บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชะตากรรมที่จำต้องรับรู้แต่เพียงผู้เดียว

ชื่อตอน : ชะตากรรมที่จำต้องรับรู้แต่เพียงผู้เดียว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 80

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2562 16:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชะตากรรมที่จำต้องรับรู้แต่เพียงผู้เดียว
แบบอักษร

13. ชะตากรรมที่จำต้องรับรู้แต่เพียงผู้เดียว 

 

     อกเอ๋ยหัวอกแม่                หาทางแก้ให้ลูกรัก 

แม่นี้คอยป้องปักษ์             รักษาเจ้าให้คลาดแคล้ว 

สิ่งใดแม่ทำได้                    แม่จะหมายทำไว้แล้ว 

ยามเมื่อเจ้าดวงแก้ว         ไร้แม่แล้วมีหลักยึด 

 

“ข้าเองก็จะอบรมรณกฤตด้วยตัวข้าเองด้วย ดังนั้นหากมีเวลาตรงกันข้าจะให้รณกฤตเข้าเฝ้าข้าที่อุทยานเพื่อเรียนรู้นิสัยของศศิพิน จะได้ทำความเข้าใจนางได้มากขึ้น” พระมเหษีเทวีมองตรงไปเฉพาะกับรณกฤต เท่านั้น" 

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” รณกฤตตอบรับด้วยเสียงสดใส 

ภาพตัดมาที่เรือนของท่านอำมาตยนายก ขณะนี้บรรยากาศคลายความเคร่งเครียด หน้าตาทุกคนแจ่มใส 

“เหตุใดเจ้ารับปากโดยง่ายนักรณกฤต ไม่ซักถามเหมือนที่เจ้าเคยเป็น” ท่านอำมาตยานายกถามลูกชายด้วยน้ำเสียงสดใส 

“ก็ข้าจะได้มีน้องสาวเป็นของตัวเองซักที นางรำเพยมันก็ไม่ใช่น้องข้าจริง ๆ นี่” 

“เจ้าได้รับมอบหมายให้เป็นพี่ชายของพระธิดาศศิพิน ไม่ใช่ให้เจ้าเล่นหัวเย้าแหย่กลั่นแกล้งได้เหมือนที่เจ้าทำกับนังรำเพยนะ” เสียงของมารดาจารุศจีเอ็ดขึ้นด้วยความเป็นห่วง 

“คนที่เป็นน้องของเจ้าเป็นถึงพระธิดาของเจ้าผู้ครองแคว้นที่รุ่งเรืองมากแห่งหนึ่งของอาณาจักร เจ้าจะเล่นทะโมนกลั่นแกล้งใด ๆ ไม่ได้เด็ดขาดนะ” อำมาตยานายกชักเริ่มเป็นห่วงสถานการณ์การเป็นพี่เป็นน้องของรณกฤตกับพระธิดา 

“อ้าวแล้วข้าต้องเป็นพี่เยี่ยงไร เป็นพี่ที่ทำตามคำสั่งน้องได้อย่างเดียวเช่นนั้นเหรอ” รณกฤตถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สงสัย และนึกถึงพระจันทร์ดวงน้อยที่ทำหน้าดุใส่เข้าที่พระราชวังวันนี้ 

“เจ้าทำหน้าที่พี่ชายที่คอยดูแลน้องไม่ให้ได้รับอันตราย เป็นพี่ชายที่ให้ความรักความเอ็นดูกับน้อง คอยสอนน้องในสิ่งที่สมควรทำ เจ้ากับน้องมีหน้าที่อันยิ่งใหญ่รออยู่ภายหน้า เจ้าเองก็ต้องพร้อมสำหรับหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ที่จะได้รับซึ่งเป็นบุญอันยิ่งใหญ่หนักหนาของเจ้าแล้ว และก็ต้องช่วยเตรียมการให้น้องมีความพร้อมในทุก ๆ ด้าน เมื่อวันนั้นมาถึง” อำมาตยนายกพูดขึ้นทั้งที่หยาดน้ำตาคลอดวงตา 

“น้องไม่คิดเลยเจ้าค่ะคุณพี่ ว่าบุญวาสนาของลูกเราจะเป็นได้ขนาดนี้” แม่นางจารุศจีเริ่มน้ำตาคลออีกคน 

“งั้นถ้ายากข้าเป็นพี่นางรำเพยต่อไปดีกว่า ข้าจะทำอย่างไรก็ได้ ไม่ต้องมีอะไรยุ่งยากเยี่ยงนี้” 

“เจ้าหยุดคิดเช่นนี้นะรณกฤต เมื่อกี้เจ้าพูดต่อหน้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ว่าเยี่ยงไร” อำมาตยนายกขึ้นเสียงต่อบุตรชาย 

"เป็นลูกผู้ชายพูดคำไหนต้องทำให้ได้ตามที่พูด ไม่เช่นนั้นเจ้าไปหาผ้านุ่งมาใส่ ที่สำคัญเจ้าพูดและรับปากกับเจ้าผู้ครองแคว้นแห่งนี้โดยที่ไม่มีใครบังคับเจ้าด้วย” อำมาตยนายกดูท่าทางจะโกรธมาก 

รณกฤตเงียบไปไม่ได้เถียงใด ๆ ต่อคำพูดของอำมาตยานายก ฉันเองก็ไม่สามารถสัมผัสอารมณ์หรือความรู้สึกของรณกฤตได้ เพราะกระแสอารมณ์ของมหาอำมาตยนายกและแม่นางจารุศจี มีกระแสสัมผัสที่แรงและชัดเจนกว่า 

ภาพกลับไปที่ท้องพระโรงใหญ่อีกครั้ง ข้าราชบริพารก้มหมอบกราบลงกับพื้นหลายคน มีเพียงมหาอำมาตยนายก ที่นั่งบนตั่งไม้ด้านข้าง หน้าสุดของบุคคลทั้งหมดที่มอบกราบ อีกฝั่งเป็นตั่งของมหาราชครูที่ถือกระดานเตรียมพร้อมหากได้รับคำสั่งใด ๆ 

“ข้อราชการสุดท้ายวันนี้คือการเตรียมการรับขวัญพระธิดาศศิพินในวันขึ้น 15 ค่ำนี้ ขอให้ทุกฝ่ายจัดเตรียมทั้งสถานที่ เครื่องสักการะ พระเครื่องที่ข้าจะมอบให้กับเจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ รวมทั้งองค์พระเจ้าผู้ครองอาณาจักรทวาราวดี วันนี้ข้าขอประกาศแต่งตั้งบุตรชายของท่านอำมาตยนายก ให้เป็นอำมาตย์รณกฤตติสันต ได้ครองสิทธิ์ที่ดินบ่าวไพร่ไร่นาตามยศถาบรรดาศักดิ์ ทำหน้าที่หลักคือเป็นองครักษ์ของพระธิดาศศิพิน” สุรเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ดังก้องในท้องพระโรง  ผู้ที่มอบกราบยกมือถวายบังคมแล้วพูดพร้อมกันว่า  

“รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” 

รณกฤตคลานเข้ามาเบื้องหน้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เพื่อรับน้ำจากสังข์ที่รดลงบนศรีษะเป็นการอำนวยอวยพรกับตำแหน่งของเขา ฉันสัมผัสได้ถึงความเย็นของน้ำที่หลั่งรดศรีษะของท่านรณกฤต เป็นน้ำที่เหมือนแช่ในตู้เย็นมาเป็นเวลานาน เย็นเข้าไปในสมองของท่านรณกฤตจนเขารู้สึกถึงความปวดเกร็งบนศรีษะ ผู้คนต่างชื่นชมยินดีเพราะเขาได้เข้ารับราชการในตำแหน่งอำมาตย์ตั้งแต่อายุยังน้อย 

“และในวันรับขวัญพระธิดาศศิพินนั้น ขอให้นิมนต์พระสงฆ์ทั่วทั้งแคว้นเข้าร่วมพิธีบุญ หมู่เหล่าพราหมณ์ทั้งหลายทั้งปวง จัดงานสถาปนาพระธิดาศศิพินขึ้นเป็น เจ้านางศศิพินทุเทวี พระธิดาแห่งผู้ครองแคว้นรัฏฐณสุวรรณ แคว้นที่มีความรุ่งเรืองทั้งศาสนาและการค้าขายไม่น้อยหน้าแคว้นอื่นใดในอาณาจักรนี้ และแต่งตั้งอำมาตย์รณกฤตติสันตขึ้นเป็น อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ทำหน้าที่ดูแลความสงบแห่งแว่นแคว้นนี้ ทุกเมือง ทุกชุมชน ตรวจตราไพร่ส่วยอาการต่าง ๆ ว่าความคดีเมืองทั้งหมดและรั้งตำแหน่งองครักษ์แห่งเจ้านางศศิพินทุเทวี แต่งตั้งอำมาตยนากยกขึ้นเป็นขุนหลวงลาภยศสรรเสริญ และแม่นางจารุศจี ขึ้นเป็นแม่เมืองจารุศจีเทวี ครองหัวเมืองทิศใต้ตั้งแต่ปากแม่น้ำลงไปยันเมืองสองฝั่งทะเล แต่งตั้งอำมาตย์มนตรีสุรศักดิ์เฉลิมราช ขึ้นเป็นมหาอำมาตยมนตรี ดูแลแว่นแคว้นร่วมกันกับ อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ให้มีบ่าวไพร่ ไร่นา ตามยศฐาที่จะประกาศในวันฉลองรับขวัญ เพื่อให้เจ้าเมืองต่าง ๆ ได้รับรู้และฉลองยศในงานวันนั้นพร้อม ๆ กัน ขอให้จัดงานครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่เป็นที่เลื่องลือไปทุกแคว้นในแดนอาณาจักรนี้”  

โอ้โห....ท่านรณกฤตได้เป็นอำมาตย์รณกฤตติสันตเพียงแค่ไม่กี่วันเอง ก็ต้องเป็นอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยซะแล้วจะเร็วไปมั้ยเนี่ย ตำแหน่งใหม่ที่ประกาศนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าตำแหน่งอำมาตยนายกที่เป็นรองจากผู้ครองแคว้นแต่ประการใดเลย มิหนำซ้ำยังมีตำแหน่งองครักษ์พระจำตัวเจ้านางอีกด้วย ผู้คนทั่วแคว้นรัฏฐณสุวรรณ ต่างรู้กันว่าอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยเป็นว่าที่ราชบุตรเขยในกาลข้างหน้าอีกด้วย จึงไม่แปลกที่เขาจะก้าวหน้าทางราชการอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เขาต้องขึ้นไปยังตำแหน่งที่สูงสุดเพื่อเอื้อมมือแตะสิ่งที่อยู่เบื้องสูงที่เขาจะต้องดูแล 

ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าบนพระแท่นยกสูงที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์นั่งว่าราชการนั้น เบื้องหลังมีพระมเหษีเทวีนั่งอยู่ด้วย และเบื้องล่างที่มีพระวิสูตรกั้น พระธิดาศศิพินเปิด ๆ ปิด ๆ แอบฟังข้อราชการอยู่ด้านหลัง สีหน้าตื่นตกใจกับพระราชโองการนี้ ถึงแม้นางจะรู้พระยศของนางที่จะแต่งตั้งในวันรับขวัญอยู่แล้ว แต่ไม่ได้รู้ถึงยศของคนอื่น ๆ และนับจากนี้อำมาตย์รณกฤตติสันตคงไม่ได้เป็นแต่เพียงพี่ชายของนางอีกแล้ว 

“ก็คงไม่มีอะไรที่นี่ที่ฉันต้องรับรู้อีกใช่มั้ย” ฉันหันไปถามคุณลุงอำมาตย์ 

สมาธิของฉันตั้งมั่นในวิปัสสนาญาณได้ตามปกติ หากอำมาตย์รณกฤตติสันตในวันนี้ จะไม่ตรงเข้ามาร้อง  

“แฮ่” ใส่พระธิดาศศิพินทางด้านหลังเป็นครั้งที่สอง 

พระธิดาศศิพินเพียงแต่ตกใจและทำน้ำเสียงดุใส่ผู้ที่กลั่นแกล้งเพียงแค่ว่า 

“เจ้าพี่เล่นทะโมนอีกแล้ว" 

แต่ฉันที่ยืนอยู่เบื้องหลังพระธิดา กลับตกใจกับใบหน้าของอำมาตย์รณกฤตติสันต จนลมหายใจถี่ขึ้นและต้องรีบบริกรรมภาวนาอย่างลนลาน ใบหน้าที่เห็นเด่นชัดนั้น คือใบหน้าของพี่สรรค์ หรือดาบเสกสรรค์ ผู้ที่พาฉันขึ้นมาบนเมืองภูเขาแห่งนี้แต่กลับต้องให้ฉันรับรู้ชะตากรรมทั้งหมดนี้แต่เพียงลำพังผู้เดียว 

ใช้เวลากว่าพักใหญ่ ลมหายใจฉันจึงสม่ำเสมอ คุณลุงอำมาตย์พูดขึ้นว่า  

“ข้าต้องขออภัยต่อเจ้านางที่ไม่สามารถบอกให้รู้เสียก่อนว่าใครเป็นใครและอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เพราะทุกอย่างเป็นชะตากรรมที่พระนางต้องรู้ด้วยองค์เอง” 

สมาธิจิตของของฉันไม่สามารถใช้คำว่ากระเพื่อมขึ้นลงได้อีก ต้องใช้คำว่าตระหนกกับภาพที่เห็นกระทั่งมีเสียงในมโนจิตที่คุ้นเคยดังขึ้นว่า “เห็นหนอ” “เห็นหนอ” ฉันรีบจับเสียงที่ได้ยินทันทีเพื่อยึดดวงจิตที่กำลังสั่นสะเทือนให้กลับเข้าที่  

หลังจากนั้นสมาธิของฉันก็เงียบฉับพลัน มโนภาพต่าง ๆ ไม่ผ่านเข้ามา กว่าลมหายใจของฉันจะกลับมาสม่ำเสมออีกครั้งน่าจะใช้เวลานานพอสมควร จนกระทั่งคุณลุงอำมาตย์ต้องแตะที่แขนฉัน เป็นสัมผัสที่เหมือนแตะกายเนื้อครั้งแรกนับแต่ออกมาจากกุฎิ ฉันคงเกือบควบคุมจิตไม่ได้จริง ๆ จนต้องใช้สัมผัสที่ชัดเจนแบบนี้เรียกสติกลับร่าง ฉันสงบลงนิ่งลงแล้ว แต่ก็ยังมีคำถามที่ค้างอยู่ในใจ 

“ทำไมพี่สรรค์ไม่มารับรู้เรื่องนี้ด้วยกัน” 

“เพราะท่านอำมาตย์มนตรีไม่มีสิ่งใดติดค้างกับที่นี่ นอกจากคำมั่นสัญญาที่พันธนาการระหว่างเขากับเจ้านางซึ่งติดไปกับจิตวิญญาณของเขาเท่านั้น” น้ำเสียงของคุณลุงอำมาตย์ไม่ได้แสดงความรู้สึกใด ๆ ปนออกมา และกล่าวต่อไปว่า 

“เราไปยังสถานที่ที่สี่กันเถอะ สถานที่นี้อยู่ใกล้พระราชวัง พระนางโปรดมาประทับที่นี่เพื่อสักการะองค์พระประธานประจำวันประสูติของท่านและโปรดการฟังเทศน์และปฎิบัติธรรมที่วิหารนี้เป็นที่สุด ที่แห่งนี้มีความสำคัญต่อพระนางยิ่งกว่าที่อื่น ๆ ที่ท่านได้พบเห็นมาก่อนหน้านี้ทั้งหมด และท่านเองได้มีส่วนในการก่อสร้างสิ่งสำคัญภายในวิหารอีกหลายแห่ง” 

ฉันพยักหน้า รับรู้อาการเหนื่อยขึ้นมาในดวงจิต หากฉันควบคุมดวงจิตไม่ได้จะเกิดสิ่งใดขึ้นกับฉันบ้าง นี่คงอาจเป็นสิ่งที่ทั้งหลวงตาและแม่ชีบุญกังวลจนต้องฝึกฉันอย่างหนักก่อนเดินทาง ยังมีอะไรที่ฉันต้องเจออีกบ้าง ลางสังหรณ์ของฉันไม่ดีนัก 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น