nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 14

คำค้น : นิยายวาย,นิยายเเปล

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 590

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2562 09:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14
แบบอักษร

 

ตอนที่ 14 

 

อาการของแม่น้อยดีขึ้นตามลำดับ ไม่มีอะไรรุนแรงให้คนเป็นห่วงต้องอกสั่นขวัญแขวนอีก พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสามคืน คุณหมอก็ให้แม่น้อยกลับบ้านได้ น้ำขับรถของผู้กองมารับแม่ในวันจันทร์ ทีแรกน้ำฝนจะหยุดโรงเรียนมารับแม่พร้อมกัน แต่น้ำปฏิเสธเสียงแข็งไม่อยากให้น้องสาวขาดเรียนเพราะช่วงนี้ใกล้สอบแล้ว น้ำฝนจึงต้องยอมทำตามพี่ชายเพราะไม่มีเหตุผลอื่นมาต่อรอง 

“น้ำ นี่เอ็งไปเอารถใครเขามา แม่คุ้นๆ ว่าหมู่บ้านเราไม่มีใครมีรถแบบนี้นะ” แม่น้อยถามระหว่างทางกลับบ้าน 

“รถผู้กองเขาน่ะแม่” 

“เอ็งสนิทกับเขาแค่ไหนถึงกล้ายืมมาแบบนี้ ใช้ไม่ได้เลย” แม่น้อยเอ็ดบุตรชายด้วยความเกรงใจ 

“แม่อย่าเพิ่งดุฉันสิ ฉันไม่ได้ขอยืมเสียหน่อย ผู้กองให้ยืมเอง” 

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เขาอาจจะให้ยืมเป็นมารยาทก็ได้ ทำไมไม่รู้จักปฏิเสธ” 

“ฉันช่วยงานผู้กองเขานิดหน่อย ผู้กองเลยให้ยืมรถเป็นค่าตอบแทนจ้ะ” น้ำอธิบาย 

“ช่วยงานอะไรของเอ็งวะ” แม่น้อยมุ่นหัวคิ้ว ผู้กองและบุตรชายของนางไม่น่ามีส่วนเชื่อมโยงใดๆ ต่อกัน 

“เถอะน่า ไม่ใช่เรื่องไม่ดีหรอกจ้ะ” น้ำบอกปัดเพราะไม่อาจบอกภารกิจให้ผู้เป็นแม่ทราบได้ 

“เออ ไม่ใช่เรื่องไม่ดีก็แล้วไป ตอนเอารถไปคืนเขาอย่าลืมเติมน้ำมันให้เต็มถังแล้วเอาผลไม้ในสวนไปฝากผู้กองด้วยรู้ไหม” 

“จ้ะ แม่” 

 

น้ำทำตามคำสั่งของแม่อย่างเคร่งครัดไม่ตกหล่น อยากแถมบริการด้วยการล้างรถให้ด้วยซ้ำ แต่เขารู้มาว่ารถเนี่ยไม่ใช่จะสุ่มสี่สุ่มห้าล้างได้เลยเสียเมื่อไหร่ ถ้าอุปกรณ์ทำความสะอาดนั้นไม่สะอาด แทนที่รถจะสะอาดก็อาจจะได้รอยได้แผลกลับมาอีก และไม่รู้ว่าเจ้าของรถถือเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน พอดีพอร้ายความหวังดีจะกลายเป็นหวังร้ายไปเสีย 

ชายหนุ่มมองนาฬิกาที่แผงคอนโซลหน้ารถ และคิดว่าเวลานี้เหมาะกำลังดีที่จะเอารถมาคืนอีกฝ่ายเพราะเป็นเวลาเลิกงาน จะได้ไม่เป็นการรบกวนการทำงานของผู้กอง ไอ้น้ำจอดรถในช่องจอดหน้าสถานีตำรวจอย่างเรียบร้อยแล้วจึงดับเครื่อง ผิวปาก ควงกุญแจรถยนต์เดินขึ้นบันไดหน้าสถานีตำรวจ 

“อ้าว ว่าไงไอ้น้ำ ลมอะไรหอบมาถึงนี่ มีเรื่องอะไรหรือเปล่าวะ” จ่าสมคิดทักอย่างสนิทสนมเพราะเห็นไอ้น้ำมาตั้งแต่เด็ก จะว่าไปคนในหมู่บ้านนี้ค่อนข้างจะรู้จักมักจี่กันหมด 

“สวัสดีจ่า ฉันมาหาผู้กองนะ อยู่ไหม” 

“เอ็งมีธุระอะไรกับผู้กองวะ” จ่าสมคิดถามด้วยความสงสัย 

“ฉันเอารถมาคืนผู้กอง” 

“อ๋อ ถึงว่าเห็นผู้กองเดินมาทำงานทุกวัน แล้วนี่แม่เอ็งหายดีแล้วหรือ” 

“ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณจ้ะ นี่ฉันเพิ่งไปรับแม่กลับบ้านก็เลยเอารถมาคืน” 

“ผู้กองอยู่ในห้องแน่ะ เอ็งเข้าไปเถอะ” 

“ขอบใจจ้ะ” น้ำบอกพลางเดินไปห้องที่มีป้ายเขียนหน้าประตูแสดงชื่อและยศตำแหน่งของอีกฝ่าย เขาเคาะประตูสองสามครั้ง แต่ไม่ได้ยินเสียงอะไรตอบกลับมาจึงถือวิสาสะเปิดเข้าไป 

ไอ้น้ำเห็นผู้กองนั่งพิงเก้าอี้ ดวงตาปิดสนิท ด้วยความสงสัยเลยเดินเข้าไปใกล้ หลับจริงหรือว่าเหนื่อยเลยพักสายตา มันโบกมือผ่านหน้าผู้กองเพื่อทดสอบ แต่ทันใดนั้นมือที่กำลังโบกก็ถูกมือของคนที่หลับตาอยู่จับไว้เสียก่อน 

“ขอโทษ ผู้กองตกใจเหรอ ผมแค่พิสูจน์ดูว่าผู้กองหลับจริงหรือเปล่า” ไอ้น้ำรีบพูดพร้อมกับดึงมือออกมาจากอีกฝ่าย ถูกจับได้เสียแล้ว 

“เมื่อสักครู่นี้หลับจริง แต่ตื่นตอนมีเงาคนเข้ามาใกล้” ผู้กองปรานต์สลัดศีรษะสองสามครั้งเพื่อไล่ความง่วงงุนออกไป 

“หลับในเวลางานเปล่าเนี่ย” 

“เดี๋ยวฟ้องหมิ่นประมาทเสียเลย เพิ่งจะหลับหลังเลิกงาน” ผู้กองหรี่ตามองพร้อมขู่ไอ้น้ำ 

“แหม่ กลัวแล้วจ้า กลัวแล้ว” ไอ้น้ำบอก ท่าทางขัดกับคำพูดเหลือเกิน 

“มาทำอะไรที่นี่” 

“เอารถมาคืนครับ อ้ะ นี่ กุญแจ รถไม่บุบสลายแต่อย่างใด ไม่มีการชนและเติมน้ำมันให้แล้วเต็มถัง แต่ไม่กล้าล้างรถให้นะ กลัวจะเป็นรอย อ้อ มีผลไม้อยู่ในรถด้วย แม่ให้เอามาฝากผู้กอง ห่อมาอย่างดี รับรองรถผู้กองไม่เลอะ” น้ำตอบและอธิบายความตามที่แม่สั่งมาอย่างครบถ้วน 

“เรื่องรถน่ะช่างเถอะ จะเลอะก็ไม่เป็นไร เช็ดออกได้ ยังไงก็ฝากขอบคุณแม่น้อยด้วย” 

“แล้วผมจะบอกแม่ให้ ว่าแต่ทำไมผู้กองถึงมาหลับที่สภ. ไม่กลับไปนอนที่บ้านพักล่ะ” 

“กลับไม่ได้และไม่ควรกลับ” ผู้กองหนุ่มตอบกำกวมจนไอ้น้ำงง 

“พูดอะไรของผู้กอง ไม่เห็นเข้าใจ” 

“ช่างเถอะ จะไปไหนต่อ” 

“กลับบ้านครับ ไปดูแม่” น้ำตอบ 

“เดี๋ยวฉันไปส่ง” 

“ไม่เป็นไร เดินกลับได้ ใกล้แค่นี้เอง” 

“เดี๋ยวเดินไปส่ง ถือว่ายืดเส้นยืดสายไปด้วย” ผู้กองหนุ่มยืนยัน 

“อือ” น้ำตอบพลางรอผู้กองเก็บของแล้วเดินลงจากสถานีตำรวจไปด้วยกัน  

“แม่น้อยอาการเป็นยังไงบ้าง” ผู้กองถามระหว่างทางที่เดิน 

“ดีขึ้นแล้ว เดี๋ยวก็หาย ช่วงนี้แค่อ่อนเพลียเพราะไม่ค่อยได้กินอะไร สองสามวันก็กลับมาบ่นได้อย่างเดิมแล้วละ” ไอ้น้ำตอบติดตลก 

“ดีแล้ว โล่งใจแล้วใช่ไหม” 

“อืม ขอบคุณนะผู้กอง เอ้อ...เรื่องคดีอะ ช่วงนี้ผมคงไปหาข้อมูลไม่ได้ รอแม่หายก่อนได้ไหม” 

“ได้สิ ตอนนี้ก็ได้เบาะแสเพิ่มขึ้นบ้าง วันนี้ก็เพิ่งเชิญเภสัชกรคนที่นายพูดถึงมาสอบปากคำ ก็ได้เรื่องเพิ่มหลายอย่างเลย” 

“เล่าให้ฟังบ้างสิ” น้ำกระตือรือร้นถามด้วยความอยากรู้ 

“ความลับทางราชการ บอกไม่ได้”  

“เซ็งว่ะ อะไรๆ ก็บอกไม่ได้” น้ำบ่นกับตัวเอง 

“ถ้าชอบสืบคดีก็ลองไขคดีจากข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่สิ แล้วน้ำคิดว่าใครเป็นฆาตกรล่ะ” ผู้กองถาม 

“ใครดีล่ะ... ขอไปคิดก่อน แล้วจะมาบอกก็แล้วกัน” 

“ได้สิ จะได้รู้ว่าคิดเหมือนฉันหรือเปล่า” 

“ผู้กองก็คิดไว้เหมือนกันเหรอ” น้ำถาม ก็ไหนผู้กองเคยบอกว่าใครๆ ก็น่าสงสัยไงล่ะ 

“ก็ต้องมีสงสัยตั้งสมมติฐานไว้บ้างอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นก็มืดบอดคลำทางไปไม่ถูก” 

“ก็จริง ว่าแต่ผู้กองไม่ค่อยได้นอนเหรอ ทำไมหน้าตาเหมือนคนอดนอน เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาทำงานตลอดเลยเหรอ” น้ำถามเพราะเห็นใต้ตาดำคล้ำของอีกฝ่าย 

“เปล่า ไม่ได้ทำงานหรอก แต่...” 

“ถึงแล้ว ส่งผมแค่นี้ก็พอ ผู้กองแวะขึ้นบ้านก่อนไหม” น้ำขัดขึ้นเมื่อถึงบ้านของตน 

“ไม่ละ เดี๋ยวกลับเลย” 

“เมื่อตะกี้ผู้กองจะพูดว่าอะไรนะ” น้ำคุ้นๆ ว่าผู้กองทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อ แต่เขาดันแทรกขึ้นก่อน 

“ไม่มีอะไรหรอก” 

“มี” น้ำแย้ง “บอกมาเถอะ”  

“รันมาที่นี่...” ผู้กองตัดสินใจบอก 

“รัน? เมียเก่า เอ๊ย แฟนเก่าผู้กองอะนะ” ไอ้น้ำตกใจถามเสียงดัง 

“นั่นแหละ” 

“ตอนนี้เขาอยู่ไหนอะ นั่นแน่...ถึงว่าตาคล้ำเชียว ทำอะไรกันไม่หลับไม่นอน” น้ำหลิ่วตาถามคนตรงหน้าอย่างรู้ทัน 

“คิดอะไรของนาย” ผู้กองดีดหน้าผากน้ำไปหนึ่งทีข้อหาคิดอกุศล 

“เจ็บนะ ผู้กอง” ไอ้น้ำลูบหน้าผากป้อยๆ 

“ดีดเพื่อให้เจ็บ ถ้าไม่เจ็บจะดีดทำไม จริงไหม” ผู้กองว่ายิ้มๆ 

“มือหนักชะมัดเลยอะ” 

“ตอนนี้รันเป็นแฟนเก่า ฉันให้เขาพักที่บ้านพักนั่นแหละ แต่ตัวฉันเลยต้องไปอยู่ที่อื่นไง” 

“แล้วผู้กองไปนอนที่ไหน” 

“สภ.” ผู้กองตอบสั้นๆ 

“ปวดหลังแย่เลยสิ แล้วทำไมไม่ไปหาที่นอนดีๆ” 

“ฉันไม่รู้จักใครที่นี่ จะไปนอนบ้านจ่าก็เกรงใจ แค่ลูกเมียจ่าก็น่าจะเต็มบ้านแล้ว” 

“แล้วทำไมไม่ขับรถไปหาโรงแรมนอน” น้ำพูด ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้กองถึงคิดไม่ได้ เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะหาทางออกไม่ได้ 

“...” 

“เอ้อ ขอโทษ ลืมไปว่ารถอยู่ที่ผม” น้ำรู้สึกผิดที่ต่อว่าอีกฝ่าย เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเพราะอะไรผู้กองถึงไม่มีทางเลือกมากนัก 

“ไม่เป็นไร ตอนนี้ได้รถมาแล้ว เดี๋ยวฉันคงเข้าไปหาโรงแรมในเมือง” 

“เสียงใครข้างล่าง ไปโรงแรมอะไรที่ไหน ใครจะไปทำอะไรที่นั่น” เสียงดังมาจากบนบ้าน ถ้าเป็นปกติเสียงคงดังกว่านี้ แต่เพราะแม่น้อยยังไม่หายดี เสียงเลยเบาลงตามอาการป่วย แต่ก็ยังดังพอให้คนข้างล่างได้ยิน 

“ผมว่าผู้กองคงต้องขึ้นไปบนบ้านแล้วละ” น้ำบอก ดูท่าคงจะหลีกเลี่ยงยาก 

“อืม” 

“สวัสดีครับแม่น้อย ดีขึ้นแล้วใช่ไหมครับ” ผู้กองขึ้นไปถึงก็เจอแม่น้อยนอนพิงหมอนอยู่ตรงที่นั่งเล่นของบ้าน 

“ไหว้พระเถอะจ้ะ ดีขึ้นแล้ว ขอบคุณผู้กองจริงๆ ที่ให้ไอ้น้ำยืมรถไปรับฉัน” 

“ไม่เป็นไรครับ” 

“แล้วตะกี้คุยอะไรกัน ไอ้น้ำ ข้าได้ยินโรงรงโรงแรม จะพากันไปไหน” แม่น้อยย้อนไปถามเรื่องก่อนหน้านี้ 

“ไม่ใช่ฉันหรอกแม่ ผู้กองเขาจะไปนอนโรงแรมในเมืองอะ พอดีที่บ้านพักผู้กองมีแขกมาพัก” น้ำพยายามตอบเลี่ยงให้มากที่สุด 

“จะไปนอนโรงแรมทำไมให้เปลืองสะตุ้งสตางค์ ถ้าผู้กองไม่รังเกียจก็นอนห้องไอ้น้ำมันก็ได้นะพ่อ ห้องไอ้น้ำใหญ่ที่สุดของบ้านแล้ว เตียงมันก็กว้างขวาง มันชอบเตียงใหญ่ๆ” 

“จะดีเหรอแม่” ไอ้น้ำท้วง ตั้งแต่โตมาเขาก็ไม่เคยนอนร่วมเตียงกับใครเลย 

“ไม่เป็นไรครับ รบกวนเปล่าๆ” ผู้กองตอบปฏิเสธอย่างสุภาพ เพราะดูเจ้าของห้องจะไม่อยากต้อนรับเขาเสียเท่าไหร่ 

“รบกวนอะไรกัน ผู้กองช่วยเหลือเราตั้งมาก ใช่ไหมไอ้น้ำ” แม่น้อยปรายตามาทางบุตรชายเพื่อถามความเห็นแกมบังคับ 

“จริงจ้ะ เอาอย่างนี้ ผู้กองก็นอนห้องผมก็ได้ครับ” น้ำตอบเพราะขัดใจมารดาไม่ได้ 

“ถ้าอย่างนั้น รบกวนด้วยนะครับ” ผู้กองไม่ปฏิเสธให้เสียเวลา ดีเสียด้วยซ้ำ เขาจะได้ไม่ต้องไปหาโรงแรมในเมือง เช้าก็ต้องขับรถกลับมาอีก 

“กินข้าวกินปลามาหรือยังล่ะพ่อ ถ้ายังก็กินพร้อมไอ้น้ำเสีย แล้วจะได้ไปเอาเสื้อผ้ามาค้างที่นี่ จะนอนกี่วันก็แล้วแต่ผู้กองเลยนะ ฉันยินดี” แม่น้อยว่าพลางเรียกน้ำฝนมาช่วยพยุงตนเองเข้าห้องนอนเพื่อพักผ่อนให้คลายความอ่อนเพลีย 

“ผู้กอง เดี๋ยวไปเอาของที่บ้านพักปะ” น้ำถามหลังจากเก็บสำรับอาหารเรียบร้อยแล้ว 

“ใช่” 

“ผมไปด้วยนะ” 

“ไปทำไม ไม่ต้อง” ผู้กองบอก 

“ไม่เป็นไร อยากเดินไปเป็นเพื่อน” 

“แน่ใจ?” ผู้กองถามด้วยความรู้ทัน อย่างเด็กแสบเนี่ยไม่น่าจะหวังดีโดยไร้ผลประโยชน์ 

“แน่ใจสิผู้กอง กลางค่ำกลางคืนมันอันตราย” 

“งั้นก็แล้วแต่ละกัน” 

“โอเค ไปเลยไหม” น้ำถามเร็ว เพราะใจมันอยากรู้อยากเห็นแทบแย่แล้ว 

“ไปเลยก็ได้ เดี๋ยวรันนอนก่อน นายจะไม่ทันเห็นหน้า” ผู้กองมองคนที่รีบร้อนอยากไปด้วย 

“รู้ทันจริงโว้ย” ไอ้น้ำบ่น ทำไมผู้กองดูออกตลอดเลยวะ จะมีครั้งไหนไหมที่คนคนนี้จะดูไม่ออกว่าเขากำลังวางแผนอะไรอยู่ 

“จะเล่นละครตบตาหลอกตำรวจ เร็วไปสิบปีไอ้น้อง” ผู้กองพูดข่ม 

“เฮอะ วันหลังจะให้แม่ตะเคียนมาหลอก” น้ำเริ่มพาลเพราะเอาชนะไม่ได้ 

“บอกไว้ก่อนนะว่าฉันไม่ได้ยินเสียงแม่ตะเคียน มีแต่น้ำนะที่ได้ยิน”  

“...” จริงว่ะ พลั้งปากพูด งานจะเข้าตัวเองไหมเนี่ย 

“ไปกันหรือยังล่ะ หรือจะรอแม่ตะเคียน” ผู้กองพูดพลางเดินลงบันได 

“ไปๆ” 

“ฮ่าๆ เดี๋ยวแวะไปเอารถที่สภ.ก่อนละกัน” 

ฝากไว้ก่อนเถอะ ผู้กอง ไอ้ตำรวจขี้แกล้ง 

 

“พี่ปรานต์” วรันต์รีบออกมาจากในบ้านเมื่อได้ยินเสียงรถยนต์ของผู้กอง รถคันนี้วรันต์ไม่เคยเห็นพี่ปรานต์ของเขาขับเลยสักครั้งในช่วงที่คบกัน ดูท่าน่าจะราคาถูกกว่าคันที่ปรานต์ซื้อให้เขาอีกล่ะมั้ง ทำไมถึงเอาคันที่ราคาถูกมาใช้ วรันต์ไม่เข้าใจ 

“รัน ยังไม่นอนเหรอ” ผู้กองถามเมื่อลงจากพาหนะคู่ใจ ระหว่างทางที่มา เขาแวะไปขับรถจากหน้าสถานีตำรวจมายังที่พัก ตอนที่ขนสัมภาระตัวเองไปจะได้ไม่ต้องหอบพะรุงพะรัง 

“ยังครับ รันรอพี่ปรานต์อยู่” วรันต์รีบปั้นสีหน้ายิ้มแย้มทันทีเมื่อเห็นว่าผู้กองขับรถกลับบ้าน แต่พอเห็นใครบางคนลงมาจากรถยนต์ด้วยก็หน้าหงิกหน้างอเร็วพลัน 

“รอพี่ทำไมครับ มีอะไรหรือเปล่า” 

“พี่ปรานต์พาใครมาด้วยอะครับ” วรันต์ไม่ได้อยากรู้ว่าคนคนนี้ชื่ออะไร แต่อยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เกี่ยวข้องอะไรกับปรานต์มากกว่า 

“เพื่อนพี่เอง ชื่อน้ำ” ผู้กองหนุ่มแนะนำ 

“สวัสดีครับ” น้ำทักทาย แต่ไม่ได้ยกมือไหว้อีกฝ่าย 

“สวัสดี ผมชื่อวรันต์ เรียกรันก็ได้” วรันต์ตอบ ไม่ได้อยากพูดคุยกับอีกฝ่ายเท่าไหร่นักหรอก แต่ก็ต้องแสร้งแสดงท่าทีเป็นมิตรต่อหน้าคนรักเก่า 

“ครับ” 

“พี่ปรานต์จะกลับมานอนที่นี่ใช่ไหม รันนอนคนเดียวกลัวผีมากเลย” วรันต์ส่งเสียงออดอ้อน โดยไม่สนใจน้ำที่ยืนอยู่เยื้องไป 

“เปล่าครับ พี่มาเก็บของ เดี๋ยวไปนอนที่บ้านของน้ำ” 

“ไปนอนที่นั่นทำไม พี่ปรานต์นอนที่นี่กับรันสิครับ รันกลัวผี นะครับพี่ปรานต์” วรันต์กอดแขนของผู้กองแน่น น้ำฟังเสียงทั้งสองคนคุยกันก็เบ้ปากเล็กๆ ยิ่งน้ำเสียงออดๆ อ้อนๆ ที่แสนจะบาดหูนั่น น้ำฟังแล้วก็ขนลุกเหลือเกิน  

รสนิยมผู้กองชอบแบบนี้เหรอเนี่ย ชอบแบ๊วๆ หน้าหวานๆ ช่างฉอเลาะ ปากจิ้มลิ้มคอยเอาอกเอาใจอย่างนี้น่ะเหรอ 

“ไม่ดีหรอก พี่ขอไปเก็บของใช้ในบ้านก่อนนะครับ” ผู้กองบอกปัดอย่างนุ่มนวล พลางปลดมือของอีกฝ่ายออกแล้วเดินเข้าไปในบ้าน ทิ้งให้วรันต์เผชิญหน้ากับไอ้น้ำตามลำพัง 

“นี่ นายชื่ออะไรนะ น้ำใช่ไหม” วรันต์ถามไร้หางเสียง 

“ใช่ ทำไม” ตอนคุยกันครั้งก่อนผ่านทางโทรศัพท์ น้ำยังไม่รู้จักหน้าค่าตาอีกฝ่าย แต่วันนี้รู้จักกันแล้วยังพูดกันไม่ดี ก็คงไม่มีประโยชน์ที่จะพูดดีด้วย 

“เป็นอะไรกับพี่ปรานต์ มากับเขาได้ยังไง” 

“ทำไมต้องบอกด้วยอะ” มีคนเคยบอกไหมว่าเรื่องกวนประสาทหรือเรียกง่ายๆ ว่ากวนตีนนั้น ไอ้น้ำถนัดนัก 

“นายใช่ไหมที่เป็นคนรับสายฉันแทนพี่ปรานต์” พอได้โต้ตอบกัน วรันต์ก็เริ่มคุ้นเสียงของอีกฝ่าย 

“ใช่ ทำไม” 

“มีสิทธิ์อะไรถึงมารับโทรศัพท์ของพี่ปรานต์” วรันต์เข่นเขี้ยว 

“ถามเขาเองสิ ว่าผมมีสิทธิ์อะไร” น้ำโยนกลองไปให้คนต้นเรื่อง 

“ฉันถามนาย นายก็ต้องตอบฉัน” 

“เป็นใครอะ ทำไมผมต้องตอบ” 

“ฉันเป็นแฟนพี่ปรานต์” วรันต์อยากจะอาละวาดเสียงดัง แต่ก็ต้องเค้นเสียงถามเบาๆ เพราะไม่ต้องการให้ผู้กองหนุ่มได้ยิน 

“แฟน...เก่าไม่ใช่เหรอ จำผิดหรือเปล่าครับ” น้ำพูดเว้นระยะ พอถึงคำว่าเก่าก็เน้นหนักเป็นพิเศษ 

“แก... ไอ้...” วรันต์ชี้หน้าอีกฝ่ายที่กวนอารมณ์ของเขา ตั้งใจไม่ตอบสักคำถาม 

“ขอความสุภาพทางวาจาเฉกเช่นคนมีการศึกษาด้วยนะครับ” น้ำเตือนเสียงนุ่ม 

“คนอย่างแก ไม่สมควรได้รับมันหรอก” 

“เอาละๆ ผมไม่แกล้งคุณแล้ว จะบอกให้ว่าผมเป็นอะไรกับพี่ปรานต์ของคุณดีไหมครับ” น้ำเห็นคนที่ถูกพูดถึงกำลังเดินออกมา เขาจึงฉวยโอกาสนี้บอกวรันต์ที่อยากรู้ความสัมพันธ์ของเขากับผู้กองคนนี้เหลือเกิน 

“อะไร พูดมาเร็วๆ”  

“เขาเก็บของเพื่อไปนอนกับผม คิดว่าเราเป็นอะไรกันล่ะ”  

น้ำหย่อนระเบิดทิ้งไว้ หวังว่าวรันต์จะไม่อกแตกตายไปก่อนนะ  

สะใจไอ้น้ำจริงโว้ย 

 

ความคิดเห็น