nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 7

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 603

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 15:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 7
แบบอักษร

 

ตอนที่ 7 

 

ผลบุญที่อุตส่าห์ทำมาเมื่อวันพระครั้งก่อนคงจะไม่ช่วยไอ้น้ำเลยสินะ เพราะงวดนี้ เลขอายุคนตายทำคนเจ๊งทั้งบาง ไม่มีใครถูกเลยแม้แต่คนเดียว 

เจ๊แสงไม่ถูกตำรวจจับ ไม่ต้องวิ่งหนีตำรวจ ยังรับเงินเข้ากระเป๋าเต็มๆ ไม่เสียเงินให้ใครสักบาท 

...แล้วไอ้น้ำล่ะ 

ทั้งวิ่งหนีตำรวจ ทั้งกลัวตำรวจจะจับ หวยก็ยังไม่ถูกอีก! 

“แม่ แม่” เสียงไอ้น้ำเรียกมารดาดังลั่นบ้าน เขารีบเดินขึ้นบ้าน อารามรีบร้อนจึงไม่ได้ระวังน้ำหนักที่เท้า ตอนนี้บ้านทั้งหลังสั่นไหวเพราะการเดินของมัน 

“อะไรวะ เรียกข้าทำไม แล้วเดินบนบ้านให้มันเบาๆ หน่อย มือเท้าหนักแบบนี้ใครเขาจะอยากได้เอ็งไปเป็นผัววะ” แม่น้อยที่กำลังอุ่นอาหารไว้สำหรับมื้อเที่ยงตะโกนลั่นออกมาจากในครัว 

“ใครจะเอาฉันเป็นผัวหรือไม่เอาก็ช่างมันก่อนเถอะแม่ ฉันได้ยินคนในตลาดพูดกันว่ารู้ผลชันสูตรศพแล้ว” ไอ้น้ำไม่สนใจคำค่อนขอด เขาเข้าไปในครัวเพื่อคุยกับแม่ในเรื่องที่ได้ยินมา 

“อ๋อ ศพนางพัดใช่ไหม”  

“ใช่จ้ะ แม่รู้แล้วเหรอ” 

“เออสิวะ มีเรื่องไหนที่ข้าไม่รู้ ทำไม เอ็งไม่รู้รึ” แม่น้อยหันมาถาม แต่สีหน้าไม่ได้ถามเพราะเป็นห่วงบุตรชาย แต่กลับแฝงไว้ด้วยท่าทีเป็นต่อ 

“จ้ะ ฉันมันหูตาไม่รวดเร็วเหมือนแม่ ไหนเลยจะทันแม่ได้” ไอ้น้ำหมั่นไส้มารดาจึงแสร้งย้อนกลับไป 

“บ๊ะ! เดี๋ยวไม่เล่าเสียหรอก” 

“เล่าจ้ะ เล่าเถอะนะ ฉันอยากรู้” ไอ้น้ำเข้าไปบีบนวดตามแขนแม่น้อยอย่างประจบเอาใจ แต่แม่น้อยกลับสะบัดแขนออก ไม่ใช่ว่ารำคาญ แต่เพราะนางกำลังอุ่นหมูที่อยู่ในกระทะต่างหาก 

“เขาลือกันทั้งตลาดว่านางพัดถูกฆ่าตายจริงๆ  ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่า น่ากลัวเหลือเกิน ตั้งแต่ข้าเกิดมาจนป่านนี้ หมู่บ้านเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เลย ดูสิ นี่แค่พูดข้ายังขนลุก” แม่น้อยลูบแขนทั้งสองข้างด้วยความกลัว 

“ตำรวจเขาเริ่มสอบปากคำไปหรือยังอะแม่” 

“เมื่อวันก่อนเรียกนางสอนกับไอ้สินไปให้ปากคำ” 

“แล้วเป็นยังไงบ้างจ๊ะ” 

“เรื่องตำรวจถามว่าไงข้าไม่รู้หรอก แต่คนที่ตลาดก็คงแห่ไปถามนางสอนกับไอ้สินนั่นแหละ” 

“เขาว่าไงอะแม่” ไอ้น้ำซักอย่างร้อนใจ เรื่องพวกนี้เขาชอบมาก เขาน่ะเป็นแฟนคลับโคนันตัวยงเลยละ 

“คนในตลาดมันก็เล่าต่อๆ กันมาว่านางสอนถูกเรียกตัวไปแล้วกลับมาเล่าให้คนในตลาดฟังว่ามันไม่รู้เรื่องว่าใครที่ไหนจะเข้ามาทำร้ายนางพัดจนตายถึงในบ้าน มันหลับสนิทตลอดคืน พอตอนเช้าถึงเอะใจ นางพัดไม่ใช่คนเกียจคร้าน แต่สายโด่งยังไม่ลงมาทำกับข้าว นางสอนเลยขึ้นไปปลุก ก็นั่นแหละ พอไปเห็นก็ตัวแข็งหมดแล้ว” 

“แล้วพี่สินล่ะ เขาไปไหน” 

“คืนนั้นไอ้สินมันไปนอนเฝ้าบ่อกุ้งน่ะสิ ไม่อยู่บ้าน จะว่าไปก็น่าสงสารมันนะ ถึงมันจะหึงโหดแต่ก็รักเมียมาก นี่เมียตายกลับไม่รู้เรื่องสักนิด มันยังเสียใจไม่เลิก ข้าวปลาไม่กิน ข้าเห็นเมื่อวันก่อน ทั้งหน้าทั้งตัวผอมแห้งอย่างกับคนตรอมใจ ข้าล่ะกลัวมันจะตายตามเมียมันไปอีกคน” 

“ไม่ถึงอย่างนั้นหรอกมั้งแม่” ไอ้น้ำไม่อยากเชื่อว่าพี่สินจะเป็นอย่างที่แม่น้อยคาดเดา  

“ใครมันจะไปรู้วะ คนมันรักมากก็ยิ่งเสียใจมากเป็นธรรมดา” 

“ไม่ทุกคนหรอกจ้ะ” น้ำยืนยัน 

“พูดอย่างกับรู้ดี” 

“ไม่ใช่ว่าฉันรู้ดี ฉันแค่เคยเห็นตัวอย่าง” 

“ตัวอย่างอะไรของเอ็งวะ” แม่น้อยไม่เข้าใจ 

“ก็ตอนที่พ่อตายอะ แม่ยังไม่ตายตามไปเลยนี่นา หรือว่าแม่ไม่รักพ่อ?” ไอ้น้ำพูดพลางทำหน้าทะเล้น 

“เอ็งนี่มันน่าเอาตะหลิวแพ่นกบาลจริงๆ  คิดหรือว่าข้าไม่อยากตามไป แต่เพราะมีภาระอย่างเอ็งกับยายฝนแบบนี้ ถ้าข้าตายตามพ่อเอ็งไป ใครจะอยู่เลี้ยงพวกเอ็งวะ” 

“แหะๆ ก็จริงของแม่จ้ะ” 

“ข้าไม่คุยกับเอ็งแล้ว เสียอารมณ์ แล้วนี่เอ็งก็อย่าไปเชื่อเรื่องนางพัดให้มันมากล่ะ คนเขาเล่ากันมาไม่รู้กี่ปากต่อกี่ปาก ยิ่งเล่าเยอะเรื่องมันก็ยิ่งเปลี่ยน” แม่น้อยเตือนด้วยความหวังดี 

“แน่นอนจ้ะ ฉันฟังหูไว้หูอยู่แล้ว” ไอ้น้ำบอก สัญชาตญาณนักสืบที่ดีต้องหาข้อมูลให้มากที่สุดและอย่าปักใจเชื่อ 

“เออ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จแล้ว ข้าจะกลับไปสวนอีกรอบ” 

“ไปทำไมล่ะ ก็เมื่อเช้าแม่เพิ่งบอกฉันว่าตอนบ่ายจะทำงานบ้านไม่ใช่เหรอ” ไอ้น้ำถามเพราะทีแรกแม่ของเขาตั้งใจจะไม่ไปที่สวนแล้ว  

“เออ ข้าลืมไปว่าวันนี้พ่อค้าเขาจะมาซื้อผลไม้ที่สวน เลยต้องไปดูเสียหน่อย” 

“ก็ให้พี่กุ้งขายแทนก็ได้นี่จ๊ะ ปกติแม่ก็ทำแบบนั้นไม่ใช่เหรอ” พี่กุ้งเป็นมือขวาของแม่ ช่วยงานแม่มาตั้งแต่ยังสาวจนตอนนี้ลูกโตพอๆ กับยายฝนแล้ว 

“ก็ใช่ แต่สวนของเราก็ต้องเข้าไปดูเองบ้างสิวะ จะปล่อยให้เขาทำอย่างเดียวได้ยังไงกัน” 

“นี่แม่” ไอ้น้ำเรียกขึ้นอีกเมื่อเก็บอาหารจากมื้อเที่ยงเรียบร้อย 

“อะไรอีกวะ เรียกแม่ๆ ทั้งวัน” แม่น้อยบ่นไม่จริงจังนัก ระหว่างหยิบหมวกมาสวมเพื่อเตรียมออกไปสวนอีกรอบตามที่ได้บอกไป 

“ฉันสงสัยว่าเมื่อก่อนนี้ที่แม่ยังไม่มีพ่อค้ามาติดต่อซื้อถึงสวน แม่เอาผลไม้กับผักพวกนี้ไปขายยังไง” 

“ก็ไอ้แก่ข้างล่างไง” แม่น้อยหมายถึงรถกระบะคันที่จอดอยู่ใต้ถุนบ้านซึ่งใกล้จะปลดระวางเต็มที พักหลังมันเริ่มสตาร์ตไม่ค่อยติดเพราะไม่มีคนใช้ แม่น้อยก็คร้านจะตามคนมาซ่อมเพราะอายุอานามของมันก็เกินสิบปีแล้ว 

“อ๋อ...ไอ้แก่บรรทุกผลไม้ไปส่งที่ตลาดใช่ไหมแม่” 

“นั่นมันทีหลังแล้ว ก่อนนี้ตอนที่เพิ่งทำสวนใหม่ๆ ไม่มีเงินซื้อรถหรอก ก็ใช้ไอ้จ่อยกับไอ้จ้อยลากไป” แม่น้อยหมายถึงวัวกับควายที่เคยเลี้ยงเอาไว้ ไม่ได้เอามันมาไถนาหรือทำสวนอะไรหรอก แม่บอกเอาไว้ลากของหนักๆ จำพวกเกวียนแบบนี้มากกว่า 

“ฉันจำได้ พูดแล้วคิดถึงมันเนอะ เราฝังมันไว้ตรงไหนนะแม่” เพราะอายุที่มากขึ้น วันหนึ่งมันสองตัวจึงล้มตายด้วยความชรา 

“ไม่ได้ฝังหรอก” 

“หืม?” ไอ้น้ำงง จำได้ว่าฝังมันเองกับมือ 

“ขายมันไปทั้งคู่ จำไม่ได้หรือ ไอ้น้ำ” แม่น้อยพูด ไอ้น้ำยิ่งงง ก็ฝังเองนี่นา หลุมที่ฝังก็แถวๆ หลังบ้านนั่นแหละ 

“ขายมันไปได้ยังไง ฉันยังจำได้ว่าเราฝังมันเองนะแม่” 

“ก็ขายวัวขายควายส่งลูกเรียนหนังสือแล้วกลับมานอนกระดิกตีนอยู่ที่บ้านไง” แม่น้อยทิ้งท้ายแล้วเดินลงบันไดไปเข้าสวนทันที 

หึ รู้จักแม่น้อยน้อยไปแล้วเว้ย 

 

หลังจากส่งงานโปรเจ็กต์ส่วนสุดท้ายเสร็จ ช่วงนี้ไอ้น้ำเลยว่าง เมื่อเช้าเขาได้รับโทรศัพท์จากพี่บาสว่าโอนเงินเข้าบัญชีเขาเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มเช็กยอดเงินจากโทรศัพท์ก็พบว่าเงินถูกโอนเข้ามาจริง เขาเลยจะถือโอกาสนี้นั่งรถเข้าไปในเมืองเสียหน่อย ไปซื้อของ ไปเดินเล่น หาอะไรอร่อยๆ กิน แวะอัปเดตสมุดบัญชีด้วย แล้วเย็นๆ รอกลับบ้านพร้อมยายฝนดีกว่า 

“แม่ วันนี้ฉันจะเข้าไปในเมืองเสียหน่อย เย็นๆ จะกลับมาพร้อมกับยายฝนนะ แม่จะเอาอะไรในเมืองหรือเปล่า” ไอ้น้ำถามแม่ก่อนจะลงบันไดออกจากบ้าน 

“ไม่เอา วันก่อนยายฝนมันก็เพิ่งซื้อมาให้ ขอบใจมาก” แม่น้อยบอก เพราะยายฝนเรียนพิเศษอยู่ในเมืองทุกเสาร์ แม่น้อยจึงมักจะฝากซื้อของหลังเลิกเรียนเสมอ 

“งั้นฉันไปก่อนนะแม่” 

“เออ นั่งรถดีๆ” ไอ้น้ำยกมือไหว้ลาแม่น้อยแล้วเดินผิวปากลงจากบ้านไป หมู่บ้านของเขามีรถประจำทางขับผ่านหน้าถนนใหญ่ตลอดเวลา ขอแค่ไม่กลับดึกเกินไปยังไงก็มีรถมาหมู่บ้าน และหากสุดวิสัย กลับดึกจริงๆ ก็มีรถเหมาให้ไปรับได้เสมอ เพราะระยะทางจากหมู่บ้านเข้าเมืองนั้นไม่ไกลมากนัก แค่สามสิบนาทีหรือราวๆ ยี่สิบห้ากิโลเมตรเท่านั้นเอง 

น้ำเดินทอดน่องไม่รีบร้อนไปถนนใหญ่หน้าหมู่บ้าน วันนี้เขาค่อนข้างอารมณ์ดี จิตใจแจ่มใส เพราะได้รับเงินงวดสุดท้าย 

ทุกอย่างจะเยียวยาได้ด้วยเงิน  

น้ำเชื่ออย่างนั้น 

เสียงแตรจากรถยนต์ดังขึ้น ทำให้ไอ้น้ำรีบหลบเข้าข้างทาง ชายหนุ่มพบว่ามีรถยนต์สีดำมันปลาบคันหรูจอดเทียบอยู่ข้างตัว ไอ้น้ำมองด้วยความสงสัย จนกระทั่งกระจกรถด้านข้างคนขับถูกลดลง เขาจึงเห็นหน้าเจ้าของรถยนต์คันนั้น 

“จะไปไหน ไอ้หนู” ผู้กองหนุ่มทักมาจากในรถยนต์ ประโยคเดียวกันเป๊ะเหมือนวันที่เจอกันครั้งแรก 

“ในเมือง” ไอ้น้ำตอบเสียสั้นเพราะไม่อยากเสวนาด้วย 

“เหรอ นึกว่ากำลังจะไปส่งโพยหวย” 

“ผมไปละ” ไอ้น้ำฟังแล้วฉุนจึงตัดบททันที 

“เดี๋ยวก่อนสิ ฉันก็จะเข้าไปในเมืองเหมือนกัน ไปด้วยกันสิ” ผู้กองหนุ่มเอ่ยชวนด้วยความหวังดี ไปทางเดียวกันประหยัดน้ำมัน 

“ไม่เป็นไร ขอบคุณ” น้ำปฏิเสธความหวังดีนั้นอย่างไม่ไยดี 

“แล้วนายจะไปยังไง” 

“รถประจำทางหน้าหมู่บ้านเยอะแยะ” นี่คงเป็นประโยคที่ยาวที่สุดของน้ำในวันนี้แล้วกระมัง 

“ไปด้วยกันก็ได้” ผู้กองยังคงหยิบยื่นน้ำใจให้ 

“ไม่ละ ขอบคุณ” 

“อืม ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นฉันไปก่อนก็แล้วกัน ก็แค่อยากหาคนคุยด้วยระหว่างทางก็เท่านั้น เรื่องคุณพัดมันซับซ้อนเหลือเกิน” ผู้กองหนุ่มพูดพลางกดปุ่มให้กระจกรถยนต์เลื่อนปิด 

“เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อน ขี้เกียจเดินแล้ว มันร้อน ไปด้วยนะ” ไอ้น้ำหูผึ่ง วิญญาณนักสืบออกอาละวาดทันที เขาจะพลาดโอกาสนี้ไม่ได้ 

“เปลี่ยนใจแล้ว?”  

“ใช่ ปลดล็อกสิ จะได้ขึ้นรถ” ผู้กองปรานต์ไม่พูดอะไร เลื่อนมือปลดล็อกฝั่งข้างคนขับ ไอ้น้ำก็กระโดดขึ้นโดยไม่ต้องให้เจ้าของรถเอ่ยชวนซ้ำสอง 

“เงินเดือนตำรวจ เขาว่าไม่ได้มากไม่ได้มายอะไร แต่ขับรถยนต์เสียแพงเลยแฮะ” ไอ้น้ำพึมพำกับตัวเอง ไม่ได้ตั้งใจให้อีกฝ่ายได้ยิน แต่คงลืมไปว่าบนรถตอนนี้มันช่างเงียบเหลือเกิน 

“รถคันนี้เป็นของที่บ้าน ฉันยืมมา ไม่ใช่ของฉันหรอก” ผู้กองปรานต์คร้านจะอธิบายว่าคันนี้ดูมีมูลค่าน้อยที่สุดแล้วในบรรดารถยนต์ที่จอดอยู่ที่บ้านของเขา 

“อ้อ...ลูกคนมีกะตังค์” ขนาดตอบเลี่ยงแบบนี้ น้ำยังหาเรื่องจนได้ ผู้กองได้แต่ส่ายหน้า คนที่ถูกมองในแง่ลบ ทำอะไรมันก็ผิดไปเสียหมด 

“ก็พอมี” ผู้กองเลือกตอบให้เป็นกลางมากที่สุด เขาไม่อยากโดนอีกฝ่ายค่อนแคะอีก 

“นี่ เล่าสิ”  

“เล่าอะไร” ผู้กองหนุ่มพาซื่อย้อนถามกลับไป 

“อ้าว ก็เรื่องคุณพัดที่ตายไปไง สรุปเป็นฆาตกรรมจริงใช่ปะ” 

“รู้จากที่ไหนมาล่ะ” ผู้กองไล่ถามเพราะเขาก็อยากรู้ว่าคนข้างๆ นี่รู้อะไรมาบ้าง มากน้อยแค่ไหน 

“ในตลาดเขาพูดกันให้ทั่ว” 

“เชื่อหรือเปล่า” 

“ไม่รู้อะ นี่เล่าซะทีสิ จะได้รู้เสียทีว่าอะไรเป็นอะไร ...อุตส่าห์ขึ้นรถมาด้วยเพราะอยากรู้เรื่องนี้เลยนะเนี่ย” ประโยคหลังไอ้น้ำลดเสียงลงพูดกับตัวเอง แต่ภายในรถยนต์ไม่ได้กว้างขวางอะไร ไอ้น้ำคงลืมอีกแล้วว่าผู้กองได้ยินทั้งหมดที่มันพูดนั่นแหละ 

“น่าภูมิใจที่คนในหมู่บ้านให้ความสนใจในคดีมากขนาดนี้” 

“ผู้กองนี่พูดแปลกๆ คนตายทั้งคนจะไม่สนใจได้ยังไง เมื่อไหร่จะเล่า ถ้าโยกโย้ไม่เล่าก็จอด จะได้ลง เสียเวลาชะมัด” 

“เล่าน่ะเล่าแน่ แต่ก่อนที่ฉันจะเล่าให้นายฟัง ฉันขอถามนายก่อน” 

“ได้ ถามมาเลย จะได้จบๆ”  

“ชื่อน้ำใช่ไหม อายุเท่าไหร่” 

“จะอยากรู้ไปทำไม เอาไปทำประวัติเหรอ” ไอ้น้ำไม่เข้าใจ คำถามพวกนี้มันเกี่ยวกับคดีคุณพัดตรงไหน 

“ตอบมาเถอะ” 

“อืม ชื่อน้ำ อายุยี่สิบห้า” น้ำตอบอย่างขอไปที 

“ยี่สิบห้าแล้วเหรอ ไม่น่าเชื่อ” ผู้กองถาม เพราะอีกฝ่ายดูเหมือนเด็กกะโปโลมากกว่าวัยที่เริ่มทำงานไปได้สักพักแล้ว 

“จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่เถอะ” ไอ้น้ำคร้านจะเถียง  

“แล้วชื่อน้ำนี่ชื่อจริง?” 

“ไม่ใช่” 

“แล้วชื่ออะไร” 

“จะอยากรู้ไปทำไมเนี่ยผู้กอง ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับคดีเลยนะ” 

“ตอบมาเถอะ ตอบเสร็จแล้วฉันจะบอกว่าฉันถามไปเพื่ออะไร” 

“นที” 

“นทีแปลว่าแม่น้ำ ชื่อเล่นชื่อน้ำ เข้ากันดีนี่ แล้วตอนนี้นายทำงานอะไร” 

“ตอนนี้ไม่ได้ทำงาน ตกงานอยู่” ถึงจะไม่ได้เต็มใจนักแต่น้ำก็ยอมตอบให้อีกคนฟัง เพราะเขาอยากรู้ว่าชายหนุ่มจะถามเขาไปทำไมกันแน่ 

“ก่อนหน้านี้นายทำงานอะไร...ที่ไหน” 

“กรุงเทพฯ” คำตอบห้วนสั้นของน้ำทำให้ผู้กองหนุ่มหันมามองคนนั่งข้างชั่วครู่ ก่อนหันกลับไปมองถนนตามเดิม เอาสิ ถ้าจะเล่นยี่สิบคำถาม ถามคำตอบคำ เขาก็ยินดีจะถามแบบนี้ไปเรื่อยๆ 

“ทำงานอะไร” เมื่อไม่ได้ยินว่าคนข้างๆ ตอบว่าทำงานอะไร ผู้กองเลยถามอีกครั้ง 

“ผมไม่ตอบแล้ว ถ้าคุณไม่ยอมบอกว่าที่ถามไปเนี่ยมันเกี่ยวกับคดียังไง” น้ำเริ่มไม่สบอารมณ์ เขาไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวเขากับคดีคุณพัดเลย 

“ก็ไม่ได้บอกว่ามันเกี่ยวกับคดีนั้นเลยนี่” 

“อ้าวลุง พูดแบบนี้หมายความว่าไง” โมโหเสียดีไหม นี่มันตั้งใจกวนประสาทเขาชัดๆ 

“อยากรู้ก็เลยถาม” 

“อยากรู้ไปทำไม” ไอ้น้ำย้อนถามกลับทันควัน 

“ฉันเพิ่งย้ายมาใหม่ จะเรียนรู้ศึกษาประวัติคนในหมู่บ้านก็ไม่น่าแปลกอะไรหรอกจริงไหม” 

“ไปคุยกับแม่ค้าในตลาดเยอะๆ สิ ผู้กองได้รู้จักประวัติครบทุกคนแน่” ไอ้น้ำแนะนำ แหล่งรวมข่าวน่ะอยู่ที่นั่น 

“ไว้จะลองไปก็แล้วกัน ส่วนเรื่องคดี...” ผู้กองหนุ่มทิ้งท้ายเท่านั้น น้ำหันมองผู้กองหนุ่มด้วยตาเป็นประกายกว่าเดิม ลืมไปหมดว่าเพิ่งไม่พอใจคนข้างๆ อยู่เมื่อสักครู่ 

“เล่ามาเลย รอฟัง” ไอ้น้ำบอกด้วยความตื่นเต้น 

“ทางตำรวจเรียกป้าสอนกับสินมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจเมื่อหลายวันก่อน” 

“นอกจากที่ป้าสอนไปตามคุณพัดที่ห้องนอนกับพี่สินไปนอนเฝ้าบ่อกุ้ง มีอะไรนอกเหนือจากนี้อีกไหม” 

“รู้เยอะเหมือนกันนี่” 

“รู้แค่นี้แหละ” 

“ปกติป้าสอนชอบหรือไม่ชอบลูกสะใภ้คนนี้ไหม” 

“หือ?” 

“ก็แบบ...เหมือนปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้” ผู้กองปรานต์พยายามอธิบาย 

“อันนั้นเข้าใจ หมายถึงว่าผู้กองนึกยังไงถึงถามแบบนี้”  

“ตอนนี้ทุกคนตกเป็นผู้ต้องสงสัย” 

“รวมผมด้วยหรือเปล่า” 

“ใช่” 

“แล้วมาบอกผมอย่างนี้ไม่กลัวผมหนีเหรอ” 

“ถ้านายจะหนีก็มีแค่เรื่องเดียว” ผู้กองปรานต์หันมาบอก 

“เรื่องอะไร” 

“หวย” 

“หวย...หวยอะไร ไม่ได้ทำสักหน่อย ไม่หนีหรอก หนีทำไม” ไอ้น้ำเสียงดังขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อยเพื่อปกปิดความตื่นเต้น 

“นายนี่นะ เกือบจะดีทุกอย่างแล้วเชียว แต่ปิดบังตำรวจทำได้ไม่เนียนเอาเสียเลย” ผู้กองหนุ่มหัวเราะเสียงเบา 

“ผมไม่ได้ปิดบังอะไรเสียหน่อย” 

“นั่นละ ทำให้ฉันมั่นใจว่านายไม่ใช่ฆาตกรแน่” 

“เพราะอะไร” ไอ้น้ำสงสัย 

“ก็ถ้านายเป็นฆาตกรจริง นายไม่น่ามาอยู่ตรงนี้กับฉันหรอก เพราะนายมันตื่นเต้นง่ายเกินไป” 

“พูดเพ้อเจ้อแล้วผู้กอง” ไอ้น้ำรีบปฏิเสธ เขาควบคุมตนเองได้ดีตลอดเวลาต่างหาก 

“ช่วยฉันหน่อยสิ ฉันต้องการนาย” คำพูดห้วนสั้นไม่มีที่มาที่ไปทำให้ไอ้น้ำถอยตัวเองติดประตูอีกฝั่งทันที 

“อะไรผู้กอง ให้ช่วยอะไร ผมไม่ได้เป็นเกย์ ผู้กองเป็นเหรอ เฮ้ย ผมช่วยไม่ได้หรอก ไปหาคนอื่นเถอะ ผมต้องแต่งงานมีเมียมีลูกให้แม่” ไอ้น้ำพูดรัวเร็วเป็นชุด เขาไม่อยากจะเป็นสามีผู้กองหรอก มีหวังถูกผู้กองข่มเหงแน่นอน เขายังไม่อยากถูกเมียข่ม เขาต้องเป็นผู้นำให้ครอบครัว 

“เป็นอะไร คิดอะไรของนายเนี่ย” ผู้กองปรานต์ขมวดคิ้วหันมองคนที่กำลังลนลานแนบติดกับประตูรถ 

“ก็ผู้กองพูดอะไรออกมาล่ะ” 

“ฉันต้องการให้นายช่วยในคดีนี้ นี่คิดไปถึงไหน” 

“จะไปรู้เหรอ จู่ๆ ก็มาบอกว่าช่วยฉันหน่อย ฉันต้องการนาย ก็นึกว่าลุงอยากเล่นอะไรในรถน่ะสิ” ไอ้น้ำพูดไปก็หน้าแดงไป มันใช่เรื่องไหมที่จะมาคุยเรื่องพรรค์นี้กับคนที่เจอกันไม่กี่ครั้ง แถมคุยกันสองต่อสองเสียด้วย 

“นายสิเพ้อเจ้อมากกว่าฉันอีก แล้วทำมาว่าฉัน ตกลงจะช่วยไหม” 

“ขอฟังข้อเสนอก่อนแล้วจะลองพิจารณาดูว่าจะช่วยดีไหม” 

 

ความคิดเห็น