เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 90 เขตแดนรังมังกร

ชื่อตอน : บทที่ 90 เขตแดนรังมังกร

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 253

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 18:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 90 เขตแดนรังมังกร
แบบอักษร

ลมหายใจมังกรมารทำลายล้าง! 

             ครืนนนน 

           เพลิงไฟโลกันต์สีแดงดำพวยพุ่งออกไปจากปากของกุ้ยหลงในร่างจิตวิญญาณมังกรมาร ทุกอย่างเกินขึ้นรวดเร็วจนเกินไป อีกทั้งร่างกายของกุ้ยหลงยังมีสีที่กลมกลืนไปกับห้วงราตรีเป็นอย่างมาก ไม่มีใครสามารถสังเกตุเห็นร่างกายของมังกรสีม่วงดำนั้นได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับเปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากความมืดในยามราตรี 

           “นั่นมันอะไร!” 

             “หลบเร็วเข้า!” 

             ตู้มมมมมม!! 

             เปลวเพลิงสีแดงดำอันท่วมท้นด้วยความร้อนเข้าปะทะใจกลางของกลุ่มสองสำนักใหญ่ที่อารักษ์ขาบริเวณทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจ ศิษย์ของทั้งสองสำนักต่างกระโดดหลบหนีตายกันอย่างจ้าละหวั่น มีบางคนที่ไม่สามารถหลบพ้นกลับถูกเปลวเพลิงโลกันต์ของมังกรมารเผาทำลายร่างจนเป็นเถ้าถ่านในทันที 

           แต่ในตอนนั้นเองที่ได้มีเงาร่างสองสายพุ่งร่างขึ้นสู่ด้านบน เขม่าควันไฟถูกแหวกออกเป็นทางราวกับถูกผ่าเฉือนด้วยมีดอันแหลมคม เป็นร่างของหยางปินที่ขี่มังกรวายุหางหนามบินขึ้นไปนั่นเอง มังกรวายุหางหนามวาดปีกของตนออกไปและก่อให้เกิดลมพายุที่แหลมคมราวกับใบดาบก็ไม่ปาน ใบดาบสายลมเข้าทำลามม่านควันและพุ่งเข้าสู่ร่างของมังกรมารในทันที แต่กุ้ยหลงหาได้ถูกเล่นงานง่ายๆเพียงนั้นไม่ กุ้ยหลงในร่างมังกรมารหุบปีกและหมุนตัวอย่างรวดเร็วจนหลบรอดคมดาบสายลมเหล่านั้นอีกทั้งยังพุ่งร่างลงสู่เบื้องล่างได้อย่างรวดเร็ว 

           เมื่อร่างของกุ้ยหลงเข้าใกล้มังกรวายุหางหนาม ในทันใดนั้นเองที่ชายชราในร่างมังกรก็ได้กางปีกของตนออกมาเพื่อหยุดการเคลื่อนที่ของตนกลางอากาศในพริบตา เมื่อกางปีกออกมาทำให้หยางปินและมังกรวายุหางหนามสามารถเห็นร่างกายของกุ้ยหลงได้อย่างถนัดตา ร่างของมังกรเกล็ดม่วงอันชั่วร้ายและในปากของมังกรตรงหน้ากลับมีเปลวเพลิงกำลังปะทุอยู่ภายในจนสามารถมองเห็นได้ 

           ลมหายใจมังกรมารทำลายล้าง! 

           ตู้มมมมม! 

             เปลวเพลิงโลกันต์สีแดงดำได้พุ่งออกจากปากของกุ้ยหลงในทันที เปลวเพลิงเหล่านั้นเข้าปะทะใส่ร่างของมังกรวายุหางหนามอย่างถนัดถนี่ กุ้ยหลงนั้นได้หลบการโจมตีของมังกรวายุหางหนามและได้ใช้ปีกครอบคลุมร่างของตนเองเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่ลงมาจากเบื้องบนอีกทั้งยังใช้เพื่ออำพรางการโจมตีของตนอีกด้วย 

           มังกรวายุหางหนามร้องออกมาอย่างเจ็บปวด บาดแผลจำนวนมากปรากฏขึ้นบนร่างของมันเป็นแผลไหม้นับไม่ถ้วน อีกทั้งเปลวเพลิงเหล่านั้นยังแฝงไว้ด้วยการโจมตีทางวิญญาณอันชั่วร้ายของจิตวิญญาณมังกรมาร ซึ่งการโจมตีทางวิญญาณเหล่านั้นมีความใกล้เคียงกับพลังในศาสตร์มรณะเป็นอย่างมาก 

           ทางด้านหยางปินที่ไหวตัวได้ทันก็ได้กระโดดหลบฉากออกไปในทันทีอีกทั้งยังได้วาดฝ่ามือของตนและรวบรวมปราณดาบสายลมไว้ในมือก่อนที่จะวาดออกไป ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกทั้งมังกรวายุหางหนามได้สลายกลายเป็นละอองปราณกลับเข้าสู่ห้วงวิญญาณของหยางปินอีกครั้ง 

           “ตายเสียเถอะเจ้าเดรัจฉานชั่ว!” หยางปินตะโกนออกมาพร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณวายุออกมา ปราณเจ็ดสำเนียงสีเขียวหยกขั้นสูงสุดถูกปลดปล่อยออกมา รอบร่างของหยางปินราวกับเป็นแดนต้องห้ามที่เต็มไปด้วยวายุเชือดเฉือนอันแหลมคม ไม่ว่าสิ่งใดก็ตามก็ไม่อาจผ่านเข้ามาได้โดยง่าย! 

             ปราณดาบวายุโหมกระหน่ำเข้าสู่ร่างของกุ้ยหลงอย่างแม่นยำ แต่ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของมังกรมารได้เปล่งรัศมีปราณสีดำขึ้นครอบคลุมร่างกายราวกับเป็นกำแพงปราณที่ขวางกั้นไม่ให้คมดาบวายุเหล่านั้นผ่านเข้ามา ปราณดาบเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถผ่านม่านลมปราณเหล่านั้นเข้ามาได้ 

           ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้หุบปีกของตนเองและดึงดูดปราณที่ปกป้องร่างของตนเองกลับมาสะสมไว้ที่ปีกทั้งสองข้าง ปีกทั้งสองข้างเปล่งรัศมีสีดำม่วงอันลี้ลับ เมื่อปราศจากปราณปกป้องกายจึงทำให้ปราณดาบวายุเหล่านั้นเข้าทำร้ายร่างกายของกุ้ยหลงได้อย่างง่ายดาย หยางปินเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจที่โจมตีอีกฝ่ายได้สำเร็จในที่สุด แต่ในชั่วพริบตานั้นเองที่เขารู้สึกแปลกประหลาด ในทันใดนั้นเองที่หยางปินเร่งพุ่งร่างหนีไปในทันทีด้วยสัญชาตญาณที่ร้องเตือน 

           คลื่นมังกรมารวิปลาส!! 

             ครืนนนนน 

           กุ้ยหลงกางปีกออกพร้อมกับหมุนร่างของตนอย่างรวดเร็วราวกับพายุ ปราณที่ถูกสะสมไว้ในปีกถูกวาดออกรอบตัวราวกับใบดาบปราณสุดชั่วร้าย กลิ่นไอแห่งความตายคละคลุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ เส้นแสงปราณเหล่านั้นที่บังเกิดจากการวาดปีกของกุ้ยหลงได้พุ่งผ่านหน้าของหยางปินไปอย่างฉิวเฉียด 

           เส้นผมของชายชราถูกตัดขาดไปสามเส้น หยางปินพลิกร่างกลับและร่อนลงบนพื้นในทันที ชายชรากลืนน้ำลายของตนลงไปอย่างยากลำบาก เขาเริ่มรู้สึกถึงภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงจากมังกรเกล็ดม่วงดำตรงหน้าของเขา สายตาของเขาพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง ดวงตาสีทองของเขาลุกโชนด้วยเพลิงปราณสีทอง 

           สายเลือดมังกรสวรรค์ เนตรสวรรค์ผลาญภพ!! 

             ในตอนนั้นเองที่ปราณสีทองได้ปะทุขึ้นมาจากร่างของหยางปิน ละอองปราณถูกควบรวมไว้เบื้องหลังของชายชรา ในตอนนั้นเองที่ได้ปรากฏมังกรเกล็ดสีทองที่ลำตัวของมันยาวดุจดั่งอสรพิษ แขนขาทั้งสี่ข้างขนาดเล็กที่อยู่บนร่างนั้นมีกรงเล็บอันแหลมคมดุจดั่งอาวุธวิเศษ คมเขี้ยวอันแหลมคมและยังมีแผงคอที่มีขนสีทอง เขาที่ยื่นยาวออกมาจากส่วนหัวนั้นมีขาวยาวและแหลมคม หนวดของมังกรทองตนนั้นยื่นยาวออกจากส่วนหัวของมัน ดวงตาสองข้างของมันแหลมคมราวกับกระบี่ ดวงตาสีทองของมันราวกับเปลวเพลิงที่กำลังลุกไหม้ บนหน้าผากของมันมีเส้นขีดสีดำเส้นหนึ่งปรากฏอยู่ซึ่งสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน ร่างของมันบินอยู่กลางอากาศอย่างน่าแปลกประหลาดทั้งๆที่ไม่มีปีกราวกับเหยียบย่ำอยู่บนอากาศได้ นี่ก็คือจิตวิญญาณทางสายเลือดของตระกูลหยาง หนึ่งในห้ายอดตระกูลแห่งแผ่นดินต้าหลิง! 

             “เหอะ! เจ้าเดรัจฉานไม่รู้จักตาย ข้าจะให้เจ้ารู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของสายเลือดแห่งตระกูลหยาง!” ในตอนนั้นเองที่หยางปินยื่นมือออกไปทางด้านหน้า ร่างกายของจิตวิญญาณมังกรสวรรค์ที่ด้านหลังได้สลายไปกลายเป็นละอองปราณสีทองและถูกรวบรวมไว้บนฝ่ามือของหยางปิน 

           แสงสีทองเหล่านั้นควบแน่นขึ้นเรื่อยๆและยืดยาวออกไปกลายเป็นวัตถุที่เล็กและเรียวยาว จากนั้นในชั่วพริบตานั้นเองที่แสงสีทองได้จางหายไปและได้ปรากฏอาวุธจิตวิญญาณรูปร่างทวนที่สลักไว้ด้วยภาพของจิตวิญญาณมังกรสวรรค์ บนด้ามของทวนสีทองปรากฏรูขนาดเล็กอยู่ทั้งหมดแปดรู หยางปินกำทวนนั้นอย่างแรงและทำให้ปราณสีทองกระจายตัวออกไปรอบด้าน 

           หยางปินควงทวนสีทองไปมาด้วยความชำนาญ หนึ่งในชื่อเสียงของตระกูลหยางแห่งห้ายอดตระกูลนอกจากสายเลือดมังกรสวรรค์ผลาญภพที่สกุลหยางครอบครองแล้ว อีกสิ่งที่มีชื่อเสียงมาไม่แพ้กันก็คือฝีมือการรบและวิชาทวน! ทวนสกุลหยางซึ่งเป็นที่เลื่องลือกันมาอย่างยาวนาน! การใช้ทวนอยู่ในสายเลือดของพวกเขา!! 

           เพลงทวนสำเนียงสวรรค์ มังกรหลอนวิญญาณ! 

             นิ้วของหยางปินวาดผ่านรูที่สองนับจากด้านบนลงมาเมื่อนิ้วของเขาวาดผ่านไปแล้วก็ได้บังเกิดชั้นลมปราณที่บางเบาดุจดั่งกระดาษครอบคลุมอยู่บนรูนั้น จากนั้นเขาก็ได้ควงทวนสีทองนั้นไปมาอย่างรวดเร็ว ลมปราณวายุของเขาหมุนวนอยู่รอบทวนเล่มนั้นราวกับพายุ ปราณวายุได้ชักนำอากาศจำนวนมากเข้าสู่รูแรกบนทวนสีทองเล่มนั้น 

           ทันใดนั้นเองเมื่ออากาศได้ผ่านเข้าสู่รูแรกบนทวนสีทอง อากาศเหล่านั้นหมุนวนอยู่ช่องว่างภายในทวนสีทองซึ่งถูกขับดันโดยอาคมภายใน จากนั้นวายุเหล่านั้นได้ทวีความรุนแรงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น พายุหอบนั้นได้วาดผ่านรูที่สองบนทวนสีทองและทำให้ชั้นลมปราณบางเบาที่ปิดรูที่สองอยู่ได้เกิดการสั่นสะเทือนขึ้น ในตอนนั้นเองระหว่างที่หยางปินกำลังควงทวนของเขาก็ได้บังเกิดเสียงเล็กแหลมบาดหูราวกับเสียงมังกรคำรามออกมาจากทวนสีทองเล่มนั้น! 

             วี้!!! 

           ในตอนนั้นเองที่หยางปินได้ปรับเปลี่ยนเคลื่อนไหวนิ้วของตนระหว่างที่ควงทวนไปมาบนรูที่เหลืออีกหกบนตัวทวนสีทองเล่มนั้น ทำให้เสียงที่ทวนส่งออกมาเปลี่ยนไปมาในทันที เมื่อเสียงเหล่านั้นร้อยเรียงเข้าด้วยกันจึงได้บังเกิดเป็นบทเพลงหนึ่งขึ้นมา ปราณที่ถูกควบรวมไว้บนทวนทำให้บังเกิดภาพมายาปราณรูปมังกรสวรรค์ 

           หยางปินเร่งพุ่งร่างขึ้นสู่ด้านบนและวาดทวนออกไปโจมตีร่างของกุ้ยหลงในทันที กระบวนท่านั้นพุ่งทะยานออกไปด้วยฝีมือทวนอันเหนือชั้น อีกทั้งท่าทวนนั้นยังแฝงไว้ด้วยการโจมตีจากศาสตร์แห่งดนตรีของสำนักเสียงสวรรค์อีกด้วย! 

             การโจมตีของหยางปินราวกับคลื่นเสียงที่สะท้อนออกไปรอบด้าน การโจมตีของชายชรายังแฝงไว้ด้วยญาณแห่งดนตรีที่ทำให้วรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีกลายเป็นการโจมตีที่ไม่อาจป้องกัน เสียงของดนตรีจะแทรกซึมผ่านประสาทการได้ยิน มันจะจมลึกจากผิวหนังเข้าสู่ร่างกายของคนผู้นั้น มันจะแทรกซึมเข้าสู่วิญญาณเพื่อคุกคามศัตรู! 

             จั่วหลิ่งจินที่อยู่ไม่ไกลเมื่อเห็นดั่งนั้นก็ได้เร่งรีบพุ่งทะยานหนีไปอีกด้านในทันที เขารู้ซึ้งถึงการโจมตีในศาสตร์ดนตรีเป็นอย่างดี ถึงอย่างไรสำนักของเขากับหยางปินก็เป็นคู่ปรับกันมานาน การโจมตีในศาสตร์ดนตรีชั้นสูงเป็นการโจมตีที่ไม่เลือกมิตรหรือศัตรู มันจะเข้าจู่โจมทุกชีวิตที่เข้าใกล้ 

             แต่การโจมตีในศาสตร์ดนตรีก็หาใช่ว่าไร้เทียมทานไม่ ยังมีอีกหลากหลายวิธีในการป้องกันอีกทั้งยังสามารถทำลายได้อย่างง่ายดายหากคนใช้วรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีนั้นมีความชำนาญที่ยังไม่เพียงพอ หากทำการขัดจังหวะระหว่างที่เล่นบทเพลงต่างๆตั้งแต่ต้นจะทำให้กระบวนท่าไม่อาจสัมฤทธิ์ผล  

           กุ้ยหลงในร่างกายาจิตวิญญาณมังกรมารเองก็หาได้ตื่นตกใจกับเพลงทวนตรงหน้าไม่ ในสายตาของเขาภาพตรงหน้ากลับบิดเบี้ยว ทวนที่พุ่งออกมาตรงหน้าของเขากลับกลายเป็นแยกไม่ออกว่าจริงหรือลวง มายาปราณของมังกรสวรรค์เข้าพันรอบร่างกายของเขา ความรู้สึกที่สัมผัสได้ไม่อาจแยกออกได้เลยว่าจริงหรือเท็จกันแน่ นี่คือผลของกระบวนท่ามังกรหลอนวิญญาณของหยางปิน เป็นเพลงทวนที่ชายชราได้บัญญัติขึ้นมาจากความเชี่ยวชาญในเพลงทวนและวรยุทธ์ดนตรี 

           แต่ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้อ้าปากของตนออกมา ปากของมังกรมารพลันดูดกลืนอากาศเข้าไปเป็นจำนวนมาก ปอดของมังกรพลันพองโตขึ้นโดยพลัน และในตอนนั้นเองที่มังกรมารได้ปลดปล่อยลมทั้งหมดออกมาจากคอ เสียงเล็กแหลมที่แฝงไว้ด้วยปราณชั่วร้ายได้กระจายออกไปรอบด้าน 

           โฮกกกกกกก!! 

             มังกรมารคำราม! 

             เสียงมังกรคำรามดังก้องสะท้อนไปทั่ว เสียงเหล่านั้นเข้าหักล้างกับเสียงเพลงที่ออกมาจากอาวุธจิตวิญญาณของหยางปิน ภาพในคลองจักษุของกุ้ยหลงพลันชัดเจนขึ้นมากกว่าหลายส่วน ภาพที่ชายชราเห็นกลายเป็นภาพทับซ้อนระหว่างความจริงแลความลวง ระหว่างกระบวนท่าแท้และกระบวนท่าเท็จ 

             ในชั่วพริบตานั้นเองที่กุ้ยหลงได้สะบัดปีกของตนและพลิกร่างหลบรอดการโจมตีของหยางปินได้อย่างน่าอัศจรรย์ หยางปินเมื่อเห็นได้นั้นก็ได้พลิกฝ่ามือและตวัดทวนของตนออกไปในแนวขวางเพื่อฟาดฟันใส่ร่างมังกรมารเกล็ดม่วงตรงหน้า แต่กุ้ยหลงกลับหุบปีกและหมุนตัวหลุดรอดจากการโจมตีนั้นได้อย่างทันท่วงที 

           แต่หยางปินเองก็ยังไม่สิ้นท่าเพียงเท่านั้น มือขวาของหยางปินเคลื่อนออกไปที่ท้ายสุดของด้ามทวนจากนั้นจึงได้ออกแรงกดลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อหยางปินได้กดทวนจากด้านท้ายจึงทำให้คมของทวนสีทองเล่มนั้นพุ่งขึ้นสู่ด้านบน กระบวนท่าทวนถูกเปลี่ยนแปลงไปในชั่วพริบตาด้วยความพิสดาร 

           แต่กุ้ยหลงกลับอ้าปากและกัดเข้าไปที่คมทวนสีทองนั้นอย่างพอดิบพอดีเพื่อป้องกันกระบวนท่านั้นไว้ แต่หยางปินพยายามจะพลิกมือและออกแรงแทงออกไปเพื่อให้คมทวนนั้นทะลุเข้าคอของกุ้ยหลงไปให้รู้แล้วรู้รอดไป แต่กุ้ยหลงกลับอ่านกระบวนท่านั้นออก มังกรมารได้ขยับเท้าที่เป็นกรงเล็บของตนออกไปและถีบออกไปยังกลางลำตัวของหยางปินอย่างทันท่วงที กุ้ยหลงหุบเล็บของตนเพื่อยึดร่างของหยางปินไว้ 

           ในตอนนั้นเองที่กุ้ยหลงได้กระพือปีกของตนอย่างรวดเร็วเพื่อผลักดันให้ร่างของตนและหยางปินพุ่งลงสู่ด้านล่าง กุ้ยหลงได้ยื่นขาข้างที่ยึดร่างของหยางปินไว้ลงสู่ด้านล่าง แม้ร่างมังกรของชายชราจะใกล้กระแทกพื้นเต็มที่แต่เขาก็ไม่ได้หยุดยั้งการโบยบินแต่อย่างใด ร่างของมังกรยังคงพุ่งต่อไป! 

             ตู้มมมมมม!! 

             ในจังหวะที่เข้าใกล้พื้นดินนั้นเองที่กุ้ยหลงได้ปล่อยเล็บของตนออกเพื่อให้แผ่นหลังของหยางปินกระแทกเข้ากับพื้นอย่างเต็มแรง แต่กุ้ยหลงก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น! ชายชราในร่างมังกรยังคงกระพือปีกต่อไปเพื่อเคลื่อนล่างของตนไปทิศทางด้านหน้าโดยไม่สนใจร่างของหยางปินแม้แต่น้อย 

           แผ่นหลังของหยางปินถูกลากไปตามทิศทางที่กุ้ยหลงบินไปจนแผ่นหลังกลายเป็นแผลฉกรร แต่ในตอนนั้นเองที่มีลำแสงปราณหนึ่งพุ่งเข้ามายังทิศทางด้านหน้าของกุ้ยหลง ลำแสงปราณสุดร้อนแรงนั้นก็คือกระบวนท่าเพลิงผลาญธุวดาราจากวิชาฝ่ามือสุริยันผลาญดาราของสำนักแปดดารา! 

             ตู้มมมมม!! 

             ลำแสงปราณของฝ่ามือนั้นเข้ากระแทกกับร่างของกุ้ยหลงอย่างถนัดถนี่ ร่างของกุ้ยหลงถูกกระแทกดันกลับไปด้านหลังหลายจั้ง ส่วนหยางปินได้หลุดรอดจากการโจมตีอันโหดเหี้ยมนั้นของกุ้ยหลงได้ในที่สุด ร่างของหยางปินได้ร่วงหลนลงกระแทกพื้นอย่างรุนแรง หยางปินชันกายขึ้นมาอีกครั้งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาต 

           จั่วหลิ่งจินได้พุ่งกายตามมาอยู่ด้านข้างของหยางปินพร้อมกับช่วยพยุงหยางปินขึ้นมาอีกด้วย จั่วหลิ่งจินหันไปกล่าวกับหยางปิน “เป็นเช่นไรบ้างเจ้าเฒ่า อาการของเจ้านั้นหนักมิใช่เบาเลย” 

           แต่หยางปินกลับทำสีหน้าไม่พอใจเป็นอย่างมากออกมา “เจ้าสัตว์อสูรอันชั่วร้ายนี่มันอะไรกัน! สัมผัสที่ได้จากร่างกายของมันน่าจะเป็นสัตว์อสูรระดับห้าแท้ๆ ทำไมข้าที่อยู่ในขอบเขตชั้นนภาไม่อาจต่อกรกับชั้นพิภพขั้นกลางได้เลย!! มันเป็นตัวบ้าอะไรกันแน่!” หยางปินระบายความอัดอั้นของตนออกมา 

           ชายชราทั้งสองหันกลับไปมอง กุ้ยหลงในร่างมังกรมารเกล็ดม่วงที่กำลังโบยบินอยู่ตรงหน้านี้แทบจะไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของจั่วหลิ่งจินเสียเท่าไหรนัก เกล็ดสีม่วงดำบนร่างของมังกรมารมีร่องรอยแตกและเลือดซึมออกมาเพียงเล็กน้อยเพียงเท่านั้นเอง ในตอนนั้นเองที่บรรยากาศรอบตัวของกุ้ยหลงกลับเปลี่ยนไป 

           ควันสีดำได้พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของกุ้ยหลง มันราวกับเป็นม่านหมอกที่ทำให้บรรยากาศรอบด้านดูเปลี่ยนไป บรรยากาศในตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดและความรู้สึกหวาดกลัวที่บังเกิดขึ้นภายในหัวใจของทุกคนไม่เว้นแม้แต่อาวุโสทั้งสอง ในตอนนั้นเองที่จั่วหลิ่งจินทำสีหน้าตื่นตกใจเป็นอย่างมาก 

           จั่วหลิ่งจินคว้าแขนเสื้อของหยางปินและเร่งถอยหลังออกไปให้ห่างจากควันสีดำเหล่านั้นที่แทรกซึมเข้าไปในห้วงอากาศ จั่วหลิ่งจินพลันตะโกนออกมาด้วยความหวาดเกรงในตัวมังกรตรงหน้า “เจ้าเฒ่าหยาง! พวกเราเร่งรีบถอยออกมาก่อนเถอะ สิ่งนั้นคือเขตแดนรังมังกร” จั่วหลิ่งจินกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนก 

           หากจะถามว่าเขตแดนรังมังกรคือสิ่งใด? สิ่งนั้นก็คือความสามารถพิเศษจำเพาะของเผ่าพันธุ์มังกรที่ครอบครองสายเลือดอันพิเศษจำเพาะต่างๆ มันมิใช่ความสามารถดาษเดื่อนทั่วไป แต่เป็นความสามารถจำเพาะที่แสดงถึงความเป็นราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่เผ่าพันธุ์ต่างๆ 

           แต่นั่นก็มิได้หมายความว่าเผ่าพันธุ์อื่นจะไม่สามารถชนะสายเลือดในเผ่าพันธุ์มังกรได้ แต่ความสามารถประเภทนี้คือความพิเศษของมังกรที่จะสร้างอาณาเขตชั่วคราวของตนเองขึ้นมา เมื่อเขตแดนรังมังกรถูกสร้างขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความสามารถแบบไหนของมังกรตนนั้นจะถูกเพิ่มพูนมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ศัตรูที่ย่างกรายเข้าสู่เขตแดนรังมังกรของพวกมันอ่อนแอลง 

           อีกทั้งความของเขตแดนรังมังกรยังแสดงออกถึงความไร้เทียมทานในอาณาเขตของพวกมันออกมาได้อย่างเต็มที่อีกด้วย พวกมันจะกลายเป็นราชาชั่วคราวในรังของพวกมันเอง ซึ่งความสามารถของรังมังกรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สัตว์อสูรเท่านั้น ไม่ว่าผู้ใดตราบใดที่สืบสายเลือดของมังกรก็มีโอกาสได้รับความสามารถนี้ 

           ซึ่งกุ้ยหลงคือตัวอย่างที่ดีของกรณีนี้ ชายชราผู้นี้ได้สืบสายเลือดที่เจือจางของมังกรมารเกล็ดม่วง ความสามารถของสายเลือดนี้ทำให้ชายชรามีความเข้ากันได้กับวิชาในศาสตร์มารและความตายมากกว่าคนทั่วไป อีกทั้งเมื่อชายชราเป็นชาวซีเซี่ยจึงทำให้เขาสามารถใช้จิตวิญญาณของตนออกมาในรูปแบบหลอมรวมกับร่างกาย 

           เมื่อชาวซีเซี่ยที่สืบสายเลือดของมังกรได้แปลงเป็นมังกรแล้ว พวกเขาก็เปรียบเสมือนกับเป็นมังกรไปจริงๆ พวกเขาจะสามารถสัมผัสและเข้าใจในความสามารถต่างๆของสายเลือดมังกรได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าผู้คนที่ใช้จิตวิญญาณในแบบปกติ 

           เขตแดนรังมังกรของมังกรมารเกล็ดม่วงคือการสร้างสภาวะความหวาดกลัวขึ้นในจิตใจของสิ่งมีชีวิต สายเลือดของมังกรมารเกล็ดม่วงจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยความหวาดกลัวและความรู้สึกด้านลบ พลังของมังกรมารจะถูกเติมเต็มด้วยสิ่งเหล่านั้น 

           เมื่อกุ้ยหลงใช้เขตแดนรังมังกรของมังกรมารเกล็ดม่วงออกมา นั่นจะทุกสิ่งในรังของชายชราเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาอย่างบังคับไม่ได้ จากนั้นชายชราจะสามารถกลืนกินความหวาดกลัวเหล่านั้นเพื่อฟื้นคืนลมปราณของตนเองได้ 

           แม้ชายชราทั้งสองจะหลบหนีจนออกไปนอกเขตแดนรังมังกรได้แล้ว แต่ก็ยังคงมีศิษย์ของสำนักทั้งสองถูกทิ้งอยู่ในนั้นอีกหลายคน ควันสีดำได้แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายและจิตใจของหนุ่มสาวเหล่านั้นจนไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก หัวใจของพวกเขาหลงเหลือเพียงแต่ความหวาดกลัว 

           ศิษย์หนุ่มสาวเหล่านั้นกรีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวสุดขั้วใจ หัวใจของพวกเขาเต้นเร็วราวกับม้าพยศ ภาพที่พวกเขาเห็นต่างก็แตกต่างออกไปตามแต่ละคน แต่ภาพเหล่านั้นทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด ซึ่งภาพเหล่านั้นเป็นความหวาดกลัวในจิตใจของพวกเขาที่สร้างขึ้นมาเองหาใช่ความสามารถของเขตแดนรังมังกรไม่ 

           ควันสีดำเหล่านั้นเมื่อได้ทำหน้าที่ของมันแล้วจึงได้ระเหยออกมาจากร่างกายของศิษย์เหล่านั้น สิ่งที่กำลังลอยออกมาจากร่างกายของผู้คนเหล่านั้นก็คือไอแห่งความหวาดกลัว ในตอนนั้นเองที่ชายชรากุ้ยหลงในร่างมังกรมารได้กระตุ้นสายเลือดของตัวเองและอ้าปากที่เต็มไปด้วยคมเขี้ยวออกมา 

           ในชั่วพริบนั้นเองที่กลิ่นไอแห่งความหวาดกลัวเหล่านั้นก็ถูกสูบกลืนไปโดยปากมังกรที่อ้าออกของกุ้ยหลง ควันสีดำจำนวนมากต่างถูกกลืนกินไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับที่ระดับพลังปราณของกุ้ยหลงที่กำลังฟื้นคืนขึ้นมาเรื่อยๆ 

           ชายชราทั้งสองต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด พวกเขาไม่อาจต่อสู้กับศัตรูเช่นนี้ได้ การต่อสู้ทั้งหมดก่อนหน้านี้ดูราวกับศูนย์เปล่า มังกรตรงหน้าของพวกเขาสามารถฟื้นคืนลมปราณของตนเองได้ตลอดเวลา อีกทั้งเขตแดนรังมังกรยังสร้างสภาวะที่ไม่เป็นผลดีต่อการต่อสู้อีกด้วย เมื่ออยู่ในนั้นก็เท่ากับเสียเปรียบเกินไป 

           จั่วหลิ่งจินสถบออกมาอย่างเกรี้ยวกราด “บ้าเอ้ย! เขตแดนรังมังกร ความสามารถอันน่ารังเกียจของพวกมังกือเหล่านี้!!” จั่วหลิ่งจินหันกลับไปมองชายชราด้านข้างของตนเองพร้อมกับกล่าว “เจ้าเฒ่าหยาง! เจ้าสืบสายเลือดของมังกรสวรรค์สมควรจะใช้เขตแดนรังมังกรได้ เจ้าออกไปสู้กับมันแล้วทำลายรังของมันเสีย!!” 

           เมื่อได้ยินดังนั้นหยางปินกลับรู้สึกเดือดดาลขึ้นมา เขาได้ตะโกนกลับไปด้วยสีหน้าอันแดงก่ำด้วยความโมโห “เจ้าบ้าหรืออย่างไร! เขตแดนรังมังกรไม่ใช่ความสามารถดาดเดื่อน ข้าไม่อาจใช้มัน….” หยางปินกล่าวออกมาด้วยความอับอายอยู่บ้าง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมรับว่าเขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะใช้มัน 

           ในตอนนั้นเองระหว่างที่ความสนใจของทั้งสนามรบพุ่งเป้าไปที่มังกรมารเกล็ดม่วงตรงหน้านี้ ที่ห่างออกไปจากใจกลางของสนามรบได้มีคนสวมใส่เสื้อผ้าสีดำกลุ่มหนึ่งพุ่งทะยานไปตามริมแม่น้ำและใช้สีของเสื้อผ้าที่กลมกลืนไปกับความมืดในการอำพรางกายของพวกเขา 

           โดยผู้นำกลุ่มของคนพวกนั้นกลับเป็นหญิงสาวที่ปิดบังโฉมหน้าครึ่งล่างของตนเองไว้ซึ่งมีนามว่าซินถง นางได้นำพากลุ่มคนเข้าไปใกล้จุดที่ตั้งของประตูข้ามสู่แดนลับทะเลปีศาจไปเรื่อยๆ เป้าหมายของพวกเขาย่อมคือการเข้าสู่แดนลับแห่งนี้! 

           ในตอนนั้นเองระหว่างที่พวกเขาเริ่มเข้าใกล้จุดที่ปรากฏร่างของผู้คน ซินถงจึงได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณของตนออกมา ละอองปราณสีขาวพวยพุ่งออกมาจากห้วงวิญญาณของเธอ ละอองปราณสีขาวนั้นได้รวมคัวกันจนก่อรูปร่างของจิ้งจอกหิมะเก้าหางตนหนึ่งขึ้นมา ร่างเงาของจิ้งจอกหิมะตนนั้นได้ซ้อนทับกับร่างกายของซินถง ในชั่วพริบตานั้นเองที่ร่างกายของซินถงหลอมรวมกับจิตวิญญาณของตนโดยสมบูรณ์ ในตอนนั้นร่างกายของซินถงได้หายไปและปรากฏจิ้งจอกหิมะเก้าหางตัวน้อยขึ้นมาแทน 

           นี่คือจิตวิญญาณระดับสี่ จิ้งจอกหิมะเก้าหางของซินถง เมื่อซินถงแปลงเป็นอสูรด้วยจิตวิญญาณกายาของซีเซี่ย นั่นจะทำให้ร่างกายของนางหดเล็กลงเพราะร่างจิตวิญญาณนี้มีขนาดที่เล็กและปราดเปรียวกว่าจิตวิญญาณอื่นนัก นี่นับว่าเป็นจุดเด่นประเภทหนึ่งก็ได้ อีกทั้งยังทำให้ซินถงกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการแทรกซึมสถานที่ต่างๆในระหว่างภารกิจของพรรคอสูร 

           ถึงแม้จิตวิญญาณของตัวนางเองจะเป็นถึงระดับสี่แต่ขอบเขตการฝึกตนของนางยังต่ำเกินไป การแสดงอานุภาพในร่างนี้ของนางจึงนับว่าทำได้ไม่เต็มที่มากนัก เปรียบเสมือนให้คนอ่อนแอถือดาบเหล็กหนักพันชั่ง คนผู้นั้นไม่อาจกวัดแกว่งดาบเล่มนั้นได้อย่างช่ำชองเป็นอันขาด 

           ซึ่งต่างจากกุ้ยหลงที่ร่างกายของอสูรและขอบเขตการฝึกตนของเขาสมบูรณ์พร้อม เป็นสภาวะที่เข้มแข็งที่สุดและสามารถดึงศักยภาพของปีศาจออกมาได้อย่างสูงสุด ในระยะสั้นของขอบเขตการฝึกตนเมื่อเทียบกันแล้วชาวต้าหลิงอาจเก่งกาจได้ไวกว่า แต่เมื่อเทียบฝีมือในระยะยาวชาวต้าเซี่ยจะสามารถได้เปรียบด้วยสภาวะร่างปีศาจ 

           และนอกจากซินถงที่แปลงกายแล้ว คนอื่นในกลุ่มของพรรคอสูรต่างก็แปลงกายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆมากมาย พวกเขาต่างแยกย้ายกันเดินทางโดยมีจุดหมายอยู่ที่ซุ้มประตูหินโบราณใต้แม่น้ำหมินเจียง 

           ซึ่งไม่มีแม้แต่คนเดียวที่สังเกตการณ์คงอยู่ของสัตว์อสูรแปลกตาที่แฝงเข้ามาในพื้นที่สนามรบ บ้างก็แทรกตัวไปตามพื้นหญ้าและใช้จังหวะที่ไม่มีใครสังเกตในการดำน้ำลงไปในแม่น้ำหมินเจียง บ้างก็แปลงเป็นวิหคที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้าและโฉบลงมาโดยหุบปีกพุ่งลงไปในใต้น้ำในทันที 

           ใช้เวลาไม่นานนักคนในกลุ่มทั้งหมดต่างก็เข้าไปใกล้จุดนัดหมายแล้ว ซินถงในร่างจิ้งจอกหิมะจึงได้ดำลงไปใต้น้ำเป็นคนสุดท้าย ไม่นานนักคนทั้งหมดของพรรคอสูรก็ได้มาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าประตูหินโบราณ…ทางเข้าแดนลับทะเลปีศาจ! 

 

================================================== 

ทำไมร่างแปลงซินถงนี่คุ้นๆ จังน้า เคยโผล่มารึเปล่าน้า คำบรรยายคลักษณะคุ้นๆ ไหมน้า 

ความคิดเห็น