nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 8

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 591

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 15:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 8
แบบอักษร

 

ตอนที่ 8 

 

“ผมต้องทำอะไรบ้างอะ” ไอ้น้ำพูดไป มือก็คีบแซลมอนผสมวาซาบิเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย ทีแรกก็ตั้งใจจะฟังแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ในเมื่อมีเจ้ามือเสนอตัวเลี้ยงอาหารทั้งที มีหรือที่คนชอบกินอย่างเขาจะปฏิเสธ 

“คอยสังเกตคนในหมู่บ้านก็พอ” 

“สังเกตยังไง แค่มองๆ ดูๆ ก็ได้ใช่ไหม” 

“เข้าไปตีสนิทด้วย ฟังที่พวกเขาคุยกันให้มากที่สุด” ผู้กองอธิบายเพิ่ม 

“อ้อ... เผือกให้มากที่สุดสินะ” ไอ้น้ำสรุปความหมาย 

“แล้วแต่นายจะเรียก แค่นี้ทำได้หรือเปล่า” 

“ก็คงได้แหละมั้ง ไม่ได้ยากอะไรนี่ ปกติก็ยุ่งเรื่องชาวบ้านอยู่แล้ว” ไอ้น้ำพูดด้วยท่าทีสบายๆ เพราะนั่นมันก็เป็นชีวิตประจำวันของเขาอยู่แล้ว 

“อย่างนั้นก็ดี”  

“นี่ลุง...เอ๊ย...ผู้กอง” ไอ้น้ำรีบปรับการเรียกเพราะเห็นสายตาผู้กองที่จ้องมาทางเขาดูแล้วไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่ 

“แล้วถ้าผมทำงานนี้สำเร็จ จะได้อะไรตอบแทนอะ” ของฟรีไม่มีในโลก ไอ้น้ำเชื่ออย่างนั้น 

“อะไรดีล่ะ” ผู้กองพูดแล้วทำท่าคิด 

“ได้อะไร” ไอ้น้ำเร่ง 

“ไม่เอาผิดเรื่องที่นายเดินโพยหวย...เป็นไง ดีไหม” ผู้กองพูดข้อเสนอออกมา 

“จริงนะ โอเค ตกลงเลย งานนี้ทุ่มให้สุดตัว” ไอ้น้ำพูดด้วยความดีใจที่อย่างน้อยตัวเองก็รอดพ้นจากคุกจากตะราง 

เดี๋ยวนะ ทำไมผู้กองถึงมองเขาแล้วทำหน้ายิ้มมีเลศนัยแบบนั้นด้วยล่ะ 

ฉับพลันไอ้น้ำก็ตาเบิกกว้างอย่างกับไข่ห่าน ...ฉิบหาย ควายแท้ๆ ไม่มีอย่างอื่นผสม นี่เท่ากับว่าเขายอมรับสารภาพไปโดยไม่รู้ตัว ไอ้น้ำด่าตัวเองเมื่อนึกขึ้นได้ว่าพูดอะไรออกไป 

“ผู้กอง อย่าจับผมนะ” น้ำพูดอย่างหวาดๆ 

“ไม่จับหรอก บอกแล้วไง ว่านี่คือข้อตกลง...ถ้านายตกลงเหมือนกัน” ผู้กองพูดอย่างเป็นต่อ 

“โอเค ดีล” ไอ้น้ำยื่นมือออกไปเพื่อจับมือกับอีกฝ่าย ผู้กองมองมือที่ยื่นมาตรงหน้าก่อนจะยื่นมือออกมาจับมือด้วย 

“ดีล” 

อาหารบนโต๊ะใกล้หมด แต่ดูเหมือนผู้ช่วยมือใหม่ของผู้กองนั้นยังกินไม่อิ่ม เพราะคนตรงหน้ากำลังจ้องแซลมอนชิ้นสุดท้ายที่วางอยู่บนจานด้านหน้าเขม็ง ผู้กองเห็นดังนั้นเลยคีบแซลมอนไปวางให้เสียเลย 

“เอ่อ...ไม่ต้องคีบมาให้ก็ได้ เกรงใจ” ไอ้น้ำอึกอัก ปกติมีแต่เขาที่เป็นคนคอยคีบคอยตักอาหารให้ฝ่ายตรงข้าม ...ไม่ใช่ผู้กองนะ หมายถึงผู้หญิงน่ะ 

“คีบคืนมาก็ได้ถ้าเกรงใจ” ผู้กองพูดทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางที่คนอยากกินจะคืนให้แน่นอน 

“เรื่องอะไรล่ะ ให้แล้วก็ให้เลยสิ” ไม่ผิดจากที่ตำรวจหนุ่มคิด ไอ้น้ำเอาตะเกียบมาปิดป้องแซลมอนเอาไว้อย่างหวงแหน 

“ถ้าอยากกินอีก สั่งเพิ่มได้นะ” ผู้กองปรานต์บอกอย่างใจป้ำ คนรอบข้างที่เขาคุ้นเคยนั้นไม่ค่อยมีใครกินเยอะสักเท่าไหร่ เพราะกลัวหุ่นจะไม่ได้รูปทรง ใส่เสื้อผ้าไม่สวยอะไรเทือกๆ นั้น แต่คนตรงหน้าดูเหมือนจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย 

มันไม่ใช่ภาพที่เขาจะได้เห็นบ่อยนัก 

“ไม่เอาแล้ว” น้ำตอบทั้งที่แซลมอนยังเต็มปาก 

“อิ่ม?”  

“เปล่า แค่คิดว่าอันนี้ก็กินไปแล้วไง สั่งอย่างอื่นมากินดีกว่า ผู้กองอยากกินอะไรเพิ่มอีกไหมล่ะ” ดูเหมือนไอ้น้ำถามอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย คนเห็นแก่กินอย่างมันเลือกเมนูอาหารไม่ได้ต่างหากเลยหาคนช่วยเลือกแทน 

“ฉันกินได้ทุกอย่าง นายสั่งมาเถอะ” 

“อืม...งั้นเอาอันนี้ก็ได้” ผู้กองปรานต์มองคนตรงหน้าที่กำลังแน่วแน่อยู่กับเมนูอาหารก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ 

“ยิ้มอะไร ผู้กอง เป็นบ้าเหรอ ...น้องๆ เอาอันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนี้” ไอ้น้ำเงยหน้ามาเจอคนบ้ากำลังยิ้มก็ด่าไปตรงๆ แล้วเรียกพนักงานสาวที่คาดว่าอายุน้อยกว่าตัวเองมาสั่งอาหารเพิ่ม 

“สั่งเพิ่มเยอะแบบนั้น กินหมดเหรอ” ผู้กองถามด้วยความเป็นห่วง เพราะกลัวจะเหลือทิ้งหากกินไม่หมด 

“หมดสิ หรือว่างก เดี๋ยวช่วยจ่ายก็ได้นะ ไม่ต้องเลี้ยงหรอก” ทีแรกไอ้น้ำตั้งใจจะให้ผู้กองเป็นเจ้ามือเลี้ยงจริงอย่างที่เจ้าตัวเสนอ แต่ดูจากปริมาณจานอาหารตรงหน้าแล้ว เขาก็รู้สึกเกรงใจถ้าคนที่ไม่ได้สนิทกันสักเท่าไหร่ต้องมาเสียเงินเสียทองให้เขา 

“เปล่า ฉันจ่ายไหว แค่กลัวนายกินไม่หมด” 

“หมดๆ แค่นี้ไม่พอยาไส้หรอก ผู้กองก็กินด้วยสิหรือว่ากลัวอ้วน กลัวใส่ชุดตำรวจแล้วพุงจะยื่นใช่ปะ” ไอ้น้ำเดา ถึงแม้วันนี้ผู้กองจะใส่ชุดลำลองตามแบบประชาชนทั่วไป แต่ชุดตำรวจฟิตเปรี๊ยะขนาดนั้น กินอะไรเข้าไปนิดตะเข็บคงแทบปริออกจากกัน 

“ไม่ใช่หรอก แค่มื้อเดียว ท้องคงไม่ขยายเร็วขนาดนั้น” 

ไม่ผิดจากที่ไอ้น้ำคุยโม้ไว้ เพราะอาหารที่สั่งมานั้นหมดเรียบไม่มีเหลือให้ผู้กองหนุ่มต้องเสียดายเลย ไอ้น้ำตบท้องปุๆ เป็นสัญญาณบอกว่าตอนนี้เจ้าตัวอิ่มแล้ว ผู้กองเลยเรียกพนักงานมาเก็บเงินสำหรับมื้อนี้ 

“ผู้กองจะไปไหนต่อ” ไอ้น้ำถามหลังจากที่ออกมายืนอยู่หน้าร้าน 

“ฉันคงไปทำธุระแถวนี้ นายล่ะ?” 

“ไปธนาคาร” 

“คงเสร็จพอๆ กัน ถ้าอย่างนั้นนายไปรอฉันที่รถ เสร็จแล้วจะได้กลับหมู่บ้านพร้อมกัน” 

“ไม่ต้องหรอก ผมจะไปดูหนังสักเรื่องแล้วไปรับยายฝน เอ่อ...น้องสาวน่ะ ที่โรงเรียน ผู้กองกลับไปเถอะ ไม่ต้องรอ” ไอ้น้ำบอก เพราะวันนี้เขาตั้งใจจะใช้เวลาอยู่ในเมืองทั้งวัน 

“ดูหนัง?” 

“อือ” ไอ้น้ำรับคำ 

“จองตั๋วหนังให้ฉันอีกใบสิ” 

“ฮะ!? ผู้กองจะไปดูหนัง?” ไอ้น้ำถามอย่างไม่เชื่อหู นี่เขาแค่ตกลงจะเป็นสายสืบในคดีให้อีกฝ่าย ไม่ถึงกับต้องตามติดเขาขนาดนี้ก็ได้มั้ง 

“ใช่ ฉันเองก็ไม่ได้ดูหนังนานแล้ว อีกอย่างฉันเลี้ยงข้าวนายไปแล้ว คราวนี้นายก็เลี้ยงหนังฉันคืน เอามือถือนายมาสิ” ไอ้น้ำทำตามคำพูดคุณตำรวจ หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาส่งให้อีกฝ่ายอย่างงงๆ 

“...” 

“ฉันเมมเบอร์ฉันลงไปที่เครื่องนายแล้ว ได้ตั๋วรอบกี่โมง โรงที่เท่าไหร่ ก็ส่งข้อความมาบอกฉันด้วย ไปละ”  

ผู้กองหนุ่มจัดการทุกอย่างอย่างคล่องแคล่วแล้วส่งโทรศัพท์มือถือคืนให้ ทิ้งไอ้น้ำที่ยังงุนงง จับต้นชนปลายไม่ถูกเอาไว้ นับจากที่ดูหนังกับเพื่อนผู้ชายสมัยเรียนมหาวิทยาลัยแล้วไอ้น้ำก็ไม่เคยดูหนังกับผู้ชายคนไหนอีกเลย 

กว่าจะนึกได้ เขาก็รู้สึกว่านี่มันเหมือนคนกำลังจีบกันใหม่ๆ เลยหรือเปล่า ฉันเลี้ยงข้าวนาย นายเลี้ยงหนังฉัน  

ไม่เอาแบบนี้โว้ยยยย... 

แต่ไม่ว่าบ่นกระปอดกระแปดหงุดหงิดไปมากแค่ไหน สุดท้ายพอออกมาจากโรงหนัง ไอ้น้ำก็แฮปปี้เริงร่า หนังวันนี้สนุกสุดๆ ไปเลย 

“นี่ผู้กอง ฉากที่พระเอกขับรถไล่ตามผู้ร้ายอะ มันมากเลยนะว่าไหม” 

“ก็สนุกดี” 

“มันสุดๆ เลยต่างหากแถมยังขำด้วย ยิ่งตอนที่รถพระเอกกระเด็นไปเหลือแต่ตัวพระเอกยืนเท่อะ ตลกมาก” 

“ใช่ ฉากนั้นตลกมาก” ผู้กองไม่ได้พูดตามอีกฝ่าย เขารู้สึกสนุกไปกับหนังวันนี้จริงๆ  นานเท่าไหร่แล้วที่เขาไม่ได้เป็นตัวของตัวเองแบบนี้ ทั้งผ่อนคลาย ทั้งสบายใจ  

“เดี๋ยวไปรับน้องสาวนายใช่ไหม ที่ชื่อฝน?” 

“ใช่ น้ำฝน แต่ผู้กองกลับไปก่อนก็ได้นะ ผมคงไปเตร่แถวหน้าโรงเรียนยายฝนก่อน เพราะตอนนี้โรงเรียนยังไม่เลิก คงอีกสักชั่วโมงนู่นแน่ะ” น้ำหยิบโทรศัพท์มือถือมาดูเวลาก่อนจะบอกผู้กองไป 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวกลับพร้อมกันนั่นแหละ ไหนๆ วันนี้ก็หยุดงาน แล้วนี่นายจะรีบไปทำไม ในเมื่อโรงเรียนน้องสาวนายยังไม่เลิก” 

“ผู้กองไม่รู้อะไร หน้าโรงเรียนมีของกินเพียบ” ไอ้น้ำพูดพลางลูบท้องตัวเอง 

“นายเพิ่งกินป๊อปคอร์นถังใหญ่ไปไม่ใช่เหรอ” ผู้กองพูด เขารู้สึกว่าคนตรงหน้าดูจะชื่นชอบการกินเป็นพิเศษ แต่ไม่น่าจะกินได้มากหรือกินเท่าไหร่ก็ไม่อิ่มแบบนี้ 

“เดี๋ยวมันก็ย่อย แล้วถ้าผู้กองยืนยันว่าจะกลับด้วยกันก็ตามผมมา อย่าบ่น” ไอ้น้ำหันมาดุ พลางเดินนำเจ้าของรถไปที่รถของผู้กองเอง 

 

ระหว่างทางไปโรงเรียนไอ้น้ำคอยบอกทางผู้กองเป็นระยะ ไม่นานรถยนต์ก็ขับมาถึงหน้าโรงเรียน น้ำบอกผู้กองว่าให้จอดรถทิ้งไว้บริเวณนี้เพราะเป็นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้จอดได้ ก่อนจะดับเครื่องยนต์แล้วเดินไปยังจุดหมาย 

ไอ้น้ำตื่นตาตื่นใจกับอาหารที่มาขายหน้าโรงเรียนเป็นอย่างมาก บ้างก็เป็นร้านตั้งโต๊ะง่ายๆ  บ้างก็เป็นรถเข็น เขากำลังเลือกซื้ออย่างมีความสุข  

สุขใดเล่าจะเท่ากับการได้กิน 

นั่นคือ...คติประจำตัวไอ้น้ำ 

“ฝน ยายฝน” ไอ้น้ำตะโกนเรียกพร้อมโบกไม้โบกมือให้น้องสาวที่เดินออกมาจากโรงเรียน เขาตะโกนทั้งที่ลูกชิ้นยังเต็มปาก ผู้กองมองภาพนั้นด้วยความระอา 

“อาหารยังเต็มปากอยู่เลย” ผู้กองปรานต์เอ่ยเตือน 

“มัวแต่กินให้หมด เรียกยายฝนไม่ทันพอดี” ไอ้น้ำกลืนลูกชิ้นจนหมดแล้วจึงหันมาตอบโต้ผู้กอง ประกอบกับน้ำฝนเองก็เห็นพี่ชายยืนอยู่กับใครคนหนึ่งแล้วเช่นกัน หญิงสาวมีสีหน้าแปลกใจแต่ก็เดินตรงเข้าไปหาคนทั้งคู่แต่โดยดี 

“พี่น้ำมาได้ไงอะ แล้วนี่ใครคะ...” น้ำฝนทักพี่ชายก่อนจะมองคนข้างๆ 

“มาทำธุระในเมืองแล้วเลยแวะมารับเอ็งด้วย นี่ผู้กองปรานต์ ที่ย้ายมาประจำอยู่หมู่บ้านเราไง” ผู้กองได้ยินสำเนียงของน้ำก็แปลกใจ เพราะเวลาคุยกัน น้ำจะพูดกับเขาด้วยสำเนียงแบบคนกรุงเทพฯ  นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินสำเนียงท้องถิ่นของเจ้าตัวแบบชัดๆ 

“อ้อ... สวัสดีค่ะ ผู้กอง” น้ำฝนทักด้วยน้ำเสียงติดแปร่งเล็กน้อยพร้อมกับยกมือทำความเคารพคนอาวุโสกว่า ฝ่ายตำรวจหนุ่มก็รับไหว้ทันที 

“สวัสดีน้ำฝน” 

“กลับเลยปะ หรือกินอะไรก่อนไหม” ไอ้น้ำพูดแทรกขึ้น 

“อือ กลับเลยดีกว่า ไม่ค่อยหิว โชคดีนะเนี่ยวันนี้ไม่มีเรียนเพิ่ม ไม่งั้นพี่ได้รอฉันอีกนาน” 

“รถอยู่ทางนี้ครับ” ผู้กองบอกหญิงสาวแล้วเดินนำไปที่รถยนต์ของตัวเอง 

“ผู้กองกับพี่น้ำมาด้วยกันได้ไงอะ” น้ำฝนถามพี่ชายจากทางเบาะด้านหลัง หญิงสาวยื่นหน้ามาตรงกลางระหว่างคนทั้งสองที่นั่งอยู่ด้านหน้า 

“ข้าจะไปทำธุระในเมืองแล้วเจอผู้กอง ก็เลยขอติดรถมาด้วย” 

“พี่กำลังจะเข้าไปทำธุระพอดีครับ น้องฝน” ผู้กองตอบหญิงสาวอย่างสุภาพ ทำเอาไอ้น้ำนึกหมั่นไส้ ทีกับเขาคำก็ไอ้หนู สองคำก็นาย ทีพูดกับน้องสาวเขาล่ะพูดเสียเพราะ โอ๊ย ไอ้หนุ่มชาวกรุง  

“ไปรู้จักกันตอนไหนอะ” น้ำฝนยังสงสัย 

“ตอนไหนก็ช่างเถอะน่า ไปทางเดียวกันไปด้วยกันก็ประหยัดน้ำมันดีไม่ใช่หรือไง” พี่ชายน้ำฝนตอบ ขอยืมคำพูดของผู้กองมาใช้หน่อยก็แล้วกัน 

“เหรอ แล้ววันนี้พี่น้ำไปทำอะไรมาบ้างล่ะ” 

“มัวแต่อยากรู้เรื่องของข้า เอ็งล่ะ วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง” 

“เหมือนเดิมแหละ” น้ำฝนตอบเรื่อยๆ 

“เหมือนเดิมอะไร” 

“ก็เหมือนตอนที่พี่เรียน พี่เรียนเป็นยังไงล่ะ ฉันก็เรียนอย่างนั้นแหละ” 

“เหมือนข้าเหรอ เอ็งไปสูบบุหรี่หลังห้องน้ำชายด้วยเหรอ” ไอ้น้ำแกล้งแหย่น้องสาว 

“พี่น้ำ! ฉันจะฟ้องแม่” 

“ผ่านมาจะสิบปี นานขนาดนี้ ถึงฟ้องไปแม่ก็ไม่ด่าข้าแล้ว”  

ผู้กองฟังบทสนทนาของคนข้างๆ กับน้องสาวก็รู้สึกถึงความรักและความสนิทสนมของทั้งคู่ได้เป็นอย่างดี ไม่เหมือนเขา มีพี่ชายแต่ต่างคนก็ต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะโทรศัพท์หากัน 

“เออ...พี่ แล้วเรื่องที่ฉันพูดกับพี่เมื่อวันก่อน เรื่องเรียนต่ออะ พี่พูดกับแม่ให้หรือยัง” 

“ยายฝน เกรงใจผู้กองด้วย” ไอ้น้ำเตือนเพราะตอนนี้ไม่ได้มีแค่เขากับน้องสาวที่อยู่ในรถ แต่มีเจ้าของรถอยู่ด้วย 

“รู้น่า แต่ไม่ถามตอนนี้แล้วจะถามตอนไหนล่ะ กลับบ้านก็เจอแม่แล้ว” น้ำฝนบ่น เพราะจะหาโอกาสคุยกับพี่ชายตามลำพังนั้นยากเหลือเกิน 

“ถ้าไม่ได้ถือว่าเป็นความลับหรือเห็นว่าพี่เป็นคนนอกอะไร จะพูดตรงนี้ก็ได้ครับน้องฝน” ผู้กองอนุญาต ฟังสองพี่น้องคุยกันก็เพลินไปอีกแบบ 

“เห็นไหม ผู้กองยังไม่ว่าอะไรเลย เร็วดิพี่น้ำ แม่ว่ายังไงบ้าง” 

“แม่บอกว่าแล้วแต่เอ็ง” 

“จริงเหรอ เย้! แม่พูดอย่างนั้นจริงนะพี่ อย่าหลอกให้ฉันดีใจเก้อนะ” น้ำฝนโห่ร้องด้วยความดีใจดังลั่นรถ 

“เบาๆ หน่อย ขอโทษนะผู้กอง” ไอ้น้ำหันไปดุน้องสาวแล้วก็หันมาขอโทษขอโพยเจ้าของรถ 

“ไม่เป็นไร คนดีใจจะให้เก็บกลั้นไว้ก็คงลำบาก” ผู้กองปรานต์ตอบอย่างอารมณ์ดี 

“พี่น้ำ แม่พูดจริงนะ” น้ำฝนถามย้ำ 

“เออ จริง ทีแรกจะไม่ให้เอ็งไปหรอกเพราะเห็นว่าข้ากลับมาอยู่บ้านแล้ว แต่พอพูดไปเรื่อยๆ แม่ก็ใจอ่อน” 

“พี่จะไม่กลับกรุงเทพฯ จริงๆ น่ะเหรอ” 

“ยังไม่รู้ว่ะ อีกเป็นปีแน่ะเอ็งถึงจะเข้ามหา’ลัย ถึงตอนนั้นค่อยดูก็แล้วกันว่าจะเอายังไง” ไอ้น้ำตอบปัด เขายังไม่อยากอธิบายหรือพูดอะไรต่อหน้าบุคคลที่สาม 

“จ้ะ” 

“อย่าลืมเลือกคณะที่อยากเรียนที่สุดไว้ด้วยล่ะ” 

“ถึงจะยังลังเลอยู่หน่อย แต่ก็จะรีบเลือกเร็วๆ นี้แหละ” น้ำฝนตอบ 

“น้องฝนอยากเข้าคณะอะไรครับ” ผู้กองที่ขับรถนั่งฟังพี่น้องสนทนากันมานานถามขึ้นบ้าง 

“ฝนอยากเรียนเภสัชฯ ไม่ก็พยาบาลค่ะ” 

“อืม ทั้งสองคณะน่าสนใจทีเดียว น้องฝนลองชั่งน้ำหนักดูนะ ว่าทำไมถึงอยากเรียนคณะเภสัชฯ ทำไมถึงอยากเรียนคณะพยาบาล ลองลิสต์ข้อดีข้อเสียของสองคณะนี้มาก็ได้ เผื่อจะได้เป็นแนวทางให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” 

“ขอบคุณค่ะผู้กอง” 

“เรียกพี่ปรานต์ก็ได้ครับ” 

“ค่ะพี่ปรานต์” ไอ้น้ำฟังน้องสาวตนเองกับผู้กองหนุ่มคุยกันแล้วก็อยากเข้าไปฉีกโมเมนต์มุ้งมิ้งอะไรแบบนี้  

พี่ปรานต์ น้องฝน ...เฮอะ อย่ามาทำให้น้องสาวข้าต้องหลงเสน่ห์นะเว้ย ไอ้ผู้กองขี้เก๊ก 

“พี่น้ำเป็นอะไร หน้าบึ้งเชียว” 

“เปล่า ผู้กองขับเร็วๆ หน่อย ช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้ เมื่อไหร่จะถึง” ไอ้น้ำตอบน้องสาวสั้นๆ แล้วก็หันไปบอกคนข้างตัว ตอนนี้เขากำลังพาลมั่วไปหมด 

“พี่ปรานต์รู้ไหมคะ ว่าพี่น้ำเป็นอะไร” 

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”  

“สงสัยผีเข้า เราอย่าไปสนใจเขาเลยค่ะ” น้ำฝนรำคาญพี่ชายที่จู่ๆ ก็อารมณ์เสียอย่างปัจจุบันทันด่วน 

“ครับ” ผู้กองก็รับคำแต่โดยดี 

“แล้วทำไมพี่ปรานต์ถึงมาเป็นตำรวจคะ” 

“อืม ตอนเด็กๆ พี่เคยพลัดหลงกับคุณแม่ โชคดีได้คุณตำรวจมาช่วยไว้ คงประทับใจตั้งแต่ตอนนั้นล่ะมั้ง ก็เลยตั้งเป้าว่าอยากเป็นตำรวจมาตั้งแต่เด็ก” 

“สุดยอดเลยค่ะ มีเป้าหมายตั้งแต่เด็กเลย” 

“เฮอะ โม้หรือเปล่าก็ไม่รู้” ไอ้น้ำบ่นเบาๆ แต่คนในรถก็ยังได้ยิน 

“พี่น้ำ ทำไมพูดแบบนั้นล่ะ เดี๋ยวฉันจะฟ้องแม่ว่าพี่น้ำเสียมารยาท” น้ำฝนดุพี่ชาย 

“ไม่เป็นไร น้องฝน พี่ไม่โกรธหรอก เขาบอกว่าอย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา” ผู้กองไม่ลืมที่จะตอบโต้อีกฝ่ายกลับไป 

หน็อย ไอ้ผู้กองปรานต์ ฮึ่ย... ไอ้น้ำได้แต่คาดโทษไว้ในใจ 

“ถ้าไปส่งฝนกับพี่น้ำที่บ้านแล้วพี่ปรานต์ไปไหนต่อหรือเปล่าคะ” 

“ยังไม่มีแพลนไปไหน คงกลับไปที่พักเลยครับ” 

“ถ้าอย่างนั้นอยู่กินข้าวที่บ้านฝนก่อนดีไหมคะ แม่น้อยคงอยากเจอพี่ปรานต์ ผู้กองคนใหม่ของหมู่บ้านเหมือนกัน” 

“อย่าดีกว่าครับ เกรงใจน้องฝนกับแม่น้อย” 

“ใช่...ยายฝน อย่าชวนผู้กองไปบ้านเราเลย เขาอาจจะลำบากใจก็ได้” ไอ้น้ำรีบสนับสนุนความคิดผู้กองทันที เพราะเขาก็ไม่ได้อยากให้อีกฝ่ายมาที่บ้าน 

“เหรอคะ พี่ปรานต์ เสียดายจัง”  

ไอ้น้ำลอบยิ้มที่ทุกอย่างเป็นไปตามที่ตนเองหวังไว้ น้ำฝนนั่งอยู่ทางด้านหลังจึงไม่เห็นรอยยิ้มของพี่ชาย แต่ก็ไม่อาจเล็ดลอดจากสายตาผู้กองที่หันมามองพอดี 

“พี่เปลี่ยนใจแล้ว ถ้าน้องฝนยังยินดี พี่ก็อยากไปกินข้าวฝีมือแม่น้อยสักมื้อ” 

“ยินดีเลยค่ะ แม่ของฝนอะ ทำกับข้าวอร่อยที่สุดในโลกเลย” 

ตอนนี้ ไอ้น้ำอยากตะโกนว่า...เวรกรรมอะไรของกูเนี่ย! 

 

ความคิดเห็น