บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สองคนในร่างเดียว

ชื่อตอน : สองคนในร่างเดียว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 95

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 18:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สองคนในร่างเดียว
แบบอักษร

สองคนในร่างเดียว 

แล้วฉันกับคุณลุงอำมาตย์ก็มายืนบนยอดเขาที่มีทางลาดลงเป็นชั้น ๆ ของหิน ฉันสัมผัสได้ถึงความเร็วของลมแม้มันจะไม่ได้กระทบกับกายของฉันเลยก็ตาม เรายืนอยู่นอกกำแพงศิลาแลงที่ล้อมรอบองค์พระปรางค์มีทับหลังกำแพงสลักจากหินทรายสีชมพูเป็นรูปพระพุทธรูปประทับนั่งแสดงปางสมาธิอยู่ในซุ้มใบระกา พระปรางค์นี้ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทที่สร้างด้วยหินทรายแดง อาคารที่ก่อขึ้นมานั้นย่อมุมไม้ยี่สิบซึ่งก็คือการหยักเหลี่ยมของมุมอาคารออกมาแทนที่จะเป็นมุมเดียวก็ทำให้มีมิติเพิ่มความสวยงามและความปราณีต บรรจงในการก่อสร้าง มีจิตรกรรมฝาผนังที่ยังมองเห็นได้ชัดเจนเป็นภาพพุทธประวัติ ตอนเสด็จโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และตอนมารผจญ 

“พระนางศศิพิณทุเทวีไม่ค่อยได้เสด็จมาที่พระปรางค์นี้เท่าไรนัก  ส่วนมากหากจะเสด็จก็จะมาพร้อมกับท่านอำมาตย์มนตรีองครักษ์ ซึ่งได้รับพระราชทานยศจากท่านรณกฤตเป็นอำมาตย์รณกฤตติสันตและต่อไปเขาก็ได้ขึ้นเป็นอำมาตย์มนตรีในระยะเวลาที่รวดเร็ว พระนางมักจะมาถวายเครื่องสักการะบูชาในเพลาที่ท่านอำมาตย์มนตรีต้องออกตรวจเมืองและดูแลราษฎรแถวนี้และเพราะข่าวที่เกี่ยวกับท่านอำมาตย์มนตรีในเรื่องความเจ้าชู้ ไม่ว่าจะไปเมืองใดก็มักจะได้ผู้หญิงจากเมืองนั้นกลับมาเป็นนางรับใช้ด้วยทุกครั้ง จนต้องขยายอาณาเขตบ้านของท่านออกไปให้พอรองรับผู้มาใหม่อยู่เสมอ อย่างไรก็ตามท่านอำมาตย์มนตรีก็ไม่เคยบกพร่องในเรื่องงานท่านต้องออกตรวจตราการเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกข้าวสารสู่เมืองหลวง ตรวจตราทุกข์สุขของข้า เจ้า บ่าวไพร่ แต่ละเมืองแต่ละชุมชนต่างพระเนตรพระกรรณ และด้วยว่าเมืองนี้มีบึงบัวหลวงขนาดใหญ่มากมายสมกับชื่อชุมชนคลองบัว ซึ่งเจ้านางทรงโปรดปรานดอกไม้ชนิดนี้มากจึงชอบที่จะทอดพระเนตรบึงบัว และยังทรงมีรับสั่งให้ชาวบ้านนำไปส่งขายให้กับพระนางที่พระราชวังได้โดยตรงมีเท่าไรพระนางก็รับซื้อไว้ทั้งหมด สร้างรายได้ให้กับชุมชนแห่งนี้มากมายหลายครอบครัว ไม่อดไม่อยาก แต่ด้วยว่าสถานที่แถบนี้อยู่ห่างจากเมืองหลวงมาก ใช้เวลาเป็นวันกว่าจะเสด็จมาถึงและต้องเสด็จกลับในวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านมักจะเข้ามาชมบุญบารมีของเจ้านางที่ร่ำรือถึงความงาม สงบเรียบ เย็นตา สายพระเนตรและรอยยิ้มที่อบอุ่น ไม่ถือพระองค์ หลายครั้งที่พระนางมักจะก้มลำตัวลงรับดอกบัวหลวงที่ชาวบ้านนำมาถวายด้วยพระองค์เอง ไม่ทรงถือพระองค์ว่าเป็นถึงพระธิดาเจ้าผู้ครองแคว้น แล้วทรงพับกลีบดอกบัวนั้นหลาย ๆ ดอก รวบรัดไว้ด้วยสร้อยลูกปัดบ้าง เครื่องประดับที่ทำจากแผ่นทองคำบ้าง หรือเครื่องประดับอื่น ๆ ที่พระนางสวมใส่มาให้กับชาวบ้าน ด้วยความที่รู้ในหลายภาษา ยามที่ชาวบ้านมาเข้าเฝ้าระหว่างที่ทรงรอท่านอำมาตย์มนตรีตรวจหมู่บ้านท่านจะเล่าเรื่องราวที่ได้รับฟังมาจากชาวโพ้นทะเลแต่ละท้องถิ่นให้ชาวบ้านฟัง ทรงสอนเรื่องของการนำสมุนไพรมาปรุงยา ท่านรู้วิธีที่จะขุดแนวคันดินเพื่อให้เกิดร่องน้ำที่ไหลจากภูเขาแห่งนี้ให้เข้าไปในนาข้าวแล้วทดน้ำไว้ ขัดกับข้อมูลที่ร่ำลือกันว่ายามที่มีอารมณ์โกรธเกรี้ยว พระนางจะเสมือนมีอีกร่างหนึ่งที่สายพระเนตร และน้ำเสียงต่างกันราวกับเป็นคนละองค์ ความเกรี้ยวกราดถึงขั้นล้มล้างพระราชพิธีหลายงานมาแล้วหากมีสิ่งที่ไม่ต้องพระเนตร พระกรรณ   ทั้งองค์พ่อหลวงและพระ มเหษีเทวี อาจจะรวมถึงตัวของพระนางเองด้วยก็ไม่สามารถห้ามปรามหรือต้านทางแรงโทสะนั้นได้ ดอกบัวหลวงหลายดอกที่พระนางใช้เท้าย่ำยีจนแหลกแทบใต้พระบาท  ชาวบ้านแถบนี้เชื่อถือลัทธิพราหมณ์และศาสนาฮินดูจากชาวโพ้นทะเลที่เข้ามาค้าขายและเผยแพร่พระพุทธศาสนานิกายนี้ จึงมักมีคนนำพระองค์ไปเปรียบกับพระแม่อุมาเทวีที่มีภาคของเจ้าแม่กาลีอยู่ด้วย ในยามที่พระนางโกรธเกรี้ยวแม้แต่ท่านอำมาตย์มนตรีที่นางเคารพรักยังไม่สามารถหยุดโทสะและต้องยอมอยู่ในอำนาจของพระนางด้วยทุกครั้ง" 

“ข้าคงเป็นคนเอาแต่ใจ โมโหร้ายติดตัวมาถึงภพนี้ด้วยกระมัง” ฉันกล่าวออกไปและรู้สึกตัวถึงการใช้สรรพนามเรียกตัวเองที่เปลี่ยนไป 

“ในครั้งหนึ่งที่ทรงเสด็จมา ท่านอำมาตย์มนตรีกลับมายังซุ้มพักแรมช้า   พระนางรอเสวยพระกายาหารมื้อเย็นจนพลบค่ำ ท่านอำมาตย์มนตรีก็ยังไม่กลับมา เพราะท่านได้ช่วยเหลือครอบครัวของหัวหน้าหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่นี่ซึ่งถูกโจรป่ารังแก ปล้นเสบียงในบ้านและทำร้ายคนในบ้านได้รับบาดเจ็บ ท่านกับทหารที่ติดตามไปจึงช่วยเหลือทำแผลและสั่งการให้ทิ้งกำลังทหารไว้ส่วนหนึ่งเพื่อช่วยซ่อมบ้านให้กับครอบครัวนี้ รวมทั้งติดตามปราบโจรกลุ่มนี้เพื่อไม่ให้กลับเข้ามารังแกผู้คนในชุมชนเล็ก ๆ นี้ได้อีก  

หัวหน้าหมู่บ้านไม่รู้จะตอบแทนท่านอำมาตย์มนตรีอย่างไร จึงยกลูกสาวให้เป็นข้าบาทรับใช้ เมื่อท่านอำมาตย์มนตรีพานางผู้นั้นกลับมายังเขตซุ้มที่พัก ยังไม่ได้มีการไต่ถามอะไร พระนางก็โยนตะเกียงน้ำมันที่ใช้จุดสว่างเข้าไปยังซุ้มที่ประทับของท่านอำมาตย์มนตรีทันที โดยไม่ฟังคำอธิบาย เมื่อข้าบ่าวไพร่และทหารคนใดจะเข้าไปดับไฟ พระนางก็จะโยนตะเกียงอีกอันเข้าใส่คนกลุ่มที่จะเข้าไป เพลิงยิ่งลุกท่วมหนัก ไพร่พลทหาร นางกำนัลได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดเพลิงท่านอำมาตย์มนตรีโกรธมากแต่ก็ต้องข่มอารมณ์ไว้ ท่านเดินเข้าไปหาเจ้านางเพื่อจะอธิบาย แต่พอเข้าไปใกล้พระนาง ท่านอำมาตย์มนตรีก็ถูกพระนางใช้เข็มร้อยมาลัยดอกบัวที่มีปลายแหลมและใหญ่กว่าเข็มร้อยมาลัยทั่วไปแทงเข้าใส่ที่อก และตบหน้าท่านต่อหน้าผู้คนทั้งปวง พระนางสั่งให้ทุกคนเสด็จกลับ นางกำนัลวิ่งวุ่นวายกับการเก็บของใช้ส่วนตัวของพระนางและเก็บซุ้มของพระนางเองเพื่อที่จะตามเสด็จโดยเร็วที่สุด จึงไม่มีนางกำนัลที่อยู่ข้างกายพระนาง รวมทั้งลูกสาวหัวหน้าหมู่บ้านที่เพิ่งจะได้รับดอกบัวพระราชทานรัดด้วยลูกปัดหลากสีเมื่อตอนสายที่มาเข้าเฝ้ายังความปลื้มปิติแก่นางผู้นี้ ก็ยืนนิ่งตัวแข็งเพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไร และไม่มีใครมีเวลาที่จะสนใจนาง พระนางใช้สุรเสียงเกรี้ยวกราดตวาดใส่ท่านอำมาตย์มนตรีว่าต้องการกลับเข้าวังเวลานี้ สายพระเนตรที่มองไปยังหญิงที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่นั้นดุดัน แทบจะถลันออกมานอกดวงตา ทหาร บ่าวไพร่ วิ่งวุ่นวาย จัดเสลี่ยงให้พระนางสำหรับประทับกลับแต่ไม่ทันใจ พระนางจึงเสด็จด้วยเท้าเปล่ากลับเพียงผู้เดียว" 

“แล้วกลับถึงพระราชวังสำเร็จมั้ยล่ะ” ฉันถามด้วยน้ำเสียงที่ปลงกับกิริยาอาการของคนที่เคยเป็นฉันในเบื้องหน้านี้ 

“เสด็จได้ไม่กี่ก้าวท่านอำมาตย์มนตรีก็สั่งการให้เสลี่ยงตามไปทีหลังเมื่อจัดเสร็จแล้ว ตัวของท่านรีบเดินตามเจ้านางไปก่อน ต่อให้โกรธให้โมโหเยี่ยงไร ท้ายที่สุดแล้วท่านอำมาตย์มนตรีก็ต้องยอมอ่อนข้อให้พระนางแล้วปลอบโยนด้วยความเยือกเย็นเสมอ แล้วเมื่อกลับคืนสู่ความสงบท่านจึงค่อย ๆ สอน ค่อย ๆ อบรม ตามวิสัยของพี่ชายที่ต้องดูแลน้องสาว" 

“ทำไมน้องไม่ฟังพี่ก่อนเล่า ว่าเหตุเป็นมาเช่นไร” 

“เมื่ออยู่กันตามลำพังท้าวอำมาตย์มนตรีจะเรียกตัวเองว่าพี่และเรียกเจ้านางว่าน้อง ทั้งสองคนเติบโตมาด้วยกัน พ่อของท้าวอำมาตย์มนตรีท่านเป็นพระญาติของพระมเหษีเทวี และยังเป็นขุนนางผู้เป็นใหญ่เป็นคนสนิทของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์เสด็จพ่อของท่าน ที่ตอนนี้ได้เลื่อนชั้นยศให้เป็นขุนหลวงไปปกครองชุมชนทิศใต้ทั้งหมด" คุณลุงอำมาตย์มองมาที่ฉันแล้วจึงค่อยกล่าวต่อ 

"ขุนหลวงเลี้ยงดูท่านอำมาตย์มนตรีให้มีความพร้อมทั้งยุทธศาสตร์และการปกครองมาตั้งแต่ยังเยาว์ ซึ่งท่านอำมาตย์มนตรีก็เฉลียวฉลาดตั้งใจศึกษา ฝึกซ้อมจนอาจารย์ที่สอนหมดความรู้ด้วยอายุเพียงไม่กี่สิบปี ในวันที่เจ้านางประสตูติกาลได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ท่านมหาราชครูทำนายดวงว่าพระนางเป็นผู้มีบุญบารมีมาเกิด จะมีความสามารถที่จะช่วยราชกิจได้เสมือนชายคนหนึ่ง เป็นที่รักและต้องชะตาของบุคคลทั่วไป แต่พระนางมีคำสาปติดตัวมาด้วยทุกภพทุกชาติ จะมิอาจสมหวังในความรัก และสามารถเป็นได้ทั้งคนที่มีเมตตาบารมีสูงส่งและเป็นได้ทั้งผู้ที่ทำลายทุกอย่างให้ย่อยยับภายในพริบตา" 

คำทำนายที่ไม่บวกไม่ลบจนเกินไปนี้ น่าจะสร้างความสับสนให้พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีบ้างไม่มากก็น้อย เพราะฉันเองยังไม่รู้แน่ชัดเลยว่าตกลงดวงชะตาที่ทำนายเนี่ยมันดีหรือร้ายมากกว่ากัน ฉันนี่เป็นคนที่มีชะตาชีวิตสับสนทุกภพทุกชาติล่ะมั้งเนี่ย ดวงจิตของฉันแม้จะรู้สึกไปในทางร่าเริง ก็ยังต้องถูกดึงกลับให้อยู่ในสมาธิจิตที่รักษาระดับของความสม่ำเสมอให้ได้ ไม่ว่าอารมณ์ใดกระทบจะตามไปไม่ได้ เป็นเพียงผู้ดูภาพและเสียงที่ผ่านเข้ามาได้เท่านั้น คำสอนที่ทั้งแม่ชีบุญและหลวงตาย้ำนักย้ำหนา 

“แล้วมีทางแก้ได้อย่างไรบ้างท่านมหาราชครู” พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์หันพระพักตร์มาทางด้านซ้ายที่มหาราชครูนั่งอยู่ 

“ตามที่ข้าพเจ้าตรวจดูแล้ว ไม่มีทางแก้ได้เลย ชะตากรรมนี้ผูกมาหลายภพหลายชาติ เสมือนเชือกที่ฟั่นเป็นเกลียวหนาหาทางแก้ออกได้ยาก หากจะพอบรรเทาได้ข้าพเจ้าคิดว่า จะต้องเลี้ยงพระธิดาให้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ให้ศรัทธาที่มีขัดเกลาดวงจิตของพระธิดา และใช้ศิลปแขนงต่าง ๆ ที่สามารถสร้างความสงบแห่งดวงจิตของพระธิดา สิ่งทั้งหลายนี้จะช่วยให้ดวงจิตของพระธิดาเยือกเย็นลง เพื่อไม่ให้อำนาจของดวงจิตด้านมืดเข้าครอบงำพระธิดาได้ง่ายนัก และพระธิดาจักได้ห่างไกลจากความรักให้ต้องเป็นทุกข์ในภายหน้า” 

“แล้วคำสาปที่ลูกข้าจะมิอาจสมหวังในรักนี้ มีวิธีการอื่นแก้ไขได้อีกมั้ยท่านราชครู” พระมเหษีเทวีถามขึ้นด้วยสุรเสียงที่ร้อนรนและสีหน้าที่เป็นกังวล 

“คำสาปนี้ขึ้นมาเด่นชัดในดวงชะตาของพระธิดา เด่นชัดกว่าข้อใด หากจะแก้ได้ก็คงต้องให้พระธิดาบวชเรียนเข้าอยู่ในพระพุทธศาสนา เป็นหนทางเดียวที่จะหยุดชะตากรรมทั้งหมดให้สิ้นสุดภายในภพนี้ไม่ต้องติดตามไปถึงภพหน้า” 

“เจ้าเสียสติไปหรือไรท่านมหาราชครู ที่ท่านจะให้พระธิดาเพียงคนเดียวของข้าบวชเข้าเป็นสมณชีพราหมณ์” สุรเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ค่อนขางดังแล้วออกจะดูแนวมีพิโรธ" 

“ลูกข้ามีชะตากรรมที่สามารถช่วยราชกิจได้ เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง แล้วยังเป็นที่รักที่ถูกชะตาของผู้พบเห็นทั่วไป แล้วใยจะมิสมหวังในรัก แล้วใยต้องเอานางเข้าไปเก็บในโบสถ์วิหาร”  

สุรเสียงของพระมเหษีเทวีไม่ต่างจากของพระสวามี และฉันคิดว่าทั้งสองพระองค์คงไม่ยอมให้ฉันได้เข้าเข้าสู่สมณเพศชีพราหมณ์เป็นแน่ ไม่เช่นนั้นภพปัจจุบันฉันคงไม่ต้องอกหักหลายต่อหลายครั้งหรอก  

ที่สำคัญคือท่านจิตรวิชชยศรี ที่ตามไปเกิดเป็นพี่ปุ๊ คำสาปแช่งก่อนเขาจะสิ้นใจที่พระมหาวิหารแห่งนั้น คงมีฉันเป็นหัวใจหลัก ในภพปัจจุบันเขาถึงทำร้ายความรักที่ฉันมีต่อเขาอย่างแหลกราญไม่เหลือเยื่อใย ในขณะที่ฉันยังตัดเขาได้ไม่ขาดและมีคำถามที่ไม่ได้ถามออกไปทุกครั้งที่อยู่คนเดียวว่าทำไมเขาถึงทำร้ายฉันได้ขนาดนี้ ทิ้งฉันไปอย่างไม่มีเยื่อใยใด ๆ เลย อย่างน้อยที่สุดใครสักคนทางครอบครัวของเขาน่าจะติดต่อให้ฉันไปเอาของใช้ส่วนตัวกลับมาบ้าง หรือส่งคืนให้บ้างก็ยังดี เพราะฉันประกาศออกไปแล้วว่าฉันจะไม่กลับไปเหยียบที่นั่นอีก พี่ปุ๊น่าจะเห็นใจ เข้าใจฉัน และกล่าวคำบอกลากับฉันสักนิดก็ยังดี นี่แม้แต่คำบอกลาก็ยังไม่มี ที่ผ่านมาเขามีความรักให้กับฉันบ้างมั้ย 

ภาพในท้องพระโรงตัดมาที่ศาลานั่งเล่นในสวนที่เต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณ พระมหเษีเทวีประทับบนนั้น แล้วมีตั่งด้านข้างเป็นที่นั่งของท่านมหาอำมาตยนายก 

“รณกฤต เป็นอย่างไรบ้างลาภวัต” เมื่ออยู่กันตามลำพังฉันท์ญาติพี่น้องที่มีความสนิทสนมกัน  ก็ไม่ต้องเรียกชื่อตำแหน่งและสร้อยคำของชื่อที่เปลี่ยนแปลงไปตามลำดับชั้นยศ 

“เป็นเด็กที่เฉลียวฉลาด ชอบร่ำเรียนวิชาทุกแขนง แต่ก็ซุกซนไม่เบา เล่นอะไรที่เสี่ยงอันตรายเสมอ ๆ ชอบจับงูเอามาไล่แกล้งสนมกำนัล ดำน้ำหนีหายไปนาน ๆ เพื่อให้มหาดเล็กตกใจกลัว มีความสามารถในการยิงธนูที่แม่นยำมาก ก็นำมาแกล้งทหารด้วยการยิงเข้าใส่ให้เฉียดร่างกาย ตัวเขามั่นใจในฝีมือ แต่เหล่าพลทหารถึงขั้นกลั้นหนักเบากันไม่อยู่" 

แม้จะพูดถึงลูกชายในทางร้าย แต่น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยความรักและเอ็นดู 

“ข้าอยากให้รณกฤตดูแลศศิพิณ ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร” 

หากคำว่า “ดูแล” คงแฝงความหมายอย่างอื่นไว้ด้วย ท่านมหาอำมาตยนายก ถึงต้องครุ่นคิดนานก่อนจะตอบ 

“ข้าห่วงเรื่องความซุกซนของรณกฤต เกรงว่าจะไปยั่วยุหรือหยอกล้อพระธิดาจนไปกระตุ้นให้ต้องไม่พอพระทัยหรือทรงพิโรธขึ้นมาได้ ความพยายามของพวกเราที่จะกล่อมเกลาให้พระธิดาสุขุม เยือกเย็น มีเมตตา จะได้รับผลกระทบน่ะสิพระพี่นาง” 

“งั้นท่านก็ต้องบอกกับจารุสจีเมียของเจ้าและตัวเจ้าเอง ว่ามีหน้าที่ที่ต้องปฎิบัติต่อศศิพินอย่างไร เริ่มตั้งแต่วันรุ่งเป็นต้นไป  รณกฤตจะเป็นทั้งพี่ชายและองครักษ์ประจำตัวศศิพิณ คำสั่งจากพ่อหลวงจะมาอย่างเป็นทางการในไม่ช้า แต่เจ้าปฎิบัติหน้าที่นี้กันได้เลย " 

ท่านมหามนตรีไม่ได้ตอบว่าอะไร สีหน้าเรียบเฉย แม้แต่กายละเอียดของฉันก็สัมผัสความรู้สึกนั้นไมได้ 

แล้วฉันกับคุณลุงอำมาตย์ก็มาปรากฎตัวที่เรือนไม้หลังใหญ่โตภูมิฐานรอบบริเวณบ้านมีเทือกสวนไร่นาสุดลูกหูลูกตา ท่านมหาอำมาตยนายกนั่งอยู่บนพื้นไม้ยกสูงกลางบ้านเอนกายพิงหมอนขวานใบใหญ่ลวดลายเหมือนสอดด้วยไหมที่เป็นทองคำ ถ้วย ชาม ที่วางใส่ผลไม้และอาหารเหมือนแผ่นข้าวตังนั้นก็ทำด้วยทองคำ 

สตรีที่นั่งอยู่ด้วยนั้นแต่งกายด้วยผ้าห่มสไบนุ่งผ้าลายยกดอกกรอมเท้าเพราะแม้จะอยู่ในท่านั่งพับเพียบ ชายผ้าก็ยังมาถึงข้อเท้า เครื่องประดับเต็มตัว รินน้ำจากคณโฑสีฟ้าเคลือบเงา ซึ่งเป็นสินค้าราคาแพงที่นำมาขายกันในตลาดใหญ่ในเมืองพ่อค้าชาวต่างชาติที่มีลักษณะเหมือนชาวจีนเป็นผู้นำมาขาย 

“น้ำมะตูมค่ะพี่ท่าน” 

ท่านมหาอำมาตยนายกลาภวัต ยกจอกน้ำเคลือบเงาที่คล้ายแก้วใบเล็กขนาดที่ฉันใช้ถวายน้ำพระพุทธรูปที่บ้าน มีสีฟ้าครามและผิวของแก้วน้ำนั้นเป็นลักษณะเดียวกันกับคณโฑใส่น้ำ คงจะซื้อมายกชุดล่ะกระมัง 

“เมื่อเช้าพระมเหษีเทวีเรียกพี่เข้าไปคุยด้วยในสวนชั้นใน ท่านต้องการให้รณกฤตดูแลพระธิดาศศิพิณอย่างใกล้ชิดเสมอเป็นทั้งพี่ชายและองครักษ์” 

“รณกฤตจะทำหน้าที่นี้ได้หรือเจ้าพี่ ซุกซนโลดโผนขนาดนั้น บ่าวไพร่หญิงชาย เด็กทั้งหญิงทั้งชายโดนแกล้งหวีดร้อง ร้องไห้กันเกือบจะทั้งวัน จนข้าไม่อยากลงไปที่ลานในสวนเลย ห้ามปรามก็ฟังเพียงชั่วครู่ชั่วยาม" 

“เจ้าก็ต้องอบรมสั่งสอนกำชับถึงหน้าที่นี้ หน้าที่ที่ต้องมีต่อพระราชธิดาตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เพราะข้าคงขัดพระราชเสาวณีย์ไม่ได้” 

“ท่านพี่ให้ข้าได้ลองคุยกับลูกดูก่อนนะท่าน ข้าเลี้ยงรณกฤตมาข้ารู้ว่าลูกไม่ใช่คนที่ใครจะบังคับได้ เขาจะยอมทำตามคำสั่งใดก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจและเต็มใจที่จะทำเท่านั้น" 

“เพราะเจ้ากับแม่นมตามใจรณกฤตมาแต่เล็กแต่น้อยด้วยหรือไม่” 

“ท่านพี่ก็เห็นอยู่ ลูกเราซุกซนขนาดไหน ข้าลงโทษด้วยไม้หวายกี่ครั้งเขาก็ยังทำเหมือนเดิม แต่เขาไม่เคยรังแกนังเด็กรำเพยลูกไพร่นังรำพึงเลย ตั้งแต่วันที่เอางูไปแหย่ใส่แล้วนังเด็กรำเพยเป็นลมล้มพับไปต่อหน้า มิหนำซ้ำยังคอยช่วยเหลือเวลาที่โดนเด็กคนอื่นรังแกด้วย เรื่องนี้ข้ากับแม่นมก็ไม่ได้เป็นคนสอน หรือยามซ้อมฟันดาบหากคู่ต่อสู้อ่อนกำลังลงเขาก็จะหยุดซ้อม ก็ไม่ได้สอนเช่นกัน ข้ากับแม่นมได้แต่บอกว่าหน้าที่ของเขาต้องทำอะไรบ้าง เขาเป็นลูกชายคนเดียวของมหาอำมาตยนายก เขาต้องวางตัวเยี่ยงไร มีหน้าที่ต่างจากเด็กคนอื่นอย่างไร" 

“ถ้าเช่นนั้น ตั้งแต่บัดเดี๋ยวนี้ไป เจ้ากับแม่นมก็เตรียมตัวเตรียมใจทำให้รณกฤตรับรู้หน้าที่ของเขาเพิ่มอีกข้อหนึ่งด้วย เป็นหน้าที่ที่สำคัญเป็นลำดับแรกในชีวิตของเขา” 

มหาอำมาตยนายกลุกขึ้นแล้วเดินกลับเข้าไปยังห้อง ๆ หนึ่ง แต่ฉันกับคุณลุงอำมาตย์กลับมายืนอยู่ในห้องที่เหมือนท้องพระโรงในวังนั้นแต่มีขนาดเล็กกว่า เหมือนใช้สำหรับรับรองหรือว่าราชการกับอำมาตย์หรือขุนนางเพียงไม่กี่คน 

ก่อนหน้าที่ท่านมหาอำมาตยนายกจะเข้าเฝ้าตามรับสั่งที่เรียกตัวเข้าพบ ท่านได้พาบุตรชายเข้ามารอในเขตพระราชฐาน ในวันนั้นเขาได้เจอกับพระธิดาศศิพินที่กำลังจะเข้าไปแอบฟังราชกิจเหมือนที่ทำอยู่เป็นประจำ เขาเข้าไปหาแล้วทำท่าตลกใส่เข้ามาทางเบื้องหลังว่า 

“แฮ่" 

เป็นผลให้พระธิดาตกพระทัยรีบสาวพระบาทกลับออกมาทันที  

“เจ้าเป็นใคร เข้ามาที่นี่ได้อย่างไร”เสียงพระธิดาแสดงออกถึงความโกรธและตกใจ 

“ข้าชื่อรณกฤต เป็นลูกของท่านมหาอำมาตยนายก เข้ามาที่นี่เพราะมีรับสั่งให้เข้ามาน่ะสิ อยู่ดี ๆ ใครจะเข้ามาเดินที่นี่” 

“เจ้าใช้วาจาให้ข้าต้องอารมณ์เสีย เจ้ารู้มั้ยว่าข้าเป็นใคร” 

รณกฤตเพิ่งได้มองหญิงสาวเบื้องหน้าเต็มตา เขาตลึงในความงดงาม เหมือนมีแสงสว่างออกจากพระพักตร์ แม้จะโกรธเกรี้ยวก็ไม่สามารถลบความงามออกไปได้ แววพระเนตรไม่ได้ดูโมโหไปตามกระแสเสียง แต่กลับดำ วาว สุกใส รูปร่างบอบบางนั้นใส่เสื้อแขนกระบอกห่มสไบสีกลีบบัวเข้ากันทั้งชุด ยกเว้นผ้านุ่งที่ไม่ใช่ลายยกดอกธรรมดา แต่เป็นลายที่ทอด้วยการสอดเส้นไหมสีทองนุ่งทบมาข้างหน้าหลายชั้นแล้วทิ้งชายลงไป เครื่องประดับทุกชิ้นที่นางน้อยผู้นี้ใส่เป็นเครื่องประดับที่สวยงามวิจิตรบรรจง นางคงไม่ใช่ลูกหลานของขุนนางที่มารอเช่นเดียวกับเขา 

“พระธิดาศศิพิน” น้ำเสียงหลุดลอดออกมาเหมือนคนละเมอ ยังคงตะลึงในความสดใสเหมือนแสงจันทร์เบื้องหน้า อาการนี้ทำให้พระธิดาถึงกับแย้มสรวลออกมา ยิ่งทำให้พื้นที่ตรงนั้นสว่างไสวเป็นประกายในสายตาของเขา 

เขายังยืนตลึงตะลานอยู่ตรงนั้น แต่พระจันทร์เบื้องหน้าเขาลอยเข้าไปในประตูพระราชวังชั้นในเสียแล้ว 

“ลาภวัต เจ้าได้รับพระเสาวณีย์ของนทีนาถแล้วใช่หรือไม่” 

พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ ยกแก้วทองคำขึ้นจิบแล้วถามท่านมหาอำมาตยนายก 

“พระเจ้าข้า” 

“แล้วท่านคิดเห็นว่าอย่างไร จึงไม่ตอบตกลง ลุูกชายท่านมีปัญหาอะไรหรือไม่ เรียกมาตอบข้าบัดเดี๋ยวนี้” 

รณกฤตคลานตามนายเวรท่านหนึ่งเข้ามานั่งคุกเข่าอยู่ข้างตั่งที่บิดาเขานั่งอยู่ 

“รณกฤตเจ้าทราบหน้าที่ที่ข้ามอบหมายให้จากพ่อและแม่ของเจ้าแล้วหรือยัง" 

"ทราบแล้วพระยะค่ะ" 

"แล้วเจ้าตัดสินใจอย่างไร พ่อของเจ้าจึงดูอึกอักเช่นนี้" 

ฉันรับรู้จังหวะการเต้นของหัวใจท่านอำมาตยานากยกที่ถี่ขึ้นแรงขึ้น เขารู้ถึงความซุกซนและเป็นคนตรงไปตรงมาอย่างมากของบุตรชาย ความเป็นเด็กของเขาอาจจะยังไม่รู้ว่าคำตอบของตนนั้นอาจจะเป็นภัยต่อตัวเขาเองและครอบครัวได้ 

"หม่อมฉันเต็มใจที่จะทำหน้าที่นี้ และจะทำให้ดีที่สุดพระเจ้าค่ะ" 

และเช่นกันที่ฉันรับรู้การผ่อนลมหายใจยาว ๆ ของท่านอำมาตยนายก  

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เจ้าจะต้องเป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้ศศิพิน และศศิพินจะเป็นร่มฉัตรให้กับเจ้า เจ้าเข้าใจความหมายของข้าหรือไม่" 

รณกฤตกลับเงียบแต่หันไปมองหน้าบิดาของเขา 

"รณกฤตอาจจะยังไม่เข้าใจความหมายนี้ดีนัก ข้าจะอธิบายให้เขาทราบเองพะยะค่ะ" 

ฉันดูภาพเหล่านี้อย่างสงบนิ่งนักเพราะไม่มีสิ่งใดที่เกี่ยวพันกับฉันหรือต้องกระทบกระเทือนสมาธิแต่อย่างใด 

“เขตเมืองทางใต้กำลังเจริญเติบโต เพราะใกล้ทะเลทั้งสองฝั่ง การค้าขายมั่งคั่ง ผู้คนหลากหลายและมากขึ้น ส่วยสาอากรจากทางนั้นส่งขึ้นมามาก สมควรจะต้องมีคนไปดูแลแทนข้า ข้าคิดจะตั้งคนที่ข้าไว้ใจ เชื่อใจ ไปเป็นขุนหลวงดูแลแว่นแคว้นแถบนี้แทนข้า”ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า 

“ข้าไม่มีบุญพอที่จะมีลูกชายทั้งจากเหล่าสนมทั้งหลาย มีเพียงมเหษีเทวีที่กำเนิดลูกให้ข้าหากแต่ก็เป็นหญิง จะเก่งกล้าสามารถเพียงไรก็ต้องมีผู้ดูแลคุ้มครอง ท่านก็ได้ยินที่มหาราชครูทำนาย เรื่องอื่น ๆ ข้ากับพระมเหษีเลี้ยงดูนางด้วยความระมัดระวัง นางเป็นเด็กสดใสร่าเริง เป็นที่รักของบ่าวไพร่  เข้าวัดบูชาพระด้วยมาลัยที่นางพยายามกรองด้วยตัวเอง ก็เป๋ ๆ ปัด ๆ ไป แต่เราก็พอใจที่นางพยายามทำ โบสถ์วิหารต่าง ๆ นางก็มั่นไปบูชาสักการะ ข้าดูแล้วนางเองก็ฝักใฝ่ไปในทางธรรม เพียงแต่ยามมีโทษะนางจะไม่สามารถระงับยับยั้งได้แล้วจะกลายเป็นอีกคนหนึ่งที่ขาดซึ่งความเมตตา ขาดซึ่งความละอายและเกรงกลัวต่อบาป แต่เมื่อพายุร้ายทางอารมณ์ของนางพัดผ่านไป นางก็จะเสียใจในสิ่งที่กระทำลงไปและพยายามทั้งการชดใช้และชดเชยให้กับบรรดาผู้คนที่ได้รับความเดือดร้อนเสมอ ส่วนทรัพย์สินทั้งหลายมเหษีเทวีก็ต้องคอยจัดหามาเปลี่ยนให้ใหม่แทนข้าวของที่ถูกทำลายไป ข้าเพียงแต่หวังว่าบุญกุศลและอำนาจพระรัตนตรัยจะช่วยเหนี่ยวรั้งดึงนางไว้ไม่ให้ถูกครอบงำด้วยอำนาจมืดของดวงจิตอีกฝ่ายหนึ่ง ข้ากับมเหษีเทวีเองก็พยายามร่วมบุญใหญ่ สร้างถาวรวัตถุ อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา และสมณชีพราหมณ์ ไม่กีดกันชาติเชื้อใดที่จะเข้ามายังแคว้นข้าเพื่อสอนศาสนาหรือลักทธิของพวกเขา หวังเพียงให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายละเว้นนาง” 

"ส่วนคำทำนายอีกเรื่องหนึ่งนั้น มเหษีเทวีตั้งใจจะมอบหมายให้ลูกชายท่านเป็นผู้แก้ปัญหาเรื่องนี้ให้นาง" 

“พระธิดายังเยาว์ชันษานัก เมื่อเติบโตขึ้นอาจจะรู้จักข่มอารมณ์ได้มากขึ้นนะพระยะค่ะ และในเพลานั้นคนที่จะแก้ปัญหาอาจไม่ใช่รณกฤตก็ได้นะพะยะค่ะ" 

“ข้าก็หวังเช่นนั้น แต่เรื่องคนที่จะดูแลนาง ข้ากับพระมเหษีเทวีเป็นผู้กำหนดจากคนที่พวกข้าไว้ใจและเลือกแล้ว เพราะเขายังมีหน้าที่ใหญ่หลวงที่จะตามมาอีกคือการดูแลแคว้นรัฏฐณสุวรรณ ต่อจากข้า" 

“ข้าได้ยินมาว่าแคว้นทางเหนือมีการให้พระธิดาที่สืบเชื้อสายขึ้นว่าราชการเป็นเจ้าเมืองแคว้นได้เองนะพะยะค่ะ หากเราฝึกฝนพระธิดาตั้งแต่วันนี้ เมื่อถึงวันนั้นพระธิดาจะมีความพร้อมตามที่พระองค์ต้องการและสามารถวางพระทัยได้”

"ศศิพินไม่มั่นคงทางอารมณ์ อ่อนไหวง่าย ไม่เหมาะที่จะเป็นผู้ดูแลอาณาประชาราษฎร์"

ตลอดเวลาการสนทนาที่ยาวนาน ยืดเยื้อไม่สรุปเข้าประเด็นที่ต้องการมาตั้งแต่ต้นนี้ พระมเหษีเทวีแม่ชีบุญของฉันไม่พูดอะไรเลย เพียงแต่จีบหมากเข้าปากแล้วเขี้ยวไปเรื่อย ๆ ช้า ๆ แม้กระทั่งคุณลุงอำมาตย์ที่อยู่ข้างๆ ฉันก็นิ่งเงียบ เช่นเดียวกันกับการเงียบของสตรีนางน้อยที่ซุกหน้าอยู่ข้างพระวิสูตรเบื้องหลังบัลลังก์ แล้วก็มีผู้ที่ช่วยสลายความเงียบนี้

“หากประสงค์เช่นนั้น ข้าพเจ้าก็ยินดีทำตามและขอบน้ำพระราชหฤทัยที่ท่านทั้งสองทรงพระกรุณาไว้ใจรณกฤต ข้ากับจารุศจีจะเคร่งครัดในการอบรมให้เหมาะสมกับความไว้ใจนี้พะยะค่ะ"

“ข้าไม่ใช่เพียงไว้ใจ แต่ข้าเชื่อใจทั้งท่าน จารุศจีและรณกฤตว่าจะทำหน้าที่สำคัญในการดูแลและปกป้องดวงหฤทัยของข้าและพ่อหลวงได้” ประโยคของพระมเหษีเทวีแม่ชีบุญของข้าก้องกังวาลหนักแน่น มองตรงไปยังดวงตาของทั้งสองพ่อลูก ดังต้องการจะให้เข้าไปอยู่ในร่างของชายที่อยู่เบื้องล่างทั้งสองคน

เจอประโยคนี้เข้าไปถ้าฉันเป็นมหาอำมาตยนายกคงไม่ใช่แค่ก้มหน้าติดพื้นแต่คงทรงตัวไม่ได้แนบไปกับพื้นเลยทีเดียว แต่สิ่งที่เห็นคือมหาอำมาตยนายกถวายบังคมให้กับบุคคลที่นั่งอยู่บนบัลลังก์สูงเบื้องหน้าและรับคำว่า

“หน้าที่นี้ยิ่งใหญ่สำหรับครอบครัวของข้าพเจ้ายิ่งหนัก ข้าพเจ้าจะดูแลกำชับทุกคนให้ทำหน้าที่นี้ด้วยความเปี่ยมล้นในน้ำพระราชหฤทัยของทั้งสองพระองค์พะยะค่ะ"

“ขอเจ้าจงฝึกรณกฤตให้ทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ปลูกฝังหัวใจและจิตวิญญาณของเขาต่อหน้าที่ที่มีกับศศิพิน ให้ข้ากับพระมเหษีเทวีได้ประจักษ์ด้วยสายตาและความรู้สึกด้วยเถิด

“พะยะค่ะ”

ก่อนที่ทั้งสองจะคลานออกพ้นประตู รณกฤตก็หันไปยิ้มให้กับพระจันทร์ดวงน้อยที่ลอยอยู่ข้างพระวิสูตร ซึ่งส่งสายตาดุดันให้กับเขา

เด็กหนุ่มที่ชื่อรณกฤตนั้น ฉันรู้สึกว่าคล้ายใครคนหนึ่งที่เคยรู้จักเป็นอย่างมาก แต่นึกไม่ออก คุ้นเคยทั้งใบหน้า กิริยาท่าทาง แต่ก็ไม่คิดที่จะถามคุณลุงอำมาตย์ เพราะฉันควรรู้แค่ในสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็นเท่านั้น หน้าที่ของฉันคือผู้ดู ฉันเริ่มเข้าสู่บริกรรมภาวนาอีกครั้งเพื่อวิปัสสนาญาณที่สงบร่มเย็นขึ้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น