nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 13

คำค้น : นิิยายวาย,นิยายเเปล

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 591

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2562 09:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13
แบบอักษร

 

ตอนที่ 13 

 

น้ำกระวีกระวาดอุ้มแม่น้อยลงจากรถเมื่อถึงที่หมาย บุรุษพยาบาลรีบเข็นเตียงมารับคนไข้ และเข็นเข้าห้องฉุกเฉินไปอย่างรวดเร็ว ไอ้น้ำที่เตรียมจะเข้าไปด้วยถูกกันไว้ให้ยืนรออยู่ด้านนอก เขาไม่รู้จะทำตัวยังไง จะนั่งเฉยๆ ก็ทนไม่ไหว จึงลุกเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้องนั้นไม่หยุด 

“จ่าสมคิด วันนี้ผมติดธุระนิดหน่อย จะเข้าไปที่สภ.สาย ถ้ามีเรื่องด่วนก็โทรเข้ามือถือผมได้ตลอดเวลาเลยนะจ่า” ผู้กองปรานต์โทรศัพท์บอกผู้ใต้บังคับบัญชา 

“ครับ ผู้กอง” 

“จับตาดูเภสัชกรร้านขายยาที่ตลาดให้ด้วย” 

“ผู้กองสงสัยคนขายยาเหรอครับ” 

“ใครก็น่าสงสัยทั้งนั้น จริงไหมจ่า” ผู้กองตอบเหมือนกับที่ตอบไอ้น้ำไม่ผิดเพี้ยน ถ้าไอ้น้ำได้ยินคงดีใจว่าผู้กองไม่ได้ตั้งใจปิดบังเรื่องคดีกับเขาเพียงคนเดียว  

“ครับ” จ่าสมคิดรับคำ ผู้กองได้ยินแล้วจึงกดวางสายเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงก็พลันเห็นคนเดินเป็นหนูติดจั่นอยู่ตรงหน้าห้องฉุกเฉิน 

“น้ำ หยุดเดินได้แล้ว” ผู้กองเข้าไปจับไหล่ของน้ำเอาไว้ เพราะคนห่วงแม่คนนี้กำลังทำให้เขาตาลาย 

“แม่จะเป็นอะไรไหม ผู้กอง” 

“ถึงมือหมอแล้วไม่ต้องห่วง แม่น้อยไม่เป็นอะไรหรอก แล้วก็หยุดร้องไห้เถอะ ไม่อายคนอื่นเหรอ” ผู้ชายคนหนึ่งอายุอานามก็เข้าสู่เบญจเพส มายืนร้องไห้แบบนี้ คนจึงมองกันใหญ่ 

“ผู้กองว่าอย่างนั้นเหรอ” ไอ้น้ำยกมือเช็ดน้ำตาที่อาบแก้มลวกๆ  เขาไม่ใช่พวกบ่อน้ำตาตื้น นับจากครั้งสุดท้ายที่อกหักก็ไม่เคยร้องไห้อีกเลย 

“เช็ดเบาๆ สิ เช็ดแรงแบบนั้น หน้าช้ำหมดพอดี”  

ผู้กองหนุ่มฉวยข้อมือของอีกฝ่ายไว้ ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้คนร้องไห้อย่างเบามือ น้ำที่ไม่ทันตั้งตัวมีอาการตกใจ ยืนตัวแข็งทื่อตรงหน้าผู้กอง เขาไม่คิดว่าจะได้รับความอ่อนโยนจากผู้กองในสถานการณ์แบบนี้ 

“เอ่อ...ผู้กอง... ดะ...เดี๋ยวผมเช็ดเอง” น้ำบอกเมื่อหายตกใจ ความเขินอายเข้ามาแทนที่  

“อืม...เอ้านี่” ผู้กองหนุ่มก็ได้สติคืนมาเหมือนกัน เลยยื่นผ้าเช็ดหน้าของตนเองให้ไปพร้อมกับดึงร่างของน้ำให้มานั่งเสียที 

บุตรชายของแม่น้อยนั่งกระสับกระส่ายรอคุณหมอออกมาจากประตูห้องฉุกเฉิน เขาอยากจะลุกเดินไปเกาะหน้าประตูนั้นเสียจริง ถ้าไม่ติดสายตาของผู้กองที่มองปรามมาเป็นระยะ ทำให้เขาต้องพยายามนั่งให้เฉยที่สุด แต่ในใจแทบทะลุไปหลังประตูนั่นแล้ว 

ในที่สุดประตูที่เขาเฝ้ามองอยู่ตลอดเวลาก็ถูกเปิดออก น้ำรีบปรี่เข้าไปหาคุณหมออย่างไม่รอช้า เขาเป็นห่วงอาการของแม่น้อยจนเกินจะทนไหวแล้ว ผู้กองเห็นก็ไม่ว่าอะไร แค่ลุกตามอีกฝ่ายไป 

“คุณหมอ แม่ผมเป็นยังไงบ้างครับ” น้ำถามคุณหมออย่างรวดเร็ว 

“แม่ของคุณ ตอนนี้หมอคงต้องขอให้นอนพักที่โรงพยาบาลเพื่อรอดูอาการสักคืนสองคืน... อ้าว ผู้กองปรานต์ สวัสดีครับ” คุณหมอบอกคนตรงหน้าที่เป็นญาติคนไข้ ก่อนมองเลยมาทางด้านหลังแล้วพบผู้กองที่เขาเคยเจอเมื่อครั้งไปชันสูตรศพของคุณพัด 

“สวัสดีครับ คุณหมอหัสนัย” 

“มาด้วยกันเหรอครับ” คุณหมอถาม 

“ใช่ครับ แม่ของน้ำเขาไม่สบาย ผมอยู่แถวนั้นพอดีเลยพามาส่งโรงพยาบาล” ผู้กองอธิบาย 

“อ้อ ผู้กองนี่เป็นที่พึ่งของประชาชนจริงๆ เลยนะครับ” คุณหมอกล่าวชมจากใจ 

“ไม่ถึงอย่างนั้นหรอกครับ ช่วยอะไรได้ก็ช่วยๆ กันไป” ผู้กองหนุ่มตอบแก้กระดากที่ถูกชมต่อหน้า 

“กลับไปคุยกันต่อที่บ้านไหมครับ ผมขอถามอาการของคุณแม่ของผมก่อนได้ไหม” น้ำเหล่มองคนทั้งคู่ อะไรกัน เขาเป็นห่วงแม่แทบแย่ ทั้งสองคนยังมายืนคุยด้วยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ 

“ขอโทษครับ คุณน้ำใช่ไหม เมื่อสักครู่นี้ผมได้ยินผู้กองเรียก” 

“ครับ” 

“คืออย่างนี้ครับ อาการของคนไข้เกิดจากอาหารเป็นพิษครับ โชคดีมากที่คุณพาคนไข้มาทันก่อนจะช็อกไปเสียก่อน” คุณหมออธิบายด้วยท่าทีนิ่งสงบเพราะไม่อยากให้ญาติคนไข้ตกใจ แต่ก็ดูเหมือนไม่ได้ช่วยอะไรเพราะดวงตาของไอ้น้ำเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจอย่างที่สุด 

“แม่ไม่เป็นไรแล้วเหรอครับ” คุณหมอบอกไม่ต้องเป็นห่วงแม่น้อย ได้รู้ว่าเป็นโรคอะไรแบบนี้จะไม่ให้ห่วงได้ยังไง ถึงกับนอนไม่ได้สติแบบนั้น 

“หมอยังตอบไม่ได้ครับ เลยอยากให้คนไข้พักที่นี่เพื่อรอดูอาการ ถ้าไม่มีอะไรน่าวิตก วันสองวันก็กลับบ้านได้” 

“แม่ผมจะไม่เป็นไรใช่ไหมคุณหมอ” ไอ้น้ำถามซ้ำ เขาไม่มีอะไรมารับประกันได้เลยนอกจากคำพูดของคุณหมอที่พอจะให้เบาใจขึ้น 

“ผมจะให้พยาบาลเฝ้าดูอาการอย่างไม่ให้คลาดสายตาเลยครับ ยังไงแล้วรบกวนคุณน้ำไปทำเรื่องจองเตียงกับพยาบาลได้เลย ไม่ติดอะไรใช่ไหม” คุณหมอถาม เพราะเขาสั่งให้คนไข้พักในโรงพยาบาลไปตามหน้าที่ แต่เรื่องเงินก็สำคัญเหมือนกัน เลยต้องสอบถามญาติคนไข้ก่อน 

“ไม่ติดครับ เดี๋ยวผมจะไปทำเรื่องเดี๋ยวนี้เลย ขอบคุณครับคุณหมอ” 

“ไม่เป็นไร หน้าที่ของหมออยู่แล้ว ขอตัวนะครับ คุณน้ำ ผู้กอง” คุณหมอหัสนัยผงกศีรษะเป็นเชิงขอตัวกลับไปทำงานต่อ 

“เชิญครับ” ผู้กองตอบแล้วหันไปมองไอ้น้ำที่ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างกับเขา 

“ผู้กองกลับไปก่อนก็ได้นะ ไม่ต้องอยู่รอผมหรอก เสียเวลาเปล่าๆ  ผมยังต้องไปทำเรื่องอีกหลายอย่าง” 

“ไม่เป็นไร นายไม่ต้องห่วงฉันหรอก” 

“ไม่ได้เป็นห่วงผู้กอง แต่ไม่อยากให้ขาดงาน” 

“ฉันบอกจ่าเอาไว้แล้ว” 

“อืม ถ้าอย่างนั้นผมไปทำเรื่องจองเตียงก่อน” 

“ฉันไปด้วย” 

 

ทั้งสองเดินตามพยาบาลไปทำเรื่องจนทุกอย่างเรียบร้อย ไอ้น้ำจองห้องที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะจ่ายไหวให้มารดา โชคดีว่าเป็นโรงพยาบาลตามต่างจังหวัดเลยไม่ได้แพงหูฉี่เทียบเท่ากับราคาห้องในกรุงเทพฯ บวกกับความรอบคอบของแม่น้อยที่ทำประกันไว้มากมายซึ่งก็ช่วยแก้ไขสถานการณ์พวกนี้ได้ดีทีเดียว เขาแค่สำรองจ่ายไปก่อน ภายหลังก็ทำเรื่องเบิกเงินคืน 

เขาเดินเข้าห้องพักที่แม่ของเขาถูกย้ายเข้ามานอนอยู่ก่อนแล้ว แม่น้อยมีสีหน้าดีขึ้นมาก ไม่ขาวซีดอย่างทีแรก คาดว่าอาการปวดท้องคงจะทุเลาลงบ้างเพราะฤทธิ์ยาที่คุณหมอจ่ายให้ผ่านทางสายน้ำเกลือ แต่ยังคงหลับอยู่ เห็นใบหน้าของแม่เริ่มสดใส ไอ้น้ำก็ชักหายใจคล่องปอด 

“รู้สึกดีขึ้นไหม” ผู้กองปรานต์ถามน้ำที่ยืนจับมือแม่ของตนอยู่ข้างเตียง 

“อืม ขอบคุณนะผู้กองที่มาส่ง ถ้าไม่ได้ผู้กอง ผมคงต้องไปหารถมารับแม่อีกพักใหญ่ ไม่รู้ตอนนั้นแม่จะเป็นยังไงบ้าง” พอพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้า ไอ้น้ำก็ใจหายอีกรอบ ใจของเขาลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม มันทรมานแค่ไหนไม่มีใครรู้ซึ้งได้เท่าเขา 

“เรื่องมันผ่านไปแล้ว ไม่ต้องกลับไปคิดอีกหรอก” ผู้กองบอก 

“ครับ” 

“แล้วนี่จะกลับบ้านหรือยังไง” 

“ผมตั้งใจจะกลับไปเอาของแล้วจะมานอนเฝ้าแม่” 

“ถ้าเอ็งมาเฝ้าแม่แล้วใครจะอยู่เป็นเพื่อนยายฝนล่ะ ไม่ได้นะ แม่เป็นห่วง” จู่ๆ คนที่คิดว่ากำลังหลับก็พูดขัด 

“แม่ ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ” 

“ยัง ข้าละเมอ” ถึงจะเจ็บแต่แม่น้อยก็ไม่ลืมมีอารมณ์ขัน 

“แม่ก็... ยังล้อฉันเล่นอีก แล้วเป็นยังไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม หรือไม่สบายตัวตรงไหนหรือเปล่า” น้ำถามด้วยความเป็นห่วง 

“ดีขึ้นแล้ว ข้าไม่ได้เป็นอะไรมาก เอ็งก็วิตกเกินไป” แม่น้อยตบหลังมือของบุตรชาย 

“จะไม่ให้วิตกได้ยังไง แม่นอนหลับไม่ได้สติแบบนั้น ฉันก็กลัวสิ” 

“สวัสดีครับ แม่น้อย” ผู้กองยกมือไหว้ 

“อ้าว ผู้กองมาได้ยังไงจ๊ะ” 

“ผู้กองเขาขับรถมาส่งเราสองคนจ้ะแม่” น้ำอธิบายให้มารดาฟัง 

“จริงหรือ ขอบคุณมากนะจ๊ะผู้กอง” แม่น้อยประหลาดใจรีบกล่าวขอบคุณในน้ำใจของผู้กองหนุ่ม 

“ไม่เป็นไรครับ ผมเต็มใจ” 

“คืนนี้ฉันมานอนเฝ้าแม่นะ” 

“ได้ยังไง แล้วยายฝนเล่า อยู่บ้านคนเดียว อันตรายๆ น้องเป็นผู้หญิง ไม่ได้ แม่เป็นห่วง” แม่น้อยอดไม่สบายใจไม่ได้ น้ำฝนยิ่งอยู่ในวัยกำลังโตเป็นสาว นางยิ่งเป็นห่วงเหลือเกิน 

“ฉันก็เป็นห่วงแม่เหมือนกันนี่นา” น้ำบ่นอุบ 

“เอาอย่างนี้ ให้ยายฝนมานอนกับแม่ ส่วนเอ็งก็กลับไปนอนเฝ้าบ้านดีไหม” แม่น้อยออกความเห็นที่พอจะแก้ปัญหาได้ทั้งสองฝ่าย 

“ไม่ดีจ้ะ ถ้าอย่างนั้นฉันกับยายฝนมานอนที่นี่เลยละกัน” น้ำไม่เห็นด้วย เขาก็อยากมานอนเฝ้าแม่เหมือนน้องสาว 

“จะนอนได้ยังไง เอ็งเห็นไหม ที่นอนมีพอแค่สำหรับคนเดียว แถมยังเป็นโซฟาอันเล็ก ขืนเอ็งมานอนก็ได้นอนขดเป็นกุ้งกันพอดี พอดีพอร้ายจะปวดหลังไปอีก ไม่ต้องหรอก ให้ยายฝนมานอนเป็นเพื่อนแม่น่ะดีแล้ว” แม่น้อยตัดสินใจสรุป 

“แม่...แต่ฉันอยากมาเฝ้า” น้ำยังไม่ละความพยายาม  

“อย่ามาทู่ซี้เถียงข้าเป็นเด็กๆ ได้ไหม เอ็งโตแล้วนะไอ้น้ำ ไม่อายผู้กองเขาบ้างหรือ” เห็นว่าลูกชายคงจะดื้อแพ่งต่อไปแน่ๆ แม่น้อยจึงดุ 

“ก็ได้จ้ะ” น้ำรับคำแต่ก็หน้ามุ่ยลง เขาก็อยากเฝ้าแม่เหมือนกันนี่นา 

“ข้ารู้ว่าเอ็งหวังดี อยากเฝ้าข้า แต่ให้ยายฝนมาดูแลข้าดีกว่า ผู้หญิงเหมือนกัน เอ็งก็เฝ้าบ้านเถอะ ถ้าเอ็งไม่อยู่ข้าคงอดห่วงบ้านไม่ได้” แม่น้อยลูบหลังมือบุตรชายเบาๆ เป็นการปลอบใจ 

“จ้ะ แล้วแม่อยากได้อะไรไหม ฉันจะกลับไปเตรียมไว้ให้ พอยายฝนกลับบ้านก็จะให้ถือติดมือมาที่นี่ด้วย” 

“อืม ข้าวของเครื่องใช้นั่นแหละ ยายฝนมันรู้ บอกมันไป เดี๋ยวมันจัดการเอง เอ็งไปหยิบเงินให้ยายฝนหน่อยแล้วกัน มาเป็นค่าใช้จ่ายของข้า” แม่น้อยบอก เรื่องเงินเรื่องทอง ไอ้น้ำรู้ที่เก็บดี นางเลยไม่ต้องกระอักกระอ่วนบอกที่เก็บเงินต่อหน้าคนนอกอย่างผู้กอง 

ก๊อก...ก๊อก... 

“คนไข้วัดความดันนะคะ” พยาบาลเคาะประตูบอกเป็นสัญญาณ ก่อนลากรถเข็นที่มีเครื่องวัดความดันเข้ามาพร้อมส่งยิ้มให้คนในห้อง 

“จ้ะ” 

“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับบ้านก่อนนะแม่ ขาดเหลืออะไรก็โทรบอกฉันได้เลย เดี๋ยวฉันจดเบอร์ทิ้งไว้ตรงนี้” ไอ้น้ำจดเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองลงบนกระดาษที่อยู่ข้างโทรศัพท์ใกล้เตียงคนไข้ 

“อืม กลับดีๆ ล่ะ” 

“จ้ะ” 

“ขอบคุณมากนะ ผู้กอง” แม่น้อยไม่ลืมขอบคุณผู้กองปรานต์อีกครั้ง 

“ครับ” ผู้กองยิ้มให้แม่น้อย จังหวะเดียวกับที่นางพยาบาลซึ่งอายุอานามน่าจะรุ่นๆ เดียวกับไอ้น้ำหันมาพอดี เจ้าหล่อนถึงกับมองผู้กองอย่างกับโดนมนตร์สะกดยังไงอย่างนั้น  

ไอ้น้ำเห็นแล้วก็เบ้ปาก เสน่ห์แรงจริงพ่อคู้ณ 

ชายหนุ่มคันปากยิบๆ อยากบอกนางพยาบาลคนนั้นว่าต่อให้คุณพยาบาลจะสวยหยาดฟ้ามาดินขนาดไหน ผู้กองคนนี้ก็ไม่มองหรอก เพราะเขาไม่ได้ชอบผู้หญิง อกหักตั้งแต่ไม่เริ่มเลยแหละ ต้องขอแสดงความเสียใจมา ณ ที่นี้ 

 

“ไปไหนต่อ หรือต้องไปรอรับน้ำฝนที่โรงเรียน” ผู้กองถามขณะขับรถออกมาจากโรงพยาบาล 

“กลับบ้านเลย ขืนไปรอตอนนี้คงรอหลายชั่วโมงกว่าโรงเรียนจะเลิก” น้ำหันไปบอกคนข้างๆ เพราะตอนนี้เพิ่งจะเที่ยงตรง 

“แล้วน้ำฝนจะกลับบ้านยังไง” 

“มีรถประจำมารับมาส่งระหว่างบ้านกับโรงเรียน ผู้กองไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก” 

“อย่างนั้นเหรอ เหมือนรถตู้โรงเรียนใช่ไหม” ผู้กองปรานต์ถาม เขาเคยเห็นรถตู้ที่เขียนข้างหลังว่ารถโรงเรียน ไม่รู้ว่าที่ต่างจังหวัดก็จะมีแบบนั้นด้วย 

“อืม ใช่ แบบนั้นแหละ” น้ำตอบก่อนจะหันไปมองข้างทางที่รถกำลังวิ่งผ่าน 

“เป็นอะไร” 

“ใจมันยังแกว่งอยู่เลย ผมไม่เคยเห็นแม่เป็นแบบนี้” น้ำพูดเบาๆ เขายังจำความรู้สึกในเวลานั้นได้ดี 

“อย่าคิดมาก ตอนนี้แม่น้อยก็ดูหน้าตาสดใสขึ้นแล้ว พูดคุยได้เป็นปกติ คงไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วล่ะ” 

“ก็จริงอย่างที่ผู้กองว่า” 

“เลิกคิดมากเถอะ” 

“ขอบคุณมากนะครับ ถ้าผู้กองมีอะไรให้ผมช่วย ผมจะไม่ปฏิเสธเลย” น้ำหันไปทางคนขับพร้อมพนมมือไหว้ ไม่ได้สนใจว่าผู้กองจะเห็นหรือเปล่า แค่คิดว่าอยากทำก็เท่านั้น เรื่องที่ผู้กองช่วย ถึงมันจะดูเล็กน้อยในสายตาอีกฝ่าย แต่ในตอนนั้นมันเป็นความช่วยเหลือที่ยิ่งใหญ่สำหรับเขา  

น้ำตั้งใจว่าจากนี้ไปเขาจะปรับเปลี่ยนคำพูดจากับผู้กองเสียใหม่ ไม่ใช่พูดดีแค่เพราะแม่น้อยบอกเหมือนที่ผ่านมา แต่ถ้าผู้กองกวนเขาก่อนก็ช่วยไม่ได้นะ เขาไม่ยอมถูกกระทำฝ่ายเดียวแน่ 

“เฮ้ย ไม่ต้องไหว้หรอก ฉันเต็มใจ” ผู้กองที่หันมาเห็นพอดีรู้สึกตกใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยกมือไหว้เขา ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีใครไหว้เขา ด้วยยศด้วยตำแหน่งใครๆ ก็พากันไหว้เขาทั้งนั้นเพราะผลประโยชน์ต่างๆ นานา แต่จะมีสักกี่คนที่ทำออกมาจากใจอย่างที่เขารู้สึกอยู่ตอนนี้ ว่าน้ำตั้งใจไหว้เพื่อขอบคุณเขาจากใจจริง 

“ผมก็เต็มใจ” ทีแรกได้ยินคำขอบคุณยังนึกว่าหูฝาด น้ำเสียงที่อีกฝ่ายใช้ดูจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด เกิดอะไรกับคนข้างๆ กันล่ะเนี่ย หรือเป็นเพราะที่เขาช่วยเหลือครั้งนี้อย่างนั้นหรือ 

“แล้วน้ำฝนจะไปโรงพยาบาลยังไง” ผู้กองถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง บ้านนี้ไม่มีรถยนต์ใช้ไม่ใช่หรือ 

“ก็เดี๋ยวจ้างคนแถวนี้ไปน่ะผู้กอง เรื่องแค่นี้เอง ไม่ต้องเป็นห่วง” 

“ขับรถเป็นหรือเปล่า” 

“เป็นสิ แม่บังคับให้ไปเรียนตั้งแต่อายุทำใบขับขี่ได้นั่นแหละ พออีแก่ที่บ้านมันเสียก็เลยไม่ได้ขับอีก ถามทำไมเหรอ” น้ำสงสัย ผู้กองจะอยากรู้ไปทำไมว่าเขาจะขับรถได้หรือไม่ได้ 

“ระหว่างนี้ก็เอารถฉันไปใช้สิ” 

“ไม่เอาหรอก รถของผู้กองดูก็รู้ว่าราคาไม่ใช่น้อยๆ ขืนขับไปแล้วเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา แม่ด่าผมบ้านแตก แล้วผมก็ไม่มีปัญญาชดใช้ด้วย” น้ำรีบบอก ขนาดเขาไม่ใช่คนรู้เรื่องรถอะไรมากนัก ยังดูออกเลยว่าคันนี้เนี่ย ต้องมีหลักล้านขึ้นไป เผลอๆ จะมากกว่าไม่รู้กี่มากน้อยด้วยซ้ำ 

“ก็อย่าขับให้มันเกิดอุบัติเหตุสิ อีกอย่างรถจอดทิ้งไว้เฉยๆ  เอาไปใช้เถอะ ฉันไม่ได้มีธุระอะไร” 

“ไม่เอาๆ” น้ำยืนกรานปฏิเสธ 

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่ฉันให้นายช่วยตามสืบคดีคุณพัดดีไหม” 

“จะดีเหรอ” น้ำเริ่มเอนเอียง เมื่อรู้ว่าผู้กองไม่ได้ให้ยืมใช้ฟรีๆ แต่เป็นค่าตอบแทน ไอ้น้ำก็หูผึ่งเพราะรู้สึกว่าไม่ได้เอาเปรียบผู้กองอยู่ฝ่ายเดียว  

เป็นอย่างที่ตำรวจหนุ่มคิด น้ำขี้เกรงใจ ถ้าเขาบอกให้ยืมเปล่าๆ อีกฝ่ายคงไม่มีทางยอมตกลงแน่นอน 

“อืม ใช่สิ ฉันให้เงินนายไม่ได้ ก็ให้ยืมรถคันนี้เป็นค่าตอบแทนแล้วกัน” 

“ถ้าอย่างนั้น...ขอบคุณนะครับ” น้ำบอก อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องหารถไปส่งน้ำฝนตอนกลางคืน 

“ไม่เป็นไร” 

“ตอนค่ำ ผมจะเข้าไปเอารถนะ” น้ำบอกช่วงเวลาให้อีกฝ่ายได้รับรู้ 

“ไม่ต้องหรอก เอารถไปไว้ที่บ้านนายเลย เดี๋ยวฉันขับไปที่บ้านพักแล้วจะเปลี่ยนชุดไปทำงานต่อ นายก็ขับรถออกไปเลย ไม่ต้องรอ” 

“จะดีเหรอครับ” 

“อืม ตามนี้แหละ ถ้าฉันจะใช้รถเมื่อไหร่จะบอกเอง” 

“ขอบคุณครับ” ผู้กองเหลือบมองคนข้างๆ ดูเหมือนอีกฝ่ายจะพูดจารื่นหูกับเขามากขึ้นจริงๆ  

ผู้กองหนุ่มยกยิ้มมุมปาก แบบนี้ก็ดี เขาก็เหมือนกับทุกคนนั่นแหละที่ชอบฟังสิ่งที่เป็นมิตรกับหูมากกว่าคำพูดไม่น่าฟัง 

พูดแบบนี้ก็น่ารักดีเหมือนกัน 

เอ๊ะ...น่ารักอย่างนั้นหรือ 

ปรานต์ประหลาดใจในความคิดของตัวเอง ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขามองว่าการกระทำหรือคำพูดของคนข้างๆ ที่มักเถียงคำไม่ตกฟากนี่น่ารัก 

น้ำเองก็เหลือบมองฝ่ายที่กำลังขับรถเหมือนกัน คนด้านข้างเดี๋ยวก็ทำท่าทางเหมือนกำลังยิ้ม สักพักก็สลับเป็นหน้านิ่วคิ้วขมวด เดี๋ยวๆ ก็กลับมาทำหน้านิ่ง ไม่รู้ว่าผู้กองเกิดรู้สึกว่าคิดผิดหรือเปล่าที่อนุญาตให้เขาเอารถของเจ้าตัวมาใช้ได้ แต่ไม่รู้ละ คำพูดต้องเป็นคำพูด ให้ยืมก็แปลว่าให้ยืม ห้ามกลับคำ เพราะไอ้น้ำขี้เกียจไปหารถ และเขาขอบอกกับตัวเองเลย ถ้าแม่ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไหร่ จะต้องไปซื้อรถยนต์มาติดบ้านไว้สักคันเผื่อใช้งานเวลาฉุกเฉินเหมือนคราวนี้ให้ได้ ไม่ว่าแม่จะค้านยังไงเขาจะต้องพูดให้แม่ใจอ่อน 

ทำไมน่ะหรือ 

...ก็เงินที่ซื้อรถนั่นน่ะ มันเป็นเงินแม่! 

ความคิดเห็น