aiaeaaiaea

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เพราะนายคือของฉัน ตอนพิเศษ : ควายร้องว่ายังไง?

ชื่อตอน : เพราะนายคือของฉัน ตอนพิเศษ : ควายร้องว่ายังไง?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 13

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2562 14:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เพราะนายคือของฉัน ตอนพิเศษ : ควายร้องว่ายังไง?
แบบอักษร

 

เพราะนายคือของฉัน[ll] ตอนพิเศษ : ควายร้องว่ายังไง? 

 

 

 

 

วันหยุดที่พี่โชจะมีเวลาว่างสักที ผมกระดี้กระด๊าตั้งแต่เมื่อคืนจนมาถึงตอนนี้ เพราะคนได้หยุดรับปากว่าจะพาผมไปเที่ยว ไปในทุกที่ๆ ผมอยากไป จะเอาใจทุกอย่าง มันโคตรจะดีเลย...แต่

 

“ไม่เกินชั่วโมงนะ” เสียงพูดเรียบๆ ที่ทำเอาภาพความสนุกในสมองหดหาย 

 

“อืม ก็ทำอะไรไม่ได้นี่นา” ตอบกลับอย่างเสียไม่ได้ 

 

“เอาน่า แปบเดียว พี่จะรีบทำให้เสร็จไวๆ โอเค?” 

 

“ไม่โอเคได้ด้วยเหรอ” พี่โชยิ้มออกมา มือขาวยื่นมาขยี้หัวของผมซะผมฟูฟ่อง “กลอยรอข้างนอกนะ”

 

“ครับ” 

 

แล้วผมก็ยืนมองพี่โชเดินเข้าไปในตัวโครงสร้างของตึกขนาดใหญ่ ที่ตอนนี้เสร็จไปแล้วเกินกว่าครึ่ง ใช่ครับ วันหยุดที่เหมือนไม่ได้หยุดทำเอาผมหน้าแห้งเลยทีเดียว อุตส่าห์วางแผนซะดิบดี สุดท้ายโดนโทรศัพท์สายด่วนให้มาดูหน้างาน เพราะเจ้าของอยากเปลี่ยนบางอย่าง พ่อของพี่โชก็ไม่อยู่ พี่อัลสามีพี่ชีสก็ไม่อยู่ ทุกอย่างเลยมาที่พี่โชแทน

 

ไอ้กลอยเซ็ง กว่าจะมีวันหยุดให้ได้เที่ยวเต็มอิ่มบ้าง

 

แต่เรื่องงานจริงๆ ผมก็เข้าใจครับ ว่ามันปฏิเสธไม่ได้ รู้ดีและรู้ซึ้งกับงานเร่งด่วน เคยเจอมาแล้วกับตัวในช่วงที่ทำงานที่เก่า ลูกค้าอยากเปลี่ยนตอนนี้ เราก็ต้องทำตอนนี้ ไม่ว่าเราจะกินข้าว อาบน้ำ หรือแม้แต่นอนหลับอยู่ก็ต้องลุกขึ้นมาทำ ไอ้กลอยรู้ดีทุกอย่าง

 

แต่ก็อยากหยุดบ้าง! 

 

ผมยืนพิงกับตัวรถ ขายกเตะฝุ่นไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีอะไรทำ ตอนแรกจะตามเข้าไปด้วย แต่ถูกสั่งห้าม สาเหตุคงเป็นเรื่องอื่นไปไม่ได้ นอกจากห่วงและหวง ห่วงเพราะกลัวผมเดินซุ่มซ่ามชนนั่นนี่ ไม่ก็ไปเกะกะคนงานเขา ส่วนหวงก็...พอดีผมเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเลยผูกมิตรกับพี่ๆ ที่บริษัทพี่โชไปทั่ว โดนเฉพาะแผนกออกแบบ แล้ววันนี้พี่รองหัวหน้าแผนกที่เคยพาผมไปกินข้าวเป็นคนมาดูหน้างานเอง คงเดากันได้แล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไมผมถูกสั่งห้าม..

 

คุยเก่งไปก็อยู่ยากมากจริงๆ นะครับ

 

ด้วยความเบื่อผมเลยเดินดูนั่น ดูนี่ จนมาเจอกองทรายกองใหญ่ ข้างๆ มีเด็กหลายวัยกำลังเล่นกันอยู่ ด้วยความเป็นคนรักเด็ก (?) เลยเดินเข้าไปหา พอทุกคนเห็นหน้าผมก็หยุดนิ่งทำตาปริบๆ มอง เอาซะผมรู้สึกเหมือนเอเลี่ยนที่เด็กไม่เคยเห็น ผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นสักหน่อยนะเฮ้ย 

 

“ทำอะไรกันอยู่” อยากทำลายความเงียบเลยถามออกไป ก่อนจะหุบยิ้มแทบไม่ทันเมื่อได้ยินเสียงตอบ 

 

“เล่นไง คิดว่ากินข้าวเหรอ” เสียงแหลมแทรกขึ้น เด็กที่พูดเป็นผู้หญิง อายุน่าจะพอๆ หลานพี่โชแน่ๆ “แล้วลุงเป็นใคร”

 

อื่อฮือ โดนสวนเมื่อกี้ ยังไม่เจ็บปวดเท่าถูกเรียกว่าลุง

 

“พี่ก็พอ ลุงที่ไหนจะหนุ่มฟ้อ หล่อเฟี้ยวขนาดนี้” นี่ถ้ากลุ่มตรงหน้าเป็นพวกพี่แทมละก็ มีเต้นเข้ามุกเพลงไปแล้ว แต่นี่เป็นเด็ก กลัวไม่เข้าใจแล้วจะพาลกลัว “แล้วนี่ทำไมไม่ไปเรียน หรือว่าขี้เกียจ ไม่ดีนะเนี่ย”

 

“วันนี้วันหยุดต่างหาก ลุงไม่รู้เหรอ” 

 

เหมือนโดนด่าว่าโง่กลายๆ แต่ช่างเถอะ ไอ้กลอยปล่อยเบลอได้ไม่ถือสา 

 

“ก็แค่ลืม...แล้วนี่เล่นอะไรกันอยู่ ขายของเหรอ หรือสร้างปราสาททราย” 

 

“พวกเราเล่นพ่อแม่ลูกครับ” เด็กผู้ชายน่าจะโตกว่าตอบบ้าง ผมก็พยักหน้าเข้าใจ “ลุงอยากเล่นด้วยไหม” 

 

“ไม่ล่ะ” ลุงอีกแล้ว นี่ผมแก่ขนาดโดนเรียกว่าลุงจริงๆ เหรอ อายุยี่สิบนิดๆ เองนะ

 

“ทำไมล่ะ พวกเราขาดคนพอดี” 

 

“ขาดคน? ขาดยังไง” เพราะเท่าที่เห็นก็หกคนแล้ว พ่อแม่ลูกก็แค่สามหรือเปล่าวะ 

 

“ก็คนใช้ไง” เสียงแหลมชิงพูด ก่อนเด็กทุกคนจะพากันหัวเราะ ส่วนผมได้แต่ยืนข่มความเจ็บช้ำ

 

ทั้งลุง ทั้งคนใช้ นี่ชีวิตผมเคยมีอะไรดีๆ บ้างไหม ตั้งแต่เรียนแล้ว ละครเวทีก็เป็นตัวประกอบ ไอ้กลอยอยากเป็นคนหล่อ อยากเป็นพระเอกบ้าง

 

“เล่นพ่อแม่ลูกเบื่อจะตาย มาเล่นอย่างอื่นดีกว่า สนใจไหม” พอสู้เด็กไม่ได้ ผมก็เริ่มเปลี่ยนวิธี พูดจบมีหลายคนมองอย่างสนใจ ยกเว้นเด็กน้อยเสียงแหลม “เป็นเกมส์ทายปริศนา ใครทายถูก มีขนมให้ด้วยนะ” หลอกล่อให้สุด เรื่องนี้ผมถนัดนัก

 

“ไหนล่ะขนม” นั่นแหน่ะ เริ่มสนใจแล้ว 

 

“รอแป๊บ” 

 

ว่าแล้วผมก็ย้อนกลับไปที่รถ พลางเปิดท้ายรถแล้วหยิบขนมห่อใหญ่ออกมา ดีนะก่อนมาที่นี่ได้แวะห้างซื้อของมาก่อน ไม่งั้นไม่มีของแลกเปลี่ยน ผมกลับมาอีกที เด็กทุกคนก็หันมาสนใจ แต่สายตาพุ่งที่ขนมในมือผมมากกว่า 

 

“ไง ใครสนใจอยากเล่นเกมส์ทายปริศนาบ้าง” ผมลองแหว่งห่อขนมไปมา เด็กๆ ต่างก็มองตามกันเป็นแถว “ยกมือให้ดูหน่อย” ว่าแล้วทุกคนก็ยกมือกันให้พรึ่บ รวมทั้งเด็กเสียงแหลมด้วย “แต่ก่อนจะเล่น เราต้องรู้จักกันก่อน ใช่ไหม”

 

“ใช่ๆ” ตอบแทบจะพร้อมกันหมด ค่อยใจชื้นมาหน่อย 

 

“งั้นพี่จะบอกชื่อก่อน พี่ชื่อกลอย” ฉีกยิ้มให้ดูเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ เด็กๆ ทุกคนก็เริ่มบอกชื่อ บ้างก็ชื่อไทยจำง่าย บ้างก็มีชื่อแปลก คงเป็นภาษาถิ่นของเขา ผมคงไม่กล้าถามที่มา ส่วนเด็กที่ปากดีกับผมชื่อมาลี ระหว่างที่ทุกคนบอกเชื่อ ผมก็ยื่นอมยิ้มให้ก่อน เมื่อกี้เอาใส่กระเป๋ากางเกงมาด้วย 

 

“ไหนล่ะเกมส์” เด็กมาลีรีบถาม มือยัดอมยิ้มใส่กระเป๋ากางเกง 

 

“ใจร้อนจริง งั้นมาเริ่มดีกว่า” ผมเดินไปลากถังเปล่ามาเพื่อเป็นที่นั่ง ยืนนานๆ ก็เมื่อย อีกอย่าง เด็กๆ เงยหน้ามองผมคงจะปวดคอเหมือนกัน “ใครท่องกอไก่ถึงฮอนกฮูกได้ ไหนยกมือหน่อย” แล้วก็พากันยกหมด “ดีมาก เกมส์นี้เล่นง่ายๆ ไม่ยาก” ยิ้มพรายเมื่อเด็กดูสนใจ (ขนม)

 

ผมลองให้เด็กทุกคนท่องพยัญชนะของไทยแบบธรรมดาไปเรื่อยๆ แม้บางตัวผมจะขมวดคิ้วเพราะที่เรียงลำดับในสมองผิด แต่ก็ทำเนียนๆ เหมือนเป็นเซียนไปงั้น จนมาถึงตัวสุดท้าย เด็กๆ ถึงกับร้องดีใจคิดว่าได้ขนม

 

“มันง่ายไปนะ” บอกหลังจากมีฝ่ามือเล็กๆ หลายคู่ยื่นมาตรงหน้า 

 

“อ่าว แล้วให้ท่องทำไม งี้แหละ ถึงไม่อยากโต” ผมหันไปมองเด็กมาลีที่ทำหน้าง้ำงอ 

 

“ทำไมถึงไม่อยากโตล่ะ” 

 

“ก็ถ้าโตไปแล้วขี้โกง เป็นเด็กดีกว่า” 

 

เหมือนถูกเข็มแหลมพุ่งมาปักเต็มหน้าจนชาดิก ด่าได้เจ็บแสบชะมัด ผมอ้าปากพยายามหาเสียงตัวเองจนเจอ พยายามตีหน้าเริงร่าต่อ แม้ในอกจะเจ็บแปลบเหมือนฟ้าแลบแปล๊บๆ มาใส่

 

“เขาไม่เรียกว่าโกงสักหน่อย เขาเรียกว่าลองเชิงดูต่างหาก” 

 

“แล้วเมื่อไหร่พวกเราจะได้ขนมล่ะ พูดมากเหมือนแม่เลย” 

 

“ก็ได้ๆ งั้น ต่อไปนี้ ตอบในสิ่งที่พี่ถาม ใครยกมือตอบถูกคนแรก เอาขนมไปเลย โอเคไหม”

 

“โอเค” 

 

“ดีมาก จะเริ่มแล้วนะ”

 

แล้วรอยยิ้มพร้อมความกระตือรือร้นของเด็กๆ ก็กลับมาใหม่ ผมฉีกยิ้มพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ เด็กพวกนี้ฉลาดพอดู ดังนั้น คำถามต้องสร้างสรรค์สักหน่อย

 

“คำถามที่หนึ่ง” ผมยกนิ้วชี้ขึ้นมา “ใครรู้บ้าง ว่าแพะร้องยังไง” แป๊บเดียวก็มีเด็กผู้ชายยกมือขึ้นคนแรก “ร้องว่าไง” 

 

“แพะร้องแบะๆ ครับ” ตอบด้วยความมั่นใจพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

 

“ถูกไหมน้า” ทำท่าครุ่นคิดจนคนตอบเริ่มหน้าเสีย เรื่องแกล้งเด็กขอให้บอก ไอ้กลอยถนัด (ขี้โม้ไปเรื่อย)

 

“ถูกๆๆ” เสียงมาจากทุกคนที่ช่วยลุ้น และพอผมพยักหน้า ไม่เพียงแค่คนตอบถูก แต่เป็นทุกคนที่ร้องอย่างดีใจกับเพื่อนที่ได้ 

 

มิตรภาพมักสวยงามเสมอ 

 

“คำถามที่สอง ยังไม่ได้ถาม มาลีเอามือลงก่อน” แค่เกริ่นเด็กมาลีก็ยกมือรอ ทำเอาทุกคนขำกันใหญ่ แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้โกรธเคือง นอกจากยิ้มอายๆ ที่ใจร้อน “ไก่ร้องยังไง ยกมือ” 

 

“ไก่ร้องกระต๊ากๆ ค่ะ” เด็กผู้หญิงคนข้างๆ มาลียกมือได้ก่อน ทำเอาคนเคยยกรอหน้าบูดเมื่อไม่ได้ขนม 

 

“คำถามที่สาม แมวร้องยังไงใครรู้บ้าง” 

 

“แมวร้องเหมียวๆ เดี๋ยวก็มาครับ” แล้วก็มีคนยกตัดหน้าเด็กมาลีอีกจนได้ ผมได้แต่กลั้นขำเมื่อเด็กน้อยตีหน้ายุ่งใส่เพื่อน 

 

มิตรภาพเริ่มสั่นคลอน เพราะผมเลวที่แกล้งใช่ไหม...ตอบเองเลยว่าใช่

 

ทายไปทายมาจนเหลือคนสุดท้ายที่ยังไม่ได้ขนม ตอนแรกก็คิดจะแจก แต่ก็ดูไม่แฟร์กับคนอื่นที่แย่งตอบคำถาม หลังจากถูกตัดหน้ายกมือไปหลายรอบ เด็กมาลีก็ไม่ยกอีกเลย จนมาคนสุดท้าย ท้ายสุดนี่แหละ

 

“เหลือซองสุดท้าย สำหรับคนสุดท้ายพอดี” ผมว่า เด็กมาลีค่อยๆ เผยรอยยิ้มออกมา ดวงตากลมจ้องผมเป็นมัน “คำถามง่ายๆ เลย”

 

“ถามมาเลย” คนอยากได้ขนมรีบลุกขึ้นยืน 

 

“ควายร้องยังไง” ถามไปปุ๊บ เด็กมาลีก็เชิ่ดหน้า ปากเล็กๆ ยิ้มกว้างออกมาทันที 

 

“ง่ายๆ ควายก็ร้องว่า มอๆ ไง” ตอบอย่างมั่นใจ ผมเม้มปากไม่อยากหัวเราะให้เด็กหมดความมั่นใจ แต่ก็นะ มันอดไม่ได้จริงๆ “ลุงขำอะไร ไหนล่ะขนมของมาลี” 

 

“มาลีตอบผิด พี่จะให้ขนมได้ยังไง” เด็กทุกคนพากันมองมาลีอย่างงงๆ ก่อนหันมามองผมอย่างสงสัย 

 

“ตอบผิด? ผิดยังไง ก็ควายร้องมอๆ ก็ถูกแล้ว ลุงแหละมั่ว” 

 

ยังไม่เลิกเรียกลุงอีก

 

“ไม่ได้มั่ว ควายไม่ได้ร้องมอๆ สักหน่อย วัวต่างหากที่ร้องมอๆ น่ะ” พอผมบอกปุ๊บ เด็กทุกคนก็พากันพยักหน้าลงอย่างเห็นด้วย ต่างจากคนตอบที่ยังไม่ยอมรับความจริง 

 

“งั้น ถ้าวัวร้องมอๆ แล้วควายร้องว่ายังไงล่ะ ไหนลุงร้องบอกหน่อยสิ” มีย้อนถามกลับซะด้วย ผมลุกขึ้นยืนเต็มความสูงพลางเดินอ้อมไปด้านข้าง ใช้ความตัวใหญ่เข้าข่มเด็ก 

 

“ควายก็ร้องว่า...โอ๊ย” 

 

    แทบล้มทั้งยืนเมื่อรู้สึกเจ็บจี๊ดที่ขา พอถลกขากางเกงขึ้น ถึงได้เห็นว่ามดแดงเต็มหน้าแข้งไปหมด มันคงจะอยู่ใต้ถังเปล่าที่ผมไปลากมา แล้วก็แอบมุดไปในกางเกงโดยที่ผมไม่รู้ตัว ตอนนี้ผมเต้นเท้าไฟสุดเพื่อเขย่ามดออก มือข้างหนึ่งปัด อีกข้างหนึ่งพยายามไล่บี้ตัวที่มันอยู่ต้นขา กว่าจะปัดออกหมดเล่นเอาเหงื่อตก คันก็คัน แสบก็แสบ ทรมานได้อีก 

 

    และพอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เจอสายตาเด็กหลายคู่จ้อง ผมพยายามส่งยิ้มเพราะเด็กอาจเป็นห่วง แต่เปล่าเลย สิ่งที่กำลังถูกถามมา เล่นเอาผมใบ้กิน

 

“มาลีเพิ่งเคยได้ยิน ว่าควายมันร้องว่าโอ๊ย” ดูเหมือนเป็นคำถามใสซื่อ แต่สำหรับผม เหมือนด่าเลยว่ะ

 

“ไม่ใช่ ควายไม่ได้ร้องว่าโอ๊ย เมื่อกี้มัน...”

 

“ก็ลุงบอกเอง ทุกคนก็ได้ยิน ว่าควายมันร้องว่าโอ๊ย” 

 

“ไม่ใช่...”

 

ก่อนที่ผมจะป้าปากอธิบาย เสียงหัวเราะก็ดังแทรกเข้ามา แน่นอนว่าไม่ใช่เด็กที่นั่งมองหน้าผมแน่ เพราะทุกคนกำลังสงสัยเรื่องเสียงร้องของควาย พี่โชเดินเม้มริมฝีปากมากับพี่รองหัวหน้าแผนก แล้วก็มีลุงที่เป็นช่างอีกสองสามคน ซึ่งทุกคนพากันขำหมด 

 

ได้ยินเมื่อกี้หมดใช่ไหมเนี่ย

 

“เล่นอะไรอยู่” พี่โชถาม แม้จะพยายามทำเสียงดูเป็นปกติ แต่เจือเสียงสั่นของการกลั้นขำอยู่ 

 

“เสร็จแล้วเหรอ” รีบเอาขนมถุงสุดท้ายให้เด็กมาลีไป ก่อนจะเดินมาหาพี่โช แม้จะดูลำบากไปบ้างก็ตามเพราะต้องก้มเกาขาตัวเองทั้งสองข้าง 

 

“เป็นอะไร” จากที่ขำเมื่อกี้เริ่มนิ่ง ดวงตาดุตวัดมองขาผม ที่ตอนนี้ขากางเกงถูกถลกขึ้นมากองบนน่อง จนเห็นรอยแดงกับตุ่มพองๆ อย่างชัดเจน “ไปโดนอะไรมา”

 

“มดกัด พี่โชคัน” ว่าแล้วก็นั่งยองๆ แล้วเกาอย่างมันมือจนเลือดติดเล็บออกมา พี่โชถึงกับฉุดให้ผมยืนแล้วดึงไปที่รถโดยไม่ได้บอกลาหรือทักทายใครเลย 

 

โดยเฉพาะ ไม่ได้แก้ให้เด็กๆ รู้เลย ว่าควายไม่ได้ร้องว่าโอ๊ย!

 

 

มาถึงรถผมก็ถูกจับยัดเข้าไปนั่ง โดยที่พี่โชรีบวิ่งอ้อมไปนั่งหลังพวงมาลัยแล้วออกรถอย่างเร็วจนผมตกใจ แต่พูดมากไม่ได้เพราะต้องเกา ตอนนี้เหมือนความรับรู้ทุกอย่างจะพุ่งไปที่ขาทั้งสองข้าง ยิ่งต้นขาที่ไม่สามารถเกาตรงๆ ได้ยิ่งคัน จนผมทนไม่ไหวต้องถอดกางเกงมันในรถ พี่โชตกใจในคราแรก แต่พอเห็นรอยแดงมากมายเต็มขาก็เงียบไป พลางเพิ่มความเร็วจนผมกลัวตำรวจจะจับเอาสักแยก 

 

นานพอสมควรว่ารถคันสวยจะจอด ผมหันหน้าไปดูนอกหน้าต่างรถ ป้ายคลินิกที่เคยมาสมัยล้มหัวเข่าเจ็บยังเหมือนเดิม ว่าแต่ พาผมมาที่นี่ทำไม

 

“พี่โช เดี๋ยวๆ” มัวแต่คิดเลยลืมดูว่าพี่โชเดินอ้อมมาเปิดประตู ผมรีบรั้งตัวเองไว้ไม่ยอมออก แม้จะเจอสายตาดุอยู่ 

 

“เร็วๆ เกาจนเลือดเต็มขาไปหมดแล้วน่ะ” น้ำเสียงดุจนผมอ้าปากค้าง นานแล้วที่ไม่ถูกกดเสียงต่ำแบบนี้ แต่ใบหน้ากับนัยน์ตาที่มองมาทำเอาผมเม้มริมฝีปาก “กลอย รีบออกมา”

 

“ใส่กางเกงก่อนได้ป่ะ” ตอนนี้ท่อนล่างผมเหลือแค่บ็อกเซอร์ ซึ่งถ้าเป็นลายธรรมดาๆ ละก็ ผมคงลงเพราะหน้าทนอยู่แล้ว แต่นี่ลายเป็ดสีเหลืองเด่น แม้หน้าจะหนาเพียงใด แต่ยางอายก็ยังพอหลงเหลือบ้าง แต่สิ่งที่ผมขอ ดูจะไม่เป็นผล เมื่อพี่โชสอดตัวเข้ามาช้อนขากับตัวผมขึ้น กลายเป็นว่าตอนนี้ผมถูกอุ้มเรียบร้อย เหมือนเดจาวูเมื่อท่าอุ้มเหมือนกับครั้งแรกที่มา “พี่โชเดี๋ยวๆ”

 

ไม่มีการตอบโต้ใดๆ นอกจากการใช้เท้าปิดประตูรถเสียงดังสนั่น แล้วก้าวยาวๆ พาผมเข้าคลินิก ผู้คนที่มารอรับการรักษาต่างพากันมองอย่างสนใจ บ้างก็คิดว่าผมอาการหนักถึงกับหลีกทางให้พี่โชเดิน เอ่อ ผมยังแข็งแรงดีครับ เลือดเต็มขาก็มาจากการเกา ไม่ได้หักหรือขาดแต่อย่างใด

 

“อ่าวโช น้องเป็นอะไรน่ะ” พี่สา หมอสาวสวยญาติสนิทของพี่โชทักอย่างตกใจ เธอรีบเรียกให้พี่โชตามเข้าไปในห้องตรวจ

 

นี่ผมแซงคิวคนอื่นอีกแล้ว 

 

“ไปโดนอะไรกัดมาคะเนี่ย เลือดแดงเต็มขาไปหมด” พี่พยาบาลมองอย่างตกใจ พอๆ กับคุณหมอที่กำลังพลิกขาผมไปมาเพื่อดูร่องรอย 

 

“มดแดงกัด” คนตอบเป็นคนที่ยืนข้างผม พี่โชขมวดคิ้วมองอย่างกังวล อาจเพราะขาผมมีเลือดด้วยละมั้ง เกาเพลินจนลืมสนใจไปหน่อย “จะเป็นอะไรมากไหมพี่” 

 

“ปกติแล้วกลอยแพ้มดกัด หรือแมลงชนิดอื่นกัดไหม” คุณหมอคนสวยไม่ตอบพี่โช แต่เลือกที่จะถามผมแทน ซึ่งผมก็รีบส่ายหน้าบอก “งั้นก็ไม่น่าจะเป็นอะไรมาก เดี๋ยวจะให้ยาทาไป ตรงที่บวมเอาน้ำแข็งประคบน่าจะยุบลง แต่ถ้ากลับไปแล้วรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ให้รีบไปโรงพยาบาลด่วนๆ เลยนะ”  

 

“แล้วไม่ต้องฉีดยาแก้แพ้เหรอ” พี่โชถามเพราะยังห่วง มือใหญ่คอยยื่นมาตบมือผมไม่ให้เกาขา 

 

“ถ้าไม่มีอาการแพ้รุนแรงแบบเฉียบพลัน หรือไม่มีประวัติแพ้แมลงกัดก็ไม่ต้อง บางจุดมันจะหายบวมเอง” ว่าแล้วพี่หมอคนสวยก็ชี้ไปตรงตาตุ่มของผม ที่อาการบวมเริ่มยุบเหลือเพียงรอยจุดแดง “ต่อไปก็ระวังๆ หน่อย จะยืนหรือทำอะไรดูพื้นก่อน เกิดเป็นตัวที่มีพิษจะอันตราย” 

 

“ขอบคุณครับ” ผมยกมือไหว้เมื่อได้พูดบ้าง ปล่อยให้พี่โชพูดอยู่คนเดียวหาที่แทรกแทบไม่ได้ ตอนนี้พี่พยาบาลใช้น้ำเกลือชุบสำลีแล้วล้างขาผมทั้งสองข้าง ก่อนเอาขี้ผึ้งสีเหลืองๆ มาทาทับอีกรอบ รู้สึกหายคันไปพอสมควร แม้จะยังมีอาการจี๊ดๆ บ้างเล็กน้อยถึงปานกลางก็เถอะ 

 

ระหว่างทายาผมมองหาพี่โชที่เดินตามหลังพี่หมอออกไป และพอทายาเสร็จ คนหายไปก็กลับมาพร้อมกางเกงขาสั้นในมือ

 

“ใส่ตัวนี้ก่อน” 

 

“ของใคร?”

 

รับมาเสร็จก็รีบกางดู

 

“ของอาพี่เอง” 

 

“ของอาหมอ? กลอยจะใส่ได้ไง ไม่เอา”

 

“กลอย”

 

เสียงเรียกชื่อที่โทนเสียงต่ำมาก จนผมต้องรีบพยักหน้าแล้วสอดขาใส่กางเกงทั้งสองข้าง เสร็จแล้วก็เดินตามพี่โชออกไปด้านนอก ไม่ลืมยกมือไหว้คุณอาหมอที่ออกมาทักทาย แอบเห็นคุณอาหมอมองกางเกงที่ผมใส่ด้วย ไม่รู้ไปหยิบมาเฉยๆ หรือเอ่ยปากยืมมากันแน่ พี่โชเนี่ย

 

ออกจากคลินิกมาแล้ว ปลายทางคือกลับห้อง แพลนเที่ยวทุกอย่างถูกพับโครงการหมด ต้องโทษมดแดงพวกนั้นที่ทำให้ผมอดเที่ยว คอยดูเถอะ เจอที่ไหนจะเอาน้ำร้อนไปราดให้ตายยกรังเลย และช่วงที่รถติดไฟแดง ผมยกกางเกงตัวเดิมขึ้นมาดู ยังเห็นมดที่ไม่ตายเดินไปมา เลยบี้ให้มันเละด้วยความแค้น 

 

“พี่โช รู้ไหมว่ามดสามตัวร้องว่ายังไง” แล้วก็มีคำถามไปให้คนที่นั่งเงียบมาตลอดทาง แม้บ่อยครั้งจะก้มมองขาของผมที่ยังเป็นจุดแดง 

 

“ไม่รู้” แม้จะตอบเสียงแข็ง แต่ก็เริ่มมีส่วนร่วมบ้าง 

 

“ง่ายจะตาย มดสามตัวมันก็ร้องว่า แอ่น แอ๊น แอ้น ไง” พูดจบก็ขำออกมา พอหันไปมองคนข้างๆ กลับตีหน้านิ่ง พี่โชเบ้ปาก กรอกตามองบนเอาซะผมขำแห้ง “มุกนี้ไม่ขำเหรอ” 

 

“ไม่ขำ” เสียงตอบกลับเอาซะอกแฟบ ก่อนจะทำตาโตเมื่อได้ยินประโยคถัดมา “ไม่ขำเท่าควายร้องว่าโอ๊ยเมื่อกี้” แล้วคนพูดก็หลุดหัวเราะออกมา “ไหน ควายลองร้องโอ๊ยให้ฟังหน่อย” 

 

“นี่ก็ไม่ขำ” ยกมือของพี่โชมางับเป็นการแก้แค้น แต่คนโดนกลับยังหัวเราะออกมาหน้าตาเฉย “พี่โช หยุดขำเลยนะ”

 

“ก็มันตลก เกิดมายี่สิบกว่าปี เพิ่งเคยได้ยินควายร้องโอ๊ย กลอยร้องเหมือนมาก” 

 

“ยัง ยังไม่หยุดอีก เลิกซ้ำเติมสักที”

 

    มดแดงนั่นอีกแล้ว ที่ทำให้ไอ้กลอยคนนี้ดูแย่

 

“ว่าแต่ พี่โชรู้ไหม ว่าควายร้องว่ายังไง” 

 

“ก็ร้องโอ๊ยไง” 

 

“พี่โช” 

 

“โอเคๆ ไม่ขำแล้ว” ไม่ขำแต่ยังยิ้มอะ “พี่ไม่รู้ แล้วกลอยรู้เหรอ”

 

“ไม่รู้อะ” 

 

“อ่าว แล้วเอาไปถามเด็กทำไม” 

 

“ก็แค่อยากแกล้ง...นิดหน่อยเอง”

 

“อยากแกล้งคนอื่น เลยโดนเล่นซะเอง” รีบพยักหน้าเห็นด้วยที่สุด “แต่จังหวะมันได้จริงๆ ควายร้องโอ๊ย” 

 

“พี่โชหยุดขำเลยนะ ห้ามยิ้มด้วย”

 

“แม่งควายร้องโอ๊ย คิดได้ไงวะ” 

 

อยากบอกว่าไม่ได้คิดโว๊ย มดมันกัดตอนนั้นก็ร้องออกมา จังหวะแม่งโคตรซิทคอม 

 

“ปีศาจ ห้ามหัวเราะกลอย!”

 

“ครับๆๆ”

 

แม้จะรับปากแต่ก็ยังไม่หยุดหัวเราะ พอแผลมดกัดของผมดีขึ้น ก็ออกฤทธิ์ ออกเดชเลยนะปีศาจโช มันน่าเอามดที่เหลือดีดใส่ให้ไปกัดซะจริง 

 

“ถ้าหัวเราะอีก กลอยจะไม่คุยด้วยละนะ” 

 

“หยุดแล้วครับ พอใจไหม”

 

“ไม่พอใจ ต้องเลี้ยงข้าวด้วยถึงจะพอใจ”

 

“วกกลับมาเรื่องกินตลอดนะเราเนี่ย”

 

“แน่นอน ควายต้องเดิน เอ้ย กองทัพต้องเดินด้วยท้องสิ” ได้ยินคำว่าควายบ่อยจนติดปาก พี่โชหลุดขำออกมาอีก คราวนี้หน้าดำ หน้าแดง หัวเราะไม่ยอมหยุด “ห้ามหัวเราะ พี่โชโว๊ย” ในเมื่อไม่มีมดเหลือ เลยควักขี้มูกออกมาดีดใส่ พี่โชโวยวายทันทีแต่ผมไม่สน ให้รู้ซะบ้าง ว่าอย่าลองดีกับท่านกลอยประเกรียนสุดหล่อแม่นเว่อร์คนนี้...ว่าแต่

 

...มีใครรู้บ้างครับ ว่าควาย...มันร้องว่ายังไง  

 

กดหนึ่ง...มอๆ

 

กดสอง...อุแอ๊ อุแอ๊

 

กดสาม...อะแอ๊ อะแอ๊

 

หรือกดสี่...ควายมันจะร้องยังไง ก็เรื่องของควายสิ  

 

 

 

...

 

 

มาแบบสั้นๆ ค่า หวังว่ายังไม่ลืมน้องกลอยประเกรียนสุดหล่อแม่นเว่อร์คนนี้ (ทำตาเว้าวอน)

 

หวังว่าทุกคนจะมีรอยยิ้มได้ไม่มากก็น้อย หรืออาจไม่มีเลย (น้ำตา) 

 

แล้วพบกันใหม่ค่าาาา 

 

ว่าแต่...ควายร้องว่ายังไงน้อ???

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น