nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 12

คำค้น : นิยายวาย,นิยายเเปล

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 631

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2562 09:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12
แบบอักษร

 

ตอนที่ 12 

 

“เฮ้ย...ฮะ...ฮัลโหล” ไอ้น้ำตกใจ เกือบโวยวายแล้วโยนโทรศัพท์ทิ้งไปแล้วไหมล่ะ  

“พี่ปรานต์ครับ ติดธุระเหรอ รันโทรหาตั้งหลายครั้งแต่พี่ไม่รับเลย ...เอ๊ะ ไม่ใช่พี่ปรานต์นี่ นั่นใคร” วรันต์ดีใจที่อีกฝ่ายรับสายจึงเรียกชื่อคนรักเก่าด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน แต่เมื่อสักครู่นี้ เสียงที่พูดกลับมาไม่ใช่เสียงของพี่ปรานต์ของเขา น้ำเสียงของวรันต์แปรเปลี่ยนทันที เขาตะคอกถามปลายสายเสียงดัง 

“แล้วใครว่าใช่” น้ำยียวนกลับไป คนไม่รู้จักกันสักหน่อย ทำไมถึงไม่พูดกันดีๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครก็โวยวายตะคอกถามเขาเสียแล้ว 

“แกเป็นใคร มารับโทรศัพท์ของพี่ปรานต์ได้ยังไง แล้วพี่ปรานต์ไปไหน เอาโทรศัพท์ไปให้เขาคุยเดี๋ยวนี้!” วรันต์โวยวายใส่ปลายสายรัวเป็นชุด ผู้ชายคนนี้เป็นใคร ปกติแล้วปรานต์ไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับของใช้ส่วนตัวถ้าเจ้าตัวไม่อนุญาต กระทั่งเขาเองยังไม่มีโอกาสได้แตะโทรศัพท์อีกฝ่ายเลย 

จังหวะนั้นไอ้น้ำรีบดึงโทรศัพท์ออกจากหูทันที ด้วยกลัวว่าหูจะหนวกไปเสียก่อน เขามองผู้กองอย่างคาดโทษ ให้เขามาคุยกับคนบ้าที่ไหนเนี่ย 

“ช่วยพูดดีๆ หน่อยได้ไหม แล้วผมจะเป็นใครก็ช่างเถอะ คุณไม่ต้องสนใจหรอก รู้ว่าเขาให้ผมรับโทรศัพท์แทนก็พอ และเขาฝากให้ผมบอกคุณว่าตอนนี้เขาไม่สะดวกรับสาย เข้าใจนะครับ ผมวางสายนะ” น้ำพยายามพูดจาสุภาพกับอีกฝ่ายให้มากที่สุด การที่คนคนหนึ่งพูดไม่ดีกับเรา เราไม่จำเป็นต้องพูดไม่ดีกลับไป แต่บางครั้งมันก็ห้ามปากไม่ได้ 

“เดี๋ยว! ฉันรู้ว่าเขาอยู่ข้างๆ แกใช่ไหม เอาโทรศัพท์ไปให้เขาเดี๋ยวนี้!”  

น้ำลดโทรศัพท์ลงแล้วถามเจ้าของโทรศัพท์ 

“ถามเขาให้หน่อยว่ามีธุระอะไร” ผู้กองหนุ่มฝากถาม 

“ทำไมไม่คุยกันเองวะ” น้ำบ่นพึมพำแต่ก็ยอมถามให้ 

“เงิน...เรื่องเงิน” วรันต์ตอบห้วน 

ไอ้น้ำถอนหายใจก่อนจะกลายเป็นผู้ส่งสาร เป็นตัวกลางส่งข้อความให้ผู้กอง  

“ส่งโทรศัพท์มา เดี๋ยวฉันคุยเอง” ด้วยความเป็นห่วงคนโทรมา ผู้กองจึงตัดสินใจรับสาย 

“คุยกันแต่แรกก็จบ โยนไปโยนมาให้มากความทำไมวะ” ไอ้น้ำบ่นตามหลังผู้กองที่ยืนห่างออกไปเล็กน้อยเพื่อคุยกับปลายสาย 

“ว่าไงครับ” ผู้กองกรอกเสียงลงไป ไอ้น้ำได้ยินคำแรกถึงกับเบ้ปาก พูดเพราะเหลือเกินนะพ่อคุณ 

“ไม่ต้องคืนเงินพี่หรอก เรื่องคอนโดกับรถ พี่ตั้งใจซื้อให้รันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”  

‘โอ้โฮ สายเปย์ตัวพ่อนี่หว่า’น้ำได้ยินแล้วก็อุทานอยู่ในใจ บอกตัวเองว่าเขาไม่ได้แอบฟังคนคุยโทรศัพท์กันเสียหน่อย แต่อีกฝ่ายคุยเสียงดังจนเขาได้ยินเอง ช่วยไม่ได้ 

“ไม่ต้องเกรงใจ รับไว้เถอะ” 

‘อื้อฮือ ใจป้ำ ป๋าสุดๆ’น้ำยังคิดต่อ เรื่องนี้สนุกแฮะ 

“พี่ไม่เคยโกรธรันเลยครับ” 

‘จะคืนดีกันไหมวะ’น้ำคิดว่าถ้าดีกัน ตัวเขาคงจะกลายเป็นหมาตามที่ปากว่าแน่นอน  

“อย่ามาเลย ที่นี่ไม่มีที่เที่ยว พี่ไม่อยากให้รันเบื่อ” 

‘โอย อยากรู้จริงๆ ว่าคุยอะไรกัน เผือกไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเลย ขัดใจโว้ย’ 

“ไม่งอนนะครับ พี่ต้องกลับไปทำงานแล้ว แค่นี้นะครับ”  

ผู้กองพูดจบก็กดวางสาย หันกลับมาเจอคนอายุน้อยกว่ากำลังมองเขาตาแป๋ว ผู้กองมองแล้วคิดขึ้นได้ นี่อีกฝ่ายได้ยินอะไรไปบ้างมากน้อยแค่ไหน แต่ทำหน้าทำตาอยากรู้อยากเห็นเพิ่มแบบนี้สงสัยจะได้ยินทั้งหมดล่ะมั้ง แต่ก็ไม่เป็นไร ไม่ได้มีอะไรต้องปิดบังอยู่แล้ว 

หลังจากผ่านวิกฤติสายโทรศัพท์จากแฟนเก่ามาแล้ว น้ำก็ถามอีกฝ่ายเมื่อเดินใกล้จะถึงบ้านของตัวเอง 

“นี่ผู้กอง” 

“ครับ?” ไอ้น้ำเริ่มจับทางน้ำเสียงนี้ได้แล้ว คำพูดคำเดียวกัน แต่น้ำเสียงกลับต่างกัน ตอนที่ผู้กองคุยกับแฟนเก่าหรือเพิ่งกลับมาเป็นแฟนคนปัจจุบันนั้น น้ำเสียงติดจะอ่อนโยนกว่านี้มาก ผู้กองคงรักแฟนมากเหมือนกันนะนี่ 

มันช่างคล้ายกันเหลือเกิน คล้ายตัวเขาเวลาที่พูดกับแฟนเหมือนกัน 

แฟน...เก่า... 

“แฟนผู้กองเป็นผู้ชายเหรอ” หลังจากหายตกใจและปะติดปะต่อได้แล้วว่าทำไมผู้กองถึงใช้คำว่า ‘เขา’ แทนคำว่า ‘เธอ’ น้ำก็เข้าใจ 

“ใช่ ตกใจไหม” ผู้กองถาม เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ใครได้ยินแล้วจะยอมรับมันได้โดยง่าย 

“ทีแรกงง ต่อมาตกใจ ตอนนี้หายละ” น้ำตอบตามความรู้สึกของตัวเองที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ 

“ดีแล้ว” 

“ผู้กองโอเคนะ?” น้ำอยากรู้เรื่องอื่นๆ ด้วย แต่มารยาทและสามัญสำนึกมันค้ำคออยู่ เขาจึงทำได้เพียงถามอีกฝ่ายแค่นี้ 

“อืม ฉันไม่เป็นไร” ผู้กองเองก็ไม่คิดว่าจะได้ยินคำถามนี้เหมือนกัน ไม่เคยมีใครถามเขาว่าเป็นยังไง รู้สึกยังไง แม้กระทั่งวรันต์ คนรักเก่าของเขาเอง ก็ไม่เคยจะถามเขาสักคำว่าเขาโอเคหรือสบายดีหรือเปล่า ไม่มีเลยสักครั้ง 

“มีอะไรก็บอกผมมาได้ตลอดนะ” น้ำบอกอย่างเต็มใจ 

“เป็นห่วง?” 

“ใช่ ในฐานะเพื่อนมนุษย์” 

“เปล่าหรอก...ที่ถามว่าเป็นห่วงฉันหรือเปล่า เพราะไม่แน่ใจว่าเป็นห่วงหรืออยากรู้อยากเห็นกันแน่” 

“อย่ารู้ทันได้ไหมเล่า” น้ำโวยวายเมื่อเรื่องที่หว่านพืชหวังผลนั้นถูกจับได้ เขาเลยรีบขึ้นบันไดเข้าบ้านทันทีโดยไม่บอกลาอีกฝ่ายเพราะมันน่าอายที่ถูกมองออก แล้วยิ่งน่าโมโหไปอีกเมื่อได้ยินเสียงหัวเราะดังไล่หลังมา 

 

ทางด้านของวรันต์ หลังจากที่วางสายของคนรักเก่า เขาก็อยากจะทำลายข้าวของภายในห้องทิ้งให้หมด ผู้ชายคนนั้นมันเป็นใคร พี่ปรานต์ถึงให้มันมารับโทรศัพท์ได้ เขาจะต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา พี่ปรานต์จะไปจากเขาไม่ได้ เขาไม่ยอม และเขาไม่มีวันยกพี่ปรานต์ให้ใครเป็นอันขาด 

วรันต์ขอประกาศไว้ตรงนี้เลย! 

ชายหนุ่มอยากจะทึ้งหัวตัวเองให้หายโง่นัก เขาไม่น่าพลั้งปากท้าให้ปรานต์ต้องเลือกระหว่างเขากับงานเลย ปรานต์ใฝ่ฝันอยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็กจนบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้แล้ว ยังไงก็ต้องเลือกงานที่ตัวเองรักมากกว่าคนรักแน่นอน  

ตอนนั้นวรันต์เองก็มีชายหนุ่มหน้าใหม่เข้ามาติดพัน คนใหม่นั้นมีลักษณะภายนอกที่ดูแล้วน่าจะมีเงินทองไม่น้อยกว่าปรานต์ ยิ่งพอปรานต์บอกเขาว่าจะถูกย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดที่เข้าข่ายชนบทหรือหมู่บ้านเล็กๆ ยิ่งทำให้เขากลัวว่าจะถูกอีกฝ่ายขอให้ตามไปอยู่ด้วย เขาทนอยู่ที่นั่นไม่ได้หรอก ตอนที่ปรานต์เลือกงานมากกว่าเขา ตอนนั้นลึกๆ แล้วเขารู้สึกดีใจเหลือเกิน 

ชีวิตของวรันต์มันต้องเจิดจรัส ไม่ใช่ไปลำบากลำบนที่บ้านนอกคอกนาอย่างนั้น 

เขาโมโหที่เดินหมากผิด เพราะไม่คิดว่าผู้ชายคนใหม่มันก็มาแต่ตัวเหมือนกับเขานั่นแหละ กว่าจะรู้เช่นเห็นชาติก็ผ่านไปร่วมเดือน เผลอทิ้งเพชรงามในมืออย่างผู้กองปรานต์ไปเสียแล้ว ยังดีที่เขาไหวตัวทันว่าแฟนใหม่ของเขาเริ่มมีพฤติกรรมขอหยิบยืมเงิน จากหลักพันแล้วเริ่มเข้าหลักหมื่น ทีแรกก็คืนเงินเขาดีอยู่ พอเงินเป็นหมื่นก็เริ่มบ่ายเบี่ยงอ้างนั่นอ้างนี่ 

เขาแน่ใจแล้วว่ามันต้องไม่มีเงินแน่ๆ ทำไมเขาถึงแน่ใจน่ะเหรอ 

ก็เพราะ...นี่มันเป็นมุกเดียวกับเขา เวลาที่เขาขอเงินจากปรานต์น่ะสิ! 

วรันต์นึกย้อนกลับไป ยังจำได้ดีว่าวันนั้นเขากำลังเดินอยู่ในซอยกำลังจะกลับบ้าน ระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อรับสายเจ้าหนี้ที่ชอบโทรมาทวงเงินอยู่เป็นประจำ เขาไม่ได้หนีหนี้ ถ้ามีก็ให้ ถ้าไม่มีก็ไม่ให้ ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย จะทำอะไรเขาล่ะ เขาสะดวกแบบนี้ แต่จังหวะที่รับสายกลับถูกมอเตอร์ไซค์ฉกมือถือของเขาไปต่อหน้าต่อตา  

เขาไปถึงสถานีตำรวจก็แจ้งความกับร้อยเวรคนหนึ่ง แต่ด้วยความร้อนใจ วรันต์กลัวไม่ได้โทรศัพท์คืน ทั้งรู้ตัวว่าไม่ได้มีเงินมากมายอะไรนัก บ้านของเขายากจนแค่อยู่รอดไปวันๆ ตัวเขาเองเรียนไม่จบและไม่อยากทำงานด้วย งานหนักเงินน้อยเขาก็ไม่อยากทำ ถ้าต้องหาเงินมาซื้อโทรศัพท์ใหม่คงจะเดือดร้อนอย่างหนัก แต่ที่เขาห่วงมากที่สุดก็คือเบอร์โทรศัพท์ในเครื่องต่างหาก ถ้ามีลูกค้าโทรหาเขาไม่ติด เขาจะเอาเงินที่ไหนมาใช้กันล่ะ คิดแล้วก็อยากอาละวาดเพื่อระบายอารมณ์จริงๆ 

“แล้วคุณตำรวจจะจับตัวคนร้ายได้เมื่อไหร่” วรันต์ถามเสียงขุ่น ไร้หางเสียง ไม่มีความสุภาพใดๆ ตอนนี้เขาร้อนใจจะแย่แล้ว ความคุกรุ่นกำลังก่อตัวอยู่ภายใน 

“ทางเราจะรีบจับตัวคนร้ายมาให้ได้ครับ” ตำรวจตอบอย่างสุภาพ 

“ก็แล้วเมื่อไหร่ล่ะ” วรันต์เร่งอีก 

“ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนครับ” 

“ขั้นตอนอะไรล่ะ ผมอยากได้โทรศัพท์คืนเร็วๆ” วรันต์เริ่มเสียงดังจนคนรอบข้างมอง แต่เขาไม่อายหรอก เขาเรียนรู้มาว่าคนเรามักหน้าบางเพราะเกรงกลัวสายตาคนอื่น แต่เขาไม่กลัวเพราะมันจะทำให้เขาได้สิ่งที่ต้องการเร็วขึ้น 

“มีเรื่องอะไรเหรอ หมวด” เสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของวรันต์ทำให้ชายหนุ่มต้องเอี้ยวตัวหันไปมอง 

“คุณคนนี้มาแจ้งความว่าถูกกระชากโทรศัพท์จากคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ครับ หมวดปรานต์” ร้อยเวรรายงาน เพราะตอนนั้นร้อยเวรยศตำแหน่งเป็นร้อยตำรวจตรี แต่คนที่เขากำลังพูดด้วยนั้นยศสูงกว่าเขาหนึ่งขั้น  

วรันต์มองคนถามแล้วก็ถูกใจในรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณก็ดี แต่เสียดายที่เป็นแค่หมวดต๊อกต๋อย มาดแบบนี้น่าจะมียศใหญ่กว่านี้ คิดแล้วก็เสียดาย แต่ถ้าเขาจีบคนนี้ติดแล้วเอาไว้ควงโชว์เพื่อนๆ ก็น่าจะถูกอิจฉาไม่น้อย วรันต์ส่งยิ้มหวานให้ผู้หมวดที่มาใหม่ 

เขาดูออกว่าผู้ชายตรงหน้าก็มีรสนิยมประเภทเดียวกับเขา 

วรันต์หาทางตีสนิทผู้หมวดคนนี้โดยใช้เรื่องคดีเป็นข้ออ้าง จนในที่สุดปรานต์ที่ตอนนั้นยังเป็นแค่ผู้หมวดก็ใจอ่อน เขาไม่ค่อยรู้เรื่องของปรานต์มากนักเพราะอีกฝ่ายไม่ค่อยพูดถึงเรื่องตัวเองเท่าไหร่ วรันต์จึงรบเร้าขอให้ปรานต์พาเขาไปกราบคุณพ่อคุณแม่ของอีกฝ่ายสักครั้ง อย่างน้อยสภาพของตัวบ้านหรือสภาพแวดล้อมก็น่าจะบ่งบอกว่าเขาควรจะทำยังไงต่อกับความสัมพันธ์ทั้งคู่ และอย่างที่คิด ปรานต์ไม่ได้ขัดใจ 

บ้านหลังใหญ่เด่นตระหง่าน กินพื้นที่ไม่รู้กี่ไร่ต่อกี่ไร่ กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา วรันต์คิดในใจว่าบุญหล่นทับเขาแล้ว ถ้าอยู่กับปรานต์ไปได้ตลอด ยังไงเขาก็ไม่มีวันอดตาย นอกบ้านดูโอ่อ่ายิ่งใหญ่ พอเข้าไปในบ้านก็ยิ่งตะลึง ตื่นตากับเฟอร์นิเจอร์เครื่องใช้ที่ล้วนเป็นของดีมีราคา ยังไม่นับของเก่าที่วางโชว์ หรือรูปภาพที่แขวนไว้ มูลค่าคงตีเป็นตัวเลขไม่ได้ 

“สวัสดีครับ ผมชื่อวรันต์” วรันต์ยกมือไหว้บิดามารดาของปรานต์ เขาทำหน้าเลิ่กลั่กเล็กน้อยเพราะคนทั้งคู่ดูมีอายุค่อนข้างมาก ดูไม่น่าจะเป็นพ่อแม่ของปรานต์เลยด้วยซ้ำ  

“ไหว้พระเถอะจ้ะ น้องรัน แปลกใจหรือเปล่า พ่อกับแม่ดูเป็นปู่ย่าของตาปรานต์ใช่หรือเปล่าจ๊ะ” คุณหญิงรับไหว้พร้อมกับยิ้มแย้ม ดูเป็นมิตรกับแฟนของลูกชาย พลางเอ่ยถามราวกับเจอเรื่องพวกนี้เป็นปกติ 

“ปะ...เปล่าเลยครับ” วรันต์ปฏิเสธ ใครจะกล้ายอมรับกันล่ะ 

“ปรานต์ เขาเป็นลูกหลงจ้ะ หลังจากที่แม่คลอดตาปรัชญ์ พี่ชายของปรานต์เขาน่ะ แม่ก็พยายามมีลูกให้พ่อเขาอีกคน พยายามทุกทางจนหมดหวัง ไม่นึกว่าผ่านมาอีกสิบห้าปี ฟ้าจะส่งปรานต์มาเกิดจ้ะ” 

“อ่า...เหรอครับ” 

“ทุกคนเลยรุมเอาใจกันใหญ่เลยละ ยิ่งพ่อกับพี่ชายเขานะ ทั้งรักทั้งหลงเขาเลย” คุณหญิงเล่าด้วยความเอ็นดูในตัวบุตรชาย 

“มีแต่ผมเสียที่ไหนที่เห่อลูก คุณเองก็ใช่ย่อย ประคบประหงมตาปรานต์จนเกือบจะเสียคน ยิ่งพอรู้ว่าอยากเป็นตำรวจ ใครกันล่ะที่ร้องไห้จนเหนื่อย กลัวลูกจะเจ็บตัว” คุณปราชญ์ เจ้าของบ้านทนอยู่เฉยไม่ไหวเลยพูดชี้แจงขึ้นบ้าง 

“พ่อกับแม่อย่าเล่าเลยครับ รันเขางงไปหมดแล้ว” ปรานต์รู้สึกเขินที่พ่อกับแม่พูดเรื่องของเขาให้คนรักฟัง 

“ไม่เป็นไรครับ น่ารักดี คุณแม่เล่าเยอะๆ สิครับ พี่ปรานต์เขาไม่ค่อยเล่าเรื่องตัวเองให้รันฟังเลย” วรันต์ตอบพลางประจบมารดาอีกฝ่าย ในใจก็คิดว่าเขาช่างโชคดีอะไรเช่นนี้ พ่อแม่ทั้งรุมรักตามใจ เขาคงจะหาเงินจากอีกฝ่ายได้ไม่ยาก 

บทสนทนาดำเนินต่อไปได้อย่างไหลลื่นเพราะวรันต์เป็นคนคุยเก่งอยู่แล้ว เขาชวนเจ้าของบ้านและทุกคนคุยโดยไม่มีอาการเก้อเขินแต่อย่างใด ปรานต์เห็นอย่างนั้นก็เบาใจที่วรันต์เข้ากับครอบครัวของเขาได้ นอกเสียจากสายตาของคนอาบน้ำร้อนมาก่อนทั้งสองคนที่พอจะมองออกว่าเรื่องที่วรันต์คุย มีแต่เรื่องทรัพย์สิน หุ้น บริษัทของบ้านนี้ต่างหากล่ะ 

แต่...เอาเถอะ คุณหญิงถือคติว่าลูกเรารักใคร เราก็ต้องรักด้วย 

“พี่ปรานต์ วันนี้ว่างหรือเปล่าครับ” วรันต์โทรหาคนรักในวันหนึ่งพร้อมหยอดน้ำเสียงหวานลงไปเล็กน้อย 

“วันนี้พี่ว่างช่วงบ่าย ตอนเช้าพี่จะพาคุณแม่ไปโรงพยาบาลก่อนครับ” 

“คุณแม่เป็นอะไรหรือครับ” วรันต์ถามไปตามมารยาท แสร้งใส่ความร้อนรนลงไปด้วย ปรานต์ได้ยินก็ดีใจที่คนรักเป็นห่วงมารดาของเขา 

“คุณแม่สบายดี พี่พาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพประจำปีเฉยๆ”  

“เหรอครับ โล่งอกไปที” 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวช่วงบ่าย พอส่งคุณแม่เสร็จแล้วให้พี่เข้าไปรับที่บ้านไหม” ปรานต์เสนอตัวเหมือนเช่นเคย  

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวรันให้คนที่บ้านไปส่ง พี่ปรานต์อย่าลำบากเลย ไปเจอกันที่...นะครับ” วรันต์เลือกปฏิเสธเหมือนทุกครั้งพร้อมกับบอกสถานที่ จะให้อีกฝ่ายมาเห็นบ้านซอมซ่อของเขาได้ยังไง ความก็แตกกันพอดี 

... 

“รันจะดูคอนโดเหรอ” สถานที่นัดหมายของวรันต์คือโชว์รูมคอนโดแห่งหนึ่ง 

“ครับ ที่อยู่เดิมมันแคบ แล้วของรันก็เยอะ เข้าไปดูกันนะครับ” 

“เอาสิ พี่ไม่ค่อยมีความรู้เรื่องพวกนี้ รันอาจจะเบื่อ แต่ถ้ารันอยากดูก็เข้าไปดูกันก็ได้ครับ” 

“ครับ” วรันต์ตอบพลางกดจมูกบนแก้มอีกฝ่ายเพื่อเอาใจ แผนการแรกกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี 

“ชอบหรือเปล่า” เดินดูห้องตัวอย่างจนครบ ปรานต์ก็เอ่ยถามวรันต์ 

“ชอบครับ แต่...”  

“หืม? อะไรเหรอ” 

“รันอยากย้ายตอนนี้เลย แต่ติดว่าคุณแม่อยากให้รันขายห้องเก่าให้ได้ก่อน บ่นว่าไม่อยากให้รันเคยตัว ได้ของอะไรมาง่ายๆ รันเลยต้องรอขายห้องก่อน แล้วสมัยนี้ห้องก็ขายยากเหลือเกิน” วรันต์ตีหน้าเศร้า ห้องเหิ้งเขามีที่ไหนกันล่ะ มันก็เป็นแค่ข้ออ้างในการ ‘ขอ’ เท่านั้นแหละ 

“มีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่า” 

“คือ...รันอยากจะขอยืมเงินพี่ปรานต์ก่อน ระหว่างนี้รันจะผ่อนกับพี่เอง แล้วถ้าห้องขายได้เมื่อไหร่ รันจะโอนเงินคืนให้พี่หมดเลย ได้ไหมครับ” วรันต์สบโอกาสเหมาะรีบบอกความต้องการพร้อมกับช้อนตามองปรานต์ ดวงตาและท่าทางแบบนี้ใช้ได้ผลทุกครั้ง แม้ครั้งนี้จะเป็นเงินมูลค่าสูงไปหน่อย แต่วรันต์ก็มั่นใจว่าปรานต์ไม่น่าจะติดใจเรื่องเงิน 

“อืม...เอาอย่างนั้นเหรอ” 

“นะครับ รันอยากได้จริงๆ” วรันต์ส่งลูกอ้อนไปอีกหนึ่ง 

“ตกลง ถ้าอย่างนั้นรอแป๊บนะ พี่ไปหยิบสมุดเช็คที่รถก่อน” 

“ขอบคุณครับ พี่ปรานต์ใจดีที่สุดเลย วันนี้รันจะดูแลพี่ปรานต์อย่างดีเลยนะครับ” วรันต์กระโดดกอดพร้อมทั้งหอมแก้มอีกฝ่ายโดยไม่ได้สนใจสายตาคนรอบข้าง โชคดีว่าทั้งคู่อยู่ในห้องตัวอย่างและพนักงานที่มาแนะนำก็เพิ่งเดินออกไปเมื่อครู่นี้ 

“ไม่เป็นไร พี่เต็มใจ” 

ในที่สุดเช็คใบนั้นก็มาอยู่ในมือของวรันต์ คนรักของเขาใจดีบวกเงินค่าตกแต่งมาให้ด้วย วรันต์มองตัวเลขเจ็ดหลักในกระดาษใบนั้นแล้วก็ยิ้มให้กับความโชคดีของตัวเอง เห็นตัวเลขแล้วก็พลันเสียดาย ด้วยกลัวว่าปรานต์จะไม่มีเงินสดจ่ายค่าคอนโด เขาเลยเลือกไกลเมืองออกมาหน่อย ราคาจะได้ถูกลง แต่ที่ไหนได้อีกฝ่ายกลับมีสมุดเช็คพร้อมเซ็นอยู่ในรถ น่าจะเอาที่แพงกว่านี้อีกนิด ถ้าอย่างนั้น...ของชิ้นใหม่ รถยนต์ต้องราคาสูงสักหน่อยล่ะ 

วรันต์หาวิธีเอาเงินจากปรานต์มาได้ไม่น้อย ไม่ว่าจะทำเป็นขอยืม ทำเป็นเงินขาดมือกะทันหัน สารพัดจะงัดข้ออ้างต่างๆ นานามาใช้ ตั้งแต่คบกับอีกฝ่ายทำให้เขาไม่ต้องรับลูกค้าอีกเลย เพราะปรานต์จ่ายให้เขามากกว่าเสี่ยพวกนั้นเสียอีก เขาอยากได้อะไร ปรานต์ก็ซื้อให้โดยไม่เคยขัด แม้แต่เรื่องบนเตียง เห็นผู้หมวดนิ่งๆ แบบนั้น ลีลาแพรวพราวไม่เบา ถ้าจะมีข้อเสียก็คงเป็นเรื่องเดียว... 

ปรานต์น่าเบื่อเกินไป ผู้หมวดหนุ่มใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่ค่อยแสดงฐานะของตัวเอง วันๆ ทำแต่งาน ทำให้คนชอบเข้าสังคมอย่างเขารู้สึกอึดอัดไม่น้อย ยิ่งเวลาไปเที่ยวกลางคืน ปรานต์จะทำหน้าที่แค่มารับเขากลับคอนโดเท่านั้น แต่ไม่เข้ามาร่วมวงด้วย มันทำให้เขาค่อนข้างเบื่อชีวิตที่ไร้รสชาติของคนรัก 

ชายหนุ่มเคยคิดที่จะตีตัวออกหากจากปรานต์หลังจากได้ทั้งคอนโดและรถเพราะความเบื่อ แต่เขาก็ตัดใจเลิกกับอีกฝ่ายไม่ลงสักที เพราะข้อดีของผู้หมวดปรานต์ทำให้เขาลังเล 

เพราะผู้หมวดนั้นโง่... 

โง่ให้เขาหลอกง่ายเหลือเกิน 

ถ้าเขาหาข้าวสารถังใหม่ได้เมื่อไหร่ เขาคงจะสลัดผู้ชายคนนี้ไปอย่างไม่ไยดี วรันต์มั่นใจว่าเขาฉลาดดูคนออก แต่เขาก็พลาดที่คิดว่าถังใหญ่ใบใหม่นั้นจะมีข้าวสารเต็มถัง แต่พอเปิดดูกลับพบว่าเป็นถังเปล่า ซ้ำถังใบเก่า เขาก็เทข้าวสารทิ้งไปจนหมดแล้ว 

ตอนนี้เขาจึงไม่เหลือข้าวสารสักถัง 

 

พอขึ้นบันไดบ้านมาไอ้น้ำก็ข่มอาการเขินของตนเองเอาไว้ได้ จึงเดินไปเคาะประตูห้องเพื่อเข้าไปหามารดา ตั้งใจจะถามไถ่อาการอีกครั้ง เคาะได้สองสามครั้งก็ยังเงียบ เขาจึงตัดสินใจเปิดประตูเข้าไป พบแม่น้อยนอนหลับอยู่แต่เหงื่อผุดซึมเต็มหน้าผาก น้ำเห็นก็เอะใจ รีบจับตัวแม่น้อย ตัวเย็นเฉียบ เขาจะต้องรีบพาแม่ไปโรงพยาบาลเดี๋ยวนี้! 

เขาต้องรีบหารถเพื่อพาแม่ไปในเมืองอย่างเร่งด่วน นี่เป็นข้อเสียที่เขาลืมคิด ไม่ซื้อรถยนต์ไว้ติดบ้าน เขาน่าจะคิดได้ พอมาถึงนาทีฉุกเฉินแบบนี้ มันก็ไม่ทันแล้ว 

“แม่ แม่ แม่จ๊ะ ตื่นสิแม่ แม่ตื่นขึ้นมาก่อน แม่อย่าเป็นอะไรนะ ฉันอยู่ไม่ได้นะแม่” น้ำตะโกนปลุกแม่เสียงดังพร้อมเขย่าตัวไปด้วย แต่มารดาก็ยังไม่ได้สติ เขาร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูก 

“เกิดอะไรขึ้น น้ำ” ผู้กองหนุ่มที่กำลังจะเดินกลับบ้านพักได้ยินเสียงของน้ำดังลั่นบ้าน เขาจึงรีบวิ่งขึ้นบันไดมาดูตามต้นเสียง 

“แม่...แม่เป็นอะไรไม่รู้ ตัวเย็นเฉียบเลย” น้ำรีบบอกผู้กอง 

“รอฉันอยู่นี่ เดี๋ยวฉันไปเอารถก่อน” 

“อือ มาเร็วๆ นะ” เขาออกคำสั่งกับคนที่มีน้ำใจช่วยเหลือ แต่นาทีนี้น้ำไม่สนใจแล้ว ความปลอดภัยของแม่น้อยสำคัญที่สุด 

ไม่รู้ว่าผู้กองรีบไปแค่ไหน ถึงขับรถมาจอดหน้าบ้านเขาได้ภายในเวลาไม่กี่นาที แต่เขารู้สึกว่าการรอคอยนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน เขากำลังจะขาดใจเพราะผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด  

ความเจ็บปวดกัดกินใจเขาอย่างรวดเร็ว มันทรมานเหลือเกิน ความรู้สึกนี้เทียบไม่ได้เลยกับตอนที่เขาอกหักจากผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งผ่านเข้ามาในชีวิต คนที่เขาเคยคิดว่ารักมากที่สุดเช่นกัน 

น้ำอุ้มแม่น้อยลงบันไดไปขึ้นรถที่เปิดประตูด้านหลังรอไว้อยู่แล้ว เขาขึ้นนั่งด้านหลังโดยมีแม่นอนหนุนตัก ชายหนุ่มลูบเนื้อลูบตัวมารดาพลางเรียกอีกฝ่ายเป็นระยะ หวังให้แม่น้อยได้ยินเสียงของตนเอง 

“น้ำ” เสียงเรียกดังมาจากผู้กองที่กำลังขับรถให้ 

“หือ?” น้ำตอบรับโดยไม่ละสายตาจากแม่น้อยเลย 

“อย่าร้องไห้เลย แม่น้อยไม่เป็นไรหรอก” ผู้กองปลอบ 

น้ำไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังร้องไห้ จนกระทั่งผู้กองทักขึ้นมา 

 

ความคิดเห็น