khontualeklek

ถ้าชอบก็กด Like ให้กำลังใจ หรือ comment คุยกันได้นะคะ

ตอนที่ 9 มีเซ้นส์

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 มีเซ้นส์

คำค้น : ยูริ yuri เลสเบี้ยน นิยายวาย นิยายยูริ Blackpink Snsd นิยายyuri

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2562 21:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 มีเซ้นส์
แบบอักษร

ตอนที่ 9 มีเซ้นส์ 

ฉันกรอกสายตามองสองคนนี้สลับกันไปมา ทั้งคู่ดูโกรธเกรี้ยวจัด ต่างจ้องเขม็งใส่กันอย่างไม่วางตา เกิดประกายไฟแค้นลุกวาบในดวงตาพวกเขา บรรยากาศตึงเครียดระหว่างคุณปราการและพี่ดรีม ทำเอาฉันหายใจไม่ทั่วท้อง ฝ่ายสามีกัดฟันกรอด กำมือข้างขวาแน่น สีหน้าแสดงความโกรธแค้น ส่วนฝ่ายภรรยายังคงจ้องตาท้าชนอีกฝ่ายอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัวใดๆราวกับกำลังส่งสายตาท้าทายสามีตัวเองเสียด้วยซ้ำ 

 

“คุณแบล็คเมล์ผมงั้นเหรอ” สามีถามเสียงสั่น พยายามระงับความโกรธด้วยการกำมืออีกข้าง  

ตอนนี้ฉันแอบกลัวว่าเขาจะทำร้ายพี่ดรีมมาก ใจเต้นตุ้มๆต่อมๆ ในหัวเอาแต่คิดว่าถ้าคุณปราการทำร้ายพี่เขาขึ้นมาจะทำยังไงดี  ในขณะที่กำลังกระวนกระวายใจ คนที่ฉันกำลังเป็นห่วงกลับดูไม่ยี่หระใดๆ ตอนนี้บอสคนสวยเริ่มปรับอารมณ์กลับมานิ่งและสุขุมขึ้น ความเกรี้ยวโกรธจางหายไปจากใบหน้าแต่ทว่าสีหน้าแลเปลี่ยนเป็นเย็นชาแทน 

 “พรุ่งนี้คุณต้องไปเซ็นใบหย่าด้วยกัน ทำตัวให้ว่างด้วย” บอสสาวกล่าวสรุปด้วยโทนเสียงเด็ดขาด  

“แล้วถ้าพวกผู้ใหญ่รู้เข้าว่าเราหย่ากัน ก็โดนเละสิคุณ เรายังต้องบริหารบริษัทนี้ด้วยกัน ผมจะเลิกกับคุณได้ยังไง ผมเป็นหุ้นส่วนที่นี่นะ ยังไงคุณคนเดียวก็ไล่ผมออกไม่ได้อยู่แล้ว” 

“ฉันไม่ได้บอกหนิว่าจะไล่คุณออก เราก็ยังจะทำงานด้วยกันเหมือนเดิม เพียงแค่หย่ากัน แล้วก็แกล้งเป็นสามีภรรยากำมะลอกันไปก่อน ฉันจะย้ายออกจากบ้านคุณ ต่อไปนี้คุณจะได้ไม่ต้องไปนัดชู้เอากันทุกวันพุธแล้ว คุณก็พาผู้ชายคนนั้นไปอยู่ด้วยกันที่บ้านคุณเลย ไม่ต้องมาแอบมาซ่อนฉันแล้วไง ไม่ดีเหรอ ปกติพ่อแม่คุณก็ไม่เคยไปหาที่บ้านนั้นอยู่แล้ว ก็ไม่เห็นต้องกลัวว่าเขาจะรู้ความจริง” 

พี่ดรีมพยายามพูดจาโน้มน้าวอีกฝ่าย หนุ่มหน้าตี๋ดูมีท่าทีที่อ่อนลง เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา ตอนนี้คุณปราการคลายฝ่ามือที่กำแน่น และเปลี่ยนมากัดเล็บแทน สีหน้าตึงเครียดแลดูครุ่นคิดไม่ตก 

พอซีอีโอสาวเห็นท่าว่าคุณทิมนั้นเกิดอาการลังเลและดูกังวลใจ เจ้าตัวเลยพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอีกครั้งให้อีกฝ่ายคลายความกังวล 

“ถ้าเกิดปัญหาอะไรตามมา ดรีมรับผิดชอบเอง ถ้าเราทำกำไรให้บริษัทมากพอ มันจะเป็นเกราะกำบังให้พวกเราเอง คุณก็รู้ว่าทั้งพ่อแม่ของฉันและก็คุณต่างเห็นเงินสำคัญกว่าลูกตัวเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องกลัวไปหรอก ฉันรู้ว่าจะพูดโน้มน้าวพวกท่านยังไงไม่ให้โกรธเราสองคน”   

 

พ่อเคยบอกฉันว่า การเจรจาต่อรองและการโน้มน้าวใจคน คือทักษะที่เปรียบเสมือนกุญแจวิเศษที่สามารถปลดล็อคประตูใจของคนอื่นได้ ยิ่งในแวดวงการทำธุรกิจที่ต้องพบปะผู้คนหรือลูกค้าเพื่อดีลงาน เรายิ่งต้องใช้กุญแจวิเศษนี้อยู่บ่อยครั้ง 

‘พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายอยากได้ยินและวินวินกันทั้งสองฝ่าย’ คือประโยคที่พ่อย้ำสอนฉันเสมอ พ่อบอกว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับวิธีการพูดของเรา พอได้ฟังซีอีโอคนเก่งพูดจาโน้มน้าวจนอีกฝ่ายเริ่มคล้อยตามก็ทำให้ฉันนึกถึงคำสอนของพ่อขึ้นมา พี่ดรีมเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานด้วยท่าทีสุขุม แววตาฉายชัดถึงความมั่นใจว่าอีกคนจะยอมทำตามคำขออย่างแน่นอน 

“ก็ได้ ผมจะยอมหย่า ถึงเวลาถ้ามีปัญหาขึ้นมา คุณต้องรับผิดชอบคนเดียว เข้าใจไหม แล้วห้ามปากมากไปบอกพ่อแม่ผมเป็นอันขาดเรื่องที่ผมเป็นเกย์ ไม่งั้นคุณโดนแน่” 

“หึ” ซีอีโอสาวครางเสียงเบาในลำคอแล้วยิ้มมุมปาก “คุณนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆเลยนะ...ได้ ฉันบอกไปแล้วหนิว่าจะรับผิดชอบเอง ตามนั้นนะคะ พรุ่งนี้ก็หย่าให้มันจบๆ ออกไปได้แล้วค่ะ ดรีมจะทำงาน” เจ้าตัวปัดมือไล่คนหน้าตี๋ออกไปจากห้อง อีกฝ่ายมีสีหน้าบึ้งตึงแต่ไม่ได้เอ่ยอะไรและลุกจากไปอย่างไม่สบอารมณ์ 

 

. 

. 

. 

 

ติ๊ง! 

 

เสียงแจ้งเตือนข้อความดังทักทายในยามเช้า ขาประจำที่มักส่งไลน์มาหาในเวลานี้ ก็มีแต่ป้าอิ่มเจ้าเดียวเท่านั้น รูปภาพต้นไม้ใบหญ้าที่ให้โทนสีเขียวชอุ่ม ปรากฎบนหน้าแชท  

 

สวัสดี วันพุธ  

สุขขี สุขขัง 

มีเงินเป็นถัง มีทองเป็นกาละมัง 

คิดสิ่งใด ขอให้สมใจหวัง 

สุขกาย สุขใจ ให้ราบรื่น ชื่นกมล 

 

“สาธุค่ะป้า” ฉันเอ่ยรับคำอวยพรที่เขียนแนบมากับภาพแล้วอ่านข้อความอีกบรรทัด 

 

Aimjang : วันนี้ป้าทำข้าวเช้าเผื่อแตมด้วย แวะมากินที่ร้านก่อนนะจ๊ะลูก 

Tam Tam : ได้ค่ะ ป้ากินยาตามเวลาที่หมอสั่งรึเปล่าจ๊ะ 

Aimjang :   แน่นอนอยู่แล้วจ้า อิอิ 

Tam Tam เดี๋ยวหนูไปอาบน้ำก่อนนะคะ เจอกันที่ร้านค่ะ 

ป้าอิ่มส่งสติ๊กเกอร์หมีแพนด้าทำท่าโอเคมาให้ 

 

เสียงเพลงสุนทราภรณ์อันคุ้นหูที่เปิดคลอเคล้าไปกับเสียงร้องของป้าอิ่มเป็นสิ่งที่ฉันจะได้ยินทุกครั้งเมื่อเดินเข้าไปในร้านกาแฟ ป้าชอบฟังเพลงสุนทราภรณ์มาก พอได้ฟังบ่อยๆฉันก็เริ่มหลงเสน่ห์เพลงแนวนี้อยู่เหมือนกัน จนตอนนี้น่ะเหรอร้องตามได้ทุกเพลงแล้ว และฉันก็ชอบความขัดแย้งนี้มากเป็นร้านขายกาแฟแก้ง่วงแท้ๆ แถมชื่อร้าน Wake Wake Wake เป็นการปลุกให้ตื่นสุดๆ แต่เพลงที่เปิดในร้านนั้นชวนให้นั่งหลับคาโต๊ะเสียมากกว่า ฉันมักจะแซวป้าอิ่มตลอดว่าเปิดเพลงบิ้วท์ให้ลูกค้าเคลิ้มหลับซะเหลือเกิน ป้าบอกว่ามันเป็นกลยุทธ์ให้ลูกค้าซื้อกาแฟอีกแก้ว แต่เท่าที่ฉันเคยเห็นลูกค้าไม่ได้ซื้ออีกแก้วแต่นั่งสัปหงกกันเสียมากกว่า 

 

โปรดเถิดดวงใจโปรดได้ฟังเพลงนี้ก่อน อย่าด่วนหลับนอน... 

 

ป้าอิ่มร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี พอเห็นฉันก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะทักทายเสียงใส “อ้าวหลานรัก มาเร็วๆ มากินข้าวกัน วันนี้ป้าทำของโปรดเรามาให้ด้วยนะ” ป้าเอ่ยพลางจัดแจงเปิดปิ่นโตให้ 

“ป้าถูกหวยเหรอไงจ๊ะ อารมณ์ดีเชียว” ฉันถามคนอารมณ์ดีก่อนจะหันไปสั่งกาแฟกับเจินเจิน “เหมือนเดิมนะจ๊ะ” 

“ถูกนิดๆหน่อยๆอ่ะจ้ะ ไม่เยอะหรอก ต้องขอบคุณนังเจินเจิน ที่นำโชคมาให้ป้า แหม...ดีจริงๆมีลูกน้องนำโชคแบบนี้” 

“ไปได้เลขเด็ดมาจากไหนล่ะ” ฉันเอ่ยถามคนที่กำลังชงกาแฟอยู่ “แล้วเธอไปบอกป้าอิ่มทำไม ไม่งั้นเธอก็ถูกเองแล้วเนี่ย”  

“เดี๋ยวเหอะไอหลานคนนี้ ไม่ต้องกง ไม่ต้องกินมันแล้วข้าวที่ทำมาให้เนี่ย” ป้ามีอาการงอนตุ๊บป่องแล้วมองค้อนฉัน ทำท่าจะเก็บภาชนะที่ใส่กับข้าวกับปลามาให้คืน 

“โอ๋ๆ แตมล้อเล่นน้า” ฉันรีบจับกล่องข้าวไว้แน่นและทำทีเป็นเห็นดีเห็นงามตามน้ำบุ๋งบุ๋งไป “เจินเจินแกทำดีมากกกก มีเลขด่งเลขเด็ดก็ต้องมาบอกป้าอิ่มทุกครั้งเข้าใจมั้ย”  

“หนูไม่ได้บอกเลขเด็ดป้าซะหน่อย แค่เล่าให้ฟังเฉยๆว่าหนูอ่ะฝันว่าตัวเองท้อง แล้วป้าก็ไปทำนายฝันตีเป็นตัวเลข จนถูกหวยตั้งหลายหมื่น แล้วดูสิส่วนแบ่งก็ไม่เห็นให้หนูเลย” บาริสต้าสาวบ่นเสียงอิดออดพลางชงกาแฟด้วยสีหน้าบึ้งตึง เสียงช้อนกระทบกับแก้วดังก๊องๆแก๊งๆบ่งบอกว่าตอนนี้คนชงคงหงุดหงิดน่าดู 

“ฝันว่าตัวเองท้อง...ท้องอืด ท้องเฟ้อเหรอ ทำไมทำหน้าเหมือนอาหารไม่ย่อยแบบนั้นล่ะ” ฉันเอ่ยแซวพลางเคี้ยวข้าวในปากไปด้วย 

“คุณแตม! งอนแล้วนะ หนูจะฝันว่าตัวเองท้อง ทั้งๆที่ยังไม่มีผัวไม่ได้เหรอไงคะ แสดงว่าอนาคตอันใกล้หนูจะต้องมีสามีและมีลูกแน่นอน คอยดูแล้วกันเจินเจินจะมีแซงหน้าคุณแตมให้ดู” บาริสต้าขี้ยัวะเดินมาเสิร์ฟกาแฟให้ฉันที่โต๊ะด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียดเล็กน้อย 

“อ่ะจ้า แตมจะรอนะจ๊ะอย่าลืมพาสามีมาแนะนำให้รู้จักด้วยล่ะ” 

ในขณะที่เรากำลังต่อปากต่อคำกันอยู่ เสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งที่หน้าประตูก็ดังขึ้นเรียกร้องความสนใจให้เราทั้งสามคนเบนสายตาไปหาต้นเสียงนั้นอย่างมิได้นัดหมายกัน 

“ขอโทษนะคะ สำนักงานนักสืบอยู่บนชั้นสองใช่ไหมคะ” เจ้าของคำถามถือนามบัตรอยู่ในมือ หญิงสาวหน้าตาน่ารักที่เดินเข้ามาในร้านคือน้องสาวของพี่ดรีมนั่นเอง 

“ใช่ค่ะ” ฉันตอบในขณะที่ปากยังเคี้ยวข้าวตุ้ยๆอยู่และกำลังตั้งท่าจะลุกขึ้นยืน “เชิญด้านบนเลยค่ะ”  

“ไม่เป็นไรค่ะทานข้าวไปก่อนก็ได้” อีกฝ่ายเอ่ยแล้วมองหน้าฉันอย่างพิจารณา “ใช่คุณญาณินรึเปล่าคะ”  

“ใช่ค่ะ รอสักครู่นะคะ ทานกาแฟก่อนไหม” 

“ไม่ค่ะ ฉันไม่ทานกาแฟ งั้นขอนั่งรอตรงนี้แล้วกันนะคะ” สาวผิวขาวตากลมนั่งลงตรงโต๊ะข้างๆฉัน 

“เจินเจินเอาน้ำเปล่าเสิร์ฟให้ลูกค้าหน่อย” ป้าอิ่มสั่ง 

           ฉันรีบจ้วงข้าวที่เหลืออยู่เข้าปากอย่างลวกๆแล้วดูดกาแฟตามเข้าไปอีกหลายอึกเพื่อดันข้าวลงไปในคอ 

           “ไม่ต้องรีบกินก็ได้ เดี๋ยวก็ติดคอหรอกค่ะ...ว่าแต่ ร้านนี้มีเอกลักษณ์ดีนะคะ เปิดเพลงสุนทราภรณ์ด้วย หนูชอบเพลงที่เปิดอยู่มากเลย” คนที่นั่งรอเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม 

           “หนูฟังเพลงแนวนี้ด้วยเหรอ” ป้าอิ่มถามด้วยน้ำเสียงสนอกสนใจแล้วลุกไปนั่งข้างๆอีกฝ่าย “หน้าตาน่ารักน่าชัง ยังสาวอีกต่างหาก หายากนะเนี่ยที่จะมาฟังแนวนี้” 

           “หนูเป็นโรคนอนไม่หลับค่ะ พอได้มาฟังเพลงสุนทราภรณ์ก็เลยหลับง่ายขึ้น เปิดฟังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็หลับไม่รู้ตัวเลย พอได้ฟังบ่อยๆก็เลยชอบ รู้สึกว่าคนสมัยก่อนแต่งเพลงภาษาสวยมาก แต่บางเพลงหนูก็ฟังไม่เคยจบสักทีเพราะดันหลับไปก่อน” เจ้าตัวหัวเราะเสียงหวาน 

           แล้วเหมือนป้าอิ่มจะเป็นปลื้มมากที่ได้เจอเด็กสาวคราวลูกแต่ดันชอบเพลงแนวเดียวกัน เลยชวนอีกคนคุยอย่างออกรส เพราะเจอคนคอเดียวกัน ถามไถ่เป็นชุดว่าชอบศิลปินท่านไหน เคยฟังเพลงนี้ไหม ชวนเม้าท์มอยไม่หยุด  

           “เชิญด้านบนกันค่ะ ฉันกินข้าวเสร็จแล้ว” ฉันลุกขึ้นยืนพร้อมถ้วยกาแฟในมือ “ขอโทษที่ขัดจังหวะนะคะป้าอิ่ม” 

           “ไว้คุยกันนะคะคุณป้า” น้องสาวพี่ดรีมยกมือไหว้อย่างนอบน้อมก่อนจะลุกตามฉันมา 

           “ได้จ้ะ มาหาป้าอีกนะลูก” ป้าอิ่มเอ่ยอย่างยิ้มๆ น้ำเสียงเอ็นดูอีกฝ่ายน่าดู “แตม...” พอเรียกฉันล่ะน้ำเสียงเย็นชาเชียว “ถ้าหนูเดย์เขาใช้บริการเรา ก็ลดราคาให้หนูเขาด้วยล่ะ” 

           “เอ้า นี่ป้ารู้จักชื่อเสียงเรียงนามของลูกค้าแล้วเหรอ” 

           “ขอบคุณนะคะ คุณป้า” อีกฝ่ายกล่าวขอบคุณเสียงใสพลางยกมือขึ้นไหว้ 

           “เดี๋ยวก่อนนะ ถามแตมก่อนไหมล่ะ” 

           “ป้าคุณน่ารักจัง ใจดีด้วย คุณก็อย่าลืมลดราคาให้ฉันล่ะ”  

           อะไรกันเนี่ยยัยคนนี้ ยังไม่ทันได้คุยงานกันเลย จะมาขอลดราคากันแล้ว  

           “คุณจะมาใช้บริการอะไรเหรอคะ” ฉันถามระหว่างพาอีกฝ่ายไปที่สำนักงาน 

           “บันไดชันจัง” คนหน้าใสเอ่ยขึ้นมาเมื่อเราทั้งสองคนยืนอยู่ตรงขั้นบันได 

           “ระวังด้วยนะคะ พี่สาวคุณตกบันไดไปแล้วตอนมาที่นี่” 

           อีกคนทำสีหน้าแปลกใจ “พี่ดรีมบอกคุณเหรอว่าฉันจะมาที่นี่ คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นน้องพี่ดรีม” 

           ฉันอยากจะกัดลิ้นตัวเองมาก ที่ดันพลั้งปากพูดออกไปแบบนั้น เลยรีบถามคำถามเมื่อกี้กลบเกลื่อน “เอ่อ...สรุปคุณจะมาใช้บริการอะไรคะ” 

           “เดี๋ยวขึ้นไปคุยข้างบนแล้วกันค่ะ” คนน่ารักเดินดุ่มๆขึ้นบันไดไปอย่างทะมัดทะแมงเพราะใส่รองเท้าส้นแบนมาเลยเดินได้คล่องแคล่ว ฉันเดินตามเจ้าตัวขึ้นไปติดๆ 

           “ฉันมีเซ้นส์ว่าแฟนน่าจะมีกิ๊กน่ะ เลยอยากให้คุณสืบให้หน่อย” เมื่อนั่งลงบนโซฟารับแขกอีกฝ่ายจึงตอบคำถามฉัน 

           “มีเซ้นส์? คุณช่วยอธิบายเพิ่มเติมได้มั้ยคะ”   

           เมื่อวานก็บอกว่ามีเซ้นส์ แถมเดาถูกซะด้วยว่าคุณปราการเป็นเกย์ ท่าทางแม่นางคนนี้จะมีสัมผัสที่หกนะเนี่ย 

           “ก็...รู้สึกว่าแฟนตัวเองนอกใจไง ผู้หญิงมีเซ้นส์เรื่องพวกนี้อยู่แล้ว คุณไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องแบบนี้เหรอ” 

           เอาเข้าจริงฉันไม่ค่อยมีเซ้นส์ในเรื่องรักๆใคร่ๆสักเท่าไหร่ เกิดมาจนอายุยี่สิบสี่แล้วเนี่ยแต่ก็ยังไม่เคยมีแฟนกับเขาเลยสักครั้ง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันมักจะไปชอบคนที่เขามีเจ้าของทุกที ก็เลยต้องแห้วไปตามระเบียบ คนที่มาจีบก็เป็นผู้ชายเสียหมด แล้วฉันก็ไม่มีความรู้สึกใดๆในเชิงชู้สาวกับเพศชายเลย เหมือนว่าตัวเองจะไม่มีดวงในเรื่องความรักเอาซะเลย แถมพอได้พลังวิเศษมาก็ยังต้องโดนเงื่อนไขให้โสดไปตลอดชีวิตอีก ชาตินี้ฉันคงเวอร์จิ้น นอนดิ้นเหงาๆอยู่บนคานทองอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ตายอยู่ในคอนโดยังไม่มีใครรู้ จนมาเจอศพอีกทีตอนเหม็นเน่าไปแล้วหลายอาทิตย์แน่ๆเลย แค่คิดก็ห่อเหี่ยวใจแล้ว เฮ้ออออ 

           “นี่คุณ เป็นอะไรอยู่ดีๆก็เงียบไป” อีกฝ่ายร้องทักดึงสติฉันกลับมาอีกครั้งหลังจากนั่งมโนไปไกล 

           “เอ่อ...ขอโทษค่ะ เมื่อกี๊เราคุยกันถึงไหนแล้วคะ”  

           “ฉันไปพูดจี้จุดอะไรคุณป่ะเนี่ย ทำไมทำหน้าหงอยแบบนั้นล่ะ” คนตรงหน้าสำรวจสีหน้าฉันแล้วก็ผุดยิ้มหวาน  

           “อ๋อเปล่า ไม่มีอะไรค่ะ...” ฉันแสดงสีหน้าจริงจังอย่างเอาการเอางาน “ว่าแต่คุณสงสัยใครเป็นพิเศษไหมคะ”  

           “ไม่ได้สงสัยใครค่ะ แค่สงสัยว่าเขาน่าจะมีกิ๊กเฉยๆ ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างเวลาอยู่กับเขา พลังงานนั้นมันบอกว่าเขากำลังมีคนอื่นอยู่” 

           “พลังงานงั้นเหรอ คุณพูดอะไรเป็นนามธรรมจัง” ฉันเลิกคิ้วสงสัย 

           คนน่ารักจิ๊ปากและเริ่มมีสีหน้าหงุดหงิดเล็กน้อย “เหมือนเราจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องนะคะ สรุปคุณจะทำงานให้ฉันมั้ย ไม่งั้นฉันจะไปจ้างนักสืบที่อื่นแล้วนะ” คนพูดทำท่าจะลุกขึ้นยืน 

           ฉันรีบยกมือขึ้นมาห้ามปราม “ทำค่ะทำ พลังงานนั้นแตมคิดว่าน่าจะเป็นรังสีที่แผ่ออกมาว่าเขากำลังนอกใจคุณอยู่ใช่ไหมคะ จะให้ฉันสะกดรอยตามเขาใช่ไหมว่าแอบไปมีกิ๊กที่ไหนรึเปล่า” ฉันรีบชมอีกฝ่ายอย่างเอาใจ “คุณเดย์สวยขนาดนี้ แฟนคุณคงหล่อมากแน่ๆเลย ขอดูภาพหน่อยได้ไหมคะ จะได้ตามตัวถูก” 

           คนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามผุดยิ้ม “แฟนฉันสวยมากต่างหากค่ะ เพราะแฟนฉัน...เป็นผู้หญิง” 

 

           โปรดติดตามตอนต่อไปจ้า 

            

 

            

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น