่สำเร็จ คุณหญิงจึงวกกลับไปถามเรื่องที่ยังไม่ได้คำตอบ 

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกครับ” 

“ปรานต์อย่าปิดบังแม่ ถ้างั้นแม่เดาเองก็แล้วกัน ใช่เรื่องของน้องรันหรือเปล่าลูก” ถ้าบอกว่าคุณหญิงมีตาทิพย์หูทิพย์ ปรานต์ก็คงจะไม่เถียง เพราะเรื่องที่แม่ของเขาเดานั้นมันถูกต้อง 

“ก็...ครับ” 

“ทำไมเหรอ รันเขากลับมาขอคืนดีกับลูกหรือเปล่าจ๊ะ” คุณหญิงถาม ภาวนาขอให้ไม่ใช่อย่างที่คิด ขณะเดียวกันประมุขของบ้านก็ลดหนังสือในมือลงด้วยเช่นกัน ราวกับกำลังรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อ 

“ไม่เชิงครับ ผมกับน้อง เรายังไม่ได้คุยอะไรกันเลย ผมให้น้องพักที่บ้านพัก ส่วนผมเลี่ยงไปนอนที่สภ.” ปรานต์อธิบายกับมารดา คุณหญิงทำปากโดยไร้เสียงบอกกับสามีว่ายังไม่คืนดีกัน เท่านั้นเจ้าของบ้านก็เริ่มอ่านหนังสือที่ค้างไว้ต่อ 

“ตายแล้ว ต้องนอนไม่สบายตัวแน่เลย แม่ล่ะเป็นห่วงจริงๆ แล้ววันนี้ยังนอนที่สถานีหรือเปล่าลูก ย้ายไปนอนที่โรงแรมดีไหม ไปเลือกห้องแพงๆ เลย ปรานต์นอนแบบนั้นมันไม่ดีต่อสุขภาพนะลูก” ผู้เป็นมารดาบ่นยืดยาวด้วยความเป็นห่วง  

“เอาไงดีคะคุณ ลูกเรานอนลำบาก ซื้อบ้านที่นั่นเลยดีไหม ไปทำเรื่องพรุ่งนี้เลยนะคะ” คุณหญิงหันไปบอกสามีอย่างรวดเร็ว 

“ใจเย็นๆ ก่อนคุณ ฟังเจ้าปรานต์มันก่อน” ประมุขของบ้านรีบค้านเพราะรู้จักนิสัยภรรยาดี 

“วันนี้ผมมานอนบ้านของคนที่นี่ครับ เขาใจดีให้ผมพักระหว่างที่น้องยังอยู่ที่บ้านพัก” ปรานต์รีบบอกให้แม่หายห่วง ก่อนทุกอย่างจะเป็นไปอย่างที่ใจแม่ของเขาต้องการ 

“อ้าว บ้านใครน่ะลูก จะลำบากรบกวนเขาหรือเปล่า” 

“ไม่รู้ว่าเขาลำบากหรือเปล่า แต่เขาบอกเต็มใจ ผมนอนที่ห้องของลูกชายเขา แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ” ปรานต์ไม่กล้าบอกมารดาตรงๆ ว่าคนแม่ที่เป็นเจ้าของบ้านน่ะเต็มใจ แต่เจ้าของห้องดูไม่ค่อยจะเต็มใจสักเท่าไหร่ 

“ฝากขอบคุณเขาด้วยนะลูก เขาใจดีกันจังเลย” คุณหญิงได้แต่ดีใจที่ลูกชายนางยังพอมีทางออกอยู่บ้าง 

“ได้ครับ” 

“เรื่องน้องรัน แม่อยากให้ปรานต์ลองคิดลองตรองดูอีกทีนะลูก ว่าจะทำยังไงกับเรื่องนี้ต่อไปดี จะกลับไปคบหรือเปล่าก็แล้วแต่ปรานต์นะ” มารดาบอกบุตรชาย แต่ใจภาวนาว่าเมื่อเลิกกันแล้วก็ขอให้เลิกกันไปเลย อย่ากลับมาคบกันอีกจะเป็นการดีที่สุด 

“ครับ ผมเองตั้งแต่ถูกย้ายมาที่นี่ก็คิดเรื่องรันหลายครั้ง ผมคงไม่กลับไปคบกับน้องอีกหรอกครับ” ปรานต์ตอบสิ่งที่แม่ของตนเป็นกังวล 

ทำไมเขาจะไม่รู้ว่าทั้งบิดามารดาของเขาไม่ได้รักชอบอะไรในตัววรันต์เท่าไหร่นัก แต่เพราะว่ารักเขา ทั้งสองจึงไม่ทำให้เขาลำบากใจ แม่รู้ว่าเขาสูญเงินไปไม่น้อยกับวรันต์ แต่แม่ไม่เคยบ่นหรือว่าอะไร เพราะเคารพการตัดสินใจของเขา 

เลิกกันครั้งนี้ เขาเองก็คิดว่าดีเหมือนกัน แม่กับพ่อดูสบายใจขึ้นมากที่รู้ว่าเขากับอีกฝ่ายจบความสัมพันธ์กันแล้ว รวมถึงตัวเขาเอง พอได้ไตร่ตรองและทบทวนเรื่องทั้งหมด เขาก็ตระหนักได้ว่าอันที่จริง เขาควรเลิกกับอีกฝ่ายตั้งนานแล้ว แต่เพราะไม่อยากให้วรันต์ลำบากและเสียใจ เขาจึงยังอยู่เป็นบ่อเงินบ่อทองให้คนรักเก่า 

ตอนคบกันไปได้สักพัก เขาก็รู้แล้วว่าวรันต์ไม่ได้เป็นลูกคนรวยหรือมีอันจะกินแต่อย่างใด รู้ว่าอีกฝ่ายแกล้งโกหกเพื่อยืมเงินเขาโดยไม่คิดจะคืนเงิน และรู้มาตลอดว่าก่อนหน้านี้วรันต์ทำงานอะไร เขารู้ทุกอย่าง แต่เขาไม่เคยพูด เขาอยากให้วรันต์คิดว่าเขาไม่รู้ และมีภาพความทรงจำดีๆ ของอีกฝ่ายเอาไว้ จึงเลือกที่จะแกล้งโง่เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจว่าหลอกเขาสำเร็จก็เท่านั้นเอง 

“ให้ฉันนอนฝั่งไหน” ผู้กองหนุ่มกลับเข้าห้องมาอีกทีก็เห็นเจ้าของห้องอาบน้ำเสร็จแล้ว ผมเปียกหมาดๆ กับเสื้อผ้าที่เปลี่ยนเป็นชุดนอนนั้นบ่งบอกได้เป็นอย่างดี 

“ฝั่งไหนก็ได้ แต่ผมติดหมอนข้าง ผู้กองเหลือไว้ให้ผมใบหนึ่งนะ” คนพูดกำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานปลายเตียงขณะหันกลับไปบอกคนร่วมห้อง 

ผู้กองปรานต์หยิบหมอนข้างที่วางอยู่บนฟูกมาวางไว้กับพื้นใบหนึ่ง เหลือไว้เพียงหนึ่งใบตามที่เจ้าของห้องร้องขอเอาไว้ พร้อมเอ่ยราตรีสวัสดิ์  

“ได้ ฉันนอนล่ะ” ฝืนถ่างตาแทบไม่ไหวแล้ว 

“ง่วงแล้วเหรอ อ้อ ลืมไป ไม่ค่อยได้นอนสินะ” ไอ้น้ำพูดออกมาเพราะเข้าใจความรู้สึกอีกฝ่าย 

“อืม” 

“แสงไฟแยงตาหรือเปล่า เดี๋ยวผมปิดจอคอมฯ เครื่องนี้ให้ก็แล้วกัน” ปกติน้ำจะใช้จอคอมพิวเตอร์จอใหญ่ทำงาน แต่แสงมันค่อนข้างสว่างมากและส่องไปทางที่นอนเต็มๆ เขาเองก็กลัวว่าคนที่พักผ่อนน้อยจะนอนหลับไม่สนิท 

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันนอนได้ จะเปิดหรือปิดไฟก็ได้ทั้งนั้น ตามใจเจ้าของห้องเถอะ” 

“ปิดไฟดีกว่า จะได้นอนหลับสนิท” น้ำปิดไฟกลางห้องรวมถึงดับหน้าจอคอมพิวเตอร์จอใหญ่นั้นด้วย คงเหลือไว้เพียงโน้ตบุ๊ก 

คนที่คิดว่าหลับไปแล้วถามขึ้นท่ามกลางความมืด “ทำงานเหรอ” 

“ครับ” 

“งานอะไร” 

“ขีดๆ เขียนๆ มั่วไปเรื่อย” น้ำเปลี่ยนเรื่อง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่อยากบอกว่าตัวเองทำงานอะไร “ไหนว่าง่วง นอนได้แล้วน่า”  

น้ำแปลกใจตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะบอกอีกฝ่ายไม่ใช่หรือไง 

“ฝันดีครับ” ผู้กองไม่โต้แย้ง พูดกับอีกฝ่ายตามความเคยชินแล้วก็หลับไปอย่างรวดเร็ว  

ทิ้งให้คนฟังใจเต้นกับคำพูดนั้น บ้าจริง... 

 

“น้ำเอ๊ย ไอ้น้ำ ตื่นหรือยัง ปลุกผู้กองเขาลุกมากินข้าวก่อนไปทำงานได้แล้ว” รุ่งเช้า แม่น้อยมาเคาะประตูเรียกเบาๆ แต่ไม่กล้าเปิดเข้ามาเพราะมีแขกพักอยู่ร่วมกับบุตรชาย 

“จ้ะ ตื่นแล้ว” ไอ้น้ำสะลึมสะลือตอบผู้เป็นมารดาที่รักยิ่ง  

เขาขยี้ตาเป็นอย่างแรก เมื่อคืนกว่าจะนอนก็เลยเที่ยงคืนไปแล้ว ตาแทบปิดอยู่รอมร่อตอนที่เขากดปิดโน้ตบุ๊กและลากสังขารมานอนบนเตียงฝั่งที่ว่างไว้พลางคว้าหมอนข้างมากอด นอนหันหลังให้คนร่วมเตียงแล้วจึงหลับไป  

แต่เช้านี้เขามานอนอยู่ในสภาพนี้ได้ยังไง ชายหนุ่มเงยหน้าก็สบเข้ากับนัยน์ตาคมของคนทำหน้าที่แทนหมอน ผู้กองยิ้มให้คนในอ้อมแขน รอดูปฏิกิริยา ไอ้น้ำเห็นอย่างนั้นก็ตั้งท่าเตรียมจะแหกปากด้วยความตกใจ แต่ถูกมือของผู้กองเลื่อนมาปิดปากเอาไว้ได้ทัน 

“อย่าเสียงดัง เดี๋ยวแม่น้อยตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น” ผู้กองที่สังเกตอาการของน้ำตั้งแต่ตื่นนอนใหม่ๆ อยู่ก่อนแล้วกระซิบบอก คิดไว้ไม่มีผิด เจ้าตัวจะต้องแสดงออกมาแบบนี้แน่ๆ 

“อื้อ...อ่อย” น้ำพยักหน้าว่าโอเค พร้อมกับส่งเสียงในลำคอให้ปล่อย ผู้กองจึงค่อยๆ ละมือจากปากของคนที่เพิ่งสงบจากการเตรียมโวยวาย 

น้ำพยายามสงบจิตสงบใจ จะไม่ให้เขาตกใจได้ยังไง ในเมื่อสภาพของเขาตอนนี้คือนอนกอดผู้กองทั้งตัว ขาขวาก่ายเกยขึ้นมาแทบจะเกินครึ่งตัวของคนร่วมเตียง ไหนจะศีรษะที่หนุนแขนคนข้างๆ ต่างหมอนนั่นอีก มือขวาก็ไม่วายพาดผ่านหน้าท้องของอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ  

หมอนข้างล่ะ หมอนข้างหายไปไหน ทำไมผู้กองถึงกลายเป็นหมอนข้างของเขาไปได้  

“ขอโทษ ไม่ได้ตั้งใจ” น้ำยิ้มแหยพร้อมกับค่อยๆ ขยับร่างกลับมาที่นอนฝั่งตัวเอง หางตาเหลือบไปเห็นหมอนข้างที่ตกลงไปข้างเตียง 

“เชื่อแล้วว่าติดหมอนข้างจริงๆ” 

“นอนหลับสนิทไหม ผมนอนดิ้นนอนกรนหรือเปล่า” น้ำถามเพราะเขาไม่เคยนอนร่วมเตียงกับใคร เลยบอกไม่ได้ว่าตนเองเวลานอนนั้นเป็นประเภทไหน 

“ไม่ดิ้น ไม่กรน นอกจากนี้ตัวก็อุ่นดี” ผู้กองตอบพลางลุกขึ้น ยิ้มกริ่มอารมณ์ดีเพราะคิดว่าเช้านี้แกล้งอีกฝ่ายพอแล้ว 

“ผู้กอง!” อายุจนเข้าวัยนี้ ไอ้น้ำเพิ่งรู้ว่าหน้าแดงจนร้อนมันเป็นอย่างนี้นี่เอง 

“ถือว่าตอบแทนที่ให้นอนด้วยก็แล้วกัน” ผู้กองพูดสองแง่สองง่ามแล้วก็คว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปก่อนที่จะไอ้น้ำจะโวยวายตามหลังได้ทัน 

ผู้กองหัวเราะกับตัวเอง น้ำคงตกใจแทบแย่ที่ตื่นมาในอ้อมกอดของเขา ทีแรกตอนเขาตื่นมาก็ตกใจเหมือนกัน เตรียมจะดันอีกฝ่ายออกจากตัว แต่พอเห็นคนอ่อนวัยกว่านอนหลับสบายก็ชักไม่อยากจะขยับให้เจ้าของห้องต้องตื่นก่อนเวลา 

...รู้สึกดีเหมือนกัน 

 

ขณะที่สองคนในห้องของไอ้น้ำต่างนอนหลับสนิท แต่คนที่อยู่บ้านพักของผู้กองกลับนอนไม่หลับ ไม่ใช่เพราะกลัวผีตามที่บอกคนรักเก่าไว้ แต่เพราะสมองของเขาเฝ้าคิดสงสัย น้ำ...ผู้ชายอายุอานามไล่เลี่ยกับเขาที่มากับผู้กองเมื่อคืนนี้ เขาเดินวนเวียนอยู่ในบ้านคิดไปคิดมาทั้งคืนว่าสองคนนั้นมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกว่าที่เห็นหรือเปล่า 

วรันต์คิดไม่ตก คนคนนั้นดูไม่น่าไว้ใจ อยู่บ้านนอกแท้ๆ แต่อาจจะพอรู้ว่าผู้กองปรานต์ร่ำรวยจึงอยากจะจับอีกฝ่ายไว้เหมือนเขาก็ได้ ...โอ๊ย นี่เขาต้องมาแข่งกับคนแบบนี้หรือเนี่ย เขาจะแพ้ไม่ได้  

ตั้งแต่มาที่นี่ เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับคนรักเก่าจริงจังเสียที ปรานต์เองก็เหมือนรู้ว่าเขามาหาด้วยจุดประสงค์อะไรจึงพยายามหลีกเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา คงจะกลัวใจอ่อนสินะ วรันต์กระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความรู้สึกเป็นต่อ ผู้กองปรานต์รักเขาจะตาย ไม่มีทางที่เวลาเพียงเดือนสองเดือนจะทำให้ตัดใจจากเขาได้หรอก 

เอาละ จะมามัวใจเย็นต่อไปไม่ได้แล้ว คงจะต้องเดินหน้าเต็มขั้นเสียที  

... 

“สวัสดีครับ มีอะไรให้รับใช้ครับ” จ่าสมหมายทักทายต้อนรับประชาชนที่ไม่คุ้นหน้าเอาเสียเลย 

“อืม ฉันมาหาพี่ปรานต์ เขาอยู่ไหม” วรันต์ถาม 

“ผู้กองปรานต์อยู่ในห้องครับ” 

“ขอบใจ” วรันต์ยิ้มให้อย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะเปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะ 

“พี่ปรานต์ครับ” อดีตคนรักเก่าอย่างวรันต์ส่งเสียงหวานเรียกชื่ออีกฝ่ายทันทีที่เปิดประตู 

“เท่านี้ก่อนนะจ่า” ผู้กองปรานต์ไม่พอใจที่ถูกขัดจังหวะระหว่างคุยงานกับจ่าสมคิด แต่จะให้เอ่ยปากไล่ตอนนี้ก็คงไม่ทัน เขาจึงตัดบทกับผู้ใต้บังคับบัญชาเพราะอันที่จริงก็คุยเสร็จเรียบร้อยแล้ว 

“ครับ ผู้กอง” จ่ารับคำแล้วออกจากห้องไปเงียบๆ 

“มีอะไรหรือรัน มาหาพี่ถึงที่นี่” ผู้กองถามเมื่ออยู่กันตามลำพัง 

“รันเหงา ก็เลยมาชวนพี่ปรานต์ไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน” 

“แต่พี่...” ปรานต์อยากจะปฏิเสธ แต่เพราะเขาไม่ใช่พวกที่โกหกเป็นนิสัยจึงคิดหาข้ออ้างไม่ทัน 

“นะครับ ตั้งแต่มาที่นี่รันยังไม่ได้กินข้าวกับพี่ปรานต์เลย” 

“ตอนบ่ายพี่มีงาน” 

“รันทราบครับ รันรู้ว่าพี่คงโกรธรัน คงไม่อยากแม้แต่จะมองหน้ารันแล้วใช่ไหมครับ” วรันต์ตีหน้าเศร้าให้คนรักเก่าใจอ่อน 

“เปล่า พี่ไม่ได้โกรธรัน” อยากปฏิเสธไร้เยื่อใย แต่เห็นใบหน้าคนเคยรักแล้วผู้กองก็ลำบากใจไม่น้อยทีเดียว 

“ถ้าไม่ได้โกรธ งั้นไปกินข้าวกับรันนะครับ แค่มื้อเดียวก็ยังดี” วรันต์พยายามเดินหน้ารุกไล่อีกฝ่าย 

“พี่...” 

“นะครับ...รันคิดถึงพี่ปรานต์” 

ผู้กองหนุ่มใจอ่อนจนได้ 

 

“พี่ปรานต์อยากกินอะไรครับ วันนี้รันจะบริการพี่เอง” วรันต์ถามอย่างเอาใจขณะพลิกเมนูอาหาร 

“พี่กินอะไรก็ได้ รันสั่งมาเถอะ”  

“อืม ถ้าอย่างนั้นรันสั่งของโปรดพี่ปรานต์แล้วกันนะครับ” ปรานต์เองต้องยอมรับว่าถึงวรันต์จะเอาแต่ใจ แต่การเอาใจของอีกฝ่ายนั้นก็ไม่น้อยหน้าไปกว่ากันเลย 

อาหารหลายเมนูถูกจัดวางลงตรงหน้าในเวลาไม่นานนัก ปรานต์เริ่มลงมือกิน ส่วนวรันต์ก็คอยตักอาหารแต่ละอย่างเอาใจอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา 

“รัน กินด้วยสิ อย่ามัวแต่ตักให้พี่” 

“ก็วันนี้รันบอกแล้วไงครับจะดูแลพี่ปรานต์เอง” 

“กินเข้าไปบ้าง เดี๋ยวจะเป็นโรคกระเพาะเอาได้” ผู้กองเตือนด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับตักอาหารไปให้วรันต์บ้าง 

“ขอบคุณครับ นึกว่าพี่ปรานต์จะไม่ห่วงรันเสียแล้ว” วรันต์ตอบเสียงสั่น พอเงยหน้ามาใบหน้าหวานก็ประดับไปด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า 

“พี่ห่วงรันเสมอนะครับ” ผู้กองเห็นแล้วชักใจไม่ดี เกลี่ยน้ำตาให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ 

“พี่รู้ไหม รันรักพี่ รักพี่ปรานต์นะครับ รันขอโทษที่วันนั้นรันพูดไม่คิด รันโกรธ รันน้อยใจ ก็เลยพูดจาพล่อยๆ แบบนั้นออกไป” วรันต์คิดว่านี่แหละคือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด เขาเลยรีบพูดเรื่องระหว่างเขากับปรานต์ทันที ก่อนที่โอกาสนี้จะหลุดมือไป 

“พี่รู้ว่ารันไม่ตั้งใจ” 

“รันเสียใจ เสียใจจริงๆ พี่ปรานต์ยกโทษให้รันนะครับ” วรันต์ขยับตัวเข้ามาใกล้อีกฝ่ายพร้อมกับจับแขนผู้กองเอาไว้ราวกับจะยึดเป็นที่พึ่งของตัวเอง 

“พี่ไม่เคยโกรธรัน พี่เคยบอกรันไปแล้วนี่ครับ” ผู้กองวางมือข้างที่ว่างลงบนมืออีกฝ่ายเพื่อปลอบใจ 

“ถ้าอย่างนั้น เรากลับมาคบกันดีไหมครับ รันสัญญาจะไม่ทำตัวงี่เง่าแบบนั้นอีก แล้วจะมาอยู่ที่นี่กับพี่ปรานต์นะครับ” วรันต์ยื่นข้อเสนอที่คิดว่าปรานต์น่าจะสนใจ 

ถ้าปรานต์ตอบตกลงแล้ว ภายภาคหน้าเขาค่อยหาทางเลี่ยงก็ได้ ตอนนี้อะไรที่คิดว่าพูดแล้วจะดีกับตัวเอง เขาต้องเค้นมันออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 

“พี่คิดว่าที่เป็นอยู่แบบนี้ก็ดีแล้ว” คำตอบของปรานต์ทำให้วรันต์หน้าผิดสี นี่ผู้กองปฏิเสธเขาอย่างนั้นหรือ 

“ทำไมพี่ปรานต์ถึงพูดอย่างนั้นล่ะครับ” วรันต์กลั้นใจถาม 

“พี่รู้ว่ารันอยากทำเพื่อพี่ แต่พี่ก็ทิ้งอาชีพนี้ไม่ได้ และพี่ไม่อยากปิดโอกาสของรัน ถ้ามีคนดีๆ เข้ามา รันจะได้ไม่ต้องลำบากใจ” 

“รันไม่ต้องการคนอื่น รันต้องการพี่คนเดียว” วรันต์กอดแขนอีกฝ่ายแน่นขึ้น ซบใบหน้าลงกับต้นแขนอดีตคนรัก น้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย 

“รันเชื่อพี่เถอะ ชีวิตรันจะต้องได้เจอคนดีๆ อีกมาก” 

“ครับ” วรันต์รับคำได้ค่อนข้างสงบจนผู้กองปรานต์แปลกใจ 

ภายใต้คราบน้ำตา ใบหน้าซ่อนความคิด วรันต์ให้สัญญากับตัวเองว่า...เขาจะต้องเอาบ่อเงินบ่อทองกลับมาอยู่ในอุ้งมือของเขาให้จงได้! 

 

 

ความคิดเห็น