เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 89 พรรคอสูรเยือนฝูโจว

ชื่อตอน : บทที่ 89 พรรคอสูรเยือนฝูโจว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 187

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 28 ส.ค. 2562 18:24 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 89 พรรคอสูรเยือนฝูโจว
แบบอักษร

ยันต์อาคมผนึกอสูร! แผ่นยันต์ที่เต็มไปด้วยอาคมนั้นถูกขว้างซัดจากมือของถังเฟยหู่ไปอย่างแม่นยำที่ใจกลางหน้าผากของอสรพิษวารี แม้มันอยากจะหลบรอดไปเพียงไหนก็ตามแต่มันเหนื่อยล้าและบาดเจ็บเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้ และถึงแม้ว่าตาข่ายเหล็กของสำนักแปดดาราจะสลายหายไปแล้วก็ตาม 

           แต่มนุษย์ตรงหน้าของมันกลับใช้เท้าเหยียบลงไปบนหางของมันเพื่อไม่ให้มันขยับเคลื่อนไหวและหนีไปได้ มันร้องออกมาอย่างเจ็บปวดและในตอนนั้นเองที่ยันต์แผ่นหนึ่งประทับบนหน้าผากของมัน แผ่นยันต์นั้นได้เกิดแสงอาคมสีเหลืองสว่างจ้าออกมา 

           เส้นแสงสีเหลืองเหล่านั้นได้เปลี่ยนรูปจนกลายเป็นโซ่อาคมแสงและเข้ารัดร่างกายของอสรพิษวารีทั้งร่างเอาไว้จากนั้นจึงได้เกิดความเชื่อมต่อบางอย่างขึ้นระหว่างตัวของถังเฟยหู่กับโซ่อาคมเหล่านั้น 

           สิ่งนี้คล้ายกับความรู้สึกตอนที่เฮยกุ่ยและเหล่าค้างคาวตัวน้อยได้สวามิภักดิ์ยอมกลายเป็นทาสอสูรของเขา แต่ความรู้สึกในตอนนี้กลับคล้ายน้อยกว่ากันมากนัก ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู้ได้เร่งเร้าพลังและความต้องการของตนขึ้น ภายใต้จิตใจที่อ่อนแอลงเรื่อยๆของอสรพิษวารีกลับไม่อาจต่อต้านจิตที่เข้มแข็งกว่าของถังเฟยหู่ได้ 

           ไม่นานนัก อสรพิษวารีก็สิ้นท่าในที่สุด มันได้สลายกลายเป็นละอองปราณและถูกดูดกลืนเข้าสู่ห้วงวิญญาณของถังเฟยหู่อย่างรวดเร็ว ถังเฟยหู่หลับตาลงและส่งจิตสัมผัสของตนเข้าไปในห้วงวิญญาณ ภายในนั้นเขากลับพบอสรพิษวารีนอนขดอยู่ในนั้นอย่างสงบ เขาได้รับทาสอสูรมาในที่สุด 

           เขาได้หันกลับไปสนใจเหล่าศิษย์สำนักแปดดาราที่ไม่กล้าจะปริปากแม้ครึ่งคำ สายตาของพวกนั้นจ้องมองเขาด้วยความโกรธแค้น ถังเฟยหู่ได้เผยรอยยิ้มออกมาพร้อมกับเดินไปหาคนเหล่านั้นด้วยท่าทีอันนิ่งสงบ 

           ถังเฟยหู่ได้ก้มลงนั่งยองๆข้างร่างกายของคนพวกนั้นก่อนจะกล่าวออกมา “ข้าขอถามพวกเจ้าหน่อยได้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหนกัน? ข้าต่อสู้กับศัตรูและพลัดตกน้ำมา พอตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในดินแดนประหลาดแห่งนี้แล้ว พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ามันคือที่ไหนกัน? หากเจ้าทำให้ข้าพอใจข้าอาจจะถอนพิษให้พวกเจ้าก็ได้นะ” 

           แต่ศิษย์สำนักแปดดาราทั้งสี่ที่ยังมีสติอยู่กลับไม่พูดคำใดออกมาแม้แต่น้อย ถังเฟยหู่รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้างจึงได้ปล่อยปราณพิษที่รุนแรงกว่าเดิมออกมาอีกครั้ง แต่พวกเขาก็ยังไม่ยินยอมนัก พวกคนเหล่านี้มีพลังในขอบเขตปราณที่ระดับขั้นต่ำกว่าถังเฟยหู่หลายขั้นจึงทำให้ไม่อาจต่อต้านปราณพิษได้แม้สักเสี้ยวเดียว 

           หลายชั่วยามผ่านไปโดยถังเฟยหู่จะทรมานคนพวกนี้ให้หนักขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดศิษย์สำนักแปดดาราสามคนก็ทนความเจ็บปวดต่อไปไม่ไหวจนสิ้นสติไป ในตอนนั้นเองที่หลงเหลือคนสุดท้ายที่ยังตื่นอยู่ ถังเฟยหู่จึงได้ปล่อยปราณพิษที่เน้นความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุดและยังได้ใช้ปราณเหมันต์แช่แข็งร่างกายของคนผู้นี้อีกหลายส่วนจนความเย็นกัดกินร่างของเขาจนได้รับความทรมานแสนสาหัส 

           คนผู้นั้นกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเกินกว่าจะทานทน “อ๊ากก! เจ้าคนชั่ว..ขะ…ข้ายอมแล้ว! ข้าบอกแล้ว!!” ชายคนนั้นตะคอกออกมาอย่างสุดเสียง สภาพของเขาในตอนนี้นับว่าดูไม่ได้แม้แต่น้อย กล้ามเนื้อหลายส่วนกลายเป็นสีม่วงเพราะพิษและยังมีอีกหลายส่วนที่เป็นร่องรอยของพลังเย็นเยียบที่ทำลายกล้ามเนื้อจดอยู่ในสภาพที่ราวกับถูกเผาก็ไม่ปานแต่นั่นเป็นร่องรอยของการถูกน้ำแข็งกัดนั่นเอง 

           ชายคนนั้นยอมพูดออกมาจนหมดเปลือก ในที่สุดถังเฟยหู่ก็ได้รู้ว่าเขานั้นได้หลงเข้ามายังสถานที่ๆถูกเรียกว่าแดนลับทะเลปีศาจ ซึ่งสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยทรัพยากรทรงคุณค่าและโอกาสต่างๆมากมาย 

           ซึ่งเรื่องเหล่านั้นถังเฟยหู่ได้สัมผัสด้วยตนเองมาแล้ว แต่ตามความเห็นของเขาๆคิดว่าสิ่งที่เขาได้รับมายังน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ของแดนลับแห่งนี้ตามที่ศิษย์สำนักแปดดาราตรงหน้าได้สาธยายให้เขาได้ฟัง ถังเฟยหู่คิดว่าจุดที่เขาอยู่ยังเป็นเพียงชายแดนของทะเลปีศาจเท่านั้น และเส้นขีดที่ตัดกับขอบฟ้าที่เขาได้พบเจอนั้นเขาคาดว่าจะต้องเป็นใจกลางของแดนลับแห่งนี้อย่างแน่นอน 

           ในตอนนั้นเองที่ศิษย์สำนักแปดดาราที่ถูกทรมานเป็นคนสุดท้ายได้สิ้นสติไป ถังเฟยหู่ก็ได้ทำการค้นหาของมีค่าต่างๆภายในร่างกายของคนเหล่านั้น ซึ่งเขาได้ค้นพบคัมภีร์ฝ่ามือสุริยันผลาญดาราและฝ่ามือธุลีจันทราจากอกเสื้อของซ่งเจียง อีกทั้งเขายังได้พบยาแปดดารากระจ่างฟ้าอันมีชื่อเสียงของสำนักแปดดารากว่าสิบเม็ด 

           โดยยาแปดดารากระจ่างฟ้าถูกปรุงขึ้นจากผู้อาวุโสห้องปรุงยาสำนักแปดดารา ต้องใช้สมุนไพรอันล้ำค่าแปดชนิดมาหลอมรวมกันด้วยเตาหลอมโอสถหินอุกาบาตและต้องทำการอาบแสงดาราถึงแปดคืนกว่าจะสำเร็จออกมาได้ ซึ่งความสามารถของมันก็คือการฟื้นฟูอาการบาดเจ็บอย่างรวดเร็วรวมถึงช่วยในการฟื้นฟูลมปราณ 

           สำหรับการออกมาผจญภัยภายนอกสำนัก ในบางคราอาจต้องพบเจอเหตุไม่คาดฝันและอันตรายสุดหยั่งถึง ยาแปดดารากระจ่างฟ้านับว่ามีคุณประโยชน์เป็นอย่างมากและสามารถช่วยชีวิตของผู้คนไว้ในยามคับขัน 

           ทางด้านห้องปรุงยาของสำนักเสียงสวรรค์เองก็มียาที่ให้สรรพคุณคล้ายๆกันเช่นเดียวกันและยังมีการปรุงออกมาที่ยากไม่ต่างจากยาแปดดารากระจ่างฟ้า ซึ่งยาชนิดนี้ของสำนักเสียงสวรรค์ถูกเรียกขานว่ายาคีตะคืนปราณ และยังมีราคาที่แพงเป็นอย่างมาก ยาคีตะคืนปราณหนึ่งขวดเล็กๆต้องใช้แต้มคุณูปการถึงสามร้อยแต้มเลยทีเดียว 

           ซึ่งการลงมือครั้งนี้ของถังเฟยหู่นับว่าเป็นเรื่องอุกอาจยิ่งนัก การช่วงชิงยาแปดดารากระจ่างฟ้ายังไม่เท่าไหร หากสำนักแปดดาราทราบว่าศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ช่วงชิงและขโมยวิชาประจำสำนักของพวกเขาไปย่อมทำให้เกิดความไม่พอใจไปเป็นวงกว้าง ซึ่งหากเกิดสถานการณ์อย่างนั้นขึ้น สำนักก็ย่อมต้องส่งตัวเขาไปให้สำนักแปดดาราเพื่อสังเวยความไม่พอใจของสำนักแปดดาราเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามระหว่างสำนัก 

           เรื่องเหล่านั้นสามารถเข้าใจได้อย่างง่ายดาย ระหว่างชีวิตของศิษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งกับประโยชน์ของสำนัก คนระดับสูงของสำนักย่อมต้องเลือกหนทางที่ได้ประโยชน์สูงสุดและเสียหายน้อยที่สุดอย่างแน่นอน พวกเขายอมตัดแขนขาของตนหรือแม้แต่สังเวยชีวิตของลูกศิษย์แต่ไม่ยินยอมให้เกิดผลเสียต่อสำนัก ทุกผู้คนโดยเฉพาะคนที่อยู่กับสำนักมาอย่างยาวนานมักจะถูกปลูกฝังความผูกพันธุ์และความภักดีต่อสำนักเป็นอย่างมาก พวกเขาล้วนทำสิ่งต่างๆได้เพื่อสำนักของตน 

           ถังเฟยหู่หันมาสนใจคัมภีร์สองเล่มในมือ พวกมันยังดูใหม่อยู่มากนัก อีกทั้งยังไม่ค่อยมีร่องรอยฉีกขาดหรือคราบสกปรกใด เขาคิดว่านี่คงจะเป็นฉบับคัดลอกที่สำนักแปดดาราได้แจกจ่ายให้แก่ศิษย์ทั้งหลาย 

           ชายหนุ่มเร่งรีบทำการสอดส่องและจดจำถ่อยคำรวมถึงเคล็ดความทั้งหลายในคัมภีร์ทั้งสองเล่มอย่างรวด ด้วยความจำอันดีเลิศของเขาจึงทำให้ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเก็บคัมภีร์ทั้งสองไว้ในห้วงความทรงจำของตนเอง จากนั้นเขาจึงได้นำคัมภีร์ทั้งสองเล่มเก็บกลับไปยังที่เดิมบนร่างของศิษย์สำนักแปดดาราเสีย 

            “หากทำเช่นนี้นับว่าดีที่สุด บางทีพวกเขาอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าข้าแอบขโมยวิชาของสำนักพวกเขาไปแล้ว อย่างมากศิษย์พี่น้องพวกนี้ก็โกรธที่ข้าขโมยยาล้ำค่าไป นั่นยังเป็นเพียงความบาดหมางของผู้เยาว์ ไม่ได้ยั่วยุผู้อาวุโสรวมถึงมิได้สร้างความขัดแย้งระหว่างสำนักให้เกิดขึ้น” เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจพร้อมกับเดินจากไป 

           แต่ก่อนจะไปเขายังไม่ลืมที่จะดูดกลืนพิษที่ปล่อยไปกลับมา เขาไม่มีความบาดหมางกับศิษย์สำนักแปดดารา ที่เขาต้องการก็คือผลประโยชน์บางอย่างเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเข่นฆ่ากันให้ถึงตาย อีกทั้งการฆ่าคนพวกนี้อาจจะนำปัญหาที่น่าปวดหัวตามมาด้วยเช่นกัน 

           เขาได้ใช้เคล็ดกายหยาบมารเพื่อเร่งรีบเดินทางอีกครั้งหนึ่ง หลังจากทิ้งระยะห่างมาได้หลายลี้แล้วเขาจึงค่อยหาสถานที่อันเงียบสงบแห่งหนึ่งเพื่อหยุดพัก เขาได้นั่งลงพร้อมกับสำรวจสมาชิกใหม่ภายในห้วงวิญญาณของตนเอง มันคือสรพิษวารีที่กำลังพักฟื้นตัวอยู่ ร่างกายของมันเต็มไปด้วยเกล็ดสีฟ้าเรียงตัวกันสวยงาม มันกำลังหลับใหลพร้อมกับสูดกลืนกลิ่นอายภายในห้วงวิญญาณเพื่อฟื้นตัว 

           ถังเฟยหู่ได้ทำการกระตุ้นห้วงวิญญาณของตนเพื่อปลุกให้อสรพิษวารีตื่นขึ้นมาจากนั้นเขาจึงได้เรียกมันออกมายังโลกภายนอก ละอองปราณสีฟ้าสว่างใสได้กระจายออกจากร่างของถังเฟยหู่และรวมตัวกันเบื้องหน้าของเขาจนกลายเป็นอสรพิษวารี ร่างกายของมันนับว่าใหญ่โตเขาสามารถขึ้นไปนั่งบนหัวของมันได้เลยทีเดียว ซึ่งหัวของมันมีขนาดประมาณครึ่งจั้งหากประเมิณด้วยสายตา ร่างกายของมันยังพบบาดแผลกระจายตัวอยู่อย่างมากมาย 

           ซึ่งบาดแผลเหล่านั้นคือสิ่งที่เกิดจากการต่อสู้ของมันกับเหล่าศิษย์สำนักแปดดาราทั้งห้านั่นเอง ถังเฟยหู่ทำการสำรวจบาดแผลโดยรวมทั้งร่างของอสรพิษวารี เขาพบว่าบาดแผลเหล่านั้นไม่ร้ายแรงมากนัก เป็นเพียงบาดแผลภายนอกเสียส่วนใหญ่ เขาได้นำขวดยาแปดดารากระจ่างฟ้าออกมาและนำยาเม็ดหนึ่งมอบให้แก่อสรพิษวารี 

           ภายในขวดยาแปดดารากระจ่างฟ้าในมือของเขามีทั้งสิ้นสิบเม็ด หลังจากมอบให้แก่อสรพิษวารีไปแล้วก็เหลือทั้งสิ้นอีกเก้าเม็ด นับว่ายังเหลือเพียงพอสำหรับการเดินทางในแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้ 

           อสรพิษวารีหลังจากกลืนยาแปดดารากระจ่างฟ้าลงไป เม็ดยานั้นได้ไหลลื่นลงคอและละลายกลายเป็นของเหลวในทันที ของเหลวเหล่านั้นไหลซึมเข้าสู่ร่างกายของมันอย่างรวดเร็ว อาการบาดเจ็บต่างๆรวมถึงพลังปราณภายในร่างของมันกลับฟื้นคืนขึ้นมาอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยามเท่านั้นเอง 

           เมื่อเห็นสภาพร่างกายของอสรพิษวารีดีขึ้นมากแล้วเขาจึงได้ทำการออกเดินทางต่อไปในทันที เขากระโดดขึ้นไปนั่งอยู่บนหัวของอสรพิษวารีในทันที จากนั้นทาสอสูรตนใหม่ของเขาจึงได้เริ่มแหวกว่ายออกไปในทันที 

           การเดินทางของเขาในครานี้นับว่าสะดวกสบายกว่าเดิมมากมายนัก อสรพิษวารีเดิมทีเป็นสัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนี้ มันมีความคุ้นชินและความเข้ากันกับพลังวิญญาณตามธรรมชาติและพลังธาตุวารีเป็นอย่างมาก ทำให้มันสามารถเดินทางได้อย่างรวดเร็วยิ่งนัก อีกทั้งยังสามารถหลบหลีกอันตรายต่างๆได้ตามสัญชาตญาณเช่นการหลีกเลี่ยงอาณาเขตของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ตนอื่นได้ 

           แม้จะน่าสนใจเกี่ยวกับการใช้อสรพิษวารีมาบ่มเพาะกายหยาบมาร แต่ข้อจำกัดก็ยังมีมากจนเกินไป การฝึกเคล็ดกายหยาบมารจนถึงขั้นครอบครองพลังของสัตว์อสูรชนิดนั้นๆอย่างสมบูรณ์จำเป็นต้องกลืนกินสัตว์อสูรจำนวนมากจึงจะสำเร็จผล การกลืนกินอสรพิษวารีเพียงตัวเดียวจึงนับว่าได้ไม่คุ้มเสีย 

           อีกทั้งการไว้ชีวิตแล้วจับอสรพิษวารีเป็นทาสอสูรแทนนับว่าได้ประโยชน์กว่ามากนัก นั่นเพราะระหว่างการเดินทางเขาสามารถฝึกตนไปด้วยระหว่างที่กำลังนั่งอยู่บนหัวของอสรพิษวารี การฝึกฝนของเขานับว่าก้าวหน้าอย่างรวดเร็วมากกว่าช่วงเวลาที่เขาเดินทางคนเดียวมากนัก 

           ผ่านไปอีกหลายวัน หนึ่งคนหนึ่งอสูรสามารถเดินทางไปได้หลายพันลี้อีกทั้งยังเก็บรวบรวมทรัพยากรอีกหลายประเภทรวมถึงจับทาสอสูรเข้ามาอยู่ในการครอบครองอีกสามตนด้วยกัน แต่พวกมันยังเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรสัตว์อสูรทะเลก็เป็นสิ่งหายากที่ไม่พบเห็นได้บ่อยครั้งในแผ่นดินใหญ่ 

           การจับพวกมันมาบางทีอาจจะเป็นประโยชน์ในวันหน้าก็ได้ ซึ่งในหลายวันมานี้เขาได้ทำการฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งและบ่มเพาะปราณภายในตันเถียนให้มากขึ้น อีกทั้งยังใช้เวลาบางส่วนในการศึกษาฝ่ามือธุลีจันทราอีกด้วย 

           โดยชุดวิชาฝ่ามือนี้เป็นวรยุทธ์ระดับห้าในศาสตร์เหมันต์ เมื่อเขาได้ศึกษาชุดวิชานี้มากขึ้นจึงทำให้เขาสามารถเข้าใจถึงศาสตร์เหมันต์ในมุมมองที่แตกต่างออกไปจากวิชาปราณเก้าเยือกแข็ง ความเข้าใจโดยรวมของเขามีมากขึ้นและสามารถใช้พลังเหมันต์ในการโจมตีได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย 

           การเดินทางของเขายังคงมีจุดหมายเดิมซึ่งนั่นก็คือเส้นขีดตั้งตรงบนขอบฟ้านั้น หลายวันมานี้เมื่อเขาเข้าใกล้จุดหมายนั่นเรื่อยๆก็ทำให้เกิดความเข้าใจบางอย่างขึ้นมา เมื่อเขาเข้าใกล้มันจึงทำให้มองเห็นเส้นขีดนั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ 

           ที่แท้เส้นขีดบนขอบฟ้านั้นก็คือเสาขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง แม้จะยังอยู่ไกลเป็นอย่างมากแต่ก็ยังพอมองรูปร่างของมันออกอยู่บ้าง เสาต้นนี้มีขนาดใหญ่และความสูงที่พุ่งขึ้นสู่ด้านบน ความสูงของมันยืดยาวออกไปราวกับไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ทราบว่าเป็นใครกันแน่ที่สร้างสิ่งอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ไว้ 

            “ไม่ทราบว่าแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้ถูกสร้างโดยใครกันแน่ เป็นยอดฝีมือชั้นนภาหรือว่าเทพเจ้าในตำนานกันแน่…แต่ที่แน่นอนก็คือ หากต้องการจะออกไปจากที่นี่อย่างน้อยก็สมควรจะไปยังเสาโบราณนั้น…นอกจากเสาต้นนั้นแล้วก็ไม่มีเบาะแสอื่นใดให้สืบสาวได้อีกแล้ว….” ถังเฟยหู่กล่าวความคิดของตนออกมาขณะเดินทาง 

           ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้เดินทางมาถึงเนินใต้ทะเลแห่งหนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยหญ้าทะเลขึ้นปกคลุมเต็มไปหมด สถานที่นั้นราวกับทุ่งหญ้าที่เขียวขจีบนต้าหลิงก็ไม่ปาน ความงดงามของธรรมชาติที่ไม่เคยถูกผู้ใดรุกรานมาก่อน ถังเฟยหู่กวาดสายตาของตนออกไปเพื่อสำรวจสถานที่แห่งนั้น 

           ในสายตาของเขาปรากฏอารามรกร้างแห่งหนึ่งที่ปลายสุดของทุ่งหญ้าแห่งนั้น อารามแห่งนั้นดูทรุดโทรมและเต็มไปด้วยร่องรอยของตะไคร่น้ำ อารามแห่งนั้นมีขนาดใหญ่และยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งความยิ่งใหญ่ในครั้งอดีตกาลให้เห็นอยู่บ้าง เมื่อครั้งอดีตคิดว่าอารามแห่งนี้คงเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในแดนลับทะเลปีศาจอย่างแน่ 

           ถังเฟยหู่มองอารามแห่งนั้นด้วยความสนใจก่อนที่จะบงการให้อสรพิษวารีพุ่งตัวเข้าไปยังอารามร้างแห่งนั้น ใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็ได้มาถึงยังเบื้องหน้าของอารามร้างแห่งนั้นในที่สุด เสาเบื้องหน้าอารามสลักไว้ด้วยภาพของสัตว์ทะเลมากมาย แต่ก็มีหลายส่วนมากนักที่ได้ผุพังไปตามกาลเวลา 

           “น่าสนใจ….ข้าเดินทางมาหลายเดือน นอกจากเสาโบราณที่ปลายขอบฟ้านั้นแล้วก็ไม่เคยพบเจอสิ่งก่อสร้างหรือร่องรอยของมนุษย์ใดมาก่อนเลย บางทีอารามแห่งนี้อาจบอกข้อเกี่ยวกับหนทางออกจากแดนลับก็เป็นได้…” ถังเฟยหู่กระโดดลงจากหัวของอสรพิษวารีก่อนที่จะสลายมันไปกลายเป็นละอองปราณและดูดละอองเหล่านั้นกลับเข้าไปยังจุดตันเถียนของตนเพื่อเก็บอสรพิษวารีเข้าสู่ห้วงวิญญาณของตน จากนั้นเขาจึงได้ก้าวเข้าไปในอารามรกร้างแห่งนั้นในทันที…. 

  

           ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเองที่โลกภายนอก ข่าวคร่าวของแดนลับทะเลปีศาจถูกปิดเงียบไว้ด้วยการกำกับดูแลของสำนักแปดดาราและเสียงสวรรค์ แต่ถึงอย่างไรกระดาษก็มิอาจห่อไฟไว้ได้ มีคำร่ำลือหนาหูเกี่ยวกับการพบของวิเศษบางอย่างที่ก้นแม่น้ำหมินเจียงแต่ถูกสองสำนักใหญ่ในพื้นที่ฝูโจวเก็บงำไว้ 

           แม้ข่าวลือเหล่านั้นจะไม่ใช่ความจริงแต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่าข่าวเหล่านั้นกลับดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมาก แม้จะมีคนมากมายที่ให้ความสนใจแต่พวกเขาก็ไม่อาจกระทำการอันใดโดยโจ่งแจ้งได้มากนัก นั่นเพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่อยากเปิดศึกกับสำนักใหญ่แห่งฝูโจวทั้งสอง อีกทั้งสำนักทั้งหลายส่วนใหญ่ในแผ่นดินต้าหลิงยังเป็นสำนักฝ่ายธรรมะอีกด้วย ด้วยคำว่าคุณธรรมค้ำคอจึงทำให้พวกเขาไม่อาจทำตามใจตนเองจนมากเกินไปได้นัก 

           แต่นั่นมิได้หมายรวมถึงพรรคมารทั้งหลายในยุทธภพ ในค่ำคืนอันมืดมิดภายในฝูโจว ลมพายุพัดกระหน่ำขึ้นภายในเขตเมืองฝูโจว เงาดำนับสิบพุ่งทะยานไปมาอยู่ใกล้กับบริเวณแม่น้ำหมินเจียง 

           โดยรอบของบริเวณแม่น้ำหมินเจียงนั้นเต็มไปด้วยศิษย์ของสำนักแปดดาราและสำนักเสียงสวรรค์ในระดับขั้นจิตวิญญาณซึ่งไม่สามารถผ่านเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจได้ พวกเขาแต่ละคนต่างถือคบเพลิงและเดินลาดตระเวนไปโดยรอบแม่น้ำแห่งนี้เพื่อกันมิให้ผู้ใดเข้าใกล้แม่น้ำแห่งนี้ได้ โดยเฉพาะรอบบริเวณทางแดนลับทะเลปีศาจ 

           เงานับสิบเหล่านั้นที่ได้แฝงตัวเข้าไปใกล้ยังบริเวณชายขอบที่ห่างไกลที่สุดที่เหล่าศิษย์ของทั้งสองสำนักลาดตระเวนมาไม่ถึง สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังบริเวณที่มีการอารักษ์ขาหนาแน่นมากที่สุด พวกเขารู้ในทันทีว่าตรงนั้นคือจุดหมายของพวกเขา 

           แต่จุดนั้นก็อันตรายเป็นอย่างมากเช่นกัน ศิษย์นับไม่ถ้วนของสองสำนักใหญ่ที่กำกับดูแลอยู่ อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสผู้คุมกฎหยางปินจากสำนักเสียงสวรรค์และยังมีผู้อาวุโสคุมกฎจั่วหลิ่งจินจากสำนักแปดดารา ทั้งสองต่างก็อยู่ในขอบเขตนภาขั้นสองซึ่งถือว่าเป็นยอดยุทธ์อันดับต้นๆของมณฑลฟูเฉียนเลยทีเดียว 

ในกลุ่มคนชุดดำนับสิบนั้นต่างก็ดูมีสีหน้าที่หวันเกรงและเคร่งเครียดเมื่อเจอผู้อาวุโสของสำนักทั้งสองมาเฝ้าอยู่ที่ริมแม่น้ำแบบนี้เช่นกัน แต่ในตอนนั้นเองที่คนชุดดำผู้หนึ่งในกลุ่มเดินออกมาและยกมือของตนขึ้นเพื่อบอกเป็นนัยแก่ลูกน้องของตนเองว่าให้สงบใจลงและฟังเสียงของเขา 

           ชายชราผมขาวโพลนที่มีแววตาที่ชั่วร้ายเผยรอยยิ้มเยาะเย้ยของตนเองออกมาให้เห็นเมื่อมองอาวุโสทั้งสอง “พวกเจ้าจะหวาดเกรงไปทำไมในเมื่อข้ากุ้ยหลงอยู่ที่นี่ พวกสวะต้าหลิงในมณฑลที่ห่างไกลเช่นนี้กลับฝึกตนโดยหวังจะก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดโดยไม่สนใจรากฐานหรือความหนาแน่นของพลัง พลังของพวกมันไม่อาจเทียบเท่ากับยอดยุทธ์ที่แท้จริงในชั้นพิภพเสียด้วยซ้ำไป” 

            “ตะ..แต่ผู้อาวุโสกุ้ย….” ในตอนนั้นเองที่คนผู้หนึ่งในกลุ่มได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงอ้ำอึ้งและหวาดกลัวไม่หาย แต่ในตอนนั้นเองที่เขาได้หยุดพูดลงในทันที เขาได้มองเข้าไปยังดวงตาทั้งสองข้างของผู้อาวุโสกุ้ยหลง ดวงตาทั้งสองข้างของกุ้ยหลงนิ่งสงบเป็นอย่างมาก ดวงตาทั้งสองข้างนิ่งเฉยและไร้อารมณ์ราวกับไม่มีความรู้สึกใดถ่ายทอดออกมาด้วยตาทั้งข้างได้เลย 

           มือของกุ้ยหลงยกขึ้นมาอย่างช้าๆและคว้าเข้าไปยังคอของชายหนุ่มคนที่พึ่งกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมา กุ้ยหลงออกแรงบีบ นิ้วแต่ละนิ้วของกุ้ยหลงกดเข้าไปในลำคอของชายหนุ่มคนนั้น บนมือของชายชราที่กดลงไปบนคอของชายหนุ่มเผยให้เห็นถึงรอยสักรูปมังกรอยู่บนมือข้างนั้น… 

           ชายชราคนนี้…ที่แท้ก็คือคนที่เคยปรากฏตัวที่ฟูเจี้ยน ผู้อยู่เบื้องหลังการแพร่พิษใส่ผู้คนในเมือง ผู้คนทั้งหมดในที่นี้ก็คือคนจากพรรคอสูรแห่งซีเซี่ยนั่นเอง ชายหนุ่มที่ถูกบีบคอพยายามจะแกะมือของผู้อาวุโสกุ้ยหลงออกไปแต่มือข้างนั้นของชายชราราวกับเป็นคีมเหล็กอันแน่นหนาที่ไม่ขยับแม้แต่น้อย 

           แต่ในตอนที่ชายหนุ่มผู้นั้นใกล้จะขาดใจตายนั้นเองที่กุ้ยหลงได้ปล่อยมือของตนออกไป ร่างของชายหนุ่มร่วงลงกับพื้นในทันที สายตาของคนที่เหลือในกลุ่มต่างมองคนหนุ่มผู้นั้นด้วยแววตาสมเพช คนหนุ่มผู้นี้เป็นศิษย์หน้าใหม่ของพรรคอสูรที่ถูกส่งมาหาประสบการณ์จากกลุ่มของกุ้ยหลงที่ลงมือทำภารกิจต่างๆในต้าหลิง 

           “ฟังข้าให้ดี…” กุ้ยหลงมองลงไปยังชายหนุ่มที่นอนกองอยู่กับพื้น “แดนลับทะเลปีศาจคือสถานที่เก็บมรดกอันสำคัญของบรรพชนจอมมาร บรรพชนผู้ก่อตั้งพรรคอสูรได้ถ่ายทอดคำสั่งไว้ให้แก่ลูกหลานพรรคอสูร พวกเราจำต้องปฏิบัติตาม มรดกแห่งสิบแปดวังมารต้องไม่ตกอยู่ในมือของศัตรู มรดกที่กระจัดกระจายไปทั่วทั้งแผ่นดินต้องเป็นของพวกเราพรรคอสูร!” 

           คนของพรรคอสูรทั้งหมดพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อได้ยินคำกล่าวของผู้อาวุโสกุ้ยหลง คนทั้งหมดในกลุ่มนั้นแต่งกายด้วยชุดจอมยุทธ์ตามแบบวัฒนธรรมของต้าหลิง โดยชุดทั้งหมดของพวกเขาต่างก็เป็นสีดำ นั่นก็เพื่อกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมและทำให้เคลื่อนไหวได้อย่างง่ายดายในเวลากลางคืน 

           สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ได้มีสายเลือดดวงตาหรือระดับวรยุทธ์ที่สูงอาจจะทำให้ความมืดเป็นอุปสรรค แต่สำหรับชาวซีเซี่ยที่มีจิตวิญญาณทางร่างกาย ร่างกายของพวกเขาแฝงไว้ด้วยพลังของอสูร ความมืดมิใช่ศัตรูสำหรับสัตว์ร้าย แต่พวกมันคืออาวุธ พวกมันคือข้อได้เปรียบของพวกเขาที่ใช้จัดการกับศัตรู 

           กุ้ยหลงปลดปล่อยปราณสีดำของตนเองมาครอบคลุมร่าง ละอองปราณเหล่านั้นปรากฏเป็นรูปลักษณ์ของมังกรมารซ้อนทับอยู่บนร่างของชายชรา ในชั่งพริบตานั้นเองที่ร่างกายของชายชราได้เปลี่ยนกลายเป็นปีศาจตนหนึ่ง ร่างของชายชราในตอนนี้อยู่ในสภาพของมังกรมารเกล็ดม่วง 

           ชายชรากวาดสายตาออกไปและลอบสำรวจผู้คนในที่แห่งนั้น เขาได้ค้นพบว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในที่แห่งนี้เป็นชาวยุทธ์ที่อยู่ในขอบเขตจิตวิญญาณขึ้นไป คนระดับต่ำกว่านั้นกลับไม่ปรากฏตัวขึ้นมาแม้แต่เงา มังกรมารเกล็ดม่วงเผยรอยยิ้มของตนเองออกมาพร้อมกับกล่าวความคิดของตน 

           “หากข้าคาดเดาไม่ผิด…ทางเข้าแดนลับน่าจะเสียหายเป็นอย่างมาก กาลเวลาอันเนิ่นนานทำให้ประตูใกล้จะพังทลาย ผู้ที่สามารถผ่านเข้าไปได้จำต้องอยู่ในขอบเขตปราณและก่อเกิดเท่านั้น นี่เป็นความเป็นไปได้สูงที่ที่จะเป็นได้…ซินถง” มังกรมารเกล็ดม่วงเรียกชื่อของสตรีผู้หนึ่งขึ้น 

           ในตอนนั้นเองที่สตรีผู้หนึ่งในกลุ่มได้ก้าวออกมา นางใส่ชุดจอมยุทธ์สีดำที่ดูเหมือนการแต่งกายของชาย ใบหน้าของนางสวมใส่ไว้ด้วยหน้ากากไม้สีดำซึ่งปิดบังใบหน้าของนางครึ่งซีกล่างตั้งแต่ดวงตาลงมา ดวงตาของนางสุกสกาวราวกับดวงดาราที่งดงามบนท้องฟ้า แต่ทั้งหมดนั่นก็ไม่อาจปิดบังรัศมีความงดงามของนางไว้ได้ 

           ซินถงประสานมือคาราวะให้แก่กุ้ยหลง “ข้าเข้าใจความคิดของท่านผู้อาวุโสดี ข้าจะนำพี่น้องระดับขั้นต่ำกว่าจิตวิญญาณทั้งหมดเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจเอง มรดกของบรรพชนจอมมารจะต้องกลับคืนสู่พวกเราพรรคอสูร” ซินถงก้าวเดินจากไปอีกทางพร้อมกับศิษย์ของพรรคอสูรอีกสี่คนซึ่งอยู่ขั้นต่ำกว่าจิตวิญญาณ 

           กุ้ยหลงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ข้าจะออกไปจัดการสวะสองตัวนั่นเอง หวังว่าพวกเจ้าจะใช้เวลานี้ในการเข้าสู่แดนลับทะเลปีศาจเถอะ” เมื่อกล่าวเสร็จแล้วมังกรมารเกล็ดม่วงได้ขยับขาหน้าของตนที่เป็นหนึ่งเดียวกับปีกมังกรออก ปีกอันกว้างใหญ่ของมังกรมารได้ขยับและกางออกอย่างเต็มที่ จากนั้นกุ้ยหลงจึงได้กระพือปีกของตนและส่งร่างของตนขึ้นไปบนอากาศ 

            “ข้าอยากรู้นักว่าสวะชาวต้าหลิงสองตัวนี้จะรอดไปได้อย่างไร ฮ่าๆๆๆ!” ปากมังกรของกุ้ยหลงอ้าออกพร้อมกับก่อเกิดเพลิงไฟนรกสีแดงดำขึ้นภายในปาก และในพริบตานั้นเองที่เพลิงไฟสีแดงดำได้พุ่งออกไปเป็นก้อนเพลิงขนาดใหญ่พุ่งเข้าสู่จุดที่ผู้อาวุโสทั้งสองของสำนักแปดดาราและสำนักเสียงสวรรค์ได้ยืนอยู่ 

           ลมหายใจมังกรมารทำลายล้าง! 

ความคิดเห็น