nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 11

คำค้น : นิยายวาย,นิยายเเปล

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 600

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2562 09:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11
แบบอักษร

 

ตอนที่ 11 

 

หวยออกได้ไม่กี่วัน ไอ้น้ำก็ไปทำบุญที่วัดอีกครั้ง คราวนี้แม่น้อยปวดท้องตั้งแต่เช้ามืดเลยให้บุตรชายมาวัดตามลำพังเพราะไม่อยากให้ของที่เตรียมถวายพระตั้งแต่เมื่อคืนต้องเสียความตั้งใจ เมื่อถึงวัดไอ้น้ำก็รีบปฏิบัติตัวและทำตามขั้นตอนอย่างทุกครั้งที่มาวัด 

น้ำมองซ้ายมองขวาหาใครสักคนในศาลาวัด เขากำลังหาตัวช่วย และตอนนี้ก็เจอเป้าหมายนั่งถัดจากข้างหลังเขาไปสักสามแถวนี่เอง 

“ผู้กอง...เดี๋ยวก่อน” ไอ้น้ำเห็นผู้กองเดินเข้ามาใกล้จึงเรียกอีกฝ่ายไว้ ในขณะที่เรียกก็รีบเทน้ำลงบริเวณใต้ต้นไม้ภายในวัด 

“ครับ?” ไอ้น้ำไม่ค่อยชินเวลาที่ผู้กองพูดจาสุภาพแบบนี้สักเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไมใจมันสั่นแปลกๆ บอกไม่ถูก 

“เรื่อง...” น้ำยังพูดไม่จบก็ถูกผู้กองพูดแทรกเสียก่อน 

“อืม ฉันกำลังจะมาถามนายอยู่พอดี ไม่เห็นส่งข้อความมาสักที สะดวกที่ไหน” ผู้กองหนุ่มพูดต่อ คราวแรกน้ำยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แล้วเขาก็คิดได้เองว่าคงเป็นเรื่องคดีคุณพัดเป็นแน่ แต่เรื่องที่เขาจะพูดมันไม่ใช่เรื่องนี้สักหน่อย เป็นเรื่องของแม่ตะเคียนต่างหาก 

“ไปส่งที่บ้านหน่อย จะไปเอาของ แล้วเดี๋ยวเดินไปท่าน้ำหน้าวัดด้วยกัน ตกลงปะ” น้ำเนียนหาคนไปเป็นเพื่อนเอาชุดไทยไปให้แม่ตะเคียน  

“ได้” ผู้กองคิดว่าน้ำคงหาสถานที่คุยจึงตอบตกลงโดยไม่รู้ว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือ 

“แม่เด็กเป็นยังไงบ้าง” ออกเดินจากวัดไปที่บ้านน้ำด้วยกันสักครู่ ผู้กองก็ถามขึ้น 

“แม่เด็ก?” น้ำไม่เข้าใจ ผู้กองหมายถึงใคร 

“ก็แม่เด็กที่นายเคยยืมเงินฉันให้เด็กไป จำได้ไหม” ปรานต์ทวนความจำให้ 

“อ๋อ...สบายดี ตอนนี้กลับไปทำงานแล้วละ” แม่ของไอ้ไก่ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรมาก พอได้กินยา นอนหลับพักผ่อน กินอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายก็ฟื้นฟู แต่น้ำขี้เกียจขยายความให้คนที่ถามฟังเพิ่ม 

“อย่างนั้นก็ดี” 

“รอตรงนี้แป๊บนะ เดี๋ยวผมไปหยิบของก่อน” ไอ้น้ำบอกผู้กองหนุ่มแล้วก็ผลุบหายขึ้นไปบนบ้าน ได้ยินเสียงคนที่เพิ่งหายไปกำลังคุยกับแม่ 

“แม่เป็นยังไงบ้าง หายปวดท้องหรือยังจ๊ะ กินข้าวกินยาหรือยัง” น้ำถามมารดาด้วยความเป็นห่วง แม่ของเขาไม่ค่อยป่วยเท่าไหร่นัก  

ผู้กองที่ยืนรออยู่ด้านล่างได้ยินเสียงคนข้างบนคุยกับมารดาก็คลี่ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ...จะว่ายังไงดีล่ะ เขาชอบเวลาครอบครัวนี้คุยกัน คำพูดไม่ได้อ่อนหวานแต่มันกลับเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างล้นเหลือ ไม่ใช่ว่าบ้านของเขาจะไม่รักกัน แต่แต่ละคนงานยุ่งเหลือเกินจึงต้องฝากคนอื่นในบ้านเป็นหูเป็นตาแทนให้ 

“ดีขึ้นแล้ว ข้าเพิ่งกินข้าวไปเมื่อตะกี้เอง” น้ำเสียงของแม่น้อยติดจะแหบเล็กน้อย เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่สบาย ผู้กองไม่แน่ใจว่าถ้าขึ้นไปหาแม่ของน้ำในเวลานี้จะเหมาะหรือเปล่า เพราะแม่น้อยอาจไม่พร้อมรับแขกก็ได้ อย่างนั้นเขาควรรอถามน้ำก่อนน่าจะดีกว่า 

“ทำไมจู่ๆ ถึงปวดท้องได้ กินอะไรผิดสำแลงหรือเปล่า แม่ไปหาหมอไหม เดี๋ยวฉันพาไป” 

“ปวดท้องธรรมดา เอ็งไม่ต้องสนใจหรอก” แม่น้อยอธิบายเพิ่ม  

“งั้นวันนี้ไม่ต้องเข้าไปที่สวนล่ะ ถ้าฉันกลับมาแล้วไม่เจอแม่อยู่บ้าน ฉันจะตามไปตีแม่ถึงที่สวนเลย” ไอ้น้ำขู่ 

“ไอ้ลูกคนนี้ ข้าเป็นแม่เอ็งนะโว้ย จะกล้ามาตีข้าได้ยังไง”  

“ไม่รู้ละ แม่บอกเองถ้าดื้อก็ต้องถูกตี” น้ำย้อนคำพูดของมารดาเวลาที่เขากับน้ำฝนนั้นดื้อรั้นหรือแสดงฤทธิ์เดชต่อมารดา 

“ไม่เหมือนกันนี่หว่า” 

“ครอบครัวเดียวกัน กฎเดียวกันทั้งบ้านจ้ะ แม่นอนพักก่อน ถ้าไม่ไหวโทรบอกฉันทันทีเลยนะ เดี๋ยวฉันกลับมา แป๊บเดียว” 

“แล้วเอ็งจะไปไหน” 

“นี่ไง แม่ตะเคียนขอไว้” น้ำชูชุดไทยที่ใส่ไม้แขวนเสื้ออย่างดีซึ่งเขาไปซื้อมาหลังหวยออกได้สองสามวัน ทว่าผู้กองที่ได้ยินบทสนทนานั้นต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยว่าน้ำพูดถึงอะไร 

“อืม ขอเลขมาด้วยล่ะ” 

“ยังจะห่วงหวยอีก นอนได้แล้ว ฉันไปนะ” 

“เออ” 

“โทษทีที่ให้รอนาน พอดีแม่ผมไม่ค่อยสบาย เป็นห่วงเลยถามไถ่ก่อนออกมา” น้ำรีบกระวีกระวาดลงบันไดพร้อมยกมือขึ้นสูงเพื่อไม่ให้ชุดไทยต้องเลอะ และผู้กองก็เข้าใจแล้วว่าคำว่า ‘นี่ไง’ ของน้ำหมายถึงอะไร 

“ไม่เป็นไร ฉันควรขึ้นไปไหว้แม่น้อยไหม” ผู้กองถาม 

“อย่าเพิ่งเลย ถ้าผู้กองขึ้นไป แม่ก็ต้องลุกมาต้อนรับด้วยความเกรงใจอีก ให้แกนอนสบายๆ เถอะ” 

“อืม แล้วนี่อะไร” ผู้กองชี้ไปยังชุดไทยที่ไอ้น้ำถือมา 

“ชุดไทยไง ไม่รู้จักเหรอ” น้ำย้อนถาม 

“รู้จัก แต่เอามาทำไม” ผู้กองอยากจะกลอกตาให้คำตอบที่กลายเป็นคำถามของอีกฝ่ายนั้นเหลือเกิน 

“เอาไปให้แม่ตะเคียน ตรงเรือไม้ที่ไปขูดหวยเมื่อวันก่อนอะ” 

“อ้อ... ทำไมต้องเอาไปให้ด้วยล่ะ” 

“อยากให้ โอเคไหม” น้ำอยากพูดว่าเลิกถามได้ไหม มันเรื่องของเขา แต่ก็ดูจะเสียมารยาทเกินไป เขาเลยเดินนำอีกฝ่ายออกจากบ้านทันทีเพื่อตัดบท 

“โอเค” ปรานต์ดูจะเข้าใจว่าน้ำไม่อยากพูด เขาจึงเดินตามไปขนาบข้าง 

“ฉันถือให้ไหม” ผู้กองถามเพราะเห็นท่าทางของน้ำที่ต้องชูแขนขึ้นเพื่อไม่ให้ชุดไทยระพื้นดิน เขาตัวสูงกว่าน้ำพอประมาณ น่าจะถือได้สบายกว่า 

“ไม่เป็นไร เกรงใจ” น้ำตอบพลางบ่นตัวเองในใจ ไม่น่าซื้อชุดที่ยาวที่สุดเลย ใครจะไปรู้ว่าแม่ตะเคียนตัวสูงเท่าไหร่กันล่ะ จะซื้อตัวสั้นหน่อยก็กลัวไม่สวย แถมสไบก็จะสั้นไปด้วย 

“ฉันถือให้ดีกว่า ชุดจะได้ไม่เปื้อน” ผู้กองยืนยันคำเดิม 

“ขอบคุณครับ” น้ำเลิกเล่นตัว เลิกเกรงใจ ยื่นชุดไทยให้อีกฝ่าย เพราะเขาก็อยากให้แม่ตะเคียนได้ใส่ชุดสวยๆ ไม่เลอะเปรอะเปื้อนเหมือนกัน ซ้ำพอเห็นหน้าของผู้กองตอนที่เอ่ยปากจะช่วย ไอ้น้ำก็รู้ได้ว่าผู้กองยินดีช่วยจริงๆ ทั้งแววตาและน้ำเสียงไม่ได้ประชดประชันหรือรำคาญอะไรเขาเลย 

“เรื่องคดี” ผู้กองรับชุดไทยไปถือแล้วก็ถามถึงคดีคุณพัด ไอ้น้ำหันไปมองอีกฝ่ายก็เห็นว่าคนมีน้ำใจถือง่ายกว่าเขาจริงๆ  แค่ยกแขนนิดหน่อย สไบก็สูงจากพื้นพอสมควร ทำให้เขารู้สึกผิดเล็กน้อยที่พูดตัดบทด้วยความรำคาญตอนผู้กองถามว่าเขาเอาชุดไทยไปให้แม่ตะเคียนทำไม 

“ผมเอาชุดไทยไปให้แม่ตะเคียนเพราะรับปากแม่ตะเคียนว่าจะเอาชุดไทยไปให้ ส่วนเรื่องคดี เท่าที่ผมฟังๆ ถามๆ คนในตลาดมา เรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ ป้าสอนก็ใจดีกับคุณพัดอยู่นะ มีแต่พี่สินที่ชอบทุบตีคุณพัดด้วยความหึงหวง” ไอ้น้ำพูดโดยไม่มองหน้าผู้กอง เอาแต่มองทางข้างหน้า ผู้กองได้ยินก็ยิ้มนิดๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหน้านิ่ง สุดท้ายน้ำก็ยอมอธิบายเรื่องชุดไทย เด็กแสบนี่ให้พูดเฉยๆ คงจะกลัวเสียหน้าสินะ 

“อืม แล้วไงอีก” ผู้กองปรานต์ตอบเสียงขรึมกลบเกลื่อน ทำให้น้ำรู้สึกไปว่าเวลานี้อีกฝ่ายคงจริงจังกับข้อมูลเรื่องงาน น้ำเหลือบมองผู้กอง เห็นเพียงใบหน้าด้านข้าง ดวงตาที่มองตรงไปด้านหน้า ไม่ได้มองมายังเขา กับริมฝีปากที่หุบสนิท  

คิดในใจต่อว่า น่ากลัวเหมือนกันแฮะ 

“แฟนเก่าคุณพัดกลับมาวนเวียนอยู่แถวบ้านป้าสอน หลังจากที่คุณพัดโดนพี่สินทุบตีบ่อยๆ  คนในตลาดพูดว่าคุณไม้ แฟนเก่าคุณพัดน่ะ คงกลับมาเพราะเป็นห่วงคุณพัด เพราะทั้งสองคนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก” 

“หมายถึงจากเพื่อนกลายเป็นแฟน แล้วก็กลับมาเป็นเพื่อนใช่ไหม” ผู้กองทวนตามความเข้าใจพร้อมคิดตามไปด้วย 

“ใช่” 

“อย่างนั้นสองคนนี้คงยังติดต่อกันอยู่เสมอ” 

“ลุงขายขนมในตลาดบอกแบบนั้นนะ” ไอ้น้ำบอก เรื่องพวกนี้คือเรื่องที่เขาได้ยินมาทั้งนั้น ไม่ใช่มาจากเขาคิดเอง 

“อืม” 

“คุณได้เรียกคุณไม้มาสอบปากคำหรือยังล่ะ” 

“เรียกมาแล้ว พอให้ปากคำเสร็จ หลังจากนั้นเขาก็หายไป” 

“อย่างนั้นเหรอ ผู้กองสงสัยคุณไม้หรือเปล่า” น้ำถามด้วยความอยากรู้ 

“เวลานี้ใครก็น่าสงสัยทั้งนั้น มีเรื่องอื่นอีกไหม” ผู้กองตอบกำกวมอีกแล้ว ไอ้น้ำรู้สึกเซ็ง นึกว่าจะได้รู้อะไรเพิ่ม 

“ก็...หลังจากที่คุณพัดตาย วันต่อมาไอ้สัน หลานป้าสอน ก็ไปซื้อยาทาที่ร้านขายยา” น้ำเล่าต่อ 

“รู้ได้ยังไง” ผู้กองนิ่วหน้าพลางถาม 

“ผมได้ยินเภสัชกรถามไอ้สันที่มาซื้อขนมในตลาดว่าอาการดีขึ้นไหม แต่ไอ้สันไม่ตอบ ผมเห็นว่าแปลกๆ เลยถามเภสัชกร เขาก็เล่าให้ฟัง” 

“รู้ไหมว่าซื้อยาอะไร” 

“ไม่รู้อะ ผมไม่ได้ถาม” น้ำขมวดคิ้ว “อยากรู้เพิ่มเหรอ ไว้จะไปถามให้”  

“ไม่เป็นไร นายทำงานเก่งมาก ไว้ฉันจะเรียกเภสัชกรคนนี้มาให้ปากคำ” ผู้กองปรานต์เอ่ยชมคนสืบข่าวคนนี้ ทำเอาไอ้น้ำอดยิ้มหน้าบานไม่ได้ เหมือนตัวเองทำงานสำเร็จลุล่วง  

ผู้กองเองก็ดีใจเช่นกัน เพราะเภสัชกรคนนี้เป็นตัวละครใหม่ในคดี อาจจะมีเบาะแสให้เขาสืบเพิ่มมากกว่าเดิม ตอนนี้จ่าสมคิดและจ่าสมหมายต่างผลัดกันไปเฝ้านายไม้ ทำให้ผู้กองทำงานไม่ค่อยถนัดนักเพราะขาดลูกมือ แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีอะไรคืบหน้า 

 

“ถึงแล้ว ขอชุดไทยคืนด้วย” น้ำบอกเมื่อปลายเท้าหยุดอยู่ที่เรือของแม่ตะเคียน 

“...” ผู้กองหนุ่มยื่นให้โดยอัตโนมัติ ขณะสมองกำลังคิดอย่างหนักเกี่ยวกับเรื่องคดี ทำไมสันถึงไปซื้อยาที่ร้าน และยาที่ว่านั่นเป็นยาอะไร 

ไอ้น้ำถือชุดไทยแล้วมองหาที่ที่พอจะแขวนชุดไทยได้แล้วก็แขวนให้ 

“ขอบใจจ้ะ พ่อน้ำ วันนี้ก็พาแฟนรูปหล่อมาหาฉันอีกแล้วหรือ”เสียงเย็นๆ ของแม่ตะเคียนดังขึ้น ไอ้น้ำขนลุกซู่ทันที ซ้ำอากาศบริเวณนี้ยังเย็นลงอย่างรวดเร็ว 

“ทำไมจู่ๆ อากาศถึงหนาว” แม้แต่ผู้กองที่กำลังคิดเรื่องคดีอยู่ยังต้องชะงักเมื่อรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของอากาศ 

“พูดขึ้นมาแบบนี้ ฉันกลัวนะ ทำไมฉันต้องได้ยินเสียงแม่ตะเคียนคนเดียวด้วยล่ะ” อารามตกใจ น้ำรีบจับมือผู้กองแน่น มือของไอ้น้ำเย็นจนผู้กองรับรู้ได้ทันที เขาจึงบีบมืออีกฝ่ายตอบ และก็ได้ยินเสียงคนที่เขากำลังจับมืออยู่พูดลอยๆ ออกมา 

‘พูดคนเดียวงั้นหรือ’ผู้กองหนุ่มคิดในใจ 

“พ่อน้ำเป็นคนจิตใจดีจ้ะ ฉันเลยสื่อจิตกับพ่อได้ง่าย”แม่ตะเคียนตอบ 

“ฉันไม่ได้เป็นคนจิตใจดีหรอกนะ แม่ตะเคียน แล้วรู้ไหมงวดนี้สามตัวที่ให้มาไม่เห็นถูกเลย” ไอ้น้ำกล่าวโทษแม่ตะเคียนด้วยเสียงไม่ดังนัก แต่เงียบขนาดนี้ คนยืนอยู่ใกล้ๆ ย่อมได้ยิน 

‘คุยกับใคร’ผู้กองสงสัย 

“ฉันขอโทษจ้ะ แต่สองตัวก็ถูกนี่จ๊ะ” แม่ตะเคียนขอลุแก่โทษด้วยความรู้สึกผิด 

“ก็ใช่ งั้นเอางวดหน้ามาแก้ตัวเลย ถ้าถูกเดี๋ยวเอาชุดไทยมาถวายอีก” น้ำบอกให้แม่ตะเคียนบอกเลขไถ่โทษมา 

“ไม่ไหวละพ่อ ฉันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ” แม่ตะเคียนบ่น 

“อะไรกันเล่า ให้หวยไม่ถูกยังกล้าเหนื่อยอีกเหรอ” น้ำต่อว่าทั้งที่ในใจก็กลัวอยู่เหมือนกัน ถ้าแม่ตะเคียนโกรธขึ้นมาเขาจะทำยังไง 

ผู้กองได้ยินเสียงของน้ำ แต่ไม่ได้ยินเสียงคู่สนทนา 

“อย่าโกรธฉันเลยนะพ่อน้ำ” 

“ฉันล้อเล่นจ้ะ รู้ไหมว่างวดที่แล้วเพราะเลขของแม่ตะเคียน เด็กที่ชื่อไอ้ไก่มันเลยถูกหวยมีเงินให้แม่มันไปหาหมอ” น้ำบอกความดีความชอบของแม่ตะเคียนให้เจ้าตัวฟัง 

มาถึงตรงนี้ ผู้กองคิดว่าเขากำลังเข้าใจอะไรได้รางๆ แล้วล่ะ มือที่เย็นเฉียบและคำพูดของอีกฝ่ายนั้นบอกเขาได้เป็นอย่างดี 

“จริงหรือจ๊ะ ดีแล้วละ” 

“วันนี้ทำบุญกรวดน้ำไปให้ ได้รับหรือเปล่า” 

“ได้รับจ้ะ ขอบใจพ่อมากนะ ชุดไทยนี่ด้วย” 

“ไม่เป็นไร ขอหวยแม่นๆ ก็พอ ฉันคงไม่ได้มาบ่อยหรอก เพราะแม่ตะเคียนกับฉันอยู่คนละโลกกัน” น้ำตอบด้วยเสียงหวาดๆ 

“นึกว่าไม่กลัวฉันแล้ว ดูพ่อหนุ่มข้างหลังยังไม่กลัวเลย เห็นไหมจ๊ะ” 

“เขาไม่ได้ยินเสียงแม่ตะเคียนเหมือนฉันนี่” 

“แต่ฉันคิดว่าเขารู้นะจ๊ะว่าพ่อน้ำกำลังคุยกับฉัน” 

“เออว่ะ ลืมเลย” กว่าจะรู้ตัวไอ้น้ำก็คุยกับแม่ตะเคียนไปไม่รู้กี่ประโยคกี่คำแล้ว ถ้าผู้กองไม่คิดว่าเขาบ้าก็ต้องรู้ว่ากำลังคุยอยู่กับใครอย่างที่แม่ตะเคียนพูดนั่นแหละ 

ไอ้น้ำหันไปมองคนที่จับมือเขาไว้พร้อมกับยิ้มแหยๆ ให้อีกฝ่าย และเขาก็ได้พบสายตาของผู้กองที่มองนิ่งๆ มาที่เขา  

...เขาคงไม่ถูกจับส่งโรงพยาบาลจิตเวชใช่ไหม 

“เอ่อ...คือ...ผู้กอง คือ...” น้ำตะกุกตะกัก เพราะกำลังหาจุดเริ่มต้นอธิบายเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่นี้ 

“นายคุยกับแม่ตะเคียน?” 

“ก็...ไม่เชิงคุย แต่ก็คือคุย...” น้ำตอบวกไปวนมา 

“คุยหรือไม่คุย?” ผู้กองถามย้ำ 

“คุย...คุยก็ได้” 

“ที่เลือกมาคุยเรื่องคดีระหว่างทางก็เพราะจะให้ฉันมาเป็นเพื่อน?” ผู้กองยังถามไล่ต้อนไอ้น้ำต่อ 

“แหะๆ ...ใช่” น้ำหัวเราะไม่เต็มเสียงพร้อมกับยอมรับโดยดุษณี 

“คราวหน้าถ้าจะมาที่นี่ก็บอกกันตามตรง อย่าโกหกอีก ฉันไม่ชอบ” ผู้กองดุไอ้น้ำเพื่อเป็นการเตือนว่าไม่ให้ทำอีก 

“ครับ ผมขอโทษ” น้ำตอบรับอย่างสงบเสงี่ยม พูดให้น้อย พูดให้เพราะ แสดงท่าทางสำนึกผิดออกมาให้มากที่สุด เขากำลังงัดลูกไม้ทั้งหมดเวลาอ้อนแม่ให้หายโกรธมาใช้ 

“ไม่เป็นไร” เดิมทีปรานต์ก็ไม่ได้คิดจะบ่นอะไรน้ำมากมายอยู่แล้ว พอเห็นคนสำนึกผิดดูเสียใจจริงๆ เขาก็ยิ่งไม่อยากจะพูดอะไรอีก ทำท่าว่าเสียใจขนาดนี้ ถ้าเขายังต่อว่าไม่หยุดก็คงจะเป็นเขามากกว่าที่ไม่ยอมจบ 

“ผู้กองไปทำงานต่อเลยหรือเปล่า” น้ำเป็นฝ่ายชวนคุยเมื่อเห็นว่าคลื่นมรสุมที่ก่อตัวนั้นได้สงบลงแล้ว 

“ใช่ เดี๋ยวไปส่งนายที่บ้านแล้วก็จะกลับไปเปลี่ยนชุด” ผู้กองตอบแล้วเดินตรงไปทางบ้านไอ้น้ำ 

“นี่ ผู้กอง มาอยู่ที่นี่ไม่คิดถึงบ้านคิดถึงแฟนบ้างเหรอ...” น้ำไม่รู้จะถามอะไรก็เลยสอบถามความรู้สึกของคนที่มาอยู่ต่างถิ่น 

“อืม” 

“อืม นี่แปลว่าคิดถึงหรือเปล่า” น้ำถามย้ำอีกครั้งเพราะอีกฝ่ายตั้งใจไม่ตอบคำถาม 

“บ้านน่ะต้องคิดถึงอยู่แล้ว แต่แฟนน่ะไม่...เพราะไม่มีแฟน” ผู้กองตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ 

“อ้าว เหรอ ไม่น่าเชื่อ” น้ำพูดตรงอย่างใจคิด ไม่น่าเชื่อว่าคนที่มีรูปร่าง หน้าตา พร้อมทั้งหน้าที่การงานดีอย่างผู้กองจะไม่มีแฟน 

“เพิ่งเลิก” ผู้กองพูดออกมาอย่างกับรู้ความคิดของไอ้น้ำจนคนได้ยินถึงกับอึ้งไป 

“ขอโทษ ผมไม่รู้” น้ำขอโทษอีกฝ่าย เพราะเขาถามทีเล่นทีจริงแต่กลายเป็นทำให้อีกคนต้องเสียความรู้สึก 

“ไม่เป็นไร” นับเป็นครั้งที่สองของวันที่ผู้กองให้อภัยคนที่ขอโทษเขา 

“ถ้าอย่างนั้น...ถามต่อได้หรือเปล่า เลิกกันเพราะอะไรอะ” และผู้กองก็เข้าใจผิดที่คิดว่าคนข้างๆ จะสลดเพราะถามเรื่องไม่ควรถาม ดูจากใบหน้าที่อยากรู้อยากเห็นนั่น ท่าทางคงไม่ได้สำนึกจริงจัง 

“คอยสืบเรื่องคดีในตลาดก็พอแล้วมั้ง ไม่ต้องอยากรู้เรื่องส่วนตัวฉันหรอก” ผู้กองตอบพร้อมถอนหายใจใส่คนข้างๆ 

“อ้อ เผือกให้ถูกเรื่อง แต่ว่าผู้กอง...” น้ำพูดอย่างเสียดาย อดรู้เลย ทว่าจิตวิญญาณความอยากรู้อยากเห็นมันไม่ยอมหยุดแค่นั้น เขาตั้งท่าจะถามต่อ แต่ก็เห็นผู้กองหยิบเอาโทรศัพท์มือถือที่กำลังแผดเสียงขึ้นมาเสียก่อน 

“ไม่รับล่ะ” น้ำถามอีกฝ่าย เพราะโทรศัพท์ในมือของคุณตำรวจยังคงส่งเสียงดังต่อเนื่องไม่หยุด ผู้กองก็เอาแต่มองโทรศัพท์แต่ไม่กดรับเสียทีจนไอ้น้ำขัดใจ 

“...” 

“ผู้กอง รับสายเสียที โทรมาสองรอบแล้วนี่ ท่าทางจะเป็นธุระด่วนหรือเปล่า” น้ำก็อยากจะเฉยอยู่หรอก แต่เสียงโทรศัพท์มันดังไม่หยุด พอตัดไปแล้วรอบแรก เสียงก็ดังขึ้นมาอีก ปลายทางอาจจะมีเรื่องร้อนก็เป็นได้ ว่าก็ว่าเถอะ ไอ้น้ำเองก็อยากรู้เหมือนกัน 

“...” ผู้กองยังนิ่งไม่ตอบ 

“อ้าว ถ้าไม่รับก็ตัดสายไปสิ จะปล่อยให้ดังทำไม” เมื่อเสียงเรียกเข้าดังเป็นครั้งที่สาม คราวนี้น้ำสุดจะทนไหวเพราะเริ่มรำคาญขึ้นมาบ้างแล้ว 

“แฟนเก่าน่ะ” ผู้กองบอกสั้นๆ ไอ้น้ำที่เลิกสนใจเลยหันกลับมามองตาโต 

“พูดถึงแฟนเก่า แฟนเก่าก็โทรมาเลยแฮะ ไม่สะดวกใจจะรับเหรอ” 

“ไม่เชิง เคยโทรมาก่อนหน้านี้ครั้งหนึ่งและก็รับไปแล้ว” ตอนนั้นผู้กองรับสายของวรันต์เพราะคิดว่าวรันต์อาจจะมีเรื่องเดือดร้อนมาขอความช่วยเหลือจากเขา ทว่าไม่ใช่ อีกฝ่ายโทรมาเพื่อขอให้กลับมาคบกันเหมือนเดิม 

“โทรมาขอคืนดีแน่เลย” น้ำเดาจากสถานการณ์ 

“อืม...ใช่” 

‘เดาถูกด้วยเว้ย’ไอ้น้ำคิด 

“แล้วผู้กองอยากคืนดีปะ อยากละสิ ถึงทำท่าลำบากใจแบบนี้ อยากคืนดีก็บอกเขาไปเลย คิดอะไรมาก เรื่องแค่นี้เอง” ไอ้น้ำตอบประหนึ่งเป็นกูรูผู้เชี่ยวชาญด้านความรัก 

“รับสายให้หน่อยสิ” ผู้กองปรานต์ยื่นโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นเป็นครั้งที่สี่ให้น้ำ 

“รับทำไม ไม่เอาอะ เรื่องคนสองคน ผมไม่ยุ่งหรอก ไม่อยากเป็นหมา” น้ำปฏิเสธไม่ยอมช่วย 

“ฉันยังช่วยมาหาแม่ตะเคียนเป็นเพื่อน นายก็ช่วยฉันคืนหน่อยไม่ได้หรือไง” ผู้กองหนุ่มทวงบุญคุณจากอีกฝ่าย 

“ช่วยอะไร ช่วยยากๆ ไม่เอานะ” น้ำบ่น เขายอมช่วยก็ได้ เพราะเห็นว่าผู้กองช่วยเขามาก่อนหรอกนะ 

“รับสายรัน แล้วบอกเขาว่าฉันไม่ว่างรับสาย” 

น้ำฟังอีกฝ่ายอย่างงุนงง ทำไมถึงใช้คำว่า ‘เขา’ แทนคำว่า ‘เธอ’ กันล่ะ 

ผู้กองปรานต์กดรับสายและส่งโทรศัพท์มือถือให้น้ำทันที 

งานเข้ากูแล้วไหมล่ะ ไอ้น้ำเอ๊ย ตายแน่ๆ 

ความคิดเห็น