เจ้าชิบะ

ฝากสนับสนุนนิยายด้วยนะคะ

รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 32

ชื่อตอน : รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 32

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.4k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2562 23:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 32
แบบอักษร

32  

  

  

ตึกตัก.. ตึกตัก..  

  

“แฮ่ก..แฮ่ก..”  

  

ทัก ทัก ทัก  

  

“ไอ้หนู มึงออกมาเถอะ พวกกูไม่ทำอะไรมึงหรอก”  

  

// ไม่ทำพ่อมึงสิ! ยิงแสกกลางสนามแบบนั้นน่ะ!//  

  

เพลิงเถียงลั่นในใจแต่กลับพูดออกมาไม่ได้ เพราะตัวเองกำลังนั่งหายใจหอบแอบคนร้ายสองคนที่กำลังเดินหาเขาอยู่นอกห้องเรียนช่างชั้นสี่ ตึกวิศวะฯ ตึกเรียนที่ใกล้ที่สุดที่เพลิงวิ่งเข้ามาหลบโดยไม่รู้ตัว แม้ช่วงนี้ที่คณะจะติดเตรียมงานสำหรับปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ตึกเรียนเปิดให้เข้าเรียนได้ปกติ แต่ด้วยเหตุการณ์ยิงกันจนเสียงปืนดังลั่นในสนามใกล้ๆนี้ เนื่องจากเป็นตึกใกล้ที่เกิดเหตุที่สุดทำ ให้นักศึกษาที่อยู่ในตึกพากันหนีออกมาตามที่อาจารย์บอก จากตอนแรกที่เพลิงกะเข้าตึกมาให้คนช่วย กลับกลายเป็นว่าต้องมาหลบอยู่ในนี้คนเดียว   

คนแอบอยู่หุบปากเงียบ พยายามคุมจังหวะหายใจให้เบาลงพลางขยับขึ้นมองคนร้ายผ่านกระจกบนประตูเงียบๆ เพลิงเห็นว่าคนร้ายยังเดินตามหาเขาอยู่ใกล้ๆ จากที่จะแอบหนีทีเผลอทำให้ต้องหันกลับมานั่งพิงกำแพงอย่างเดิม ตอนนี้ใจเพลิงเต้นระรัวมาก เพราะกลัวจากลูกปืนก่อนหน้านี้ ตอนแรกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นเป้า ตอนที่มีคนตะโกนให้เขาหมอบ เพลิงเองก็เผลอหมอบลงพื้นไปอัตโนมัติด้วยความตกใจ ก่อนที่จะเห็นกระสุนยิงผ่านหน้า วินาทีนั้นยอมรับว่าตกใจกลัวมากจนแทบสติกระเจิง แต่พอยันตัวเองลุกขึ้นเตรียมหนี การเห็นวัตถุสีเงินเล็งตรงๆมาทางเขาอีกที วินาทีนั้นไม่ต้องให้ใครบอกให้เขาหนี ตอนนั้นขาเรียกได้ว่าสับหนีเองอัตโนมัติ ก่อนที่ปืนจะยิงมาอีกรอบ แต่รอบนี้เหมือนมีคนโดนลูกหลงแทนเขา ทำให้ตัวเองหนีผู้ชายสองสามคนที่วิ่งไล่ตามมาที่หลังได้ทัน แต่สุดท้ายก็ไม่คิดว่าจะมาจนมุมติดแหง็กอยู่ที่ตึกนี้ได้ ไอ้คนที่วิ่งตามมาก็ไม่คิดว่าจะมีคนเตรียมดักอยู่ข้างล่างอีกคนด้วย ทำให้ตอนหนีเข้าตึกผู้ชายคนนั้นกลับวิ่งตามมาติดๆตามเขาเข้าตึกทันพอดี  

“เหี้ยเอ๊ย กูหนีจากไอ้พวกนี้ได้เมื่อไรนะ กูจะหนีไปบวชสักพรรษาเลยแม่ง คนเหี้ยไรซวยฉิบหาย” เพลิงกรนด่าตัวเองอย่างหัวเสียเบาๆ แต่สมองยังสั่งการให้คิดหาวิธีหนีอยู่ตลอด สายตาพยายามมองหาอาวุธในห้องติดไม้ติดมือออกไป แต่ก็ลืมไปว่าห้องที่เข้ามาดันเป็นของสาขาเขียนแบบเครื่องกลซะนี่  

“จะให้กูหยิบไม้ฉากไปฟาดหน้ามันหรือไงวะ ..นอกจากกระดาษ ไม้บรรทัด มีเหี้ยอะไรให้กูอีกมั้ยเนี่ย” เพลิงยังพูดบ่นไม่หยุด ขณะคลานหาของตามตู้เก็บอุปกรณ์ แต่ดูเหมือนหาไปก็ไม่เจออย่างอื่นนอกจากสิ่งที่เรียกว่าอุปกรณ์ออกแบบงานช่างเลย เพลิงนึกโทษตัวเองจริงๆที่หนีเข้ามาผิดห้อง รู้งี้วิ่งไปชั้นของสาขาเครื่องกลก็ดี อย่างน้อยหยิบเฟืองบ้าใส่หัวได้ก็ยังดี  

  

ครืนน ครืนน  

  

“เฮือก!” เพลิงสะดุ้งเฮือก รีบคลานหลบมุมอยู่หลังตู้อย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังลั่นอยู่ใกล้ๆประตูห้องที่เขาอยู่    

“ฮัลโหล เออ..ห๊ะ! ให้รีบกลับตอนนี้ ตัวไอ้เด็กนั่นยังจับไม่ได้เลยนะ...แม่งเอ๊ย! มึงคิดว่าหนีกลับตอนนี้แล้วจะไม่โดนทำอะไรหรือไง...ตำรวจ?..สัด เพราะมึงยิงพลาดไง เรื่องถึงได้วุ่นวายแบบนี้...กูกำลังไปนี่ไง เอารถมาจอดไว้หลังมอด้วย” เพลิงแอบชะเง้อมองผู้ชายชุดดำที่กำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าประตู ทุกอย่างที่คุยเพลิงได้ยินหมดทุกคำ เหลือแค่รอจังหวะหนีตอนที่อีกฝ่ายกำลังเดินกลับไป   

เพลิงค่อยเดินย่องออกมาจากหลังตู้ที่ล่ะนิด พยายามมองช่องกระจกประตูที่คนร้ายเดินผ่านออกไปเมื่อกี้ ตอนนี้เพลิงไม่ได้โล่งใจเลยสักนิดตอนได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังจะกลับ ตราบใดที่ยังคงอยู่ในตึกนี้ ทุกวินาทีของเพลิงมันคือการระแวง ระวังและกลัวว่าจะโดนยิงอยู่ตลอด มือที่บิดประตูเปิดค่อยๆแง้มมองทางเดินข้างนอกฝั่งขวาที่คนร้ายพึ่งเดินกลับไปเมื่อกี้ เพลิงถอนหายใจโล่งเมื่อไม่เจอคน ก่อนจะพาตัวเองรีบเดินไปบันไดอีกฝั่ง จังหวะเร่งฝีเท้าเดิน เพลิงพยายามมองเหลี่ยวหลังเป็นระยะๆ กลัวว่าศัตรูจะย้อนเดินกลับมา แต่ระหว่างเดินทุกอย่างมันโล่งไปหมด อาจจะด้วยศัตรูมีแค่สามคนเท่านั้นและคงหนีตำรวจลงล่างไปแล้ว ทำให้ทางที่เดินค่อนข้างสะดวก เพลิงใช้เวลาไม่นานจากการเร่งฝีเท้าเดิน ทำให้ตอนนี้เพลิงมาหยุดที่บันไดเตรียมเดินลงล่าง แต่จังหวะที่ลงไปได้เกือบสุดขั้น ผู้ชายใส่ชุดดำคนนึงกำลังคุยโทรศัพท์ก็เดินขึ้นมา   

“เดี๋ยวกูตามไป...กูแอบข้องใจอยู่ชั้นนึง กูคิดว่ามันคงหนีขึ้นไปไม่ได้ไกล..”  

  

กึก!  

  

ไม่ต้องเดาเลยว่าอีกฝ่ายเงียบไปทำไม ทั้งเพลิงทั้งศัตรูมองหน้าชะงักกันทั้งคู่ โดยที่แต่ละฝ่ายไม่ได้คิดเลยว่าจะมาป๊ะหน้ากันแบบนี้ เพลิงกระพริบตานิ่งไปสักพักนึงก่อนจะตั้งสติรีบวิ่งกลับบันไดขึ้นไป อีกฝ่ายเองก็เหมือนจะตั้งสติได้ รีบบอกเพื่อนแล้ววิ่งตามขึ้นไปทันที  

“กูเจอมันแล้ว! ตอนนี้มันกำลังหนีไปชั้นห้า!”   

อยากจะแหกปากกรี๊ดดังๆออกมาสักครั้ง อะไรมันจะซวยไปกว่าเพลิงมันไม่มีอีกแล้ว เพลิงวิ่งหน้าตั้งเข้าชั้นห้าไปอย่างรวดเร็ว สายตามองหาห้องที่ใกล้ที่สุดเพื่อหลบ แต่ยังไม่ทันวิ่งไปที่ประตู ศัตรูที่เจอกันเมื่อกี้กลับวิ่งตามหลังมาติดๆ เพลิงเหลียวหลังไปมองก่อนจะนึกออกได้ว่าไอ้หมอนี่มันคือคนเดียวกับคนที่แอบดักหน้าเขาและวิ่งตามเขาเข้าตึกมาติดๆในก่อนหน้านี้ มันไม่มีอะไรซวยไปกว่าที่นักกีฬาวิ่ง เจอคนที่วิ่งเร็วเหมือนผีไล่ตามหลังมาติดๆแบบนี้  

“แฮ่ก! มึงเป็นใคร มาตามจับกูทำไมวะ!?” เพลิงตะโกนถามเสียงหอบ ในขณะที่ขายังสับวิ่งหนีอีกฝ่ายยาวๆ  

“มึงยอมให้กูจับสิ เดี๋ยวมึงก็รู้เองว่าถูกจับไปทำไม!” อีกฝ่ายตะโกนไล่หลังมา  

“มึงบ้าป่ะเนี่ย! ใครมันจะยอมโดนไอ้คนที่ถือปืนไล่ยิงจับไปง่ายๆวะ กูไม่ได้โง่!” เพลิงตะโกนเถียงกลับ ก่อนจะวิ่งขึ้นตึกเข้าชั้นหกไปอีกชั้น ศัตรูยังคงวิ่งไล่หลังตามมาติดๆ เรียกว่ากัดไม่ปล่อยไม่ทิ้งจังหวะให้เพลิงได้เข้าไปหลบตามห้องอย่างตอนแรกเลย   

“ไอ้หนู มึงจะวิ่งไปถึงไหนวะ มึงจนมุมแล้วรู้ตัวมั้ย!” ศัตรูตะโกนเริ่มหอบเรียกให้เพลิงหยุด เพลิงเองก็เริ่มเหนื่อยไม่แพ้กัน แต่ความรักตัวกลัวตายมีมากเกินกว่าจะมาหยุดวิ่งกลางทางได้ แม้จะต้องขึ้นไปชั้นที่สูงหว่านี้เพลิงก็ต้องทำ...  

“เหี้ย!” โอเค ทำไม่ได้แล้วเพราะศัตรูดันเร่งความเร็วขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว จนเพลิงที่วิ่งตรงอย่างเดียวถูกศัตรูวิ่งชนจากด้านหลังจนตัวเองล้มหน้าทิ่มลงพื้น   

  

ปึก!  

  

“โอ๊ย! ปล่อย!” เพลิงร้องโอดครวญเบ๊หน้าด้วยความเจ็บ เพราะหลังจากล้มศัตรูไม่เปิดช่องว่างกลับใช้ขากดทับตัวทันทีพร้อมจับเอามือไขว้หลังข้างนึงแรงๆจนเพลิงรู้สึกเจ็บตรงช่วงหัวไหล่สุดๆ  

“ยิ่งดิ้นมึงก็ยิ่งเจ็บ ยอมกูดีๆตั้งแต่แรกก็จบ” อีกฝ่ายพูดบอกอย่างหงุดหงิด ก่อนจะขมวดคิ้วงง เมื่อเพลิงยอมนิ่งอย่างที่เขาบอกจริงๆ นิ่งมากจนรู้สึกแปลก แต่ในเมื่อว่าง่ายขนาดนี้ เขากลับยกยิ้มขึ้นเพราะงานของเขาจะได้เดินอย่างสะดวก รู้สึกว่าตำรวจกำลังจะมา การรีบพาเพลิงไปจากที่นี่ตอนนี้เป็นเวลาดีที่สุด เขาจับเพลิงให้ลุกขึ้นโดยที่ยังจับมือเพลิงไขว้หลังแล้วดันร่างนิ่งเงียบของเพลิงให้เดินไปข้างหน้า   

เพลิงยอมเดินอย่างว่าง่าย แต่อีกฝ่ายคงไม่รู้ว่านี่คือวิธีที่ทำให้เขาตายใจ เพลิงก้มหน้าเหลือบมองขาที่เดินตามอยู่ด้านหลัง และจังหวะที่ศัตรูเอาแต่สนใจแค่ช่วงบนของเขากับทางด้านหน้า คงไม่รู้เลยว่าในวินาทีต่อมาตัวเพลิงจะใช้ขาถีบเข้าด้านหลัง ถีบเข้ากับหัวเข่าอีกฝ่ายเข้าไปเต็มแรงจนเผลอปล่อยเพลิงให้เป็นอิสระรีบก้มไปจับหัวเข่าตัวเองทันที  

“โอ๊ย! ไอ้เด็กเหี้ย อ่อก!” เพลิงเองก็ไม่เปิดจังหวะเหมือนที่อีกฝ่ายทำ เมื่อตัวเองเป้นอิสระ เพลิงรีบหันกลับไปต่อยสวนหน้าศัตรูแรงจนถึงกับเซล้มลงพื้นไป ก่อนที่ตัวเองจะรีบหันหลังกลับไปวิ่งตามเดิม คราวนี้เพลิงวิ่งเร็วสุดใจเพื่อสลัดอีกฝ่ายให้หลุดไปห่างๆเลย โดยที่ไม่ได้หันกลับมามองว่าคนที่ถูกทำให้เจ็บกำลังยกปืนเล็งเพลิงที่กำลังวิ่งห่างออกไปเรื่อยๆ   

  

// นายบอกให้ทำให้มันหนีไปไหนไม่ได้ใช่มั้ย ดี ไหนๆพวกมันก็เปิดมันด้วยปืน กูจะใช้อีกสักรอบคงไม่มีปัญหาหรอก //   

  

“โทษทีนะไอ้หนู มึงบีบให้กูทำแบบนี้เอง”   

“ไอ้เพลิง!”   

  

ปัง!  

  

“แม่งเอ๊ย!!” ศัตรูถึงกับโวยวายอย่างหัวเสีย เมื่อการยิงดักเพลิงครั้งนี้กลับพลาด ใครก็ไม่รู้ดึงเพลิงให้หลบเข้าหลังกำแพงทางเดินแยกอีกทาง จากที่ตอนแรกคิดว่าจะจับเพลิงได้ กลับกลายเป็นว่าเพลิงมีตัวช่วยจากไหนไม่รู้เข้ามาช่วยทัน ทำให้เขาต้องยันตัวเองลุกเดินตามเพลิงไปอย่างทุลักทุเล  

ทางด้านเพลิง เรียกว่ารอดตายอย่างฉิวเฉียด ดิวที่ตามเพลิงมาถือว่าเป็นการบังเอิญเจอเพลิงที่วิ่งออกมาได้จังหวะพอดี ทำให้เพลิงรอดจากการถูกยิงเมื่อกี้  

“เฮ้ย มึงรีบยืนดีๆเร็ว เดี๋ยวมันก็ลุกตามมาหรอก” ดิวสะกิดเรียกเพลิงที่เซซบอยู่ที่ไหล่ของเขา แต่เพลิงกลับนิ่งแถมยังหายใจแรงจนดิวรู้สึกผิดปกติ ยิ่งใบหน้าที่บิดเหมือนคนเจ็บปวดอะไรสักอย่าง ยิ่งทำให้ดิวเริ่มไม่สบายใจ ดิวจับบ่าเพลิงทั้งสองข้างให้ออกห่าง พยายามมองสำรวจร่างกายว่ามีอะไรเกิดขึ้นมั้ย ก่อนจะหยุดชะงักเบิกตากว้างลงต่ำลงไป   

“แม่งเล่นงี้เลยหรอวะ” ดิวขบกรามแน่นพูดอย่างหัวเสีย นึกไม่ถึงว่าศัตรูมันจะยิงเข้าน่องขาซ้ายของเพลิง ไม่ถึงกับลูกกระสุนฝัง แต่รอยยิงเฉียดลึกพอที่เลือดจะไหลอาบไม่หยุด ดิวคลำหาผ้าเช็ดหน้าเพื่อเอามาห้ามเลือดให้เพลิง แต่วันนี้เขาไม่ได้แต่งตัวเหมือนปกติ ทำให้ตอนนี้ทั้งตัวเขาไม่ได้พกอะไรมาเลยนอกจากหมวกที่ปลิวหล่นตอนวิ่งตามเพลิงมา  

“ไอ้เพลิง มึงทนหน่อยนะ กูจะพามึงลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้แหละ” ดิวบอกพร้อมจับแขนเพลิงพาดบ่าพาเดินไปบันไดทางลงอีกทาง คนเจ็บขากัดปากแน่นฝืนตัวเองให้เดินตามดิวให้ทัน แม้จะทรมารแต่เขาไม่อยากถ่วงให้ดิวต้องลำบาก เพราะรู้ว่าอีกไม่นานศัตรูคงตามมาทันแน่ๆ   

“มึงทนไว้นะไอ้เพลิง กูว่าสภาพนี้หลบไม่น่ารอด” ดิวบอกหน้าเสีย เพราะเมื่อเหลือบมองพื้น รอยเลือดที่หยดตามทางเดินเหมือนเป็นตัวบอกให้คนร้ายรู้ว่าเพลิงอยู่ที่ไหน การเล็งขาตรงๆมันคงคิดไว้แล้วว่านอกจากจะทำให้เพลิงเดินลำบาก ยังทำให้เลือดบอกตำแหน่งเพลิงได้ดี   

 ดิวพยุงเพลิงให้เดินลงล่างเมื่อถึงบันได ใจตอนนี้คือเป็นห่วงเพลิงจับใจ ใบหน้าซีดเผือด ริมฝีปากเริ่มแห้ง เหงื่อที่ไหลออกตามไรผมผุดเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ยิ่งเสียงหายใจที่หอบถี่กับคิ้วที่ขมวดติดกันแน่น ทำให้ดิวรู้เลยว่าเพลิงคงเจ็บขามาก แต่ก็ต้องนับถือใจเพลิงเลยที่เจอไล่ยิงครั้งแรกแล้วตัวเองยังตั้งสติได้อยู่ขนาดนี้    

ไม่ถึงกับช้า แต่ก็ไม่ได้เร็วพอที่จะถูกคนของศัตรูดักตรงทางเดินบันได แค่ลงมาได้ถึงชั้นสาม เสียงคุยโทรศัพท์ของศัตรูก็ดังขึ้นมาจากด้านล่าง จากที่จะต้องลงไป ดิวรีบพาเพลิงหนีเข้าห้องเรียนที่อยู่ไม่ไกลจากบันได หลังจากพาเพลิงลงนั่งพิงผนังในห้องเรียน ดิวรีบเดินหาผ้าในห้องหยิบออกไปลบรอยเลือดตามทางเดินทันที ไม่นานดิวก็กลับมาหาเพลิงที่นั่งหายใจหอบอยู่ด้านในห้อง  

“เป็นไงบ้างวะ มึงยังโอเคอยู่มั้ย” ดิวถามเพลิงอย่างเป็นห่วง สลับกับสายตาที่มองขาเพลิงที่ตอนนี้เจ้าตัวกำลังใช้มือกดแผลห้ามเลือดตัวเองอยู่  

“อึ่ก..โครตไม่โอเค แม่งเจ็บเหมือนขามันจะหลุดออกมาอ่ะ” เพลิงตอบระบายด้วยเสียงแหบพร่า เขาโครตไม่โอเค ยิ่งตอนที่กระสุนผ่านขาไปตอนนั้นโครตอยากร้องไห้ แต่วินาทีนั้นทำได้แค่กูต้องรอด จะมาสติแตกตอนนี้ไม่ได้ ทำให้เขาต้องฝืนตัวเองลงมากับดิวทั้งอย่างนี้  

“พวกแม่งมีปืนกันหมด ไอ้ตัวสั่งการแม่งก็หนีไปได้ ไม่รู้ว่ามันตามมึงมาในนี้หรือเปล่า อาวุธกูก็ไม่มี ออกไปใช่ว่าจะสู้ลูกปืนได้ที่ไหน ...แม่ง ถ้าเฮียรู้ว่ากูปล่อยมึงให้โดนยิง กูตายแน่ๆ” ดิวพูดบ่นออกมาอย่างจริงจัง โดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองเผลอพูดอะไรออกไป เพลิงถึงกับขมวดคิ้วงงเมื่อได้ยินชื่อบุคคลที่สามมาจากปากดิว  

“กูโดนยิงแล้วมันเกี่ยวอะไร อึ่ก กับไอ้พีค แล้วมึงมาอยู่นี่ได้ไงเนี่ย?” เพลิงถามอย่างสงสัย ดิวแอบชะงักไปนิด ก่อนจะลอบถอนหายใจเบาๆ ไหนๆเรื่องก็มาขนาดนี้แล้ว ปิดไปก็ไม่ได้อะไร  

“ก็เฮียเค้าห่วงมึง เค้าถึงได้ให้กูตามดูมึงตั้งแต่เมื่อวานแล้วไงล่ะ”  

“หะ..ห่วงกู..หรอ” เหมือนว่าจะลืมความเจ็บไปช่วงนึง ความหวั่นไหวจากอกซ้ายส่งผ่านจากคำว่าห่วงจนเพลิงแอบดีใจ แต่ก็ต้องชะงักเบ๊หน้าหนีเมื่อแผลที่ขาดันเจ็บแปล๊บขึ้นมา  

“เอาๆ กูว่ากูหาผ้าให้มึงห้ามเลือดดีกว่า ใช้มือกดแบบนั้นคงจะหายหรอก” ดิวพูดแทรกขึ้นมา ก่อนจะลุกเดินไปหาผ้าสะอาดมาให้เพลิง   

“ไม่มีหรอกผ้าสะอาด นี่มันห้องเครื่องกล นอกจากอุปกรณ์ช่างก็มีแต่ผ้าเช็ดโลหะที่มึงหยิบไปเช็ดพื้นเมื่อกี้เนี่ยแหละ” เพลิงพูดบอก  

“แล้วมึงจะใช้มือห้าม..เฮ้ย! นั่นมึงทำอะไรน่ะ?” ดิวหันไปคุยกับเพลิงตามปกติ แต่เมื่อหันไปถึงกับตกใจทันทีเมื่อเพลิงถอดเสื้อตัวบนออกจนเหลือแต่ผิวกายที่เผยออกมาสู่สายตาของดิว  

“ใช้เสื้อห้ามเลือดไง” เพลิงเหลือบมองดิวนิ่งๆ ก่อนจะพับเสื้อเอามามัดขาตัวเองแน่นๆ แม้ว่าตอนมัดจะเจ็บแทบตาย แต่เพื่อไม่ให้เสียเลือดไปมากกว่านี้ ทำให้เพลิงต้องทนจนตัวเองมัดผ้าห้ามเลือดได้สำเร็จ ดิวยืนมองเพลิงเงียบๆ ก่อนจะเดินหาอะไรบางอย่างในห้อง เพลิงหรี่ตามองดิวอย่างสงสัย ในเมื่อเขาก็ได้ผ้าแล้ว แล้วดิวยังจะหาอะไรอีก  

“มึงหาอะไรอยู่?” เพลิงถาม  

“กูว่ากูจะออกไปไฝว้กับไอ้ตัวข้างล่างซะหน่อย ขืนอยู่แบบนี้มึงได้เสียเลือดตายแน่ๆ แล้วเราทั้งคู่ก็จะไม่ได้ออกไป” ดิวบอก  

“เดี๋ยวตำรวจก็มาแล้วไม่ใช่ไง” เพลิงถามอีกครั้ง  

“มึงคิดว่าตำรวจมาแล้วจะเข้าบุกเลยหรือไง ตัวประกันเสือกอยู่ในนี้ แถมไอ้พวกนั้นก็มีอาวุธ การที่กูลงไปหาทางออกให้มึงตอนนี้ อย่างน้อยศัตรูก็ลดไปตั้งหนึ่งนะ” ดิว  

“แล้วมึงคิดว่ามึงสู้พวกมันได้หรือไง” เพลิง  

“หึ ไอ้เพลิง มึงลืมไปหรือเปล่าว่ากูลูกน้องใคร กูผ่านอะไรมาเยอะกว่าที่มึงคิดซะอีก ลูกปืนกูก็เจอมานักต่อนัก แค่นี้ไม่คณามือกูหรอก ..ได้ล่ะ เดี๋ยวกูมา มึงอยู่นี้นะห้ามไปไหน เข้าใจป่ะ” ดิวหันมายักคิ้วให้เพลิง ก่อนเดินถือประแจ 12 นิ้วออกไป คนเจ็บขาเริ่มใจหาย รู้สึกกลัวและเป็นห่วงดิวขึ้นมาดื้อๆ แต่ก็ห้ามไม่ได้เมื่อดิวปิดประตูออกไปแล้ว   

เพลิงนั่งพิงกำแพงหายใจไม่เป็นจังหวะอยู่เงียบๆ สีหน้าเครียดกับเจ็บปวดตีกันยุ่งไปหมด ตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรดี แอบอยู่เงียบๆก็ระแวงไปหมด ออกไปก็ไม่รู้จะโดนจับเมื่อไร ยิ่งขาเจ็บอยู่อย่างนี้ยิ่งโดนจับได้ง่ายขึ้น พอรู้ว่าตัวเองเจ็บทัศนคติของเพลิงเริ่มแคบลงทุกที เพลิงพยายามตั้งสติตัวเอง ก่อนค่อยๆลุกขยับตัวไปยังชั้นที่เก็บอุปกรณ์ช่าง การยืนในแบบที่ไม่มีดิวประคองค่อนข้างเจ็บและหน่วงที่ขาพอตัว แต่ความอยากหาอะไรป้องกันตัวไว้ก่อนทำให้เพลิงต้องประคองร่างตัวเองเดินไปยังชั้นที่ว่าทีล่ะนิด แม้ไปด้วยความเจ็บ แต่สุดท้ายก็ถึงและหยิบประแจที่ขนาดเล็กกว่าดิวมาได้ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพิงตู้เอาไว้ โชคดีที่กลางห้องเป็นอุปกรณ์ไว้สำหรับทดลองเรียนวิชาเครื่องกล ทำให้มันสามารถบังร่างเพลิงที่หลบอยู่ด้านในไว้ได้   

ระยะเวลาผ่านไปนานพอสมควร เพลิงนั่งรอดิวจนกึ่งหลับกึ่งตื่นอยู่ที่เดิม เสียงสัญญาณคุ้นหูเริ่มดังมาจากข้างล่างของตึกเรียน แต่สมองพร่าเลือนเกินกว่าจะเดาได้ว่ามันคืออะไร ...เหนื่อย ล้า เจ็บแผล เพลิงนึกขำในใจ แม้ว่าแผลจะไกลหัวใจ แต่ว่าถ้าร่างกายที่ใช้แรงไปเยอะบวกกับเลือดที่เสียไปอาจทำให้ตัวเองวูบได้เลยก็ว่าได้ เพลิงเริ่มนั่งหลับแต่ยังคงสติให้คอยฟังเสียงอยู่ตลอดเวลา เสียงฝีเท้าปริศนาเริ่มดังเข้ามาใกล้ขึ้นมาทุกที ไม่รู้ว่าดิวหรือเปล่า แต่คนที่จะเดินตรงมาห้องนี้ได้นอกจากดิว ก็ไม่มีใครรู้แล้ว นอกเสียจาก...  

“กูว่าแล้วมึงต้องอยู่ชั้นนี้ ไม่เสียแรงที่กูเปิดหาทุกห้อง” เสียงคุ้นหูแต่ไม่ใช่คนคุ้นเคยเรียกให้เพลิงลืมตาโพลง ก่อนจะนั่งช็อคผวาเมื่อไอ้ผู้ชายที่ไล่เพลิงในชั้นบนก่อนหน้านี้กำลังจ่อปืนมาที่เขา ใจเพลิงถึงกับกระตุกวูบเต้นระรัวด้วยความกลัว สีหน้าเริ่มแสดงความเครียดอย่างชัดเจน ตอนนี้เพลิงทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างนอกจากกัดฟันลอบกลืนน้ำลายฟืดลงคอ   

“จะหนีออกไปกับกูดีๆ หรือจะให้กูยิงมึงอีกรอบ” อีกฝ่ายพูดขู่  

“ถ้าตั้งใจฆ่ากูตั้งแต่แรก มึงก็ฆ่าเลยสิวะ จะพากันไล่ทำเหี้ยอะไรเยอะแยะ” ทัศนคติเพลิงค่อนข้างลบพอสมควร ทำให้เผลอพูดท้าออกไปอย่างไม่คิด  

  

ผัวะ!  

  

“อั่ก!”   

“พูดมาก! ถ้ากูฆ่ามึงตอนนี้กูก็ตายสิวะ รีบลุกแล้วตามกูมา แล้วอย่าริแหกปากเรียกตำรวจเชียวนะมึง” นอกจากจะใช้สันปืนตบเข้าหน้าเพลิงจนล้มแล้ว ศัตรูยังคงใช้ปืนจ่อขู่เพลิงอยู่อย่างเดิม เพลิงไม่ได้ลุกตามที่ศัตรูบอก แต่กลับเอียงหน้าส่งตาขวางมาให้ พร้อมยกยิ้มมุมปากที่เกิดรอยช้ำราวกับกำลังกวนประสาทศัตรูอยู่ คนโดนกวนถึงกับของขึ้น นอกจากโดนทำให้เจ็บตัวกับถูกตำรวจล้อมหน้าตึก เพลิงกลับมาทำกวนตีนถ่วงเวลาเขาอีก   

“กวนตีนหรอไอ้สัด!”  

  

พลั่ก! พลั่ก! 

  

“อ่อก!” เพลิงหน้าหันเมื่อถูกต่อยหน้าอีกครั้ง เดิมทีเพลิงคงต่อยสวนกลับ แต่เรี่ยวแรงที่ลดน้อยลงทำให้กลายเป็นว่าตัวเองยอมถูกต่อยเข้าหน้าไปอย่างง่ายๆ เพลิงยังคงถ่วงเวลาส่งสายตายียวนกลับเหมือนเดิม การยั่วอารมณ์อีกฝ่ายมีข้อดีและข้อเสีย นอกจากจะถ่วงเวลาได้แล้ว ข้อเสียของมันคือมีสิทธิ์ลุ้นกับการถูกยิงแสกหน้ามาก แต่ในเมื่อมันบอกฆ่าเขาไม่ได้ การเจ็บตัวเพิ่มนิดๆหน่อยๆคงจะคุ้มพอให้ใครขึ้นมาช่วยเขาได้    

ศัตรูมองเพลิงที่ยังคงนอนนิ่งไม่ยอมลุก ด้วยความอดทนที่เริ่มต่ำเต็มที เขากลับยกปืนกระบอกสีเงินขึ้นจ่อเพลิงอีกครั้ง แต่รอบนี้เขาจี้ไปยังข้อเท้าเพลิงโดยตรง เพลิงเบิกตากว้างทันทีเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังทำอะไรกับส่วนสำคัญของร่างกาย  

“อย่านะ!” เพลิงตะโกนหน้าเสีย แต่ศัตรูกับยิ้มเย๊าะเพราะรู้ดีว่าถ้าเขายิงตรงนี้จะเกิดอะไรขึ้น  

“นักกีฬาวิ่งเนี่ย ถ้าเอ็นตรงข้อเขาขาดมันจะยังวิ่งได้อยู่มั้ยนะ” ศัตรูพูดเตรียมเหนี่ยวไกทันที เพลิงน้ำตาคลอเมื่อกำลังจะเสียขา ปากรีบตะโกนห้ามราวกับคนใกล้สติแตก  

“อย่า!! อย่ายิงขากู!!”  

“สายไปแล้วไอ้หนู”  

  

ปัง!  

  

“อ้าก!!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังลั่น ก่อนที่ร่างของใครบางคนจะล้มเซออกไปอีกฝั่ง เพลิงหน้าเหว๋อรีบยันตัวเองลุกนั่งพร้อมเขยิบออกไปชิดกับขอบตู้เก็บของใกล้ๆ ตอนนี้เพลิงตกใจมากที่เห็นศัตรูโดนยิงล้มลงพื้นไป พร้อมเลือดที่ไหลอาบแขน ไม่รู้ว่าใครยิง แต่วินาทีนี้ไม่มีคำว่าปลอดภัยทั้งสิ้น เพลิงรีบใช้แรงเฮือกสุดท้ายยันร่างตัวเองให้คลานหนีจากคนพวกนี้ออกไปให้ไวที่สุด แต่ขยับได้เพียงนิดเดียวเพลิงก็สะดุ้งเฮือกเมื่อถูกใครบางคนจับแขนไว้ มือซ้ายรีบเหวี่ยงหมัดเพื่อป้องกันตัวอัตโนมัติ แต่ความไวของเพลิงกับอีกฝ่ายต่างกันมาก มือที่เหวี่ยงออกไปกลับถูกจับได้ก่อนที่เพลิงจะต่อยเข้าหน้า  

  

หมับ  

  

“ปล่อย!” เพลิงร้องห้ามออกมาอย่างหวาดกลัว ไม่ได้มองหน้าอีกฝ่ายด้วยซ้ำว่าเป็นใคร คิดแต่ว่าตัวเองต้องหนีออกไปจากที่นี่เท่านั้น ทำให้เกิดการยื้อไปยื้อมาของเพลิงกับมือที่ไม่ยอมปล่อยข้อมือของเขา  

“เพลิง มึงตั้งสติ นี่กูเอง มึงมองหน้ากู ไอ้เพลิง”  

“ไม่..อึ่ก ปล่อย!” เพลิงปฏิเสธทันควัน  

“พระเพลิง กูพีคไง มึงมองหน้ากูสิ” ชื่อของพีคเหมือนเป็นแรงกระตุ้นทำให้เพลิงหยุดต่อต้าน ใบหน้าที่ก้มหนีค่อยๆเงยหน้ามองผู้ชายตรงหน้าก่อนที่ทุกอย่างเหมือนจะหยุดไปชั่วขณะ ใบหน้าและกลิ่นอายที่ไม่ได้เจอเพียงไม่กี่วัน ยามที่ได้เห็นอีกครั้งในช่วงเวลาที่แย่ที่สุด กลับกลายเป็นทุกสิ่งที่เรียกสติและใจเพลิงให้กลับมา สิ่งที่คลออยู่ขอบตาหยดผ่านแก้มอัตโนมัติ   

“พีค..” เพลิงเรียกพีคเสียงแผ่วราวกับไม่เชื่อสายตา แต่สายตาที่มองเขาด้วยความห่วงใยมันกลับอบอุ่นและปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก ไม่ต้องเรียกชื่อซ้ำอีกรอบเพลิงกลับมั่นใจได้ว่าคนคนนี้คือพีคจริงๆ   

“ฮึ่ก..ทำไมพึ่งมา..ทำไมถึงพึ่งมา..ฮึ่ก...ฮืออ...กูกลัวแทบแย่..” เพลิงปล่อยโฮอย่างอดกลั้นเมื่อเริ่มรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว ณ ตอนนั้นไม่มีคำว่าทิฐิหรือการวางฟอร์มอยู่ทั้งสิ้น เพลิงแค่อย่างระบายสิ่งแย่ๆที่เด็กวัยรุ่นอายุ 20 คนนึงเจอมา การหนีตายเป็นอะไรที่แย่ที่สุดเกินกว่าที่คนคนนึงจะเจอ แต่ยามนี้ที่พีคอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ทุกอย่างที่ทนไว้ถูกระบายออกมาอย่างไม่เหลือชิ้นดี พีคมองเพลิงด้วยความโหยหาและเป็นห่วงแทบจับใจ ยิ่งเห็นว่าเพลิงร้องไห้ออกมาตรงๆ สิ่งนั้นยิ่งทำให้พีครู้สึกบีบหัวใจอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกผิดที่ทำให้เพลิงต้องเจอเรื่องแบบนี้เพราะปัญหาของเขาเอง และโกรธที่มีคนทำร้ายเพลิงได้ขนาดนี้ ร่างกายเปลือยเปล่าช่วงบนทำให้พีคย่นคิ้วสงสัย แต่เมื่อเหลือบลงมาจะเห็นที่เสื้อที่เพลิงใส่อยู่พันขาไว้พร้อมน้ำสีแดงที่ซึมออกมา ไม่ต้องคิดเลยว่าใครเป็นคนทำ  

 พีคตวัดสายตามองหลัง จ้องเขม็งไอ้คนที่ทำให้เพลิงโดนยิงขา ดูเหมือนช่วงที่เขาเผลออีกฝ่ายจะลุกตั้งตัวในตอนนั้นและกำลังยกปืนเตรียมเล็งมาที่เขา แต่คนที่ไม่ต้องคิดอะไรให้เสียเวลาอย่างเขา ยกปืนในมือยิงสวนอัดเข้าไปที่มืออย่างรวดเร็ว จนคนร้ายต้องปล่อยปืนทิ้งก่อนลงไปนั่งโอดครวญด้วยความเจ็บปวด พีคผละจากเพลิงลุกไปหาศัตรูด้วยแววตาวาวโรจน์ ก่อนเตะเข้าหน้าและถีบอกจนอีกฝ่ายหงายล้มตึ้งลงไป   

  

พลั่ก!  

  

“อั่ก!”  

“กล้าทำไอ้เพลิงถึงขนาดนี้ มึงกับลูกพี่มึงคงเตรียมใจไว้แล้วสินะ” พีคเดินเข้าไปยืนคร่อมอีกฝ่ายพร้อมเหยียบอกเอาปืนเล็งหัวเอาไว้ คนใต้ร่างหน้าเสีย เพราะเมื่อจ้องหน้าพีคตรงๆเขากลับสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของผู้ชายคนนี้ ถ้าเขาตุกติกแม้แต่นิดเดียวลูกตะกั่วในปืนกระบอกสีดำพร้อมฝังเข้าหัวเขาทุกเมื่อ  

“คิดทำเรื่องชั่วกับกู กูไม่ว่า แต่ถ้าคิดแตะคนของกู ยมบาลก็อย่าหวังจะได้เจอเลย”   

  

ปัง! ปัง!  

  

กรอบ!  

  

“อ้ากกก!!!” อำมหิต คำแรกที่ผุดเข้ามาในหัวของอีกฝ่ายโดยไม่ต้องคิด พีคพูดเสียงแข็งกร้าวกับเขาก่อนจะยิงหัวเข่าเขาอย่างไม่ลังเล พร้อมขยับกายเข้าไปเหยียบแผลที่พึ่งยิงสดๆร้อนๆอย่างไม่ปราณี จนคนถูกกระทำร้องลั่นโอดครวญด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามดิ้นให้หลุดจากพีค แต่ยิ่งดิ้น พีคก็ยิ่งกดขยี้ขึ้นจนรู้สึกกระดูกขาร้าวแตกออกมาเป็นเสียงๆ  

“นักวิ่งเนี่ย ถ้าเอ็นข้อเท้าขาดจะวิ่งไม่ได้ถูกมั้ย แต่อย่างน้อยมันก็มีวิธีรักษาให้กลับมาเดินได้ปกติ แต่ถ้าเอ็นหัวเข่าขาดแล้วกระดูกแตกขึ้นมาเนี่ย ขามึงจะกลับมาใช้ได้ปกติมั้ย แล้วคิดว่าไอ้ฮิวโก้มันจะยอมรักษามึงหรือเปล่า ..ไม่สิ ในคุกจะมีหมอมารักษามึงให้กลับมาเดินได้ปกติหรือเปล่า มึงคิดว่าไง” พีคกระตุกยิ้มพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ก่อนจะขยี้แผลที่หัวเข่าแรงขึ้นกว่าเดิม  

  

กรอบ!  

  

“อ้ากกกก!!! กูยอมแล้ว! ปล่อยกู! ปล่อยกูไปเหอะ!” คนใต้ร่างร้องขอชีวิตอย่างลืมตัว น้ำหูน้ำตาเริ่มไหลอัตโนมัติ ทั้งชีวิตเขาไม่เคยกลัวหรือโดนอะไรที่มันเจ็บเท่านี้มาก่อน แต่พีคที่โผล่มาแปปเดียวกลับสร้างบาดแผลให้เขาได้ลึกชนิดที่กลัวจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว  

“เกิดอะไรขึ้น!? คุณพีค หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” โชคดีของมัน พีคเหลือบมองตำรวจที่วิ่งเข้ามาสองสามคนอย่างไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยอมปล่อยศัตรูให้เป็นอิสระตามที่บอก ตำรวจรีบกรู่เข้ามาหาคนร้ายเห็นแผลถูกยิงสามจุกก็เข้าใจได้เลยว่าพีคเป็นคนทำและคงโมโหมาก เพราะตอนที่พีคมาถึงหน้าตึกเขารีบถามหาเหยื่อที่ถูกไล่อย่างรีบร้อน และอารมณ์ตอนนั้นก็ร้อนพอที่ใครห้ามก็ไม่น่าจะหยุดได้ และเพราะพีคมาแล้วบุกเข้าไปตรงๆกับลูกน้องอีกสองคน ทำให้ตอนนั้นเป็นการเปิดให้ตำรวจที่กล้าๆกลัวๆตามเข้าไปข้างในอย่างไม่ลังเล ก่อนที่จะเจอคนตีกันอยู่ข้างล่างสองคนซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นลูกน้องของพีค คนร้ายคนแรกถือได้ว่าจับได้เพราะบังเอิญ แต่กับอีกคนที่ตามอยู่ ตำรวจคนอื่นกับลูกน้องพีคกำลังไล่ตามอยู่ภายในตึก ส่วนคนนี้คงโชคร้ายจริงๆที่เจอพีคเข้าตรงๆ เพราะอาการหนักกว่าคนข้างล่างอีกตั้งหลายเท่าตัว นายตำรวจได้แต่ส่ายหน้าอาลัยให้และทำอะไรพีคมากไม่ได้ด้วยความที่ยศน้อยบวกกับพีคมาเพื่อช่วยคนเหมือนพวกเขา แถมงานที่คิดว่าเสี่ยงในตอนแรกกลับจับคนร้ายง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว   

“คุณพีค ผมรู้ว่าคุณโกรธ แต่คุณจะเข้าไปซ้ำเติมคนร้ายแบบนั้นไม่ได้นะ เค้าเจ็บอยู่” หนึ่งในตำรวจพูดห้ามพีคเมื่อเหลือบไปเห็นว่าพีคกำลังเดินไปหาใครอีกคนที่นอนล้มพับอยู่ไม่ไกลจากพวกเขา ตอนแรกพวกเขาคิดว่าผู้ชายอีกคนที่พีคไปหาเป็นคนร้ายเหมือนกัน แต่ทว่าพอมองดีๆสายตาที่พีคมองพร้อมลงไปประคองผู้ชายคนนั้นกลับเปลี่ยนไปราวกับไม่ใช่พีคก่อนหน้านี้ พีคเก็บปืนเข้าหลังกางเกงอย่างเดิม ก่อนใช้มือสอดใต้ร่างอุ้มเพลิงที่นอนสลบขึ้นมา แล้วเดินหันหลังกลับเพื่อไปที่ประตูทางเข้า ตำรวจต่างขมวดคิ้วงงมองพีคอย่างไม่เข้าใจ พีคเองก็หยุดมองตำรวจไม่ได้สนใจคนที่กำลังถูกห้ามเลือด ก่อนจะพูดตอบบางอย่างให้กระจ่างด้วยใบหน้านิ่งๆ   

“แฟนผมเอง” สั้นๆแต่ได้ใจความ ก่อนที่ร่างสูงจะอุ้มเพลิงเดินกลับออกไปจากห้อง ทิ้งทวนให้ตำรวจที่เหลือถึงกับมองและเข้าใจไปในทันที เหยื่อที่ว่า..คือแฟนของเจ้าตัวนี่เอง ไม่แปลกใจที่คนร้ายจะอวมไปซะขนาดนี้  

พีคพาเพลิงออกมาจากตึกได้สำเร็จ ท่ามกลางความชุลมุนของตำรวจ พยาบาลและครูกับนักศึกษาบางส่วน ทุกคนต่างมองพีคกับเพลิงเป็นตาเดียว ก่อนจะเข้าใจว่าเพลิงคือคนที่คนร้ายตามล่าอยู่ในตึกด้วยบาดแผลที่โชว์อยู่ตามตัว แต่ที่แปลกใจคงจะเป็นท่าอุ้มเจ้าสาวที่ผู้ชายอย่างพีคกำลังอุ้มอยู่นั่นแหละ ดิวที่ยืนรอพีคกับแก้มอยู่ด้านนอก เมื่อเห็นพีคเดินมา ทั้งคู่ก็รีบกรู่เข้ามาทันที  

“พี่พีค เพลิงเป็นอะไร?” แก้มถามด้วยความเป็นห่วง สีหน้าที่มองพีคกับเพลิงเหมือนคนจะร้องไห้เต็มที  

“มันโดนยิงที่ขา” พีคตอบเสียงเรียบ แต่สีหน้ากลับกำลังแสดงความเป็นห่วงออกมา  

“เฮีย ผมว่ารีบพามันขึ้นรถพยาบาลเถอะ มันเสียเลือดมากกว่าที่เห็นอีก” ดิวเรียกให้พีครีบพาเพลิงไปที่รถพยาบาลด่วน เพราะเขาก็เป็นห่วงเพลิงเหมือนกัน พีคเหลือบมองดิวอย่างคาดโทษซึ่งดิวก็รู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร ก่อนที่พีคจะเดินพาเพลิงไปที่รถพยาบาลที่จอดรอรับคนเจ็บอยู่   

พยาบาลที่เห็นอาการของเพลิงต่างรีบกรู่ช่วยกันปฐมพยาบาลก่อนจะพาเพลิงขึ้นรถออกไป พีคเองก็ขึ้นรถตามเพลิงไปด้วย ในระหว่างที่อยู่บนรถ พีคนั่งมองเพลิงอยู่ตลอดเวลา มือของเขาจับมือเพลิงที่นอนอยู่ไม่ยอมปล่อย ครั้งแรกเขาไม่เคยเข้าใจเพลิงเลยที่หนีไม่ยอมรับผิดชอบเรื่องอุบัติเหตุของแก้ม เขาคิดแต่โมโหต้องการให้เพลิงมารับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองทำ แต่พอมาวันนี้ พีคเริ่มเข้าใจแล้วว่าการที่ตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใครอีกคนเจ็บอย่างไม่ได้ตั้งใจ ความรู้สึกแรกที่ผุดเข้ามาคือความกลัว กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป กลัวทุกอย่างที่ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอีกข้างหน้า กลัวแม้กระทั่งใจตัวเอง กลัว... ตอนนั้นเพลิงคงจะรู้สึกกลัวอยู่สินะ ถึงได้ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขา นึกย้อนความไปในครั้งแรกพีคถึงกับขบกรามแน่นโมโหตัวเอง ใบหน้าขึ้นรอยช้ำของเพลิงยิ่งเป็นการตอกย้ำความผิดนี้ พีคนั่งมองเพลิงอย่างรู้สึกผิด อกซ้ายบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บแปล๊บ ...ใช่ เขาผิด เขาผิดที่ปล่อยเพลิงไปในวันนั้น  

“ขอโทษ...”  

******************************************* 

ขอโทษแล้วรับผิดชอบเลยนะ  

ปล.ช่วงนี้อัพดึกมากเจ้าค่ะ 

#เจ้าชิบะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น