nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 619

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 15:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10
แบบอักษร

 

ตอนที่ 10 

 

“ไอ้น้ำ ข้าคิดว่าเอ็งจะไม่มาเสียแล้ว” นางแช่มบ่นเบาๆ ไอ้น้ำที่เตรียมแคะหูรอถึงกับโล่งอก อ้อ...แค่นี้เองเหรอ 

“ขอโทษจ้ะ ฉันมาช้าไปหน่อย” ไอ้น้ำกล่าวขอโทษทุกคน 

“ไม่เป็นไร มาช้ายังดีกว่าไม่มา อ้าว แล้วนี่เอ็งพาผู้กองมาด้วยหรือ” นางเล็กทักขึ้นบ้าง 

“พอดีฉันเจอผู้กองระหว่างทาง ผู้กองอยากรู้เลยขอตามมาด้วย” 

“สวัสดีครับ” ผู้กองปรานต์เอ่ยทักทายทุกคน 

“ตามสบายนะผู้กอง คนกันเองทั้งนั้น เรื่องหวยๆ น่ะ” นางสายพูดจบก็เริ่มภารกิจโรยแป้งขาว 

กลุ่มชาวคอหวยถูไม้ตะเคียนกันอย่างเมามันและตั้งใจ ทุกงวดคือความหวัง 

“เขาทำกันแบบนี้เหรอ” ผู้กองก้มลงไปถามน้ำที่ยืนอยู่หลังสุด ไม่ได้แทรกตัวเข้าไปข้างใน 

“ส่วนใหญ่ก็แบบนี้แหละ เอาแป้งโรย มือถูๆ ลูบๆ ดู ตาดีก็เห็น ตาไม่ดีก็ไม่เห็น แค่นั้น” น้ำอธิบาย 

“แล้วปกติเห็นไหม” ผู้กองยังสงสัย 

“ก็เห็นนะ แต่ก็เห็นเลขไม่เหมือนกันหรอก แปลกดี” น้ำตอบกลับ 

“เลขขึ้นแล้วๆ” เสียงนางแช่มร้องตะโกนเสียงดังด้วยความดีใจ 

“เลขอะไรวะ ไหนให้ข้าดูซิ” นางเล็กเพื่อนคู่ใจถามพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เลขเลือนรางคู่นั้น 

“ศูนย์กับแปดเหรอวะ” นางสายพูดขึ้นด้วยความไม่แน่ใจ 

“คนอื่นว่าไงกัน” คนที่มุงอยู่ด้านหลังก็เริ่มทยอยเข้าไปดู เสียงบริเวณนี้จึงดังอื้ออึงเซ็งแซ่เพราะทุกคนต่างพากันแย่งพูด 

“พอ หยุดพูด เห็นไม่ตรงกันสักคน” นางแช่มตะโกนให้ทุกคนอยู่ในความสงบ 

“ก็แล้วจะเอายังไงล่ะ” ผู้ชายคนหนึ่งถามนางแช่ม 

“ไอ้น้ำ เอ็งมาดูซิ” นางแช่มโบกมือเรียกน้ำให้เข้าไป น้ำเข้าไปได้โดยง่ายเพราะทุกคนพร้อมใจกันแหวกทางเดินออกเป็นวงกว้างราวกับนี่คือพรมแดงยังไงอย่างนั้น 

“ฉันไม่ค่อยแน่ใจเลยจ้ะป้า” 

“ทำไมพูดอย่างนั้นวะ ไม่แน่ใจได้ยังไง เอ็งดูดีๆ ไม่ต้องรีบ พวกข้ารอได้” นางเล็กไม่สบายใจ เห็นเลขไม่ตรงกันแล้วไอ้น้ำยังไม่แน่ใจอีก 

“ไม่ใช่ว่าเอ็งรู้แล้ว แต่กลัวพวกข้าจะถูกเหมือนกันนะเว้ย” นางแช่มพูดอย่างไม่ไว้ใจ 

“ป้าก็รู้ว่าฉันไม่ใช่คนแบบนั้น กี่งวดต่อกี่งวด ถ้าฉันเห็นฉันก็บอกทุกที”  

“นางแช่ม เอ็งก็ปากไม่ดี พูดว่าร้ายมัน เดี๋ยวมันงอนไม่บอกเลขพวกเราหรอก” นางสายที่ได้สติหันไปต่อว่านางแช่มเพื่อนรัก เดี๋ยวจะกลายเป็นปากพาจน อดกันหมดเสียหรอก 

“ขอฉันดูอีกครั้งนะป้า” น้ำพูดพลางก้มลงไปดูเลขอีกครั้ง 

“สองกับแปดจ้ะ ฉันให้สองกับแปด” เสียงเย็นๆ กระซิบดังข้างหู ไอ้น้ำสะดุ้งสุดตัวพร้อมขนแขนที่ลุกตั้งชันทันที 

“สะ...สองกับแปดจ้ะ ฉันกลับก่อนนะ” ถึงจะกลัวผีแค่ไหน แต่ก็กลัวพวกป้ารุมยำเขาด้วยเช่นกัน ไอ้น้ำบอกเสร็จก็รีบจ้ำอ้าวออกจากบริเวณนั้น 

“จะกลับเลยหรือ” นางสายถาม 

“จ้ะ ฉันหิวข้าวแล้ว” 

“เออๆ ขอบใจเอ็งมาก” สามป้าบอกขอบคุณไอ้น้ำพร้อมกัน 

ไอ้น้ำเดินออกมาไม่กี่ก้าวก็ได้ยินเสียงคิกคักดังขึ้นจากด้านหลัง เขารับรู้ได้จากสัญชาตญาณเลยว่า...มาอีกแล้ว แม่ตะเคียนมาอีกแล้ว ไอ้น้ำหันซ้ายหันขวาไม่เจอใคร ป้าสามคนยังอยู่ตรงเรือที่ทำจากไม้ตะเคียนที่เดิม จะให้เขาวิ่งกลับไปหาเหรอ ฟังดูไม่เข้าท่า ถ้าวิ่งสี่คูณร้อยเมตรตรงกลับบ้านน่าจะเข้าทีกว่า 

“เดี๋ยว จะกลับทำไมไม่เรียกฉันด้วย” ผู้กองปรานต์คว้าแขนของน้ำไว้ ตอนมาก็มาด้วยกัน พอตอนกลับ ทำไมคิดจะกลับคนเดียว 

“ไม่รู้ว่าคุณจะกลับด้วย ก็ดี...กลับด้วยกันสิ ถ้าอย่างนั้นแวะไปส่งผมที่บ้านด้วยได้ไหมครับ” สาบานเถอะ ต้องมาขอร้องผู้ชายให้ไปส่งที่บ้าน คนอย่างไอ้น้ำมีแต่ไปส่งสาว แต่ช่างมันก่อน เรื่องผีเรื่องสางไม่ใช่เรื่องตลก ไอ้น้ำอาศัยจังหวะนี้กอดแขนผู้กองปรานต์แน่น ผู้กองมองการกระทำนั้นด้วยความแปลกใจ ตอนขามาไม่ได้มีทีท่าอยากจะเดินใกล้ชิดเขาเลย เมื่อกี้ก็ดูจะอยากกลับคนเดียว แต่ตอนนี้กลับกอดแขนเขาเสียแน่น 

“ได้ เดี๋ยวฉันเดินไปส่งนายที่บ้าน” ปกติผู้กองมักจะได้ยินเสียงคนข้างๆ พูดจาไม่ค่อยหวานหูสักเท่าไหร่นัก แต่ทำไมคราวนี้กลับขอร้องให้เขาไปส่ง ทั้งคำพูดและน้ำเสียงที่เหมือนกำลังออดอ้อนเขานั่นอีก 

“แฟนหรือจ๊ะ ว้า...แย่เลย ฉันก็อกหักแล้วละสิ ไม่นึกว่าแฟนพ่อน้ำจะหล่อขนาดนี้ ทิ้งเขาไว้ที่นี่สักคืนสิจ๊ะ ฉันจะดูแลให้อย่างดีเลย” แม่ตะเคียนเอ่ยแซวพลางขอให้คุณตำรวจอยู่ที่นี่ 

“ไม่!” น้ำตอบแม่ตะเคียนเสียงดัง 

“ไม่อะไรหรือ น้ำ” ผู้กองถามด้วยความประหลาดใจ จู่ๆ น้ำก็ตะโกนขึ้นมา ทั้งท่าทางทั้งคำพูดประกอบกัน ผู้กองเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนนี้น้ำยังปกติดีอยู่หรือเปล่า  

“ไม่ใช่แฟนหรือไม่ให้เขาอยู่กับฉันล่ะพ่อ ฮ่าๆ” แม่ตะเคียนยังแซวไม่หยุด ไอ้น้ำอยากจะบอกว่าไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั่นแหละ แต่หูก็พลันได้ยินเสียงเด็กคนหนึ่งร้องดังขึ้นเสียก่อน 

“โอ๊ย ฉันเจ็บนะป้า” ไอ้น้ำหันกลับไปตามเสียง ลืมแม่ตะเคียนไปชั่วครู่ 

“ไอ้ไก่ เอ็งมายืนทำอะไรตรงนี้ เกะกะพวกข้า เห็นไหมเกือบจะโดนข้าเหยียบ กลับบ้านไปได้แล้วไป” นางแช่มบ่น รูปร่างเทอะทะของนางขยับดันเบียดร่างของเด็กอย่างไอ้ไก่เสียล้ม 

“ฮือ...ฮือ...” ไอ้ไก่ลุกขึ้นยืน ร้องไห้แล้วออกเดินกลับบ้าน จังหวะที่เดินมาถึงไอ้น้ำก็ถูกเรียกรั้งตัวเอาไว้ 

“ไอ้ไก่” 

“ฮือ...จ๊ะ พี่น้ำ” ไก่ยังร้องไห้ไม่หยุด 

“ทำไมถึงมาที่นี่ได้ แล้วแม่เอ็งล่ะ” 

“แม่ป่วยจ้ะ ฉันได้ยินว่าเขามีขูดเลขขอหวยที่นี่ ฉันเลยมาดูเผื่อว่าจะได้เลขไปซื้อ จะได้ถูกหวยกับเขาบ้าง” 

“อายุแค่นี้ หัดเล่นหวยแล้วหรือวะ ถ้าเอ็งถูกหวยแล้วจะเอาเงินไปทำอะไร ติดการพนันหรือ” ไอ้น้ำมองไอ้ไก่อย่างคาดโทษ หวยไม่ใช่เรื่องดี เขาย่อมรู้แก่ใจ เด็กอย่างไอ้ไก่ไม่ควรจะเข้าวังวนนี้เร็วเกินไปนัก 

“เปล่าจ้ะ ฉันจะเอาเงินไปให้แม่ บางทีแม่อาจจะยอมไปหาหมอ” 

“แล้วแม่เอ็ง ทำไมไม่ไปหาหมอ นี่ไอ้ไก่...หยุดร้องไห้ได้แล้ว” ไอ้น้ำละมือที่กอดแขนผู้กองไว้มาเช็ดน้ำตาให้ไอ้ไก่ ผู้กองมองภาพเหล่านั้นด้วยสายตาอ่อนโยนแต่ไม่ได้เอ่ยอะไร  

...เด็กคนนี้ใจดี 

“แม่บอกจะเก็บเงินไว้ให้ฉันไปโรงเรียนจ้ะ พี่น้ำ” 

“แป๊บนะ” ไอ้น้ำล้วงกระเป๋ากางเกงพบว่าตัวเองมีเงินติดกระเป๋ามาแค่หนึ่งร้อยบาทเท่านั้น จึงหันไปทางผู้กอง 

“ผู้กอง พกเงินมาด้วยไหม” 

“อืม ทำไม” 

“ผมขอยืมสักห้าร้อยก่อนได้ไหม เดี๋ยวถึงบ้านแล้วจะคืนให้” ไอ้น้ำถาม 

“ได้สิ” ผู้กองหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาแล้วหยิบเงินให้ตามที่อีกฝ่ายขอ 

“ขอบคุณครับ” ผู้กองยิ้มพลางคิด...พูดเพราะๆ ก็เป็นเหมือนกันนะเด็กนี่ 

“ไม่เป็นไร” 

“เอาเงินนี่ไป แล้วพาแม่ไปหาหมอ จ้างลุงข้างบ้านให้เอารถไปส่งแม่ รู้ไหม” 

“จ้ะ รู้จ้ะ” 

“ส่วนนี่หนึ่งร้อย” ไอ้น้ำพูดแล้วเงียบลง ไอ้ไก่และผู้กองมองที่น้ำเพราะรอฟังว่าน้ำจะพูดอะไรต่อ 

‘แม่ตะเคียนจ๊ะ ฉันขอสามตัวตรงได้ไหม ฉันไม่ซื้อเองหรอกแต่จะให้ไอ้ไก่เอาไปซื้อหวย จะได้มีเงินเอาไปกินไปใช้ระหว่างที่แม่มันป่วย’ ไอ้น้ำอธิษฐานบอกแม่ตะเคียน 

“นอกจากรูปหล่อแล้วยังใจบุญ พ่อขอขนาดนี้มีหรือฉันจะไม่ให้ ห้าสองแปดนะจ๊ะ จำให้แม่น” 

‘ขอบใจแม่ตะเคียนมากจ้ะ’ 

น้ำบอกขอบใจแม่ตะเคียนในใจแล้วย่อตัวลงกระซิบบอกที่หูของไอ้ไก่ 

“จำได้ไหม” น้ำถามไอ้ไก่ตอนที่ยืดตัวขึ้นยืนแล้ว 

“จำได้จ้ะพี่น้ำ” 

“รู้ใช่ไหม ต้องไปที่ไหน” น้ำถามอีก 

“จ้ะ” 

“หนึ่งร้อยเนี่ย เอาไปที่นั่น เข้าใจนะ” 

“ขอบคุณพี่น้ำมากจ้ะ ฉันไม่รู้จะตอบแทนยังไง ถ้างั้นฉันขอให้พี่สองคนรักกันนานๆ นะจ๊ะ” ไอ้ไก่บอกแล้วรีบวิ่งกลับบ้าน 

“พูดอะไรของเอ็ง” ไอ้น้ำตะโกนไล่หลังไอ้ไก่ด้วยใบหน้าแดงก่ำ 

“กลับเลยนะ?” ผู้กองที่ยืนรออยู่หันมาถาม 

“อือ กลับ”  

“พ่อน้ำ หวยที่ฉันให้ พ่อน้ำก็ต้องซื้อด้วยนะ แล้วฉันขอชุดไทยสวยๆ สักชุดสองชุดได้ไหมจ๊ะ” เสียงแม่ตะเคียนดังขึ้นอีก เมื่อสักครู่นี้เขาไม่กลัวเพราะอยากช่วยไอ้ไก่ แต่ตอนนี้เขากลัวขึ้นมาอีกแล้ว มือไอ้น้ำคว้าหมับเข้าที่แขนของผู้กองอีกครั้ง 

‘ได้จ้ะ ฉันจะซื้อมาให้’ ไอ้น้ำตอบในใจ 

ผู้กองปรานต์ชักเริ่มสงสัยแล้วสิว่าคนข้างๆ นี่เป็นอะไร เดี๋ยวก็พูดเพราะ เดี๋ยวก็มาเกาะแขนเขา คิดอะไรเกินเลยกับเขาหรือเปล่า หรือแท้จริงแล้วเป็นคนแปลกๆ แบบนี้เอง ผู้กองนึกอยากรู้จึงแกล้งดึงแขนที่ถูกน้ำเกาะแน่นไว้ให้หลุดออก ไอ้น้ำยื่นมือตามแขนข้างนั้นไป แต่แขนของผู้กองก็หลุดรอดไปได้ น้ำนึกขยาดที่ไม่มีหลักให้ยึดเกาะเพราะแม่ตะเคียนยังวนเวียนอยู่แถวนี้ 

จังหวะที่ไอ้น้ำมัวแต่พะวงกลัวแม่ตะเคียนอยู่นั้นเอง ผู้กองก็ยกมือคว้าไหล่ของน้ำเข้ามาแนบกับอกตัวเอง น้ำยังไม่รู้ว่าจะจัดการมือไม้เงอะงะของตัวเองยังไง หูก็ได้ยินเสียงแม่ตะเคียนดังขึ้นข้างตัวอีกครั้ง 

“ขอบใจจ้ะ พ่อน้ำจะบอกแม่น้อยซื้อหวยด้วยก็ได้นะ ฉันใจดี” ได้ยินประโยคยาวๆ แบบนั้น เขาเลยตกใจกอดเอวผู้กองเสียแน่น  

ผู้กองปรานต์มองคนที่เอาหัวมาแนบกับไหล่เขาแล้วก็ยิ่งไม่เข้าใจ น้ำมีท่าทางชอบกลจริงๆ  ดูจากบรรยากาศโดยรอบแล้วเขาก็ไม่ควรถามให้มากความ บางเรื่องไม่รู้จะดีกว่า อีกทั้งกลิ่นสบู่ของอีกฝ่ายโชยกระทบจมูกเขาอย่างจัง มันไม่เหมือนกับกลิ่นน้ำหอมที่ใครหลายคนพากันประโคมใส่จนฉุนกึก ผู้กองปรานต์อดไม่ได้ก้มหน้าลงไปเล็กน้อย หมายจะพิสูจน์กลิ่นนั้นว่ามาจากคนข้างๆ จริงหรือเปล่า  

และก็ใช่... 

“ไม่คุยแล้ว พอเถอะ” น้ำพึมพำพูดออกมา 

“ไม่คุยๆ  ปะ กลับบ้านกัน” แม้เมื่อสักครู่ผู้กองหนุ่มจะไม่ได้คุยอะไรกับน้ำเลยสักคำ แต่ก็ยอมเออออตามอีกฝ่ายไป 

“อือ” สติของน้ำแทบจะไม่เหลือแล้ว เขาอาจจะต้องป่วยไข้แล้วจากโลกนี้ไปตั้งแต่อายุยี่สิบห้าก็เป็นได้ ทำบุญให้เขาเยอะๆ นะ แม่ตะเคียนยังได้บุญ เขาก็คงได้เหมือนกันแหละ 

 

เดินล่องลอยไร้สติมาสักพักผู้กองก็หยุดฝีเท้า ไอ้น้ำเหลือบมองบันไดตรงหน้าแล้วเงยขึ้นก็เห็นว่าถึงบ้านของตัวเองแล้ว 

“ขอบคุณผู้กองที่มาส่ง” พอไอ้น้ำเห็นหน้าบ้านก็เหมือนได้สติกลับคืนมา นึกขึ้นได้ก็รีบผละออกจากอ้อมแขนนั้นราวกับถูกของร้อน ด้วยความรีบร้อนทำให้เขาหน้าคะมำโชคดีที่จับบันไดพยุงตัวเองไว้ได้ 

“เสียงดังเอะอะอะไรจากข้างล่าง” เสียงแม่น้อยดังอยู่บนบ้าน  

“ฉันเองจ้ะแม่” ไอ้น้ำเลยตะโกนตอบมารดากลับไป 

“ไอ้น้ำเองเรอะ แล้วทำอะไรอยู่ข้างล่างนานสองนานไม่ขึ้นมา” แม่น้อยถามพลางเดินออกมาที่หน้าประตูจึงเห็นว่าบุตรชายของนางไม่ได้มาคนเดียว 

“อ้าว ผู้กอง สวัสดีจ้ะ ไปยังไงมายังไงล่ะพ่อ” แม่น้อยใช้เสียงสองถามตำรวจหนุ่ม 

“พูดกับชายอื่นล่ะเสียงหวาน ทีกับลูกชายล่ะเสียงเข้ม” ไอ้น้ำอดเย้าแหย่แม่น้อยไม่ได้ 

“เรื่องของข้า” 

“ผู้กอง อย่าเพิ่งไปนะ เดี๋ยวผมขึ้นไปเอาเงินบนบ้านมาให้” ไอ้น้ำพูดเพราะนึกขึ้นได้ว่ายืมเงินของผู้กองให้ไอ้ไก่ไป 

“ไม่เป็นไร” 

“ไม่ได้ ยืมก็คือยืม เอ่ยปากไว้แล้ว” ไอ้น้ำบอกอีกฝ่ายแล้วรีบขึ้นบ้านไปอย่างรวดเร็ว อากัปกิริยาที่ดูแน่วแน่นั้นพลันทำให้ผู้กองนึกถึงวรันต์ อดีตคนรัก รายนี้ก็ชอบหยิบยืมเงินเขาอยู่เป็นประจำ แต่ไม่เคยคืนเขาอย่างที่พูด ตัวเขาเองก็ไม่เคยทวงหรือคิดอะไรเพราะเขาเต็มใจให้ 

“แล้วนี่กินอะไรมาหรือยังจ๊ะ” แม่น้อยชวนผู้กองคุยระหว่างที่รอบุตรชายไปหยิบเงิน 

“ยังครับ แม่น้อย เดี๋ยวค่อยกลับไปกินที่บ้านพัก” ผู้กองตอบ 

“อะไร้ จะไปกินที่บ้านพักมีอะไรให้กินกันล่ะ กินข้าวมันที่นี่แหละผู้กอง กว่าจะเดินถึงบ้าน ท้องไส้จะหิวจนเกินไป เดี๋ยวโรคก็ถามหาพอดี” 

“ไม่เป็นไรครับ แม่น้อย” 

“ไม่ต้องเกรงใจ ฉันทำกับข้าวไว้เยอะแยะ ทำเอาใจไอ้น้ำมัน” แม่น้อยเอ่ยชวนอย่างอารมณ์ดี 

“กินที่นี่เถอะผู้กอง อ้ะ นี่ห้าร้อยที่ยืมมา หายกันแล้วนะ” ไอ้น้ำกลับออกมาทันได้ยินแม่น้อยชวนผู้กองกินข้าวพอดี เขาชวนอีกฝ่ายซ้ำเพราะเห็นแก่ที่อุตส่าห์เดินมาส่ง คอยเป็นเพื่อนระหว่างทางพอให้เขาหวาดกลัวแม่ตะเคียนน้อยลง 

“ถ้าอย่างนั้น...ก็ได้ครับ” ผู้กองตกปากรับคำแล้วเดินขึ้นบันไดบ้าน 

แม่น้อยเดินไปที่ครัว ผู้กองอาสาจะช่วยแต่ถูกปฏิเสธ จังหวะนั้นก็ได้ยินไอ้น้ำบอกแม่ว่าไม่ต้องทำหรอก เดี๋ยวน้ำจะจัดการเอง แต่แม่น้อยก็ไม่ยอม อุ่นอาหารให้บุตรชายและตัวผู้กอง อ้างว่าอาหารมันเย็นแล้ว กินเย็นๆ มันไม่อร่อยเท่าอาหารร้อนๆ หรอก 

“แล้วเอ็งไปยืมเงินผู้กองได้ยังไง หืม? เที่ยวหยิบยืมเงินคนอื่นไปทั่ว” แม่น้อยบ่นบุตรชาย และด้วยความที่บ้านค่อนข้างเงียบ ผู้กองจึงได้ยินเสียงแม่ลูกคุยกันอย่างชัดเจน 

“แม่รู้หรือเปล่า เจ๊สาวป่วย ไอ้ไก่มันไปแถวท่าน้ำหน้าวัดที่เขาขูดหาเลขกันกะจะเอาไปซื้อหวย ฉันก็เลยยืมเงินผู้กองให้ไอ้ไก่ไป” เจ๊สาวที่ไอ้น้ำว่าคือคนงานในสวนของแม่น้อย แม่ของไอ้ไก่ 

“รู้สิวะ คนงานข้าทั้งคน เอ้อ ข้าก็ลืมไป นางสาวมันลาไปตั้งแต่เมื่อวาน นี่มันป่วยหนักเลยหรือวะ” แม่น้อยพูดพลางยกมือทาบอกด้วยความตกใจ 

“ไม่รู้ว่าเป็นหนักหรือเปล่า แต่ไม่ยอมไปหาหมอจ้ะ กลัวไม่มีเงินให้ไอ้ไก่ไปเรียนหนังสือ” 

“อะไรอย่างนั้น เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าหารถคนแถวนี้พานางสาวไปโรงพยาบาล เจ็บป่วยไม่ดูแลตัวเองได้ยังไง ถ้าเป็นอะไรหนักหนาจริงๆ แล้วใครจะดูแลไอ้ไก่กัน” แม่น้อยบ่นพลางตักอาหารขึ้นจากกระทะ 

“แล้วแม่ไม่ต้องหักค่าแรงเจ๊สาวนะ ฉันให้เอง ห้าร้อยนั่นน่ะ” ไอ้น้ำบอกก่อนเพราะกลัวแม่จะหักเงิน 

“เออ ไม่หักหรอก ต่อให้เอ็งไม่ให้ ข้าก็ไม่ใจดำอยู่ดี คนเห็นหน้ากันทุกวัน ช่วยได้ก็ช่วย เอ้านี่ ยกออกไป ป่านนี้ผู้กองหิวแย่แล้ว” แม่น้อยส่งจานมาให้ ไอ้น้ำที่ตักข้าวรออยู่ก่อนแล้วจึงยกออกไปพร้อมกัน 

“กับข้าวง่ายๆ นะผู้กอง” แม่น้อยบอกผู้กอง 

“ผมกินได้ ขอบคุณครับ” 

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามสบายนะพ่อ กินกันไปเถอะ ฉันขอตัวเข้านอนก่อนละ เหนื่อยมาทั้งวัน” 

“ขอบคุณครับ”  

“ไหว้พระเถอะจ้ะ” แม่น้อยรับไหว้ก่อนจะเดินหายเข้าห้องนอนของตน ทิ้งไอ้น้ำให้กินข้าวกับผู้กองตามลำพัง 

“ไหนดูซิ ของโปรดของนายคืออะไรบ้าง” ผู้กองกวาดตามองกับข้าวสามสี่อย่างตรงหน้าแล้วเงยหน้ามองน้ำ 

“อะไร กินไม่ได้เหรอ ผมกินละนะ” น้ำถามไปอย่างนั้น เริ่มลงมือตักกับข้าวมาใส่ในจานตนเอง เลิกสนใจผู้กองอย่างแท้จริง 

“กินได้ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นอาหารเด็ก” 

“อาหารเด็กก็ไม่ต้องกินก็ได้นะ ผู้กอง” ไอ้น้ำว่าพลางทำท่าจะยกจานกับข้าวหนี แต่ก็ถูกผู้กองดึงมือเอาไว้ก่อน 

“ล้อเล่น แค่นี้ก็ทำโกรธไปได้” 

“แล้วไป รีบกินสิ เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน กินให้หมดนะ ถ้าเหลือเดี๋ยวแม่เสียใจ” ไอ้น้ำพยักพเยิดให้ผู้กองเริ่มลงมือกินข้าวเสียที 

“อืม” 

“นี่ผู้กอง เรื่องคดี...” ไอ้น้ำตั้งท่าจะถามเรื่องคุณพัดที่เจ้าตัวรับหน้าที่สืบข่าว 

“อย่าเพิ่งพูดที่นี่ มีอะไรให้ทำตามที่เคยบอก” ผู้กองหมายถึงให้น้ำส่งข้อความไปให้ตนเอง 

“ไม่ได้จะพูดอะไร แค่บอกว่าถ้ามีเรื่องอะไรที่ผมจะช่วยเพิ่มได้อีกก็บอกละกัน” 

“ขอบใจนายมาก” ผู้กองสังเกตได้ว่าน้ำเป็นคนจิตใจดี แค่ฟังสองแม่ลูกคุยกันในครัวก็ทำให้เขาสัมผัสได้แล้วว่าที่น้ำเป็นแบบนี้ก็เพราะมารดาของอีกฝ่ายสอนมาอย่างดี ถึงจะไม่ได้พูดจากันด้วยถ้อยคำหวานหู แต่ด้านจิตใจนั้นกลับตรงกันข้าม เขาถึงว่าคนเรามองกันที่ภายนอกไม่ได้ 

“ไม่เป็นไร ผมเต็มใจ” 

มื้อนี้ผู้กองอาสาช่วยน้ำล้างจาน ทีแรกน้ำก็ปฏิเสธเหมือนกับแม่น้อยที่ไม่ให้เขาช่วยเหลือ แต่น้ำนั้นใจอ่อนง่ายกว่าแม่ของตนเองมากนัก พอพูดย้ำๆ มากเข้า อีกฝ่ายก็ให้เขาเข้ามาช่วยล้างจานในครัวจนได้ 

“ล้างเบาๆ นะผู้กอง ถ้าจานแตกไปผมถูกแม่ด่าอีก” 

“รู้แล้ว ไม่ทำแตกหรอก” น้ำล้างมือแล้วเดินหายเข้าไปข้างใน ผู้กองไม่ได้ถามอะไรจนกระทั่งอีกฝ่ายกลับมา 

“เอาไฟฉายนี่ติดตัวไปด้วย” น้ำวางไฟฉายไว้ข้างๆ ผู้กอง 

“เอามาทำไม” 

“กลางคืนทางเดินมันเปลี่ยว อันตราย” น้ำบอกวัตถุประสงค์ 

“โทรศัพท์ก็มีแฟลช” ผู้กองบอกด้วยความเกรงใจ 

“เอาไปเถอะ ไฟฉายมันส่องได้ไกลกว่า เหลือดีกว่าขาด” 

“ขอบใจนะ วันหลังจะเอามาคืน” 

“อืม” 

ผู้กองรับไฟฉายนั้นไว้ พลางคิดในใจว่า...วรันต์เคยห่วงเขาแบบนี้บ้างหรือเปล่า 

 

ความคิดเห็น