nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 9

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 612

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 15:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9
แบบอักษร

 

ตอนที่ 9 

 

แม่น้อยดูจะปลื้มอกปลื้มใจเป็นอย่างมากที่ผู้กองหนุ่มให้เกียรติมากินอาหารที่บ้านของนาง ตอนที่เห็นว่าลูกชายกับลูกสาวลงมาจากรถยนต์คันงามนั้นแม่น้อยก็แปลกใจ แต่พอเห็นหน้าเจ้าของรถเท่านั้น แม่น้อยรีบลงบันไดบ้านมาต้อนรับแทบไม่ทันเลยทีเดียว ทีแรกก็ไม่แน่ใจว่าใช่ผู้กองปรานต์ที่เพิ่งย้ายมาประจำการหรือเปล่า เห็นทีไรชายหนุ่มก็ยืนอยู่ลิบๆ  ได้มาเห็นใกล้ๆ ก็วันนี้  

...พ่อเจ้าประคุณเอ๋ย หล่อไม่หยอกเลยทีเดียว แม่น้อยล่ะอยากลดอายุไปอีกสามสิบปี 

“พอกินได้ไหม ผู้กอง” แม่น้อยถามด้วยความเป็นห่วง 

“กินได้ครับแม่น้อย อาหารฝีมือแม่น้อยอร่อยมาก” นอกจากจะรูปร่างหน้าตาหล่อเหลากระชากใจสาวน้อยสาวใหญ่ คำพูดคำจาของผู้กองก็ไม่เป็นรองใคร หัวใจคนแก่มันกระชุ่มกระชวยขึ้นมาทันที 

“แหม ยอคนแก่ก็เป็น อาหารพื้นบ้านทั้งนั้นแหละจ้ะ น้ำพริกผักลวก” แม่น้อยถ่อมตัว 

“แค่น้ำพริกผักลวก แล้วใครที่วิ่งไปผัดหมูกับทอดไข่เจียวเพิ่มอีก ทีกับลูกสองคนล่ะไม่เคยได้กินดีขนาดนี้” ไอ้น้ำอดค่อนขอดมารดาไม่ได้  

“ไอ้น้ำ! เสียมารยาท” แม่น้อยดุ แต่ไม่ได้ทำเสียงดังเกินไปเพราะเกรงใจแขกร่วมโต๊ะ 

“ก็จริงนี่แม่” ไอ้น้ำยังเถียงต่อ 

“พี่ปรานต์อย่าไปสนใจเลยค่ะ พี่น้ำก็แค่ทำตัวเป็นเด็กขี้อิจฉาเท่านั้นเอง ขนาดฝนกอดแม่นะคะ พี่น้ำยังมาแย่งกอดแม่เลย” น้ำฝนได้โอกาสขายพี่ชายเสียเลย 

“ยายฝน!” ถึงคราวที่ไอ้น้ำต้องดุน้องสาวบ้าง แต่มีหรือที่น้ำฝนจะกลัว 

“ทั้งคู่เลย อย่าเสียมารยาทได้ไหม แม่อายผู้กองเขา” แม่น้อยบ่นลูกทั้งสอง 

“ไม่เป็นไรหรอกครับ แม่น้อย เห็นอย่างนี้แล้วสนุกดีครับ ไม่เหมือนที่บ้านผม ต่างคนต่างกินข้าว แทบไม่ได้กินพร้อมหน้าพร้อมตากันแบบนี้สักเท่าไหร่” ผู้กองหนุ่มบอกแม่น้อย เพราะที่บ้านของเขามีแต่นักธุรกิจ อีกทั้งแม่ก็เป็นคุณหญิงออกงานไม่เว้นแต่ละวัน ส่วนเขาก็คอยไปรับไปส่งวรันต์  

“โถ พ่อคุณ หน้าเศร้าเชียว มากินข้าวที่นี่บ่อยๆ ก็ได้นะ ถือซะว่าที่นี่เป็นเหมือนบ้านผู้กองก็ได้ ผู้กองมาบ่อยๆ เผื่อจะได้ช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลยายฝนบ้าง ฉันเองก็เป็นห่วงลูกสาวคนเล็กเหลือเกิน” ด้วยความเห็นใจและสงสารผู้กอง แม่น้อยจึงอนุญาตให้เข้านอกออกในบ้านตัวเองได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งฝากฝังบุตรสาวของตนไปอย่างแนบเนียน 

“แม่ ชวนตาลุงนี่ทำไม” 

“ไอ้น้ำ! เรียกผู้กองแบบนี้ได้ยังไง คิดว่าโตแล้วข้าไม่กล้าตีหรือ เดี๋ยวจะตีให้ก้นลายเลย” คราวนี้แม่น้อยดุจริงจังเสียแล้ว จนไอ้น้ำหน้าเสียไม่กล้าต่อความกับแม่อีก ส่งผลให้น้ำฝนไม่กล้าพูดอะไรด้วยเช่นกัน 

“ไม่เป็นไรครับ” ผู้กองเริ่มกระอักกระอ่วน ไม่อยากให้แม่ลูกหมางใจกัน 

“ยังไม่ขอโทษผู้กองอีก” แม่น้อยพูดแกมสั่ง 

“ขอโทษ ผู้กอง” น้ำเอ่ยขอโทษพร้อมยกมือไหว้ผู้กองแต่โดยดี หากก็ยังหน้ามุ่ยอยู่ 

“ต่อไปนี้ถ้าข้าได้ยินเอ็งเรียกผู้กองไม่ดีอีก ข้าจะตีเอ็ง จำไว้” 

แม่น้อยไม่เข้าใจว่าทำไมบุตรชายของนางถึงเรียกผู้กองไปแบบนั้น ปกติแล้วน้ำไม่ได้มีนิสัยอันธพาลหรือพูดจาไม่ดี ยิ่งกับแขกหรือคนนอกด้วยแล้ว น้ำมีมารยาทมากกว่ายายฝนเสียด้วยซ้ำ เพราะเป็นพี่ชายและอยู่ในเมืองกรุงมาหลายปี ไม่รู้ว่าโกรธอะไรผู้กองคนนี้นักหนา ดูจากภายนอก ก็ไม่เห็นว่าผู้กองจะแกล้งหรือไม่ชอบไอ้น้ำเลย 

“ผมไม่โกรธหรอกครับ” ผู้กองยกโทษให้ไอ้น้ำอย่างง่ายดายเพราะไม่ได้คิดโกรธเคืองอะไร การที่อีกฝ่ายถูกมารดาดุต่อหน้าคนนอกอย่างเขาก็ถือว่าเสียหน้ามากพอแล้ว 

“ผู้กองปีนี้อายุเท่าไหร่จ๊ะ ท่าทางยังเด็กอยู่เลย” 

“ปีนี้ผมอายุยี่สิบแปดครับ” 

“อืม ก็ไม่มากไม่น้อย ผู้กองคงทำงานเก่งไม่เบาถึงได้เลื่อนขั้นเร็วขนาดนี้” แม่น้อยพูดไปตามประสาซื่อ ดูจ่าสมคิดกับจ่าสมหมายสิ อายุปูนนี้ทั้งสองยังเป็นแค่จ่าอยู่เลย 

“เลื่อนขั้นตามปกติครับ ผมเรียนนักเรียนนายร้อยมาก่อน ยศตั้งแต่แรกคือว่าที่ร้อยตรี แล้วก็เลื่อนขั้นตามอายุงานครับ” ผู้กองหนุ่มอธิบาย เขาไม่อยากให้เข้าใจผิดว่าตนเองใช้เส้นสายใดๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศตำแหน่ง 

“เก่งจริงนะพ่อ” แม่น้อยชื่นชมผู้กองคนนี้นัก เห็นแล้วรู้สึกถูกชะตายังไงบอกไม่ถูก 

“พี่ปรานต์เก่งจริงๆ ค่ะ” น้ำฝนเอ่ยชมตามมารดา 

“ไม่หรอก ก็เหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละครับ น้องฝน” ผู้กองอดกระดากไม่ได้เมื่อถูกชมตรงๆ  

“เอ้า เจ้าน้ำ เงียบไปเลยหรือเอ็ง” มารดาเห็นบุตรชายเงียบไปจึงชวนไอ้น้ำคุยบ้างด้วยรู้สึกผิดเล็กน้อยที่ดุไอ้น้ำต่อหน้าคนนอก 

“ก็ฉันกลัวพูดไม่ถูกหูแม่อีก” มันงอนจริงๆ อย่างที่แม่น้อยคิด 

“เอ็งลองคิดดูว่าสมควรแล้วหรือเปล่าที่ถูกข้าดุ” แม่น้อยพูดพลางตักไข่เจียวให้ไอ้น้ำเพื่อเอาใจบุตรชาย 

“สมควรจ้ะ” 

“คิดได้ก็ดี แล้วก็เลิกงอนเสียเถอะ เป็นผู้ชายขี้งอนมันดูไม่ค่อยเหมาะหรอก จริงไหมผู้กอง” ผู้กองสะดุ้งในใจ ไฉนถึงโยนเรื่องนี้มาให้เขากันล่ะ 

“เอ่อ...ก็คงงั้นมั้งครับ” ผู้กองตอบอย่างลำบากใจ เพราะคนรอบข้างเขาส่วนใหญ่ก็งอนเก่งเหลือเกิน เขาเลยชินกับการคอยตามง้อ 

หลังจากเก็บสำรับเรียบร้อยแล้ว แม่น้อยชวนผู้กองคุยอีกสักพักก็ขอตัวเข้าไปนอน ก่อนจะลุกไปยังย้ำนักย้ำหนาให้ผู้กองมากินข้าวที่นี่บ่อยๆ โดยไม่ลืมให้ไอ้น้ำลงไปส่งผู้กองที่หน้าบ้านด้วย  

“ขอบใจมากที่เลี้ยงข้าว แม่น้อยของนายน่ารักและใจดีมาก” ผู้กองเอ่ยขอบคุณเมื่อทั้งคู่เดินมาถึงรถยนต์ 

“อือ ก็ใจดีกับทุกคนแหละ ยกเว้นลูกตัวเอง” ไอ้น้ำยังหน้ามุ่ยอยู่ 

“ขอโทษที่ทำให้นายโดนดุ อย่าโกรธแม่น้อยเลย” 

“ไม่เป็นไร ผมไม่โกรธทั้งคุณและแม่หรอก ก็จริงอย่างที่แม่พูดนั่นแหละ” ไอ้น้ำเป็นประเภทถ้าไม่ผิดมันจะเถียงหรือหาวิธีและเหตุผลมาสู้จนกว่ามันจะชนะ แต่ถ้ามันรู้แก่ใจว่าผิด มันจะไม่ดื้อเถียงต่อ 

“ขอบใจนะ” ผู้กองพูดพลางยกมือขึ้นยีศีรษะของคนอ่อนกว่าด้วยความลืมตัว เขามักจะทำแบบนี้กับวรันต์เวลาที่นึกเอ็นดู  

...แต่น้ำไม่ใช่วรันต์ เขารีบยกมือออกเมื่อนึกขึ้นได้ 

“ผู้กองทำอะไรเนี่ย ผมยุ่งหมด แล้วขอบใจเรื่องอะไรอีก อ้อ...เรื่องคดีใช่ปะ ยังไม่ต้องขอบใจหรอก คอยดูผลงานผมก่อนก็แล้วกัน ถึงตอนนั้นค่อยมาขอบอกขอบใจก็ยังไม่สาย” ไอ้น้ำพูดพลางจัดทรงผมให้เข้าที่ 

“อืม ถ้าได้เรื่องอะไรก็ส่งข้อความมาหาฉันว่าได้เรื่องมาแล้วก็พอ ไม่ต้องใส่รายละเอียด แล้วฉันจะมาหานายเอง” 

“เอางั้นเหรอ อืม...ก็ได้ แล้วแต่ผู้กองเถอะ” 

“ฉันไปละ” 

“อืม” ไอ้น้ำพูดจบก็เดินขึ้นบ้านโดยไม่สนใจว่ารถยนต์จะเคลื่อนตัวไปหรือยัง ผู้กองไม่ใช่หญิงสาวที่เขาต้องเอาใจเสียหน่อย  

แต่อีกฝ่ายกลับมองตามหลังของไอ้น้ำจนหายเข้าไปในบ้าน แล้วจึงขับรถออกไป  

...ขอบใจนะที่ทำให้เขานึกถึงความสุขได้อีกครั้ง 

 

หวยงวดใหม่ใกล้เข้ามาเต็มที ไอ้น้ำยังไม่รู้จะไปหาเลขจากที่ไหนดี สงสัยต้องกลับไปโรยแป้งที่ต้นไม้ในวัดแล้วล่ะมั้ง หมู่บ้านเราไม่มีอะไรแปลกๆ ให้ตีเลขเลยเหรอ หรือจะฝันเอาแล้วจะตีเป็นหวยได้ไหมล่ะ ไอ้น้ำตีเลขจากฝันไม่เป็น ถ้าบอกแม่แล้วถอดความออกมา เลขนั้นจะถูกไหม 

เรื่องของหวย มันไม่ใช่แค่เรื่องหวยๆ นะเว้ย มันยาก ศาสตร์นี้ล้ำลึกยิ่งนัก  

ไอ้น้ำนั่งมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ไปด้วยคิดเรื่องหวยไปด้วย ยังไม่มีอะไรสำเร็จสักอย่าง เขาเพิ่งได้รับโปรเจ็กต์ใหม่มาหมาดๆ  พี่บาสดีลงานมาให้ แต่ลูกค้าคนนี้ดูจะเรื่องเยอะไม่เบา บางทีเขาอาจจะต้องขึ้นกรุงเทพฯ บ้างเป็นครั้งคราวเพื่อคุยงานเกี่ยวกับโปรเจ็กต์นี้ สรุปนี่เขาคิดผิดคิดถูกวะที่รับงานมา 

เอาเข้าไป ไอ้น้ำเอาทุกอย่างเข้ามาตีในหัวจนพันวุ่นไปกันใหญ่แล้ว 

“ไอ้น้ำ ไอ้น้ำโว้ย อยู่ไหมวะ” เสียงเรียกจากหน้าบ้านดังขึ้นมาถึงบนบ้าน ไอ้น้ำที่กำลังทึ้งหัวตัวเองอยู่ต้องหยุดชะงักมือ และเตรียมลุกออกไปดู 

“ใครวะ ใครมาถามหาลูกข้า” แม่น้อยเดินออกไปดูพลางตะโกนถามแข่งกับข้างล่าง 

“ข้าเอง นางน้อย” นามแช่มร้องบอก 

“อ้อ พี่แช่ม พี่สาย พี่เล็กนี่เอง”  

“เออ พวกข้าเอง” 

“มาถามหาไอ้น้ำ มีธุระอะไรกับมันจ๊ะ หรือมันไปสร้างเรื่องอะไรให้พวกพี่” แม่น้อยมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที 

“โอ๊ย เปล่า ไอ้น้ำลูกเอ็งมันเป็นเด็กนิสัยดี คนในตลาดก็เอ็นดูมันทุกคน” นางสายรีบปฏิเสธพร้อมหยอดคำพูดเคลือบน้ำผึ้งให้กับนางน้อยอย่างรวดเร็ว  

“งั้นหรือจ๊ะ ถ้าอย่างนั้นที่พวกพี่มาวันนี้...” เท่านั้นแม่น้อยก็โล่งใจที่ไอ้น้ำไม่ได้ไปก่อเรื่องอะไรไว้ 

“ก็...ใกล้ถึงวันหวยออกแล้ว” นางเล็กพูดเสียงเบา ทั้งสี่คนสบตาแล้วเป็นอันว่ารู้กัน 

“อ๋อ จริงด้วยจ้ะ ...ไอ้น้ำ ไอ้น้ำเว้ย ป้าๆ เขามาหาเอ็งแน่ะ” แม่น้อยตอบพี่ๆ ทั้งสามแล้วร้องบอกลูกชายให้ออกมาจากห้อง 

“จ้ะๆ ฉันออกไปเดี๋ยวนี้แหละ” ไอ้น้ำตะโกนตอบกลับไป  

บ้านนี้นี่มันยังไง คุยกันเบาๆ ไม่ได้เหรอ ต้องตะโกนเสียงดังคุยกันตลอด ไอ้น้ำไม่เข้าใจ 

“สวัสดีจ้ะ ป้าแสง ป้าแช่ม ป้าเล็ก” น้ำยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า จริงๆ เห็นหน้าค่าตาในตลาดกันแทบทุกวัน หากไม่ยกมือไหว้ป้าๆ ก็คงไม่ได้ตะขิดตะขวงใจ แต่คนไม่พอใจคงหนีไม่พ้นมารดาเขาที่ยืนอยู่ข้างๆ 

“ไหว้พระเถอะเอ็ง” 

“มีอะไรจ๊ะป้า” ไอ้น้ำถาม 

“ข้าจะชวนเอ็งไปหาเลข” 

“เมื่อไหร่อะป้า” ไอ้น้ำตอบรับตาลุกวาว เขากำลังเบื่ออยู่พอดี 

“คืนนี้” 

“ที่ไหนบอกมาเลยจ้ะ ฉันพร้อมแล้ว” 

“แม่ตะเคียน ที่ท่าน้ำหน้าวัด” ได้ยินคำตอบของป้าทั้งสาม ไอ้น้ำก็ไม่พร้อมเสียแล้ว เขากลัวแม่ตะเคียน ไม่อยากไปเลย ให้ตายสิ 

“เอ่อ...ฉันว่า...ฉันขอผ่านดีกว่าจ้ะ” ไอ้น้ำอ้อมแอ้มตอบ 

“ได้ไงวะไอ้น้ำ ไหนบอกว่าเอ็งพร้อม” นางแช่มถาม ไฉนไอ้น้ำถึงเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี้ 

“ฉันกลัวจ้ะ” สีหน้าของไอ้น้ำไม่สู้ดีนัก ให้ไปเผชิญหน้ากับแม่ตะเคียนอีก งานนี้มันคงจะจับไข้แน่นอน 

“กลัวอะไรของเอ็งวะ” 

“กลัวแม่ตะเคียนจ้ะ ยิ่งไปตอนค่ำฉันยิ่งกลัว” มันตอบพลางลูบแขน อุปาทานว่ารู้สึกเย็นยะเยือก 

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวไปเร็วหน่อยก็ได้ ไม่ต้องถึงกับมืดค่ำหรอก แม่น้อยจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงลูกด้วยดีไหม” นางเล็กพยายามให้ทางเลือก 

“ถึงอย่างนั้นก็ยังกลัวอยู่ดีแหละจ้ะ” ไม่กลัวได้ยังไง ขนาดกลางวันแสกๆ ในวัด แม่ตะเคียนยังมาคุยกับเขาได้ นับประสาอะไรกับถิ่นฐานของแม่ตะเคียนในช่วงเวลากลางคืน 

“ไฮ้ ไม่ต้องกลัวหรอก คนไปเยอะแยะ ไม่ใช่มีแต่พวกข้านะ คนในตลาดก็ไปกันทั่ว งวดก่อนนั้นที่พวกข้าถูก คนในตลาดถามว่าได้เลขจากไหน ข้าก็บอกไปว่าเอ็งตีเลขจากแม่ตะเคียนมา” นางสายบอกให้น้ำคลายกังวล 

“แต่...” 

“จะแต่เต่ออะไรอีกเล่า คนในหมู่บ้านฝากความหวังไว้ที่เอ็งเลยนะไอ้น้ำ เอ็งจะทำให้พวกข้าผิดหวังงั้นหรือ” นางแช่มบ่นพร้อมยกภาระอันหนักอึ้งให้ไอ้น้ำแบกไว้ 

“ถ้าฉันบอกผิดล่ะจ๊ะ” 

“หวยพวกนี้ไม่ใช่ใครซื้อตามก็จะถูกได้ทุกคน ดวงใครดวงมัน เอ็งก็ไม่ใช่คนเจ้าคนทรงอะไรที่จะดูเลขได้ ไปเถอะน่า” นางสายพูดปลอบใจคนบอกเลข 

“ไปเถอะนะ ไอ้น้ำ” นางเล็กพูดตาม 

“ไปเถอะนะ ไอ้น้ำ เห็นใจพวกข้าด้วย” นางแช่มเสริมเป็นกำลังสุดท้าย 

“ไปเถอะ ข้าก็อยากรู้เลข เดี๋ยวแม่ทำกับข้าวของโปรดของเอ็งรอไว้” นั่นไง คนสุดท้าย คำขอร้องของแม่น้อย แต่ทำไมไอ้น้ำรู้สึกเหมือนเป็นคำสั่ง  

เฮอะ เอาของกินมาล่อลวงเขา แต่ก็นะ มันได้ผลอยู่เหมือนกัน 

กลัวผีก็กลัว ของอร่อยก็อยากกิน โอ๊ย ไอ้น้ำเครียด 

“ไปกันเยอะแน่นะป้า” น้ำถามย้ำ 

“เยอะ เชื่อข้า” นางแช่มบอก 

“ก็ได้จ้ะ” 

“ห้าโมงครึ่งวันนี้ เอ็งจะไปเองหรือไปพร้อมกับพวกข้า” นางเล็กถาม 

“เดี๋ยวฉันเดินไปเองจ้ะ” ไอ้น้ำบอก ใจจริงก็อยากไปพร้อมป้าๆ แต่มันยังไม่มืดมาก เขาคิดว่าน่าจะพอไหวอยู่ 

โพล้เพล้เย็นนั้น ไอ้น้ำก็อาบน้ำประแป้งเสียหล่อ ผมเผ้าที่เพิ่งสระถูกสะบัดให้แห้งพอเป็นพิธีแล้วก็เตรียมลงจากบ้านไป อาบน้ำเร็วแบบนี้ไม่ใช่อะไร คืนนี้จะได้ไม่ต้องกลัวเวลากลับมาอาบน้ำยังไงล่ะ 

“จะไปแล้วหรือ” แม่น้อยถามดังออกมาจากในครัว 

“จ้ะ แม่” น้ำกล้ำกลืนฝืนตอบ ไม่ได้อยากไปเลย แม่เข้าใจไอ้น้ำบ้างไหม  

...แล้วฉันเลือกอะไรได้ไหม เลือกให้ฉันไม่ไปได้หรือเปล่า 

“แม่ทำกับข้าวของโปรดเอ็งไว้หลายอย่าง กลับมาแล้วก็มากินข้าวด้วยนะลูก” แม่น้อยพูดเอาใจลูกชาย แต่มีหรือไอ้น้ำจะไม่เข้าใจจุดประสงค์ของมารดา 

“จ้ะ ฉันจะกลับมากินให้เรียบเลย” สรุปว่าถอยหลังกลับไม่ทันแล้ว 

 

น้ำเดินค่อนข้างช้า เหมือนว่าขาทั้งสองข้างถูกถ่วงด้วยอะไรสักอย่าง ไม่ได้อยากจะไปถึงท่าน้ำหน้าวัดเร็วๆ เลย อยากจะถ่วงเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด เรื่องแบบนี้ใครไม่เจอกับตัวไม่มีวันเข้าใจหรอก ไอ้น้ำคิดอย่างปลงๆ ก่อนจะเดินต่อไปเรื่อยๆ 

“ไปไหนน่ะ” เสียงทุ้มดังขึ้นข้างหลัง ทำให้ไอ้น้ำสะดุ้งสุดตัว โอ๊ย คนยิ่งกลัวผีอยู่  

“เฮ้ย ตกใจหมด ทำไมไม่ส่งเสียงมาก่อนล่ะวะ ถ้าตกใจจนหัวใจวายตายไปจะทำยังไง ...อ้าว ผู้กองเองเหรอ” น้ำด่ารัวเพื่อระงับอาการตกใจ พอหันกลับไปดูจึงเห็นว่าเป็นผู้กอง 

“ฉันเอง เป็นอะไร ขวัญอ่อนจริง” 

“ช่างเถอะ ผู้กองมาทำอะไรแถวนี้ เลิกงานแล้วเหรอ” ไอ้น้ำถามพลางมองชุดที่ผู้กองสวมใส่ ไม่ใช่ชุดตำรวจแต่อย่างใด กลับเป็นเสื้อยืดกางเกงยีนง่ายๆ 

“เลิกแล้ว เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็เลยมาเดินดูคนในหมู่บ้านเสียหน่อย เผื่อมีใครต้องการความช่วยเหลือ” 

“ช่วยเหลือคนหรือหาข่าวคนกันแน่” ไอ้น้ำย้อนถาม 

“ก็เหมือนกันนั่นแหละ ถ้าเจอคนร้ายก็จะได้ช่วยเหลือคุณพัด” ผู้กองหนุ่มตอบอย่างไม่ยี่หระ 

“อืม” ไอ้น้ำไม่เถียงต่อ เพราะผู้กองพูดได้ถูกต้อง ผู้กองหนุ่มคนนี้ดูใส่ใจงานจากใจจริง ขนาดเลิกงานก็ยังไม่หยุดพัก 

“แล้วนายล่ะ กำลังจะเดินไปไหน” 

“ท่าน้ำหน้าวัด” ไอ้น้ำตอบแล้วก็ออกเดินต่อ คิดในใจว่าคงจะไปช้ากว่าที่พวกป้าๆ นัดแล้วล่ะ ไปถึงคงโดนบ่นหูชา แต่ไม่เป็นไรหรอก  

“มีอะไรถึงไปที่นั่น” ผู้กองพูดพร้อมกับเดินข้างไอ้น้ำไปด้วย เขาตัวสูงกว่าน้ำเลยก้าวขาให้สั้นลง ไม่อย่างนั้นคงเดินนำหน้าอีกฝ่ายไปไกล 

“ไปขูดเลข ขอหวย” 

“หืม? ขอหวย” ปรานต์สงสัย มีเรื่องพวกนี้จริงๆ ด้วยสินะ เคยแค่ได้ยิน แต่ไม่เคยเห็นกับตา 

“อือ หวยที่คุณตั้งใจจะจับผมเข้าคุกนั่นแหละ” ไอ้น้ำตอบเหน็บแนมผู้กองกลับไป 

“ขูดเลขขอหวยเป็นยังไง ขอไปดูด้วยได้ไหม” ผู้กองถามเพราะไม่รู้ว่าเรื่องพวกนี้ห้ามคนนอกหรือเปล่า 

“วันนี้คนน่าจะเยอะ ถ้าผู้กองจะไม่ไปจับพวกเขาก็ไปเถอะ” 

“ไม่จับหรอก ไม่ได้ทำผิดกฎหมายสักหน่อย แล้วจะขูดเลขยังไงล่ะ” ผู้กองหนุ่มถาม เขาไม่เคยเห็นจึงนึกภาพไม่ค่อยออกนัก 

“เดี๋ยวไปถึงก็รู้เอง” น้ำขี้เกียจอธิบาย ตั้งใจให้ผู้กองไปเห็นเองกับตาคงจะเหมาะที่สุด 

“นี่ ผู้กอง” ระหว่างทางเมื่อเดินใกล้ถึงที่หมาย น้ำก็ถามผู้กองเสียงเบา 

“ครับ?” คำพูดสุภาพ น้ำเสียงอ่อนโยนทำให้ไอ้น้ำชะงักเล็กน้อย ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่หมู่บ้านก็มีแต่คนเสียงดังตะโกนคุยกัน จนลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้เขาต้องใช้คำพูดพวกนี้เวลาคุยงานหรือพบเจอคนอื่น 

“ผู้กองกลัวผีปะ” ถึงคำพูดสั้นๆ ของผู้กองจะทำให้น้ำนึกถึงชีวิตในกรุงเทพฯ แต่เขาก็ไม่ลืมเป้าหมายที่จะถามในทีแรก 

“ไม่รู้สิ ไม่เคยเจอ” 

“ไม่ได้กวนใช่ปะ” ไอ้น้ำหรี่ตามองอีกฝ่าย 

“ไม่ได้กวน ไม่เคยเจอจริงๆ เลยไม่รู้ว่าต้องกลัวไหม” ผู้กองบอก ไม่ได้ตั้งใจกวนอารมณ์คนถามเลย 

“เหรอ” ไอ้น้ำคิดหลายตลบเพื่อหาตัวช่วย ใครจะรู้ตัวออกใหญ่โต ถ้าเจอผีอาจกรีดร้องอย่างกับผู้หญิงก็เป็นได้  

เฮ้อ จะฝากความหวังได้ไหม เพราะสามป้านั่น ไอ้น้ำมั่นใจว่าถ้าเจอผีต้องวิ่งป่าราบแน่นอน 

“ถามทำไม” 

“ถามเฉยๆ ไม่มีอะไรหรอก” ใครจะกล้าบอกล่ะว่ามีผี ขืนอีกฝ่ายทิ้งเขาไว้กลางทาง เขาก็ซวยน่ะสิ สองหัวยังไงก็ดีกว่าหัวเดียว 

“ถึงแล้ว” ไอ้น้ำบอกอย่างไม่จำเป็น เพราะมองจากภาพเหตุการณ์ตรงหน้า ผู้กองก็คงเข้าใจ ไทยมุงเยอะขนาดนั้น 

“พวกเรา...ไอ้น้ำมาแล้วเว้ย” นางแช่มหันมาเห็นไอ้น้ำก่อนเป็นคนแรกจึงตะโกนบอกคนที่เหลือ 

เห็นไหมล่ะ ตะโกนคุยกันทุกที 

ความคิดเห็น