nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 734

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 15:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5
แบบอักษร

 

ตอนที่ 5 

 

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นไอ้น้ำก็ถูกแม่น้อยปลุกตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เขางัวเงียต่อสู้อย่างหนักระหว่างที่นอนกับการฝืนลุกขึ้น มันทำใจได้ยากเหลือเกินที่จะลุกไปอาบน้ำในเวลานี้ 

“ไอ้น้ำ ถ้าให้ข้าเข้าไปตามอีกรอบ ข้าจะไม่ปลุกเอ็งแล้วนะ วัดเวิดอะไรก็ไม่ต้องไปกันละ” แม่น้อยขู่อยู่นอกห้อง ไอ้น้ำลืมตาพรึ่บแล้วรีบคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำไปทันที 

“อะไรกัน ทำไมปลุกยากเย็นขนาดนี้ ตอนไปอยู่กรุงเทพฯ ไปทำงานทันหรือเปล่า” แม่น้อยบ่นระหว่างทางที่เดินไปวัด 

“แม่ปลุกฉันตั้งแต่ไก่ยังไม่ขัน ใครมันจะตื่นได้เลยอย่างใจแม่ล่ะ” 

“ไม่ไหวจริงๆ ลูกคนนี้ ไปขอผู้หญิงบ้านไหนใครเขาจะเอาฮึ” 

“ให้ถึงวันนั้นก่อนค่อยว่ากันจ้ะ รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่หวยไปก่อน” ไอ้น้ำพูดหน้าเป็น ในมือก็ถือตะกร้าสานบรรจุทั้งข้าวสวยที่หุงมาร้อนๆ  กับข้าวกับปลา และผลไม้อีกสามสี่อย่าง ไม่ลืมดอกไม้ที่จะนำไปถวายด้วย 

“เออ จะว่าไป วันนี้เอ็งก็แต่งตัวดูเป็นผู้เป็นคนกับเขาเหมือนกันนะเนี่ย” แม่น้อยเปรยขึ้น เพราะตั้งแต่กลับมาอยู่บ้าน ลูกชายของนางก็ใส่แต่เสื้อยืดกลางเก่ากลางใหม่ ออกจะค่อนไปทางเก่า มีรอยหนูแทะบ้างก็หลายตัว กางเกงก็ใส่ขาสั้นทั่วไป คีบแตะไปไหนมาไหนตลอด 

“ฉันหล่อใช่ไหมล่ะแม่” ไอ้น้ำโอ้อวดหนังหน้าตัวเอง วันนี้ไอ้น้ำใส่เสื้อยืดสภาพที่เจ้าตัวคิดว่าดีแล้วกับกางเกงยีนขายาวและสวมรองเท้าผ้าใบ อ้อ ไม่ลืมใส่ถุงเท้าด้วย 

“ข้าบอกหรือว่าเอ็งหล่อ เพิ่งพูดอยู่หยกๆ ว่าดูเป็นผู้เป็นคนเหมือนคนอื่น” 

“แม่ก็... ชมฉันหน่อยสิจ๊ะ นี่ลูกชายแม่นะ” ไอ้น้ำพูดเสร็จก็ก้มดูตัวเอง วันนี้เขาหล่อจะตายชัก 

“ไม่ละ เดี๋ยวเอ็งจะเหลิงเสียเปล่าๆ” แม่น้อยตัดบท สองแม่ลูกเดินมาถึงวัดพอดี  

“เสียดายที่ยายฝนไม่ได้มาด้วยกันกับเราเนอะแม่” 

“มันต้องไปโรงเรียน ไว้วันพระเป็นวันหยุดค่อยมาทีหลังก็ได้ บุญน่ะ ทำได้เรื่อยๆ” 

“จ้ะ” 

“ไปๆ ถอดรองเท้าเข้าศาลาได้แล้ว พระใกล้เริ่มสวด เดี๋ยวจะไม่ทัน” 

พอเดินเข้ามาในศาลาวัดที่ใช้ปฏิบัติศาสนกิจในวันนี้ ไอ้น้ำก็เห็นบรรดาป้าๆ ทั้งหลายที่ขายของในตลาดและคนในหมู่บ้าน เพราะที่นี่มีวัดเพียงแห่งเดียว เมื่อถึงวันสำคัญทุกคนจึงมารวมตัวกันที่วัดนี้ แทบจะเรียกได้ว่ามาแล้วเห็นหน้าครบทุกคนเลยทีเดียว 

เขาได้ยินเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ดังไปทั่วศาลา ไอ้น้ำถูกแม่สะกิดเรียกให้ไปตักบาตรให้เรียบร้อยเสียก่อนจะมานั่งฟังพระสวด ชายหนุ่มสงบจิตสงบใจและรวบรวมสมาธิระหว่างตักบาตร เมื่อเสร็จแล้วเขาจึงกลับไปนั่งที่เดิมอีกครั้งและเริ่มสำรวจรอบๆ  

ไอ้น้ำไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านนานหลายปีแล้ว ตั้งแต่เขาสอบติดมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ  ภายหลังเมื่อเรียนจบก็ทำงานต่อที่นั่นเลย ถ้าไม่มีเหตุบางอย่าง เขาคงยังไม่กลับมาอยู่ที่บ้านในเวลานี้หรอก ลุงป้าหลายคนที่เขาจำได้ก็แก่ตัวไปกว่าเดิมตามเวลาที่ผ่านไปหลายปี 

กลับมาครั้งนี้เขารู้สึกว่าในหมู่บ้านมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ เพราะที่นี่ไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว ความเจริญจึงยังไม่จู่โจมเข้ามา ช่างแตกต่างกับแสงสีในกรุงเทพฯ อย่างสุดขั้ว ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกเบื่อเลย เพราะในแต่ละวันเขามีอะไรหลายอย่างให้สรรหามาทำตั้งมากมาย 

พูดกันตามตรง ตักบาตรครั้งสุดท้ายก็ตอนเรียนมัธยมปลายก่อนไปเรียนในกรุงเทพฯ ล่ะมั้ง น้ำเกือบลืมไปแล้วว่าวิถีชาวบ้านที่เรียบง่ายนั้นเป็นยังไง ผู้คนพูดจายิ้มแย้มให้กัน ใครทำอะไรก็รู้เห็นกันหมด ถึงมันจะมีเส้นกั้นบางๆ กับคำว่าอยากรู้อยากเห็นก็เถอะ แต่ถ้ามีอะไรคนที่นี่ก็พร้อมช่วยเหลือกันเสมอ 

“นี่แม่น้อย มากับพ่อน้ำสองคนหรือ” ป้าที่ไอ้น้ำจำชื่อไม่ได้กำลังชวนแม่คุยและหันมายิ้มให้เขา ไอ้น้ำจึงยกมือไหว้โดยอัตโนมัติ 

“จ้ะ ยายฝนไปโรงเรียนจ้ะพี่” 

“ข้าก็ลืมไป ไม่ใช่วันหยุดนี่นา แล้วเป็นไงล่ะ พ่อน้ำ สบายดีนะ ไม่เจอกันเสียนาน ลูกชายแม่น้อยหล่อขึ้นมาก ถ้าไม่ได้มากับแม่น้อย ข้าคงจำไม่ได้” 

“สบายดีจ้ะ” ไอ้น้ำตอบ 

“หน้าตามันก็เหมือนเดิมแหละจ้ะพี่ ขี้เหร่ยังไงก็อย่างนั้น ดูสิ วัยเข้าเบญจเพสแล้ว ยังไม่มีแฟนเหมือนคนอื่นเขา” แม่น้อยบ่นลูกชายเสียงเบา 

“เด็กสมัยนี้แต่งงานกันช้า ไม่เหมือนสมัยเราหรอกแม่น้อย ปล่อยมันไปเถอะ ให้มันคิดตัดสินใจอะไรของมันเอง โตแล้วละนะ” 

“จ้ะ ฉันเองก็ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่รู้จะได้อุ้มหลานเหมือนคนอื่นเขาบ้างไหม” 

“เดี๋ยวก็มีเองแหละน่า หน้าตาอย่างพ่อน้ำ ขี้คร้านสาวๆ จะตามกันเกรียว” 

“ฉันก็รออยู่จ้ะ” แม่น้อยหัวเราะ เพราะรู้ว่าไม่มีสาวไหนมาตามไอ้น้ำ ลูกชายของนางหรอก เพราะไอ้น้ำกลับมาร่วมเดือนแล้ว ยังไม่มีใครมาหาเลยสักคน 

“แล้วนี่กลับมาอยู่ที่บ้านเลยหรือว่ากลับมาเที่ยวบ้านล่ะ พ่อน้ำ” ป้าที่ไอ้น้ำก็ยังไม่รู้จักชื่อ แล้วแม่ก็ไม่เรียกชื่อสักคำถามเขาต่อ 

“ก็...กลับมาอยู่ที่บ้านก่อนจ้ะ” 

“งั้นหรือ ถ้าว่างๆ ก็มาทำงานที่บ้านป้าก็ได้นะ จะได้มีเงินพอช่วยแบ่งเบาภาระแม่น้อยเขา” 

“ขอบคุณจ้ะ...ป้า” ไอ้น้ำรับคำ ไม่อยากปฏิเสธให้อีกฝ่ายเสียน้ำใจ แค่ทุกวันนี้เขาก็ภารกิจเต็มแน่นทั้งวัน จะเอาเวลาไหนไปทำงานบ้านป้าคนนี้ได้อีกเล่า 

“ไม่เป็นไร คนกันเอง พระท่านมาพอดีกำลังจะขึ้นธรรมาสน์ละ”  

เมื่อหลวงพ่อเดินเข้ามาในศาลา ผู้คนต่างพากันเงียบเสียงโดยไม่ได้นัดหมาย และพร้อมใจกันพนมมือสวดมนต์เมื่อเสียงสวดดังขึ้น 

ไอ้น้ำเริ่มกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ทั้งคุณพัดและไม่ลืมให้แม่ตะเคียนที่ใจดีให้หวยเขาเสียตรงเป๊ะ ถึงเขาจะกลัวจนขนลุกไม่หายแต่ก็อยากให้นางได้รับผลบุญด้วย น้ำคิดว่าคนได้รับคงดีใจไม่น้อย  

“เจ้าน้ำ เดี๋ยวเอาน้ำไปเทตรงต้นไม้ใหญ่นะ” แม่น้อยบอกลูกชายหลังจากพระสวดจบ ทุกคนกำลังเตรียมแยกย้าย 

“จ้ะ แล้วแม่จะไปไหนเหรอ”  

“แม่จะเข้าไปตลาดเสียหน่อย” 

“เดี๋ยวฉันไปด้วยจ้ะ” น้ำบอกเพราะเขาจะได้ไปช่วยแม่ถือของ 

“ไม่ต้องๆ  ข้าคงไปนาน วันนี้มีเรื่องคุยกับคนในตลาดเยอะแยะเลย” 

“อ้อ...ไปเม้าท์นี่เอง ก็ได้ งั้นฉันตรงเข้าบ้านเลยนะ” 

“เออ ถ้าหิวก็ต้มมาม่ากินไปก่อน” 

“จ้ะ” ไอ้น้ำลุกขึ้น หยิบที่กรวดน้ำกับตะกร้าสานขึ้นอย่างระวัง เขาเดินลงจากศาลาวัด วางที่กรวดน้ำไว้ข้างตัวระหว่างใส่รองเท้าผ้าใบ เมื่อใส่เสร็จแล้วจึงหยิบที่กรวดน้ำตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ตามคำแม่บอก 

“สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น...” ไอ้น้ำท่องบทแผ่เมตตาระหว่างเทน้ำลงดินอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วนำที่กรวดน้ำวางลงในตะกร้าตั้งท่าจะเดินกลับบ้าน 

“ขอบคุณนะจ๊ะ พ่อน้ำ ฉันรู้สึกดีมากๆ เลยจ้ะ” 

ไอ้น้ำสัมผัสความเย็นบริเวณใบหูได้ เหมือนมีใครมาพูดที่ข้างหู ถึงแม้จะได้ยินเสียงแค่ในคืนนั้นเพียงครั้งเดียว ไอ้น้ำก็จำได้แม่น ไม่ใช่เสียงใคร เสียงของแม่ตะเคียนเจ้าเดิมนั่นเอง 

ในวัดก็เข้ามาได้หรือ! 

ช่างไม่กลัวพลังอำนาจของวัดเอาเสียเลย ไอ้น้ำทำตัวไม่ถูก นี่มันกลางวันแสกๆ แม่ตะเคียนก็ยังพูดคุยกับเขาได้ปกติ ชายหนุ่มจึงหลับหูหลับตาคว้าแขนใครสักคนที่อยู่ใกล้เขามากที่สุดเอาไว้เพื่อให้อุ่นใจ 

“ฉันขอกลับด้วยนะจ๊ะ” น้ำพูดทั้งที่ยังไม่ลืมตา 

“ตามใจ...แต่คงไม่ถึงกับต้องจับแขนไปตลอดทางล่ะมั้ง” เสียงนี้ก็คุ้นหูไอ้น้ำ มันจึงลืมตาขึ้นดูแล้วค่อยพบว่าเป็นตำรวจที่ไม่ถูกชะตากับมันนั่นเอง 

ไอ้ตำรวจที่ทำให้เขาชวดเงินหมื่น 

น้ำรีบปล่อยมือทันทีราวกับจับของร้อนก็ไม่ปาน ส่วนตำรวจนอกเครื่องแบบก็ไม่พูดอะไรนอกจากเดินหน้าต่ออย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ติดว่าไอ้น้ำกลัวผีละก็ เขาไม่มีทางวิ่งตามผู้ชายแบบนี้หรอก 

“นี่ ลุง” น้ำเรียกอีกฝ่ายเมื่อก้าวเท้าตามจนทัน 

“...” คนถูกเรียกไม่ตอบ เพียงปรายตามองเท่านั้นก่อนจะหันกลับไป  

“คดีคุณพัดเป็นไงบ้างอะ” ไอ้น้ำไม่สนใจท่าทีเย็นชานั้น รีบถามเรื่องที่อยากรู้ต่อ ใจจริงก็อยากจะถามด้วยว่ามาทำบุญกับเขาด้วยเหรอ ชาวกรุงไม่น่าจะทำอะไรแบบนี้เป็น 

“ยังไม่รู้ข่าวเหรอ นึกว่าชาวบ้านพูดกันทั่วแล้วเสียอีก ในวัดก็คุยกันแต่เรื่องนี้” 

“จริงอะ ผมไม่เห็นได้ยิน บอกหน่อยสิ” น้ำไม่เห็นได้ยินอะไรเลย  

อ้อ...ป้าที่จำชื่อไม่ได้ชวนเขาคุยนี่นา 

“ฉันจะพูดเท่าที่พูดได้ละกัน คุณโคนัน อย่างที่นายเข้าใจ ตอนนี้ศพถูกส่งเข้ากรุงเทพฯ ไปแล้ว รอผลการชันสูตรให้ชัดเจนเสียก่อน” 

“แล้วมันเป็นคดีฆาตกรรมปะลุง...เอ๊ย...ผู้กอง” ไอ้น้ำถูกอีกฝ่ายล้อเลียนมาก็เลยล้อเลียนกลับ แต่เขาก็ไม่ได้จริงจังอะไรมากเพราะเขาอยากรู้เรื่องคนตาย 

“ฉันยังบอกไม่ได้ จนกว่าผลตรวจจะออก ตอนนี้พูดได้เท่านี้” 

“เซ็งอะ” ไอ้น้ำบ่น อุตส่าห์ได้คุยกับคนใกล้ชิดกับเรื่องนี้ทั้งที แต่กลับไม่รู้อะไรเพิ่มเลย 

“อ้อ บอกได้อีกอย่าง” 

“อะไรครับ อะไร” น้ำกระตือรือร้นสุดๆ 

“เรื่องเมื่อวันก่อนตรงสะพานข้ามตลาด ฉันยังไม่ลืมนะ” ผู้กองเตือนความจำ 

“เรื่องอะไร บางเรื่องก็ทำลืมๆ มันไปเสียบ้างเถอะ รกสมองเปล่าๆ น่าผู้กอง” ไอ้น้ำสะบัดมือบอกอีกฝ่ายว่าให้แล้วต่อกันไป มันรีบเดินทิ้งระยะห่างคนข้างตัวอย่างรวดเร็ว จนเมื่อถึงทางแยกที่จะไปทางบ้านของตนเอง ไอ้น้ำจึงแยกตัว ทิ้งให้ผู้กองมองตามหลังด้วยความสงสัย 

คนคนนี้ช่างแปลก อยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้าน ซ้ำยังช่างสังเกตไม่น้อย แค่ฟังเขาคุยกับคุณหมอเพียงไม่กี่ประโยคกลับเข้าใจสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี เวลาคุยกับเขาคำพูดคำจาก็ไม่เหมือนคนในหมู่บ้าน เขาได้ยินชายหนุ่มคุยกับคนในวัดก็ใช้คำพูดอีกทั้งน้ำเสียงราวกับคนในพื้นที่ ไม่รู้เป็นลูกหลานบ้านไหน ทำมาหากินอะไร เดาว่าคงเข้าไปเรียนในเมืองล่ะมั้ง 

ผู้กองปรานต์คิดอยู่สักพักก็เดินกลับที่พักของตนเองเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เสร็จแล้วจะได้เริ่มงานวันนี้เสียที หมู่บ้านนี้ไม่ได้มีขนาดใหญ่ก็จริง แต่เรื่องในหมู่บ้านดูจะมีไม่น้อยเลยทีเดียว  

 

“สวัสดีครับ ผู้กอง” จ่าสมหมายและจ่าสมคิดทำความเคารพผู้บังคับบัญชาของตน พร้อมเดินเข้ามาในห้องทำงานผู้กองเพื่อรายงานสถานการณ์ต่างๆ 

“มีอะไรคืบหน้าบ้างไหม จ่าสมหมาย” ผู้กองปรานต์เอ่ยถามพร้อมกับลุกไปชงกาแฟตรงโต๊ะที่อยู่มุมห้องเพื่อมากระตุ้นสมองในเช้านี้ 

“เรื่องคดีนางพัด เมื่อสักครู่นี้ทางโรงพยาบาลแจ้งมาว่าได้รับศพแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ถ้าตรวจเสร็จเรียบร้อยเมื่อไหร่จะรีบติดต่อกลับมาครับ” 

“อืม ถึงจะยังไม่ค่อยแน่ใจเรื่องคดีนัก แต่ผมก็ค่อนข้างมั่นใจว่าผู้ตายไม่ได้ตายอย่างเป็นปกติหรือตามธรรมชาติ” 

“ทำไมผู้กองถึงมั่นใจล่ะครับ” จ่าสมคิดถาม เพราะนอกจากคำพูดของคุณหมอแล้วก็ดูไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ศพผู้ตายก็อยู่ในสภาพนอนนิ่งจากไปอย่างสงบ 

“มือของผู้ตายค่อนข้างหงิกเกร็ง เหมือนก่อนตายได้จับยึดอะไรบางอย่างเอาไว้ ถ้าตายตามปกติ มือไม่น่าหงิกเกร็งมากขนาดนี้” 

“ผู้กองสงสัยใครหรือเปล่าครับ ไอ้สิน?” จ่าสมคิดถามต่อ 

“ผมยังไม่เริ่มตั้งข้อสงสัยว่าใครเป็นคนลงมือ ทำไมหรือจ่า” 

“คนทั่วหมู่บ้านเขารู้กันทั้งนั้นล่ะครับ ว่าไอ้สินมันชอบทุบตีเมียจนเกือบปางตายก็หลายหน” 

“อืม ผมเห็นตามลำตัวมีรอยฟกช้ำอยู่ แล้วทำไมเขาถึงซ้อมผู้ตายล่ะ” 

“รักมากก็หึงมากครับ ไอ้สินโชคดีได้เมียสวยและสาวก็เลยขี้หึงเป็นธรรมดา” 

“ก็ไม่ถึงกับต้องลงมือ” ผู้กองปรานต์บ่นพลางส่ายหน้า เรื่องการทำร้ายคนอื่นไม่เคยมีอยู่ในหัวเขา ยิ่งเขาเคารพมารดามากเป็นทุนเดิมยิ่งไม่มีวันจะทำร้ายผู้หญิงแน่นอน รวมถึงผู้ชายด้วย 

“แล้วเรื่องอื่นล่ะ จ่าสมคิด” ผู้กองปรานต์ถามต่อ 

“ครับ เรื่องหวย คิดว่าเจ้ามือหวยเริ่มจะรู้ตัวแล้วนะครับ” 

“อืม ก็หวังว่าเขาจะรู้ตัวจริงๆ แล้วเลิกทำ แต่ถ้าไม่ ก็คงต้องลงมือปราบปรามกัน” 

“ครับ”  

“ผมเองเพิ่งย้ายมาใหม่ ไม่ได้อยากจะทำอะไรให้คนในหมู่บ้านนี้ไม่พอใจหรอก แต่กฎหมายก็คือกฎหมายน่ะจ่า” 

“ครับ” 

“เอาละ ถ้ามีอะไรคืบหน้าก็มารายงานผมได้เลยครับ” ผู้กองบอกอนุญาตแล้วจึงเปิดแฟ้มตรงหน้าตนเองเพื่อสะสางงานเรื่องอื่นต่อ 

ร้อยตำรวจเอกปรานต์ถูกย้ายมาประจำตำแหน่งที่หมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนสาเหตุที่ถูกย้ายนั้นคนในตลาดอาจจะรู้ดีกว่าเขาด้วยซ้ำ ถ้าไม่มีมูลก็คงไม่มีข่าว ใช่ เขาถูกย้ายมาเพราะไม่ลงรอยกับผู้บังคับบัญชา เพียงเพราะเขาไม่ยอมให้ความร่วมมือร่วมกระทำการปกปิดอะไรบางอย่าง  

ผู้กองหนุ่มรู้ดีว่าสังคมของตำรวจนั้นมีทั้งตำรวจที่ดีและไม่ดีปะปนกันอยู่ ตำรวจบางคนก็ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง แต่ก็มีบางคนที่อยากเป็นตำรวจเพื่อปกป้องประชาชนจากใจจริง และเขาก็เลือกที่จะเป็นอย่างหลัง 

เขาเป็นตำรวจก็จริง แต่ถ้าจะบอกว่าไม่เคยทำผิดเลยก็คงไม่ใช่ แค่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่จนน่าหนักใจเท่านั้น เช่นบางครั้งความรีบเร่งก็ทำให้เขาต้องข้ามถนนแทนการใช้สะพานลอย มันไม่ดีและไม่ปลอดภัย แต่บางครั้งเขาต้องรีบตามจับผู้ร้าย วอนคนอ่านและผู้พบเห็นโปรดเข้าใจ 

นายตำรวจหนุ่มย้ายมาได้เกือบเดือนแล้ว ตอนที่มาถึงเขายังไม่ได้ออกไปแสดงตัวมากนักเพราะต้องไล่อ่านสำนวนและคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านให้ครบถ้วนเสียก่อน อีกทั้งยังต้องอาศัยถามข้อมูลต่างๆ จากจ่าทั้งสองเพื่อศึกษาสถานการณ์ในหมู่บ้านนี้เอาไว้ให้มากที่สุด เขายังใหม่กับที่นี่และจ่าทั้งสองก็เป็นที่ปรึกษาได้ดี 

มารดาของเขาโทรถามสารทุกข์สุกดิบบุตรชายแทบทุกวันด้วยความเป็นห่วง คงเพราะเขาไม่เคยห่างบ้านมาทำงานไกลขนาดนี้ และไม่ใช่ชั่วคราวแต่อยู่ยาวแบบไม่มีกำหนด ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ย้ายกลับไปกรุงเทพฯ บ้านเกิดเมืองนอนของตนเองหรือเปล่า 

อยู่มาได้ร่วมเดือนก็ยอมรับว่าที่นี่น่าอยู่ไม่น้อย ธรรมชาติล้อมรอบหมู่บ้านโดยไม่ถูกความเจริญเข้าครอบครอง มันก็ทำให้คนกรุงอย่างเขาตื่นตาตื่นใจพอดู ปรานต์คิดว่าเขาชอบที่นี่ ชอบมากกว่าเมืองกรุงที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียอีก ชายหนุ่มยังจำได้ว่าหากเขายังอยู่กรุงเทพฯ ในเวลานี้ละก็ หลังเลิกงานเขาคงต้องไปรับไปส่งหรืออยู่ดูแลใครคนหนึ่ง ในเวลาที่ใครคนนั้นไปเที่ยวสถานเริงรมย์ยามค่ำคืน คนที่เขาต้องคอยดูแลอยู่เสมอ ใครคนที่ได้ชื่อว่าเป็นอดีตคนรัก 

... 

“พี่ปรานต์จะย้ายไปอยู่บ้านนอกนั่นจริงๆ เหรอ” วรันต์ถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ 

“มันไม่ใช่ความต้องการของพี่เสียหน่อย รันก็รู้”  

“พี่ลาออกจากการเป็นตำรวจอะไรนี่ไม่ได้เหรอ พี่จะได้ไม่ต้องไปอยู่ที่นั่น” 

“การเป็นตำรวจมันคือความฝันของพี่ เรื่องนี้รันก็รู้ดีอยู่แล้ว” ผู้กองปรานต์พยายามบอกอีกฝ่าย 

“รันไม่เข้าใจความคิดพี่เลย พี่โอเคได้ยังไงถ้าเราต้องอยู่ไกลกันขนาดนั้น” 

“แค่สองชั่วโมง...ไม่ถึงดีด้วยซ้ำ รันไปหาพี่ทุกวันหยุดได้อยู่แล้ว หรือจะให้พี่กลับมาหารันก็ยังได้” ผู้กองปลอบอีกฝ่ายว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร 

“จากคนที่เคยเจอกันเกือบทุกวัน เหลือแค่สัปดาห์ละสองสามวันเนี่ยนะ รันไม่เอาด้วยหรอก รันไม่โอเค” 

“รัน ใจเย็นๆ ก่อน” 

“ไม่อะ พี่ปรานต์ก็รู้ว่ารันมีสังคมมากมาย แล้วเสาร์อาทิตย์รันก็ไม่ค่อยว่างอยู่แล้ว ไม่งั้นรันจะให้พี่ไปข้างนอกกับรันตลอดเวลาเหรอ” วรันต์พูดอย่างเอาแต่ใจ ตั้งแต่คบกันมาเขาเคยชินกับการถูกตามใจมาตลอด เพราะปรานต์แทบไม่เคยขัดใจเขาเลย  

“พี่รู้ พี่รู้นะรัน แต่รันต้องยอมรับให้ได้ รันโตเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ” 

“พี่เลือกมาระหว่างไปอยู่ที่นั่น...กับรัน พี่จะเลือกอะไร” วรันต์เชิดหน้ายื่นตัวเลือกให้อีกฝ่ายต้องเลือก  

“ทำไมพี่ต้องเลือกด้วย รันคือคนที่พี่รัก และอาชีพตำรวจก็คืออาชีพที่พี่รัก” 

“รันไม่รับรู้ ถ้าพี่ยังยืนกรานจะไป แสดงว่าพี่ไม่เลือกรัน” 

“...” ผู้กองหนุ่มไม่ตอบ เขายังไม่อยากให้ทุกอย่างมันจบลงแบบนี้ ถึงแม้ว่าหลายครั้งที่เขาพยายามประคับประคองความรักของเขาให้คงอยู่ ขณะที่วรันต์ดูเหมือนจะไม่ค่อยเห็นค่ามันเท่าไหร่  

ยอมรับว่าวันนี้เขาไม่ได้รักวรันต์เท่าวันก่อนแล้วเพราะความเอาแต่ใจของเจ้าตัว แต่ก็ไม่ได้อยากจบความสัมพันธ์กับอีกฝ่ายเลย เขาอยากให้รักของทั้งคู่ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แต่ในเมื่อมันเป็นไปไม่ได้ เขาคงยื้อมันต่อไม่ไหวเช่นกัน 

“พี่ปรานต์...พี่เลือกที่จะเงียบ แปลว่า...เลือกทิ้งรันใช่ไหม” วรันต์ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาจะยึดปรานต์ให้อยู่กับตัวเองได้ พอได้เห็นท่าทางเหล่านั้น เจ้าตัวจึงแทบไม่เชื่อว่าปรานต์จะยอมทิ้งเขาจริงๆ 

วรันต์ก็ไม่ต่างจากปรานต์ ชายหนุ่มก็ไม่ได้ถูกใจผู้ชายตรงหน้ามากเหมือนวันก่อนอีกแล้ว แต่เพราะผู้กองปรานต์มีภาษีดีกว่าผู้ชายอื่นที่เข้ามาหา แล้วมันผิดตรงไหนที่วรันต์ยังเก็บคนที่ดีที่สุดไว้ 

“พี่ขอโทษ” 

 

ความคิดเห็น