Mamymind

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พี่ชายเพื่อน 15 [Rewrite]

ชื่อตอน : พี่ชายเพื่อน 15 [Rewrite]

คำค้น : พี่ชายเพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 22k

ความคิดเห็น : 193

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2563 22:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่ชายเพื่อน 15 [Rewrite]
แบบอักษร

 

พี่ชายเพื่อน 15 

 

 

เขมินท์รู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองดูอวบๆขึ้นยังไงไม่รู้ กางเกงที่ใส่ประจำก็เริ่มแน่นจนรู้สึกอึดอัดจนทำให้ในวันหยุดนี้เขมินท์ต้องมาเดินหาซื้อเสื้อผ้าใหม่โดยมีสองพ่อลูกที่ตามติดมาด้วย ทั้งๆที่ตนเองกะจะมาคนเดียวแท้ๆ  

 

“คุณแม่ครับ โมเดลชอบสีชมพู” พอเขมินท์กำลังยืนเลือกเสื้ออยู่ โมเดลที่เริ่มพูดเก่งกว่าเดิมก็บอกเขมินท์ว่าชอบแบบนู้นแบบนี้ ไม่รู้ว่าช่วงนี้เขมินท์ปล่อยลูกชายอยู่กับผู้เป็นพ่อมากไปรึเปล่าถึงเริ่มมีนิสัยช่างเลือกขึ้นมาแบบนี้ได้ 

 

“ไม่ได้หรอกครับ คุณแม่ต้องใส่ไปทำงานด้วย” เขมินท์บอกปฏิเสธลูกชายเพราะส่วนใหญ่เขมินท์ก็มักจะใส่แค่เสื้อขาวหรือดำเท่านั้น ไม่ค่อยใส่เป็นสีๆเท่าไรเวลาไปทำงาน 

 

“สีชมพูน่ารักออกครับ เพราะคุณแม่น่ารักใส่อะไรก็น่ารัก”  

 

“ปากหวานจริงๆเลยนะครับ แต่คุณแม่ว่าตอนนี้โมเดลพาคุณพ่อไปนั่งกินโกโก้เย็นรอคุณแม่ก่อนนะครับ คุณพ่อของโมเดลก็หน้าซีดหมดแล้วด้วย พาคุณพ่อไปพักนะครับ” เขมินท์มองไปยังด้านหลังลูกชายที่มีเตชิตยืนดมยาดมจนผิดลุคอยู่ ทั้งๆที่ตนเองบอกว่าจะมาเองแท้ๆ ก็ไม่รู้จะรั้นตามมาทำไม แถมช่วงนี้เตชิตก็ดูเหมือนจะไม่สบายด้วย เขมินท์บอกให้ไปหาหมอก็ไม่ไป บอกยากกว่าโมเดลเสียอีก ทั้งหัวรั้นและพูดยากสุดๆ น่าตีให้ขาลายเป็นอย่างมาก  

 

“ก็ได้ครับ ไปครับคุณพ่อไปเป็นเด็กดีรอคุณแม่ซื้อของกับโมเดลนะครับ” โมเดลจูงมือคุณพ่อไปรอที่ร้านขนมใกล้ๆตามที่คุณแม่บอก แถมช่วงนี้คุณพ่อก็เป็นเด็กดีเหมือนโมเดลเลยคุณแม่พูดอะไรก็ฟัง ว่าง่ายเป็นที่สุด! 

 

หลังจากสองพ่อลูกเดินออกไปแล้ว เขมินท์ก็ได้หันกลับมาเลือกเสื้อและกางเกงต่อด้วยความสบายใจ ซึ่งพอเลือกได้ก็ไปลองชุดและระหว่างลองชุดเขมินท์ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าตนเองมีพุงน้อยๆยื่นออกมาทักทาย แต่เขมินท์ก็คิดแค่ว่าตนเองนั้นก็แค่อ้วนขึ้นเท่านั้นคงไม่ได้เป็นอะไรแถมช่วงนี้ทำงานหนักเลยกินเยอะอาจจะลงพุงก็ได้ 

 

“ให้ตายสิ สงสัยต้องหาเวลาออกกำลังกายซะบ้างแล้ว” เขมินท์พูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนชุดออกและลองตัวอื่นต่อด้วย ซึ่งกว่าเขมินท์จะซื้อของเสร็จเตชิตก็สั่งชามะนาวมากินไปแก้วที่สามแล้ว 

 

“คุณเตชิต ผมว่าคุณไปหาหมอเถอะหน้าคุณซีดมากเลย” เขมินท์ที่กลับออกมาหาสองพ่อลูกก็เห็นว่าบนโต๊ะมีแก้วชามะนาวไปแล้วสามแก้วที่เตชิตเป็นคนสั่ง ส่วนของลูกชายก็เป็นโกโก้และเค้กที่หมดลงพอดี  

 

“ไม่ไป ฉันไม่ได้ป่วยสักหน่อย” 

 

“ไม่ได้ป่วย แต่คุณกินอะไรแปลกๆมาเป็นเดือนแล้วนะ หน้าก็ซีด ได้กลิ่นอาหารก็เวียนหัว ไม่ได้ป่วยเลยสักนิดเนอะ” 

 

“ไม่ไป” 

 

“เป็นเด็กรึไงกัน ไม่ไปก็ไม่ไป แล้ววันนี้คุณจะตามมาทำไมไม่สบายอยู่แท้ๆ” 

 

“ก็ฉันอยากได้เสื้อไง ถามมากจริงน่ารำคาญ” 

 

“อยากได้ก็ไปซื้อครับจะได้กลับบ้าน ผมเห็นสภาพคุณแล้วอีกไม่เกินครึ่งชั่วโมงคุณต้องเริ่มอาเจียนขึ้นมาอีกแน่ๆ” ถึงแม้ช่วงที่ผ่านมาเขมินท์จะทำงานหนักแต่ใช่ว่าจะไม่สังเกตอาการของเตชิตเลย ในทุกๆวันเตชิตมักจะมีอาการอ่อนเพลียจนหลับก่อนเขมินท์ตลอด อาหารอะไรก็กินไม่ได้หรือถ้ากินได้ก็จะกินแต่ของเปรี้ยวๆ นี่ถ้าเขมินท์คิดแบบโง่ๆตนเองจะคิดว่าเตชิตกำลังตั้งท้องแต่จะเป็นไปได้ยังไงล่ะในเมื่อคนถูกกระทำคือเขมินท์ไม่ใช่เตชิตสักหน่อย…. 

 

หลังจากที่เขมินท์พาเตชิตไปซื้อเสื้อเสร็จแล้วและกำลังจะเดินไปที่ลานจอดรถ เตชิตก็เริ่มที่จะหงุดหงิดกับคนที่เริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆจนแทบจะเดินชนกันขึ้นมา ใบหน้าเข้มเริ่มขาวซีดลงเรื่อยๆเมื่อได้กลิ่นน้ำหอมไม่พึงประสงค์จากซ้ายทีขวาทีจนแทบอยากจะอาเจียนออกมาในตอนนี้เสียให้ได้ 

 

“ไหวมั้ยครับ โมเดลครับรีบเดินนะครับคุณพ่อเราจะไม่ไหวแล้ว” 

 

“ได้ครับคุณแม่ คุณพ่อฮึบนะครับ เดี๋ยวก็ถึงรถแล้ว” โมเดลบอกก่อนจะเดินจูงมือคุณพ่อและเดินเร็วขึ้นเพื่อให้ถึงรถเร็วๆก่อนคุณพ่อจะอาเจียนขึ้นมาเหมือนตอนอยู่ที่บ้าน 

 

คุณพ่อนี่นะ ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่เก่งเลย เด็กน้อยกว่าโมเดลอีก~~ 

 

 

หลังจากกลับมาถึงบ้านเตชิตก็มีอาการนั่งกอดชักโครกอยู่ในห้องน้ำไม่ยอมออกมาเป็นชั่วโมงแล้ว เขมินท์ก็เลยลองเดินไปเปิดประตูเข้าไปดูก็เห็นสภาพของเตชิตที่ดูไม่ค่อยดีเท่าไร ก็เลยเดินเข้าไปพยุงอีกคนออกจากห้องน้ำก่อนจะหยิบยาดมและลงเดินไปเอาน้ำมะนาวเปรี้ยวๆจากห้องครัวเพื่อเอามาให้อีกคนจิบเผื่ออาการจะดีขึ้นมาบ้าง แต่ก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไรเลยสักนิด เพราะสีหน้าของเตชิตไม่ได้ดีขึ้นเลย 

 

“คุณเตชิตคุณต้องไปหาหมอนะ สภาพคุณมันดูแย่มาก” 

 

“ไม่ไป” 

 

“ป่วยขนาดนี้ยังจะไม่ไปอีก คุณอายุเท่าโมเดลรึไงกัน บอกยากจริงๆเลย” 

 

“หนวกหูน่า” เตชิตบอกก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงและพอนอนไปสักพักก็ได้กลิ่นหอมๆมาจากหมอนที่เขมินท์นอนหนุนอยู่ทุกคืน เตชิตเลยหยิบขึ้นมาดมและพอได้กลิ่นหอมๆจากหมอนของเขมินท์ก็เหมือนจะอาการดีขึ้น อาการเวียนหัวอยากอาเจียนแบบตอนแรกก็ลดลงจนเตชิตเผลอเอาหน้าแนบลงไปกับหมอนจนหน้าของเตชิตจมลงไป ทำให้เขมินท์เองที่ยืนมองอาการของคนเอาหมอนของตนเองไปดมแถมยังเอาหน้าแนบชิดเข้าไปจนอีกนิดคงจะขาดหายใจก่อนจะเดินเข้าไปดึงหมอนของตนเองออกมา 

 

โรคจิตรึไงนอนดมหมอนคนอื่น! 

 

“เอาคืนมาเขมินท์ อย่าให้ฉันต้องโมโหนะ” 

 

“ผมจะยอมให้คุณนอนดมหมอนก็ต่อเมื่อคุณไปโรงพยาบาลกับผมนะคุณเตชิต ไม่งั้นคุณอย่าหวังว่าจะได้ทำตัวโรคจิตนอนดมหมอนคนอื่นเลย” 

 

“เฮ้อ! ไปก็ไป น่าเบื่อจริงๆเลย” เตชิตบอกก่อนจะลุกขึ้นแล้วดึงหมอนของเขมินท์ติดมือออกไปด้วย เขมินท์เห็นแบบนั้นเลยรีบเดินตามลงไปเพราะกลัวเตชิตจะไม่ยอมไปหาหมอตามที่พูด  

 

นี่ตนเองก็ไม่ได้เป็นห่วงอะไรหรอกนะ แค่ไม่อยากเห็นใครบางคนเป็นลมล้มตายในห้องน้ำก็เท่านั้น! 

 

 

ในโรงพยาบาลช่วงค่ำๆของวันนี้ ถือว่าโชคดีที่มีคนไม่เยอะและด้วยความเป็นถึงผู้ป่วยระดับวีไอพีทำให้เตชิตได้รับการเข้าตรวจได้อย่างรวดเร็ว เขมินท์เองตอนแรกจะไม่เข้าไปด้วยแต่ก็ถูกเตชิตลากเข้าไปด้วยจนได้  

 

แล้วอาการของอีกฝ่ายเป็นแบบนี้จะไม่ให้เขมินท์บอกว่าเตชิตเริ่มป่วยจนเพี้ยนไปแล้วได้ยังไง! 

 

“ร่างกายคุณเตชิตก็ไม่มีอะไรผิดปกตินะครับ ไข้ก็ไม่มี ผลเลือดก็ไม่มีอะไร นอกจากอาการอาเจียนและอยากกินของเปรี้ยวๆ มีอาการอื่นๆอะไรอีกมั้ยครับ” คุณหมอมองผลตรวจในมืออย่างละเอียดก่อนจะพูดออกมาด้วยความแปลกใจ อาการแบบนี้ตนเองที่เป็นหมอแม้จะรู้สึกคุ้นเคยแต่ก็ยังไม่กล้าแจ้งออกไปเพราะใครๆก็รู้ว่าคุณเตชิตนั้นยังไม่แต่งงานสักหน่อยจะมีอาการเหมือนแพ้ท้องแทนภรรยาได้ยังไงกัน 

 

“ไม่ป่วยจริงๆเหรอครับคุณหมอ จะเป็นไปได้อย่างไร”  

 

“เอ่อ… ไม่ทราบว่าคุณคือ…” 

 

“เขมินท์ เป็นแม่ของลูก” ยังไม่ทันที่เขมินท์จะเอ่ยตอบคุณหมอเตชิตก็ตอบขึ้นมาเองเสียก่อน ทำให้ทั้งเขมินท์และคุณหมอหันไปมองหน้าเตชิตอย่างตกใจ 

 

“คุณเตชิต!” 

 

“แล้วมันไม่จริงรึไงกัน โมเดลก็ลูกฉัน นายก็เป็นแม่ของลูกฉันผิดตรงไหนกัน เหอะ” 

 

“เอ่อ.. งั้นเอาอย่างนี้นะครับ เดี๋ยวหมอจะให้ยาบำรุงร่างกายกับคุณเตชิตแล้วหมอขอตรวจร่างกายคุณเขมินท์ไปด้วยเลย” 

 

“ไม่เป็นไรครับคุณหมอ ผมไม่ได้ป่วยไม่ต้องตรวจหรอกครับ” เขมินท์ปฏิเสธ 

 

“มาแล้วก็ตรวจๆไปเถอะ เรื่องมากจริงๆ จัดการเลยหมอเดี๋ยวฉันจะออกไปรอข้างนอก” เตชิตสั่งหมอให้ตรวจเขมินท์ได้เลยก่อนจะเดินออกจากห้องตรวจไปเพื่อจะออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่อื่นแทน  

 

เหม็นกลิ่นสาปยาจะแย่! 

 

หลังจากที่เตชิตออกไปแล้วเขมินท์ก็ถูกจับตรวจปัสสาวะและตรวจเลือดและร่างกายทั่วๆไปและก็ยังไม่จบที่ตรงนั้น เพราะพอผลตรวจออกมาคุณหมอก็สั่งให้เขมินท์ไปนอนลงที่เตียงก่อนจะเลิกเสื้อเขมินท์ขึ้นและทาเจลลงที่หน้าท้องก่อนจะใช้เครื่องตรวจแนบลงมา ซึ่งการกระทำของคุณหมอที่กำลังทำอยู่แบบนี้เขมินท์รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูกและก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเล็กน้อย เพราะการที่ตรวจแบบนี้มันก็แปลได้เพียงความหมายเดียวเท่านั้นและเขมินท์ก็ภาวนาว่าอย่าให้เป็นอย่างที่ตนเองคิดเลย…. 

 

“ยินดีด้วยครับ คุณตั้งครรภ์ได้เจ็ดสัปดาห์แล้ว” หลังจากที่หมอซาวด์ดูอย่างละเอียดก่อนจะเก็บเครื่องมือและเอ่ยบอกว่าที่คุณแม่ที่ตอนนี้เหมือนกำลังช็อกจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ 

 

“ท้องเหรอครับ…” 

 

“ครับ เดี๋ยวหมอจะนัดวันตรวจและให้ยาบำรุงไปทานนะครับ คุณเขมินท์ก็ดูแลร่างกายตัวเองดีๆนะครับในช่วงนี้เพราะยังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะแท้งได้ง่ายๆ” 

 

“ครับคุณหมอ แต่ผมขอร้องคุณหมออะไรสักอย่างได้รึเปล่าครับ” 

 

“เรื่องอะไรครับ ถ้าไม่ผิดจรรยาบรรณของแพทย์หมอก็ยินดีช่วย” 

 

“อย่าบอกเรื่องที่ผมตั้งท้องกับคุณเตชิตนะครับ เดี๋ยวผมจะขอเป็นคนบอกเค้าด้วยตัวเอง” 

 

“ได้ครับ หมอรับปาก”  

 

ถึงจะบอกคุณหมอไปแบบนั้น เขมินท์ก็คิดว่าตนเองคงไม่เอ่ยปากบอกออกไปหรอก เราไม่ได้รักกันสักหน่อย การที่ลูกคนที่สองเกิดมาเขมินท์ก็เลี้ยงลูกได้ถึงแม้เค้าจะเกิดเพราะความผิดพลาดขึ้นมาอีกครั้งก็ตาม…. 

 

 

“ทำไมหน้าซีดๆ หมอบอกว่านายเป็นอะไรมากรึเปล่า” เตชิตถามขึ้นเมื่อเห็นเขมินท์หน้าซีดๆ ตั้งแต่ออกมาจากโรงพยาบาลมาจนอดถามขึ้นไม่ได้ 

 

“ไม่ได้เป็นอะไร ว่าแต่คุณเถอะอาการดีขึ้นรึยัง” 

 

“ดีแล้ว ฉันไม่ป่วยตายง่ายๆหรอก เหอะ!” 

 

“ก็ดีครับ ผมขี้เกียจจะดูแลคุณ” 

 

“ฉันไม่เคยขอร้องให้นายมาดูแลเลยสักนิดเถอะเขมินท์” เขมินท์เหลือบตามองคนปากเก่งที่ยังกอดหมอนของเขมินท์กลับบ้านด้วยระหว่างทางที่ขับรถอยู่ ตอนแรกเขมินท์จะแย่งออกแล้วเอาไปไว้ที่เบาะหลังแต่เตชิตก็ไม่ยอมปล่อย เขมินท์เลยต้องยอมให้อีกคนเป็นตัวโรคจิตแบบนี้ต่อไป  

 

ระหว่างทางกลับบ้านเขมินท์ก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไปใส่เตชิตอีก เตชิตเองก็แอบหลับไปเพราะความเพลียจากการอาเจียนเกือบทั้งวันเช่นเดียววัน เขมินท์ที่ขับรถเองก็ต้องขับรถด้วยความเร็วที่คงที่ไม่เร็วและช้าเกินไปเพื่อที่จะกลับบ้านอย่างปลอดภัยและระหว่างที่ติดไฟแดงบางครั้งก็เอามือลูบจับท้องของตนเองและแอบลอบมองไปยังพ่อของลูกที่หลับอยู่ด้วยก่อนจะถอนหายใจออกมา  

 

ซึ่งพอคิดๆดูแล้วเขมินท์เองก็ไม่สามารถที่จะปกปิดเรื่องท้องไปได้ตลอดเวลา เพราะยังไงเราก็ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเพื่อดูแลโมเดลที่กลายเป็นลูกชายคนโตแล้ว จะให้เขมินท์หนีหายไปเหมือนตอนท้องโมเดลก็คงจะไม่ได้ ยังไงเตชิตก็คงไม่ยอมให้เขมินท์พาโมเดลหนีหายไปได้แน่ๆ ดังนั้นตนเองควรจะคิดดีๆเสียแล้วว่าจะทำยังไงดีเพื่อที่จะได้ทางออกที่ดีที่สุดว่าเขมินท์ควรจะบอกหรือปกปิดแล้วหาทางออกต่อไปดี….. 

 

 

หลังจากกลับมาถึงที่บ้านเขมินท์ก็เดินแวะเข้าไปดูโมเดลที่ห้องนอนของโมเดลก่อน ลูกชายของตนที่ตอนนี้กำลังนอนดูการ์ตูนในไอแพดอยู่บนเตียงพร้อมเสียงหัวเราะคิกคักไม่หยุดอย่างน่าเอ็นดูกับรอยยิ้มไร้เดียงสานั้นก็ทำให้คนเป็นแม่รู้สึกดีและโล่งใจไม่ได้ที่ลูกชายยังมีความสุขในบ้านหลังนี้ตลอดเวลาตั้งแต่เข้ามาอยู่ 

 

“โมเดลครับ ยังไม่นอนอีกเหรอครับ ถึงเวลานอนแล้วนะครับคนเก่ง” 

 

“โมเดลรอคุณแม่กับคุณพ่อครับ” 

 

“คุณพ่อกลับมาแล้วครับแต่คุณพ่อเพลียเลยอาบน้ำและเข้านอนไปแล้ว และตอนนี้โมเดลของคุณแม่ก็นอนได้แล้วเหมือนกันนะครับ พรุ่งนี้คนเก่งของคุณแม่จะได้ตื่นมาดูแลคุณพ่อดีมั้ยครับ” 

 

“ดีครับ งั้นโมเดลนอนแล้วก็ได้ครับ ฝันดีนะครับคุณแม่ จุ๊บโมเดลก่อนนอนด้วยนะครับ” 

 

“ครับคนเก่ง ฝันดีนะครับคนเก่งของคุณแม่ จุ๊บ!” เขมินท์บอกฝันดีลูกชายก่อนจะก้มจูบหน้าผากลูกชายส่งท้ายก่อนจะห่มผ้าให้และดึงไอแพดมาเก็บไว้ และก็ไม่ลืมที่จะปิดไฟและเดินออกจากห้องของลูกชายเพื่อกลับห้องของตัวเอง  

 

และพอกลับเข้ามาในห้องก็เห็นเตชิตที่เข้าไปอาบน้ำตอนกลับถึงบ้านที่ตอนนี้ก็นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงแล้ว เมื่อเขมินท์เห็นแบบนั้นเลยลงไปชั้นล่างเพื่อที่จะหานมอุ่นๆสักแก้วดื่มรองท้องก่อนที่จะกินยาบำรุงของช่วงเย็นแล้วค่อยอาบน้ำนอน โชคดีที่ท้องนี้เขมินท์ไม่มีอาการแพ้ท้องหนักเหมือนตอนท้องโมเดล ช่วงนั้นเขมินท์แทบจะกินอะไรไม่ได้เลยต้องฝืนกินทั้งน้ำตาเพื่อให้โมเดลตัวน้อยในท้องมีสารอาหารที่เพียงพอ แต่อาการแพ้ท้องของเขมินท์นั้นไม่หยุดแค่นั้นเพราะบางครั้งตนเองก็แพ้ท้องหนักจนแทบจะเป็นลมตอนขับรถ แต่ก็โชคดีที่เขมินท์ยอมขับรถเบี่ยงจอดข้างทางพักก่อนเลยไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้น อีกอยากในตอนนั้นอารมณ์คนท้องก็มักจะมีช่วงที่อ่อนไหวง่ายมากๆ บางครั้งเขมินท์ก็ท้อจนร้องไห้ออกมาที่ตัวเองต้องมารับชะตากรรมที่แสนโหดร้ายแบบนี้ การตั้งท้องโดยที่ไม่มีใครดูแลมันลำบาก บางครั้งเป็นตะคริวช่วงกลางดึกเขมินท์ต้องพยายามนวดขาตัวเองด้วยความลำบากแถมโมเดลก็ยังตัวใหญ่มากทำให้ตนเองมีความอุ้ยอ้ายแถมยังลำบากในการเดินและขยับตัวแบบสุดๆ จนในที่สุดเขมินท์ต้องย้ายลงมานอนที่ชั้นล่างของบ้านแทน และพอนึกถึงช่วงเวลาแบบนั้นเขมินท์ก็อดที่จะน้ำตาไหลออกมาไม่ได้ เพราะสิ่งที่อดทนมาตลอดก็ทำให้เขมินท์มีเทวดาตัวน้อยเกิดขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้  

 

โมเดลถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดของเขมินท์เลยและตอนนี้ก็ยังมีตัวน้อยๆอีกคนในท้องเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเพิ่มขึ้นมาด้วย 

 

“เป็นเด็กดีและแข็งแรงนะครับตัวน้อย อีกไม่กี่เดือนเราก็จะได้เจอกันแล้ว” เมื่อดื่มนมเสร็จเขมินท์ก็ก้มบอกเจ้าตัวน้อยในท้องก่อนจะลูบท้องของตนเองเบาๆตบท้าย ซึ่งการกระทำของเขมินท์นั้นทำให้คนที่กำลังจะเดินเข้ามาแอบหลบมุมฟังที่เขมินท์พูดก่อนจะล่าถอยออกไปเงียบๆ  

 

และในท่ามกลางดึกของคืนนี้ที่มีแต่ความเงียบสงบและเสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอของคนบนเตียงที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวหลับสนิทอยู่ เตชิตก็ค่อยๆลุกขึ้นมาจากเตียงเบาๆ ก่อนจะเดินไปยังโต๊ะทำงานของใครบางคนแล้วค้นหาอะไรบางอย่าง พอเจอสิ่งที่หาก็อดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ก่อนจะวางสิ่งที่หาเจอกลับที่เดิมและเดินกลับมานอนบนเตียงก่อนจะโยนหมอนข้างที่เขมินท์เอามาขวางไว้ออกแล้วดึงตัวเขมินท์ที่นอนหันหลังให้เข้ามาแนบชิดและก็วางมือลงบนตำแหน่งหน้าท้องก่อนจะกระซิบบางอย่างที่ข้างหูของเขมินท์ 

 

“นายกับลูกเป็นของฉันเขมินท์” 

 

 

 

..........................................100%................................................... 

อิพี่โมเมเก่งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง 

ความคิดเห็น