nabu-palace

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 4

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ตลก,คอมเมดี้

คนเข้าชมทั้งหมด : 705

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 15:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4
แบบอักษร

 

ตอนที่ 4 

 

“บ้านหลังไหนหรือจ่า” ผู้กองปรานต์เดินตามสองจ่ามาจนถึงท้ายตลาดจึงเอ่ยปากถามผู้ใต้บังคับบัญชา 

“หลังนี้ครับผู้กอง ตามผมมาเลยครับ” จ่าสมคิดเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีกเพราะกลัวไม่ทันใจเจ้านาย 

“ถึงแล้วครับ” จ่าสมหมายบอกหลังจากเดินต่อไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ถึงบ้านที่แจ้งว่ามีคนตาย 

“อืม จ่าสมคิด เดี๋ยวไปรับคุณหมอมาด้วยนะ ผมไม่รู้ว่าที่นี่เขาจัดการเรื่องคนตายยังไง” 

“ได้ครับ ปกติเราก็จะไปรับมาอยู่แล้ว แต่เห็นว่าผู้กองยังไม่ชินพื้นที่ ผมเลยมาส่งก่อน” 

“ขอบใจมาก” พอส่งผู้กองหนุ่มเสร็จ จ่าสมคิดก็ขอตัวไปรับคุณหมอที่โรงพยาบาล 

“สวัสดีครับ ผมร้อยตำรวจเอกปรานต์ เพิ่งย้ายมาประจำที่สถานีตำรวจที่นี่ครับ” จังหวะเดียวกับเจ้าของบ้านออกมาที่หน้าบ้านพอดี ผู้กองปรานต์จึงแนะนำตัวกับชายหญิงคู่หนึ่งตรงหน้าพร้อมยกมือวันทยหัตถ์ 

“สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อสิน เป็นผัวนางพัด คนที่ตายน่ะ” ไอ้สินพูดด้วยน้ำเสียงเหน่อๆ อันเป็นปกติของคนพื้นที่ 

“สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อสอน เป็นแม่ของไอ้สินมัน” หญิงสูงวัยพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ดูเป็นคนเรียบร้อย 

“เพื่อความสะดวก ผมขออนุญาตเรียกคุณสินและคุณป้านะครับ” 

“จ้ะ” ทั้งแม่ลูกพร้อมใจกันตอบโดยไม่ปฏิเสธ 

“ขอถามหน่อยนะครับ ใครเป็นคนเจอศพคนแรก” 

“ฉันเองจ้ะ เมื่อเช้าฉันเห็นว่านางพัดยังไม่ลงมาทำกับข้าว ดูผิดปกติเลยขึ้นไปตาม” นางสอนอธิบาย 

“แล้วตอนนี้ศพอยู่ที่ไหนครับ” ผู้กองหนุ่มถามต่อ 

“อยู่ชั้นสอง ที่ห้องนอนจ้ะ” 

“ขออนุญาตขึ้นไปนะครับ” 

“จ้ะ” นางสอนพูดจานอบน้อม เป็นธรรมดาของคนตามต่างจังหวัดที่มักจะกลัวและเกรงใจเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบ ยิ่งเป็นคนแก่ด้วยแล้ว ความเกรงใจก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเท่าทวี 

“จ่าสมหมาย เดี๋ยวจ่ารออยู่ตรงนี้ ถ้าจ่าสมคิดมาเมื่อไหร่ก็ให้พาคุณหมอขึ้นไปข้างบนเลย” 

“ครับ” 

ผู้กองหนุ่มเดินตามหลังนางสอนและนายสินไปอย่างเงียบๆ โดยไม่ลืมสังเกตสิ่งอื่นที่อยู่โดยรอบไปด้วย เขาต้องการบันทึกทุกอย่างเอาไว้ให้มากที่สุด ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจสังเกตมากขนาดนี้ แต่มันก็เป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกายไปแล้ว 

ตำรวจหนุ่มไฟแรงเดินมาถึงห้องนอนของผู้ตายแล้ว ห้องนอนนี้เป็นห้องนอนของสินและพัดที่เป็นผู้ตาย เขามองไปรอบห้อง ข้าวของที่อยู่ในห้องนั้นดูยังอยู่ในสภาพดี ไม่มีอะไรเสียหาย อนุมานได้ว่าไม่น่าจะมีการต่อสู้ใดๆ  ผู้กองเบนสายตากลับมาที่เตียงก็พบกับร่างของนางพัดที่นอนสงบนิ่งทว่าปราศจากลมหายใจ 

เขายังไม่เริ่มลงมือสำรวจอะไรมากเพราะต้องให้คุณหมอมาตรวจเพื่อแจ้งสาเหตุการตายเสียก่อน ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปภายในห้องเอาไว้ระหว่างรอ 

ราวหนึ่งชั่วโมงให้หลัง จ่าสมคิดก็กลับมาพร้อมคุณหมอที่มาจากตัวจังหวัด 

“ผู้กองครับ คุณหมอหัสนัยมาแล้วครับ” จ่าสมคิดบอกผู้กองให้รับรู้ถึงการมา 

“สวัสดีครับคุณหมอหัสนัย ผมร้อยตำรวจเอกปรานต์ครับ เพิ่งย้ายมาประจำที่นี่” 

“สวัสดีครับผู้กอง ถ้างั้นผมขอตรวจเลยนะครับ จะได้ไม่เสียเวลาไปมากกว่านี้” คุณหมอรีบใส่ถุงมือแล้วลงมือตรวจเพราะกลัวเสียเวลาอย่างที่บอก คนไข้ของเขายังมีรออยู่ที่โรงพยาบาลนั้นยังมีอีกหลายคน 

“เชิญครับ” 

คุณหมอเริ่มตรวจสภาพโดยรอบแล้วจดลงในใบชันสูตร เขาเริ่มเขียนบรรยายสภาพศพโดยทั่วไปตามที่เห็น ศพอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไม่มีเลือดออกตามร่างกาย เมื่อคลำกระดูกตามใบหน้า แขน และขา ไม่พบรอยหักของกระดูกตามบริเวณดังกล่าว และพบว่าที่มือมีอาการเกร็งเล็กน้อย 

เมื่อคุณหมอเปิดเปลือกตาของผู้ตายต่อไป เห็นมีเลือดออกที่นัยน์ตาขาว จมูกมีรอยแดงช้ำ คล้ายเกิดจากการกดทับ เขาเลยตรวจภายในช่องปากพบว่ามีแผลในช่องปาก มาถึงตรงนี้คุณหมอก็เริ่มเอะใจ  

“ผู้กองครับ รบกวนตามผมมาทางนี้หน่อย” คุณหมอผละจากเตียงผู้ตายแล้วเดินออกไปด้านนอก ทิ้งให้คนในห้องมองตามหลัง 

“คุณหมอมีอะไรหรือเปล่าครับ” 

“ผมรู้สึกว่านี่จะไม่ใช่การเสียชีวิตตามธรรมชาติ” คุณหมอพูดด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก 

“คุณหมอช่วยขยายความเพิ่มหน่อยได้ไหมครับ” 

“คืออย่างนี้ครับผู้กอง ถ้าเป็นอาการใหลตายหรือโรคหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันนั้นเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น พักผ่อนน้อย ดื่มเหล้า ทำให้สารจำพวกเกลือแร่มีน้อยกว่าปกติ ถ้าอธิบายทางการแพทย์ก็คงจะยาวและผู้กองเองก็อาจจะไม่เข้าใจ ผมขอสรุปสั้นๆ เลยว่า ปกติเราก็จะเห็นว่ามันคือการนอนหลับแล้วจากไปเสียเฉยๆ” 

“ครับ แล้วยังไงต่อ” 

“ทีนี้จากที่ผมตรวจบริเวณตา จมูก และปากของผู้ตาย มันมีลักษณะเหมือนถูกอุดปิดกั้นเอาไว้ อาจจะฟังดูว่าแค่ร่องรอยเล็กน้อยทำไมผมสันนิษฐานแบบนี้ แต่ผมแนะนำว่าให้ส่งศพไปที่กรุงเทพฯ แล้วให้ทางนิติเวชตรวจหาสาเหตุการตายที่แท้จริงเถอะครับ” 

“คุณหมอกำลังจะบอกผมว่า ผู้ตายรายนี้ถูกฆาตกรรม?” 

“ผมไม่อยากฟันธงตรงๆ เพราะผมไม่ใช่หมอนิติเวช แต่ถ้าผู้กองถาม ผมคงต้องตอบว่า...เป็นไปได้ครับ” 

“คุณหมอแน่ใจแล้วหรือครับ” 

“ผลตรวจทางนิติเวชจะบอกเราได้มากกว่า แต่ผมคิดว่าเป็นไปได้สูงครับ” 

“โอเคครับคุณหมอ เดี๋ยวผมจะคุยกับญาติผู้ตายเอง” 

“ครับ เดี๋ยวผมจะเขียนลงใบชันสูตรยืนยันการเสียชีวิตให้เจ้าของบ้านก่อนนะครับ” 

“เชิญครับ” คุณหมอผงกศีรษะให้เล็กน้อยแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องนอนของผู้ตายอีกครั้ง 

“เสร็จแล้วใช่ไหมหมอ” ไอ้สินพูด 

“ครับ” คุณหมอหนุ่มตอบก่อนจะขอตัวกลับ ผู้กองหนุ่มเลยเดินลงมาส่งอีกฝ่าย 

“เดี๋ยวนายสินไปรับใบแจ้งความที่สถานีตำรวจแล้วเอาใบแจ้งความนั้นไปให้ผู้ใหญ่บ้านล่ะ จะได้ไปทำเรื่องขอใบมรณบัตร อ้อ อย่าลืมเอาเอกสารไปด้วย จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมาหลายรอบ” จ่าสมคิดบอกญาติผู้ตายด้วยคุ้นเคยในขั้นตอน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน 

 

ไอ้น้ำมาถึงหน้าบ้านคนตายก็แทบมองอะไรไม่เห็นเลยเพราะคนมุงกันแน่นเหลือเกิน เดชะบุญด้วยความสูงที่มีเขาจึงมองข้ามศีรษะของบรรดาผู้อยากรู้อยากเห็นเรื่องชาวบ้านเหมือนกับเขาได้ ไอ้น้ำเห็นผู้กองที่ตั้งใจจะจับเขาเข้าคุกตั้งแต่เช้ากำลังเดินลงบันไดมาพร้อมจ่าสมคิดและคุณหมอคนหนึ่งที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตา 

“นี่น้า ทำไมคนมุงเยอะขนาดนี้อะ” ไอ้น้ำถามผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างๆ 

“ก็เมียไอ้สินมันตายไง ทำไมรึ พ่อหนุ่ม” 

“ฉันได้ยินมาว่ามีคนตายแต่ไม่คิดว่าจะมีคนเยอะแยะขนาดนี้” 

“คนไม่ได้ตายกันบ่อยๆ  ทั้งข้าทั้งเอ็งก็มานี่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น คนอื่นเขาก็คงคิดเหมือนกันนั่นแหละว้า” 

“จริงด้วยเนอะ แล้วเขาเป็นอะไรตายอะน้า ใหลตายใช่ปะ” 

“เขาว่ากันอย่างนั้นแหละ” 

ไอ้น้ำคุยกับน้าคนข้างๆ อยู่สักพัก นายตำรวจทั้งสองพร้อมคุณหมอในเสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็กสีดำก็ออกมาจากในบ้านเสียที 

“ขอบคุณคุณหมอมากนะครับ” เพราะตอนนี้เขาไม่ได้สวมหมวกตำรวจแล้ว ผู้กองปรานต์จึงยกมือไหว้ขอบคุณอีกฝ่าย 

“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี เดี๋ยวผมจะให้ทางโรงพยาบาลมาเคลื่อนย้ายศพไปนะครับ ถ้ายังไงผมขอตัวกลับโรงพยาบาลก่อน” 

“เดี๋ยวผมให้จ่าสมคิดขับรถไปส่ง” 

“ขอบคุณครับ” คุณหมอหนุ่มขอบคุณและเอ่ยลาเพราะต้องรีบกลับไปตรวจคนไข้ต่อ 

“จ่าสมคิด ผมฝากไปส่งคุณหมอด้วยนะ” 

“ครับ ผู้กอง” จ่าสมคิดรับคำแล้วหันไปบอกคุณหมอ ก่อนออกเดินนำคุณหมอไปยังรถยนต์ของทางราชการที่จอดอยู่หน้าตลาด 

บทสนทนานั้นไม่มีทางเล็ดลอดต่อมอยากรู้ของไอ้น้ำไปได้ หูของเขากางออกจนถึงขีดสุดแล้ว จิตวิญญาณนักสืบบอกเขาว่า นี่มันต้องไม่ใช่การนอนหลับแล้วตายไปเฉยๆ แน่ เรื่องสืบสวนขอให้บอก เขาชื่นชอบมันนัก 

ฆาตกรรมชัวร์! ไอ้น้ำสะบัดธง ยืนยันได้เลย 

ผู้กองหนุ่มกำลังหมุนตัวเตรียมจะกลับเข้าไปข้างในบ้านก็ได้ยินเสียงของใครสักคนเรียกชื่อ ทำให้เจ้าของชื่อชะงักเท้า 

“นี่จ่าปรานต์ รู้ปะเขาเป็นอะไรตาย” ด้วยความเกรียนและอยากเอาคืนของไอ้น้ำ มันเลยตั้งใจลดยศของผู้กองหนุ่ม 

“ฉันร้อยตำรวจเอกปรานต์ ไม่ใช่จ่าครับ คุณประชาชนที่มีสิทธิเสรีภาพ” ผู้กองรู้ตัวว่าโดนแกล้ง เขาจึงตั้งใจบอกยศของตัวเองออกไป และเรียกอีกฝ่ายตามสิทธิ์ที่เจ้าตัวเคยพูด 

“อ้อ โทษทีนะ ไม่รู้อะ แล้วรู้ปะว่าเขาเป็นอะไรตาย” ไอ้น้ำขี้เกียจกวนอารมณ์อีกฝ่ายต่อ เพราะเขาอยากรู้แล้วว่าสิ่งที่เขาคิดไว้มันถูกหรือไม่ 

“ไม่หายใจล่ะมั้ง” ได้รับคำตอบกวนๆ กลับมา น้ำรู้ตัวทันทีว่ากำลังโดนเอาคืน 

“โอเคๆ  เมื่อตะกี้นี้ผมขอโทษ เรามาปรองดองกันนะ ผมชื่อน้ำ ตอนนี้เรารู้จักกันแล้วใช่ไหม ผู้กองปรานต์” ถ้าไม่ใช่เพราะความอยากรู้อยากเห็น ไอ้น้ำไม่มีทางอ่อนข้อให้ก่อนแน่นอน 

“ก็ได้ครับ คุณน้ำ” ผู้กองปรานต์มองรอยยิ้มซื่อๆ ที่เจ้าตัวพยายามมอบให้เขา แต่คุณน้ำคนนี้ยังเล่นละครไม่ผ่านนะ ดูก็รู้ว่าไม่อยากญาติดีกับเขาสักเท่าไหร่ 

“สรุปว่าเขาเป็นอะไรตายเหรอ” น้ำปรับคำพูดให้ดูรื่นหูขึ้น 

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก” ผู้กองหนุ่มยิ้มให้พร้อมกล่าวปิดท้ายแล้วออกเดินต่อทันที แต่ก็ถูกไอ้น้ำดึงแขนเอาไว้เสียก่อน 

“ฆาตกรรมใช่ปะ” น้ำโพล่งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ซ้ำยังไม่สนใจที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเด็ก 

“...” ปรานต์แปลกใจเพราะเขายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ 

“ใช่ปะ ผมเดาถูกใช่ไหม จะบอกให้นะ คนที่เจอศพคนแรกนั่นแหละคือฆาตกร” น้ำพูดต่อจนจบ  

“นายรู้ได้ยังไง” ผู้กองกำลังประเมินคนตรงหน้า ซึ่งนอกจากจะพอรู้กฎหมายบ้างแล้วยังวิเคราะห์เรื่องพวกนี้ได้ด้วยหรือ 

คุณน้ำคนนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่ 

“ไม่ยาก เดาง่ายจะตายไป” น้ำโบกนิ้วชี้ไปมาราวกับว่าการหาคนร้ายนั้นไม่ใช่ปัญหา  

“ครับ?” ผู้กองสงสัยว่าคนคนนี้รู้รายละเอียดมากแค่ไหน  

“โคนันบอกไว้ยังไงล่ะ ไม่เคยอ่านเหรอ”  

ความฝันของผู้กองดับวูบ ไม่น่าสนใจฟังเล้ย! 

 

ไอ้น้ำเมียงมองอยู่แถวนั้นต่ออีกสักพักก็ดิ่งตรงกลับบ้านไปทำงานต่อ งานในเฟสสุดท้ายของเขาใกล้จะเสร็จเต็มที เจ้าตัวเลยอยากรีบทำให้เสร็จๆ ไป งานเสร็จเร็ว เงินก็ตามมาเร็วด้วย  

“น้ำ ไอ้น้ำโว้ย” เสียงของเจ๊แสงตะโกนเรียกชายหนุ่มอยู่หน้าบ้าน ทำให้เขาหยุดชะงักงานที่กำลังทำ 

“ว่าไงเจ๊ มีอะไรมาหาฉันถึงบ้าน” 

“จะมีอะไร นี่เอ็งไม่รู้เรื่องเลยหรือไง” เจ๊แสงพูดพลางเดินขึ้นบ้านมานั่งพักด้วยความเหนื่อยเพราะเดินมาค่อนข้างไกล ไอ้น้ำรีบกุลีกุจอหาน้ำดื่มไปให้แก้กระหาย 

“ไม่เลยจ้ะ อ๋อ เจ๊จะเอาเงินที่ฉันเดินหวยมาให้ใช่ปะ ทำไมไม่ฝากเด็กมาล่ะ มาเองทำไม” 

“อะไร้ แค่นั้นซะที่ไหน ข้ามาหาเอ็งเพราะเอ็งถูกหวยโว้ย ไอ้นี่ สามตัวตรง ศูนย์หนึ่งห้าไงวะ” 

“จริงอะ เจ๊!” 

“เออสิวะ ข้าจะหลอกเอ็งทำไม” ไอ้น้ำได้ยินก็รีบเข้าห้องไปหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูผลสลากกินแบ่งฯ​ ประจำงวดนี้ทันที 

 

งวดประจำวันที่ 16 เดือน xx พ.ศ. 25xx 

รางวัลที่ 1 ได้แก่ 367015 

 

ฉิบหาย งวดนี้ตรงอย่างแม่ตะเคียนว่าจริงๆ เว้ย 

“เจ๊ ไหนเงินฉันอะ” ไอ้น้ำได้สติรีบทวงเงิน  

หนึ่งร้อยบาท สามตัวตรง ได้เป็นหมื่นละเว้ยคราวนี้ 

“เอาไป นี่ของเอ็ง และนี่ของแม่เอ็ง” เจ๊แสงยื่นเงินให้ปึกหนึ่ง แบงก์พันล้วนๆ หอมเตะจมูกไอ้น้ำนัก 

“เดี๋ยวเจ๊ ทำไมของฉันมันน้อยนิดเบาโหวงเหวงแบบนี้ล่ะ” แบงก์พันไม่กี่ใบเท่านั้น มันใช่ที่ไหนกัน 

“ก็เอ็งซื้อสิบบาท แล้วก็สองตัวอีกสิบบาท ค่าเดินหวยให้ข้าอีก รวมๆ แล้วมันก็เท่านี้ปะวะ” 

“ไม่ใช่หนึ่งร้อยเหรอเจ๊” 

“อะไรของเอ็ง ข้าไม่โกงเอ็งหรอกน่า ดีนะที่ข้าถือโพยหวยเอ็งติดมาด้วย เอ้า...เอาไปดู” เจ๊แสงค้นกุกกักในกระเป๋าที่ถือมาก่อนจะยื่นเศษกระดาษที่เริ่มยับยู่ยี่นั้นให้ 

 

015 10x10 

 

สิบบาท ไม่ใช่หนึ่งร้อยบาท ศูนย์หายไปไหน ไอ้น้ำยกมือตีหน้าผากเสียงดัง ไอ้ตำรวจเฮงซวยเอ๊ย ถ้าไม่ถูกเรียกไว้จนเกือบส่งหวยไม่ทันแล้วละก็ เขาคงไม่รีบเขียนจนตกหล่นแบบนี้  

โมโหเว้ย ไอ้ตำรวจบ้า เจอหน้าจะด่าให้ 

“ถูกใช่ไหม” เจ๊แสงถามย้ำ 

“ถูกจ้ะ ขอบใจนะเจ๊ที่เอาเงินมาให้ฉัน” น้ำตอบรับด้วยใบหน้าสลด ชวดเงินไปด้วยความเสียดาย 

“เออ ไม่เป็นไร ข้ามีธุระแถวนี้พอดี ถามจริง เอ็งเอาเลขมาจากไหนวะ ข้าละเสียวสันหลังวาบ เอ็งซื้อถูกมาสองงวดแล้วนะ” 

“ฉันก็ไปหาเลขตามป้าๆ ท้ายตลาดเขาน่ะ เห็นเลขอะไร ฉันก็ซื้อไปตามนั้นแหละ ไม่คิดว่าจะถูกหรอก” น้ำตอบตามจริง 

“เออ เห็นว่าคนคุ้นเคย เอ็งถูกหวยก็ดีแล้ว จะได้มีกินมีใช้ ข้าไปล่ะ” เจ๊แสงพูดยาวก่อนเอ่ยลา 

“จ้ะ เจ๊” 

 

“แม่จ๊ะ” ช่วงเย็นระหว่างที่แม่น้อยกำลังทำกับข้าวอยู่ ไอ้น้ำก็เข้าไปเสนอหน้า 

“อะไรวะ”  

“หวยจ้ะ หวย” 

“ทำไม ข้าถูกไหมวะ” แม่น้อยวางมีดลงบนเขียงทันที หันมาถามบุตรชายด้วยสายตาเป็นประกาย 

“นี่จ้ะ แม่ว่าแม่ถูกหวยไหม” น้ำส่งเงินปึกหนึ่งที่ได้จากการถูกหวยให้ แม่น้อยรีบคว้าไว้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอให้ไอ้น้ำพูดซ้ำ สายตาชายหนุ่มสังเกตเห็นแม่มือสั่นตอนรับเงินอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าแม่จะไม่เคยหาเงินได้ขนาดนี้ แต่แม่แค่ไม่เคยถูกหวยแล้วได้เงินมากเท่านี้ต่างหาก 

“ไอ้น้ำ เอ็งอยากกินอะไรอีกไหม บอกข้ามาเลยเดี๋ยวข้าจะไปซื้อมาให้กิน” 

“ฉันอยากกินหมูกระทะอะแม่ วันนี้เราไปกินในตลาดกัน แม่เลี้ยงนะ” 

“ได้ๆ เอ็งอยากกินอะไรข้าก็จะพาไป กินอีกสิบมื้อก็ได้ เดี๋ยวรอยายฝนกลับมาจากโรงเรียนก่อน” แม่น้อยหยุดมือทำอาหารทันที โชคดีว่ายังไม่ได้เริ่มทำอะไรมากนัก ยกยอดไปทำพรุ่งนี้เช้าทีเดียวเลยก็แล้วกัน 

“จ้ะ เออแม่ เมื่อไหร่จะถึงวันพระ”  

“พรุ่งนี้ ทำไมหรือ” แม่น้อยถามขณะเก็บของสดคืนตู้เย็น 

“ไปทำบุญกันนะแม่ ถูกหวยมาสองงวดละ ฉันอยากทำบุญ” 

“ดีๆ ข้าก็นึกอยากทำบุญอยู่เหมือนกัน” 

“พรุ่งนี้ แม่อย่าลืมปลุกฉันด้วยนะ” 

“เออ ถ้าข้าปลุกแล้วไม่ตื่นล่ะน่าดู” 

 

ความคิดเห็น