ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 30 สาวสวมหน้ากาก(1)

ชื่อตอน : ตอนที่ 30 สาวสวมหน้ากาก(1)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.9k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 09:38 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 30 สาวสวมหน้ากาก(1)
แบบอักษร

"น่าแปลก ดูเหมือนจะไม่มีการหลบซ่อนของนินจา รวมถึงกับดัก"

 

 

 

นี่เป็นวันที่สองแล้วที่คาซึยะสำรวจพื้นที่ภายในป่ามรณะ แต่เขาก็ไม่พบสิ่งใดหลบซ่อนอยู่เลย แม้แต่หมาแมวก็ยังไม่มี หรือสองหมู่บ้านจะมาสอบจูนินกันอย่างจริงจัง ?

 

 

 

'เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน'

 

 

 

ฟึบ

 

 

 

"ทางทิศเหนือและข้างเคียงในป่ามรณะไม่พบอะไรเลย มันแปลกๆนะคาซึยะ หรือพวกมันไม่คิดจะโจมตีในการทดสอบที่สอง"

 

 

 

ร่างของเด็กผมขาวเงินในชุดเอ็นบุหน้ากากสุนัขจิ้งจอกสีขาวลายส้มโผล่ออกมาด้านหลังของคาซึยะและกล่าวรายงานสถานการณ์แบบจริงจัง

 

 

 

"ไม่! การทดสอบที่สองนั้นเหมาะมากที่สุดในการที่จะลอบเข้ามาและสังหารผู้สอบ ยังไงนายก็เฝ้าระวังทางนั้นเอาไว้ก่อน"

 

 

 

"รับทราบ"

 

 

 

ปุ้งงงงง~

 

 

 

ร่างของคาคาชิกลายเป็นควันขาว ส่วนคาซึยะที่กำลังนั่งบนกิ่งไม้ก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย ทำไมไม่มีใครแอบลอบเข้ามาบ้างนะ แบบนี้เขาก็คันมือคันไม้จนเหี่ยวเฉาตายกันพอดี

 

 

 

และในขณะที่คาซึยะกำลังบ่นภายในป่ามรณะ อีกด้านหนึ่งของหมู่โคโนฮะมีร่างของคนผู้หนึ่งในชุดเกราะโดะมารุสีม่วงอ่อนกำลังยืนเฝ้ามองหมู่บ้านที่แสนสงบสุขอยู่บนบนศิลาสลักรูปโฮคาเงะรุ่นที่สามสวมรอยยิ้มแปลกๆ

 

 

 

ใบหน้าของคนผู้นี้ค่อนข้างอ่อนหวานและสวยงามแต่สายตากับเต็มไปด้วยแรงแค้นที่ไร้จุดสิ้นสุด ดวงตาแดงฉานลายโทโมเอะสามวงเป็นสิ่งที่สื่อตัวตนและสายเลือดของคนผู้นี้

 

 

 

"เซ็ตสึ เมื่อไหร่ที่แผนควรจะเริ่มต้น ฉันเริ่มเบื่อหน่ายการรอคอยแล้วนะ"กล่าวจบก็มีร่างขาวดำผุดขึ้นมาจากดินและกล่าวด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

 

 

 

"กรุณาใจเย็นๆ ท่านอาซามิ รอคอยอีกสักพัก อีกไม่นานที่ความสนุกจะเริ่มต้นขึ้น"

 

 

 

"ได้เช่นนั้นก็ดี ว่าแต่ชิมูระ ดันโซตอนนี้อยู่ที่ไหนฉันค่อนข้างอยากตอบแทนที่ดูแลเทคแคร์พ่อกับแม่ของฉันสักเล็กน้อย"

 

 

 

น้ำเสียงของคนที่ชื่ออาซามิค่อนข้างติดตลก แต่กลิ่นอายที่ปล่อยออกมารอบตัวเขากลับเต็มไปด้วยความแค้น ความอำมหิต จนขนาดเซ็ตสึที่มีตัวตนเช่นคุโรเซ็ตสึยังสนกลัวอย่างช่วยไม่ได้ 

 

 

 

"ตะ ตอนนี้ดูเหมือนเขากำลังลอบพูดคุยแผนกับคาเสะคาเงะรุ่นที่สามและซึจิคาเงะรุ่นที่สี่ เพื่อหวังลอบสังหารโฮคาเงะรุ่นที่สามหลังเริ่มการสอบจูนินรอบที่สาม"

 

 

 

"ยังเป็นคนที่น่าสนใจเช่นเดิม แต่ก็ดีให้พวกมันสังหารกันเองนี่แหละน่าสนุกที่สุด"

 

 

 

"แต่มันคงเป็นไปไม่ได้ โคโนฮะมีผีน้อยแสนน่ากลัวอยู่ตัวหนึ่ง ท่านอาซามิยังจำถึงสิ่งที่ท่านมาดาระบอกไว้หรือไม่ ว่าไม่ให้ท่านกระตุ้นผีน้อยตนนั้นอย่างไม่จำเป็นโดยเด็ดขาด"

 

 

 

เซ็ตสึกล่าวเตือนอย่างจริงจังและดูระมัดระวังตัวยามพูดถึงผีน้อยที่เติบโตจนเกินกว่าเขาจะคาดเดาได้ เกรงว่าในอนาคตเจ้าผีน้อยนี่แหละเป็นตัวปัญหามากที่สุดในแผนการอ่านจันทรานิรันดร์เพื่อปลุกมารดา

 

 

 

"ผีน้อยแห่งโคโนฮะ อุจิวะ คาซึยะ เด็กน้อยผู้น่ากลัวราวกับบรรพบุรุษอุจิวะ มาดาระคนที่สองนั่นน่ะหรอ"

 

 

 

"ใช่ แต่ถ้าเป็นท่านอาซามิผู้สืบทอดเจตจำนงที่แท้จริงของท่านมาดาระก็น่าจะพอสูสีกับผีน้อย"

 

 

 

อาซามิไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม แต่ในหัวกับคิดด้วยท่าทีไม่ชอบใจ สูสีหรอหึฉันผู้นี้เนี่ยนะสูสีกับเจ้าเด็กน้อยนั่น ตลกหมูกระทะเท่งโหน่งชะชะช่าเกินไปแล้วเจ้าเซ็ตสึจะดูถูกฉันคนนี้มากไป

 

 

 

"ดูเหมือนฉันต้องไปพบปะกับเขาเสียหน่อย ที่ป่านั่นสินะ"

 

 

 

ฟึบ~

 

 

 

"ดะ เดี๋ยวก่อนท่านอาซามิ โถ่โว้ยยัยเด็กเปรตเธอนี่ก็เป็นตัวปัญหาไม่ต่างจากเจ้าเด็กนั่นเลยสักนิด!"

 

 

 

เซ็ตสึดำได้แต่บ่นก่อนจะมุดดินตามอาซามิไปอย่างร้อนรน ส่วนอาซามิไปที่ป่ามรณะด้วยความเร็วที่มาก เธอคว้าหน้ากากสีขาวลายคล้ายลายเนตรสังสาระมีโทโมเอะสามวงมาสวมใส่ ช่องดวงเผยให้เห็นเนตรวงแหวนที่กำลังหมุนวนกลายเป็นเนตรวงแหวนลายมากะทามะสามดวงที่หางเข้าหากันราวกับถูกดูด

 

 

 

"มาดูกันว่าฉันหรือเธอใครจะเหนือกว่ากัน!"

 

 

 

แน่นอนว่าคาซึยะที่กำลังสอดส่องหาผู้ลักลอบเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงตัวตนที่เต็มไปด้วยความมืดมิดจากด้านหลังของเขาเช่นกันเขาหันหลังกลับไปมองและรู้สึกแปลกใจที่มีคนบ้าสวมหน้ากากกำลังพุ่งมายังจุดที่เขาอยู่

 

 

 

"สวมหน้ากากเหมือนโอบิโตะในสงครามโลกนินจาครั้งที่สี่ คงจะเป็นหมากตัวหลักของปู่ทวดสินะ ปะทะที่นี่คงไม่ดี"

 

 

 

คาซึยะเริ่มเคลื่อนที่ไปยังจุดที่ห่างไกลจากป่ามรณะ จนในที่สุดเขาก็มาถึงในจุดที่ห่างไกลจากป่ามรณะพอสมควร สายตาเหล่มองผู้ที่กำลังพุ่งมาด้วยความประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าจะมีคนตามความเร็วของเขาทันได้แบบนี้

 

 

 

ฟึบ

 

 

 

"เข้าใจเลือกสถานที่ดีนี่อุจิวะ คาซึยะ"

 

 

 

เสียงหวานๆแต่เต็มไปด้วยความเย็นชาใต้หน้ากากทำให้คาซึยะถอนหายใจ อย่างที่คิดอาซามินั้นเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่ไม่คิดเลยว่าปู่ทวดจะเอาหมากแบบนี้มาใช้งาน นี่เขาคิดอะไรอยู่กันแน่ถึงได้เอาคนบ้าแบบนี้มา

 

 

 

"เป็นธรรมดาฉันแค่ไม่อยากให้คนอื่นตื่นตกใจน่ะ มีอะไรก็รีบๆทำฉันไม่ค่อยมีเวลามาเล่นกับเธอนักหรอก"

 

 

 

คาซึยะพูดด้วยสีหน้าเฉยชาราวกับสิ่งตรงหน้าไม่ใช่เรื่องน่าสนใจ แต่ร่างกายกับเตรียมพร้อมรบไว้อยู่เสมอ เพราะยัยนี่คือตัวอันตรายของแท้ และเขายังไม่รู้ความสามารถของยัยนี่ด้วยดังนั้นจะประมาทไม่ได้เด็ดขาด

 

 

 

'เนตรวงแหวนกระจกเงาหมื่นบุปผา ? ไม่สิลายเส้นกลมทับซ้อนนั่นน่าจะลายเนตรนิรันดร์ ดูเหมือนปู่ทวดจะค่อนข้างทุ่มเทกับเธอคนนี้มากเป็นพิเศษ'

 

 

 

"แม้ปากจะใจเย็นแต่ร่างกายกลับเตรียมพร้อมไว้อยู่เสมอ เจ้าเป็นคนที่น่าชื่นชม มันคงจะดีถ้าเจ้าโตขึ้นและกลายเป็นผู้ชายของข้า แต่น่าเสียดายที่เจ้าคงต้องตายวันนี้!"

 

 

 

อาซามิกล่าวจบก็พุ่งเข้าหาคาซึยะในทันที เธอสะบัดมือซ้ายเบาๆ และก็มีเคียวสีดำที่ยึดติดกับเหล็กเส้นสีดำต่อกันหลายสิบชิ้น ในขณะที่มือขวาประสานอินไว้

 

 

 

"Katon: Ryūen Hōka no Jutsu(คาถาไฟ : เพลิงมังกรคำราม)"

 

 

 

เพลิงสีส้มนับยี่สิบลูกถูกพ่นออกมาจากอาซามิ มันเริ่มแปรสภาพกลายเป็นหัวมังกรและพุ่งเข้าหาคาซึยะด้วยความเร็วสูง นี่เป็นคาถาเพลิงต้นตำหรับของมาดาระดูท่ายัยนี่จะได้การสืบทอดมาอย่างเต็มรูปแบบเลยสิท่า

 

 

 

"Suiton: Daibakufu no Jutsu(คาถาน้ำ : กระแสน้ำวนยักษ์)"

 

 

 

น้ำไหลทะลักออกมาจากร่างกายของคาซึยะจนเกิดเป็นคลื่นสึนามิที่สูงเกือบสามเมตรก่อนที่น้ำจะเริ่มก่อตัวเป็นเกลียวพายุหมุนพุ่งเข้าใส่เพลิงหัวมังกรของอาซามิ

 

 

 

ตู้มมมมมม

 

 

 

การระเบิดครั้งใหญ่ทำให้เกิดหมอกควันแผ่กระจายเข้าปกคลุมพื้นที่จนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่ภายใต้หมอกนี้กับมีร่างสองร่างพุ่งเข้าหากันด้วยความเร็วสูง คนหนึ่งถือเคียวแต่อีกคนถือกุนไบซึ่งทั้งเคียวและกุนไบต่างก็เป็นมรดกตกทอดของอุจิวะ มาดาระ!

 

 

 

เคร้งงง!!!

 

 

 

"น่าสนใจกว่าที่คิด เป็นผู้ชายที่น่าสนใจถ้ายอมมาเป็นผู้ชายของฉันผู้นี้ ฉันจะปล่อยเธอให้รอดสักครั้งว่าไง ?"

 

 

 

อาซามิที่ใช้เคียวหมายเก็บเกี่ยวชีวิตของเด็กชาบพยายามพูดเกลี้ยกล่อม น้ำเสียงดูยั่วยวนชวนตัณหา แม้เด็กชายตรงหน้าจะมีอายุน้อยกว่าเธอสามสี่ปี แต่ถ้าโตขึ้นเขาต้องยิ่งใหญ่ ถ้าเขายอมต่อเธอแผนการในอนาคตก็จะง่ายยิ่งขึ้นแต่น่าเสียดาย

 

 

 

"อวดดีจริงๆยัยเซ่อ Sen'ei Tajashu(คาถาหัตถ์อสรพิษประสาน)"

 

 

 

งูสีขาวยาวนับสิบตัวพุ่งออกจากใต้แขนเสื้อทึ่ถือกุนไบของคาซึยะ มันเริ่มพันธนาการร่างของอาซามิ เหล่างูเริ่มขดตัวบีบรัดร่างของเธอ ดวงตาใต้หน้ากากมองงูที่พันธนาการร่างของตนอย่างสนใจ

 

 

 

"ใช้คาถาของโอโรจิมารุได้ด้วย เห~ไม่เบาเลยนี่แต่ว่าของพรรค์นี้ใช้กับฉัน ไม่ได้หรอกนะ"

 

 

 

อาซามิค่อยๆเดินออกมาจากการพันธนาการอย่างสบายๆ ราวกับการยึดจับนั้นไม่มีอยู่จริงพลังแบบนี้ไม่ผิดแล้วยัยนี่มีพลังแบบเดียวกับโอบิโตะแต่ดูแล้วน่าจะทรงพลังยิ่งกว่าคงเป็นเพราะเนตรของเธอคือเนตรกระจกเงาหมื่นบุปผานิรันดร์ และยัยนี่น่าจะเป็นญาติพี่น้องของเจ้างี่เง่านั่นด้วย โลกนี้มีคามุยสามคนแล้ว

 

 

 

"คามุยระยะใกล้หรอ เป็นความสามารถที่น่ารำคาญจริงๆ"

 

 

 

"ขอบคุณสำหรับคำชมเดี๋ยวฉันจะแสดงพลังแห่งการพันธนาการที่แท้จริงให้เธอได้ชม"

 

 

 

ฟึบ ร่างของอาซามิมาโผล่ตรงหน้าของคาซึยะชั่วพริบตา มือขาวๆข้างซ้ายลูบไล้สัมผัสเข้าที่อกของเด็กชายเบาๆดูถนุถนอม ดวงตาของเธอเริ่มมีน้ำตาโลหิตไหลรินออกมาจากหน้ากากหยดลงสู่พื้น

 

 

 

"ในเมื่อเจ้าไม่ยินดีที่จะเป็นของๆฉันก็จงกลายเป็นดวงดาวประดับโลกนินจาซะ Amatsu-Mikaboshi : Chibaku tensei (เทพดาราแห่งความชั่วร้าย : ดาราสวรรค์ระเบิดพิภพ)"

 

 

 

วิ้งง คลื่นนนนนนนนน~!!!

 

 

 

พลังทรงกลมเท่าเม็ดลูกอมฝังเข้าไปในร่างกายของคาซึะ แผ่นดินเริ่มสะเทือนอย่างรุนแรงและเกิดรอยแตกพังทลาย ร่างของเด็กชายลอยขึ้นไปบนฟ้าอย่างไร้ทางต้าน พื้นดินและหินทั่วบริเวณรวมถึงภูเขาเริ่มแตกตัวออกเป็นชิ้นๆค่อยๆพุ่งเข้าพันธนาการร่างกายของคาซึยะอย่างรวดเร็ว

 

 

 

'คาถาของเนตรสังสาระ พลังเทพของเนตรยัยนี่ทรงพลังมาก!'

 

 

 

คาซึยะที่ถูกพันธนการค่อนข้างตกใจไม่คิดเลยว่าจะมีเนตรทีมีความสามารถของเนตรสังสาระอยู่ด้วยแบบนี้ ไม่สิเขาก็มีอยู่เหมือนกันนี่ แต่พลังระดับนี้น่าจะทรงพลังยิ่งกว่าตอนที่นางาโตะใช้จับนารูโตะตอนเป็นเก้าแปดหางเสียอีก ถึงว่าทำไมปู่ทวดถึงเลือกยัยนี่แทนที่จะเป็นโอบิโตะ

 

 

 

ตู้มๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ

 

 

 

"ฮ่าๆ เป็นไงนี่แหละพลังของฉัน น่าเสียดายที่มันจบแล้ว!"

 

 

 

เสียงหัวเราะแสนบ้าคลั่ง ดูชอบใจของอาซามิค่อยๆดังขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับบนท้องฟ้าดวงดาวที่ถูกสร้างจากดินและหินทั่วบริเวณจนกลายเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงหนึ่ง

 

 

 

" นี่หรอผีน้อยแห่งโคโนฮะ ก็ไม่เท่าไหร่เลยนี่ แต่น่าน่าเสียดาย ฉันอยากได้เธอจริงๆ"

 

 

 

อาซามิเงยหน้ามองดวงดาวบนท้องฟ้าสักพักก่อนจะตัดสินใจเดินหายเข้าไปในเงามืด ทิ้งให้เซ็ตสึที่คอยแอบมองอยู่ตลอดเบิกตากว้างโต เพราะเขาไม่เคยคิดจริงๆ ว่ายัยเด็กนี่จะเป็นสัตว์ประหลาดแบบนี้

 

 

 

"มาดาระไปเจอสัตว์ประหลาดแบบนี้ได้ยังไง แต่ว่าด้วยพลังแค่นี้จะผนึกเจ้าผีน้อยได้นานแค่ไหน ? ถึงจะมีพลังที่แข็งแกร่งแต่ก็ยังไร้ซึ่งประสบการ"

 

 

 

เซ็ตสึรู้สึกเสียดายถ้ายัยเด็กนั่นยังอยู่ต่อสักระยะ น่าจะผนึกเจ้านี่ได้อย่างถาวร ผิวสองสีค่อยๆเงยหน้ามองดาวเคราะห์น้อยที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า เพียงครู่เดียวก็มีเสียงสั่นสะเทือนและแสงขาวดำแปลกๆ ราวกับมีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

 

 

 

'ด้วยพลังขนาดนี้ยังพันธนาการเจ้าหนูนี่ได้เพียงหนึ่งนาทีเองหรอ ?'

 

 

 

ตู้มมมมมมมมมมมม!!!

 

 

 

"ฮา~สดชื้นชะมัด เกือบเผลอหลับเลยแฮะข้างในนั้นเย็นสบายสุดๆเลยน่าเสียดายนิดหน่อยนะเนี่ย ไว้ไปหายัยนั่นให้ผนึกอีกทีก็น่าจะดี"

 

 

 

เสียงกวนเบื้องล่างดังมาจากข้างบนเจ้าเช็ตสึได้แต่ถอนหายใจ เจ้าหนูนี่แค่ใช้มือของซูซาโนโอะขั้นแรกทุบดาวก็เป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ สมชื่อเจ้าผีน้อยสายเลือดหลักของอินดราและอาชูร่าจริงๆ

 

 

 

เซ็ตสึรีบใช้โอกาศนี้มุดลงดินลงเพื่อไม่ให้เจ้าปีศาจน้อยสังเกตุเห็นมัน แต่น่าเสียดายที่คาซึยะนั้นสังเกตุเห็นมันอยู่ตลอดตั้งแต่เริ่มต่อสู้ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใช้พลังเทพของเนตรออกไปเพราะเกรงว่าจะถูกมันเก็บข้อมูลไป สายตามองไปยังจุดที่เซ็ตสึจากไปและยิ้มที่มุมปาก

 

 

 

"รีบหนีจังนะคุโรเซ็ตสึ นายนี่เป็นคนที่น่าเบื่อชะมัด"

 

เมื่อวานไม่สะดวกลงเพราะพาน้องชายของไรท์ไปโรงพยาบาล

เจ้าตัวเป็นไข้หนักกลัวจะชัก

แถมดันลืมเอาโทรศัพท์ไปเลยไม่ได้ลง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น