Sawachi Yuki
email-icon facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Special :: Together with you is my favorite place to be :: [100 Per]

ชื่อตอน : Special :: Together with you is my favorite place to be :: [100 Per]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 6k

ความคิดเห็น : 23

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2562 22:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Special :: Together with you is my favorite place to be :: [100 Per]
แบบอักษร

Special 

Together with you is my favorite place to be. 

(พุฒิ X เจโรมี) 

100 Per 

 

 

 

“เหนื่อยเหรอครับ” 

“เปล่า” 

“งั้นก็เบื่อ” 

“นิดหน่อย” 

“แล้วสาเหตุหลักคืออะไรล่ะครับที่ทำให้คุณพุฒิทำหน้าไร้อารมณ์ได้ขนาดนี้ เวลาอยู่กับผม คุณพุฒิไม่เคยทำหน้าแบบนี้เลยนะครับ” 

“อยากอยู่กับนาย” 

“ผมก็อยู่ตรงนี้แล้วไงครับ” 

“ฉันอยากใช้เวลาอยู่กับนายก่อนที่นายจะเริ่มทำงาน” 

“กลัวว่าเวลาของเราจะไม่ตรงกันเหรอครับ ไม่ต้องห่วงหรอกครับ เราแค่ปรับเวลากันใหม่ มาทำงานด้วยกัน กลับบ้านด้วยกัน วันหยุดก็อยู่ด้วยกัน ที่ทำงานก็ยังได้เจอกัน คุณพุฒิคิดไปถึงไหนเนี่ยครับ” พีรพุฒิได้ยินแบบนั้นก็สบายใจลง แต่มีคำหนึ่งที่ทำให้นึกถึงอะไรบางอย่างได้ 

“ฉันยังไม่ได้ดูบ้านไว้เลย อยากให้นายมาช่วยเลือก” พีรพุฒิพูดเรื่องบ้านขึ้นมา เจโรมีรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันทีที่จะได้พูดเรื่องบ้าน 

“ผมอยากให้ไม่ไกลจากบ้านคุณลุกคุณป้าเท่าไหร่น่ะครับ” ร่างโปร่งเสนอ 

“อืม ฉันก็คิดแบบนั้น ในหมู่บ้านมีหลังหนึ่งที่เขาประกาศขายอยู่ เราซื้อที่นั่น ทุบแล้วสร้างใหม่ทั้งหมดเลยดีไหม ฉันไม่ชอบใช้บ้านที่คนอื่นเคยอยู่มาก่อน” พีรพุฒิถามความคิดเห็น  

“ก็ดีเหมือนกันครับ ผมโอเค ไม่ไกลจากบ้าน จะได้แวะไปหาท่านได้บ่อยๆ ด้วย”  

“งั้นตกลงตามนี้นะ จะให้ฉันจัดการหรือนายอยากทำ” พีรพุฒิถามต่อแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตามที 

“ผมขอจัดการเองครับ!”  

กระตือรือร้นมาก...เอาเถอะ พีรพุฒิเองก็รู้แก่ใจว่าเจโรมีชอบการออกแบบ การตกแต่งเป็นพิเศษแต่ที่ไม่เรียนด้านนี้โดยตรงก็เพราะว่าเรียนจบมาก็ไม่ได้ใช้ความรู้ตรงนั้นอยู่ดี แต่เมื่อว่างๆ ก็จะศึกษาในสิ่งที่ชอบอยู่เสมอ 

“งั้นเราทำด้วยกันก็แล้วกัน”

“ผมขอจ้างทีมออกแบบและก่อสร้างจากบริษัทของคุณเพลิงนะครับ พอดีว่าผมรู้จักกับธีร์เพื่อนของคุณพัฒน์น่ะครับ” เจโรมีขอซึ่งทำเอาพีรพุฒิขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ยอมพยักหน้า

“ไอ้เด็กนั่นน่ะเหรอ ตามใจ”

“คุณพุฒิเหมือนจะไม่ชอบธีร์ยังไงก็ไม่รู้นะครับ”

“ไม่รู้สิ ฉันไม่เคยพูดด้วยเท่าไหร่ เจอแค่หน้าเอง”

“คุณพุฒิคิดว่ายังไงครับ”

“ไอ้พัฒน์น่ะเหรอ คนนี้ของจริงล่ะ แต่มันคงจะรู้ใจตัวเองช้ามาก มันไม่เคยมีความรัก ก็รอดูมันต่อไปก็แล้วกัน”

“ไม่คิดว่าคุณพุฒิก็ดูออก ตอนที่ผมไปช่วยคราวนั้นนะ ผมไม่เคยเห็นคุณพัฒน์เป็นห่วงและคอยดูแลใครแบบนี้มาก่อนเลย ก็พอจะเดาความสัมพันธ์ได้บ้าง”

“อืม...เลิกพูดเรื่องมันเถอะ เข้าเรื่องเราดีกว่า” พีรพุฒิเปลี่ยนเรื่อง

“ขอโทษครับ เอาเป็นว่าผมจะจ้างบริษัทของธีร์ พรุ่งนี้ช่วงเช้าเราไปคุยเรื่องซื้อบ้านกัน”

“ไม่ต้อง เดี๋ยวจัดการให้ ฉันมีเบอร์อยู่”

“งั้นเหรอครับ โอเค ฝากด้วยนะครับ”

พีรพุฒิต่อสายไปหาวนิดาทันทีแล้วสั่งให้เลขาของตนจัดการติดต่อเจรจาซื้อบ้านหลังนั้นจากเจ้าของบ้านคนเก่าให้ ระหว่างรอเลขา เขาสองคนก็พูดคุยกันเรื่องแบบบ้านว่าจะทำยังไง โดยพีรพุฒิไม่ค่อยมีไอเดียเท่าไหร่ ปล่อยให้เจโรมีนำเสนอมาเรื่อยๆ ความจริงแล้วเขายังไงก็ได้ เพราะรู้ว่าเจโรมีจะทำให้บ้านของเราออกมาดีที่สุด

“เราอยู่กันสองคนบ้านไม่ต้องใหญ่มากก็ได้นะครับ สนามหญ้าใหญ่หน่อยแล้วจัดสวนเอาไว้ผ่อนคลาย ผมอยากให้มีสวนทั้งหน้าบ้านและหลังบ้านเลย คุณพุฒิว่ายังไงครับ”

“แบบนั้นก็ดี ฉันชอบอะไรที่ธรรมชาติ สดชื่น”

“มีสระว่ายน้ำ เอ้อ โรงจอดรถทำสำหรับกี่คันดีครับ”

“ฉันมีสองอยากได้อีกคัน”

“งั้นทำห้าคันนะครับ เผื่อมีคนมาบ้านด้วย”

“อืม”

พีรพุฒิยิ้มขณะที่สายตามองเจโรมีซึ่งกำลังตั้งใจจดรายละเอียดลงกระดาษที่เจ้าตัวก็เป็นคนเดินไปหยิบมันมาจากโต๊ะทำงานของพีรพุฒิเมื่อครู่นี้

ร่างสูงวางงานบนโต๊ะทั้งหมดเก็บไว้ทำวันหลัง ดีที่ว่าเขาจัดการงานเร่งด่วนเสร็จไปแล้วเมื่อช่วงเช้า งานที่เหลือก็ไม่ได้มีอะไรมาก เร่งทำวันจันทร์ช่วงเช้าก็ทัน เพราะฉะนั้นตอนนี้เลยมานั่งหาแบบบ้านด้วยกัน ทั้งคู่ค้นหาภาพจากอินเทอร์เน็ตเพื่อดูเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบบ้าน

ผ่านไปสักพักเลขาสาวก็เข้ามาในห้องพร้อมแจ้งว่าทางเจ้าของบ้านยินดีจะขายโดยยึดราคาตามการประเมินราคาที่ได้ประเมินไว้ก่อนประกาศ หญิงสาวส่งใบที่ทางนั้นแฟกซ์มาให้เจ้านายทันที พีรพุฒิรับไปอ่านเห็นตัวเลขที่ต้องเสียก็ยื่นมันกลับไปให้เลขาเหมือนเดิม

“จัดการเลยครับ”

“ได้ค่ะท่านประธาน ทางนั้นเขาแจ้งมาว่าถ้าต้องการซื้อทันทีเขาก็พร้อมที่จะทำสัญญาซื้อขายและโอนบ้าน โอนที่ดินได้เลยค่ะ”

“นัดเขาเข้ามาได้เลยครับ”

“ได้ค่ะท่าน มีอะไรให้ดิฉันรับใช้อีกไหมคะ”

“ไม่มีครับ ขอบคุณ”

“ดิฉันขอตัวนะคะท่าน”

ก่อนจะกลับออกไป หญิงสาวหันไปยิ้มแสดงความยินดีกับเจโรมีเล็กน้อยซึ่งร่างโปร่งก็ได้ยิ้มกลับทั้งหน้าแดงๆ เพราะรู้สึกเหมือนถูกล้อผ่านทางสายตา

การสร้างบ้าน สร้างครอบครัวกับคนที่เรารักเป็นความฝันของทั้งคู่ ในวันนี้เราสองคนเดินทางไปด้วยกันอีกระดับหนึ่งแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ด้วยกันมาตลอด แต่หลังจากที่เรากลายเป็นคนรักกันมันก็มีเส้นคั่นสำหรับเราสองคนอยู่ดี เราแยกห้องกัน เราต้องแคร์สายตาพ่อแม่เวลาอยู่กับท่าน เราไม่สามารถแสดงความรักในทุกส่วนของบ้านได้เลย

เราจะเปลี่ยนจากคนรักกันเป็นคู่ชีวิตในอีกไม่นาน…

 

ณ ห้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับ โรงแรมชัยบดินทร์ แกรนด์

บรรยากาศในงานเป็นไปอย่างสนุกสนาน พนักงานของบริษัทได้รับประทานอาหารดีๆ จนอิ่มหนำไปถ้วนหน้า คณะผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นที่มาร่วมงานก็ได้ร่วมรับประทานอาหารอีกห้องหนึ่งแยกจากห้องที่เลี้ยงพนักงาน ทุกคนให้การต้อนรับการกลับมาของเจโรมีเป็นอย่างดี

“คุณพุฒิกับคุณเจโรมีไม่คิดจะจัดงานแต่งงานหรือครับ เรื่องของคุณสองคนก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปแล้ว น่าจะจัดงานให้สมเกียรติ สมฐานะหน่อยนะครับ”

พีรพุฒิฟังด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ส่วนเจโรมีก็ยิ้มตามมารยาท

“คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ มันแปลกจะตายงานแต่งงานของผู้ชาย” เจโรมีตอบ

“ไม่แปลกหรอกครับ ยังไงความรักมันก็ไม่มีพรมแดนอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องแคร์สายตาคนอื่น” ลูกพี่ลูกน้องของพุฒิพูดขึ้น

“ก็จริงอย่างที่คุณวุธพูดนะครับ” เจโรมีเห็นด้วยกับญาติผู้พี่ของพีรพุฒิที่ตอนนี้เป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารในบริษัท และผู้บริหารส่วนใหญ่ก็เป็นญาติกับพีรพุฒิ ส่วนน้อยก็จะเป็นเหล่าคนที่อยู่มานานไต่เต้าตำแหน่งขึ้นมาด้วยความสามารถ

“อย่าลืมแจกการ์ดพวกเรานะครับ”

ร่างโปร่งเพียงยิ้มรับเท่านั้น ไม่ได้ตอบตกลงอะไรไป เพราะเขาเชื่อว่าตัวเองกับพีรพุฒิคงไม่มีงานแต่งงานอะไรทั้งนั้น แค่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายรับรู้และยอมรับความสัมพันธ์ของเรา เป็นครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เราก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขได้ไม่ต่างจากคู่รักชายหญิงที่มีงานแต่งงานกันหรอก

ความรักของเรามันเคยไม่เป็นที่ยอมรับในอดีต แม้ปัจจุบันมันจะเป็นเรื่องธรรมดาที่รับได้ของสังคม แต่กฎหมายก็ไม่ได้บัญญัติไว้ว่าสามารถจดทะเบียนกันได้ สำหรับความรักของเพศเดียวกัน การแต่งงานของพวกเขาก็คือการที่เราสัญญาจะอยู่ด้วยกันต่างหาก

ไม่จำเป็นต้องมีพิธี ไม่จำเป็นต้องมีลายลักษณ์อักษร แค่เรารับรู้มันและสลักเอาไว้ในใจก็พอ

งานเลี้ยงดำเนินไปอย่างราบรื่น พนักงานสนุกสนาน เป็นงานเลี้ยงที่เน้นดื่มกิน พูดคุยและชมการแสดงจากเหล่านักร้องชื่อดังเจ้าของเพลงดัง ฮิตติดกระแสมาให้เหล่าพนักงานชม เมื่อห้องของผู้บริหารรับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้วพีรพุฒิก็อนุญาตให้ทุกคนกลับได้หรือจะเข้าไปดูการแสดงของนักร้องที่ห้องจัดเลี้ยงสำหรับพนักงานก็ได้แล้วแต่ต้องการ แต่พีรพุฒิต้องพาเจโรมีไปทักทายกับเหล่าพนักงานที่เวทีก่อน เขาถึงจะกลับกันได้

พีรพุฒิยืนรอเจ็มที่ข้างๆ เวที ทุกคนเงียบกริบเมื่อเห็นผู้บริหารอยู่ในห้องด้วย หลายคนไม่เคยเห็นก็จ้องมองพีรพุฒิอย่างเพ้อฝัน หากแต่เจโรมีซึ่งอยู่บนเวทีก็เรียกความสนใจจากทุกคนได้ไม่แพ้กัน ร่างโปร่งกล่าวคำขอบคุณที่มางานเลี้ยงต้อนรับของตน ทั้งแนะนำตัวเองให้กับพนักงานใหม่ๆ ได้รู้จัก กล่าวไปสักประมาณสิบนาทีก็ปล่อยให้ทุกคนสนุกกันต่อ เจโรมีลงไปทักทายกับผู้จัดการแผนกและหัวแผนกงานต่างๆ อย่างสนิทสนม บางคนก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นมาใหม่จนเจ็มไม่รู้จักบ้างอยู่หลายแผนก สองปีที่ผ่านมาคงมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเยอะมากเลยล่ะ

ไม่นานพีรพุฒิก็พาเจโรมีออกไปจากห้องจัดเลี้ยงเพื่อกลับบ้านไปพักผ่อนเมื่อเห็นว่าเวลาดึกพอสมควร คนรักของตนเดินทางมาถึงเมื่อเช้าวานนี้ ทั้งวันนี้ก็คุยแต่เรื่องแบบบ้านโดยมีคุณหญิงทับทิมคอยช่วยแนะนำด้วย เพราะว่าเธอเองก็ชอบการตกแต่งบ้านเป็นพิเศษ พีรพุฒิจึงคิดว่าคนรักคงเหนื่อยมากแต่ก็พยายามฝืนเพื่อใช้เวลาชดเชยให้กับเขา

คล้อยหลังคู่รักผู้บริหารเหล่าพนักงานก็ต่างพากันพูดคุยเกี่ยวกับเจ้านายเสียงดังไปทั่ว ไม่สนใจพิธีกรที่กำลังพูดอยู่บนเวทีเลยสักนิด โดยเฉพาะกลุ่มของเหล่าเลขาที่นั่งเมาท์เจ้านายอยู่กันอย่างสนุกปาก แต่สิ่งที่พูดก็มีแต่เรื่องดีๆ ของทั้งคู่เท่านั้น

“สองคนเขาเหมาะสมกันมากเลยนะคะ” กุลทิตาว่า

“ใช่ พี่ก็เห็นเป็นแบบนั้น ทั้งสองท่านวางตัวต่อหน้าพวกเราดีเสมอ ไม่มีการทำรุ่มร่ามอะไรกันเลย แถมคุณเจ็มยังน่ารักใจดีอีก” วนิดาพูดสมทบใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม

ถึงพีรพุฒิจะเย็นชาและดุมากในสายตาพนักงาน แต่คนที่ใกล้ชิดอย่างเลขารับรู้ได้ถึงความอ่อนโยนของพีรพุฒิเมื่อมีเจโรมีอยู่ในสายตา

“ผู้ชายอย่างท่านประธานนี่คงเป็นคนรักมั่นคงแน่ๆ เลย”

“อิจฉาจังเลยนะคะ” เลขาของเหล่าผู้บริหารท่านอื่นก็ต่างพากันอิจฉาตาร้อนปนเสียดายผู้ชายหน้าตาหล่อ ฐานะร่ำรวยอย่างพีรพุฒิและเจโรมีไป

พวกเธอเลือกไม่ถูกว่าจะอิจฉาใครเลย ท่านประธานของพวกเธอก็ดีแต่ดุมาก ส่วนคุณเจโรมีของพวกเธอก็หล่อนิสัยยังดีมากอีกต่างหาก ให้เลือกจริงๆ ก็ขอเป็นหนุ่มลูกครึ่งดีกว่า

“เหมือนพระเอกนิยายเลยนะคะท่านประธานเนี่ย”

“นั่นสินะ”

“ว่าแต่ใครพระเอก ใครนางเอกกัน อยากรู้จริงๆ”

“ท่านประธานต้องเป็นพระเอกอยู่แล้วล่ะ”

“ไม่นะ คุณเจ็มอาจจะเป็นก็ได้”

เสียงหัวเราะของเหล่าเลขาสาวของคณะผู้บริหารดังคิกคักเมื่อหัวข้อการสนทนาเปลี่ยนมาเป็นทายว่าใครคือพระเอก ใครคือนางเอก…

 

6 เดือนผ่านไป

บ้านของทั้งสองคนสร้างเสร็จเรียบร้อยตามแบบที่มืออาชีพเนรมิตได้ดั่งใจ ไร้ปัญหาในการก่อสร้างเพราะชื่อเสียงและมาตรฐานที่ดีของ PLEUNG Real Estate บริษัทในเครือของอภิหชัยบดินทร์กรุ๊ป บ้านขนาดกลางสองชั้น สวนใหญ่อลังการหากแต่ร่มรื่นมากจนคนที่มาร่วมงานทำบุญขึ้นบ้านใหม่วันนี้ต่างพูดเสียงเดียวกันว่าบ้านน่าอยู่มาก

วันนี้เป็นวันทำบุญขึ้นบ้านใหม่ นิมนต์พระมาสวดโดยญาติพี่น้อง เพื่อนคนสนิทที่ว่างก็มาร่วมงานที่บ้านของพวกเขาด้วย เพราะพุฒิกับเจ็มก็ถือโอกาสเลี้ยงฉลองหลังจากทำพิธีเรียบร้อยแล้ว

“ยินดีด้วยนะเว้ย”

“ขอบใจมากเฮีย ไม่คิดว่าจะมา” พีรพุฒิรับของแสดงความยินดีจากเพื่อนรุ่นพี่อย่างตรัยภูมิมา ข้างๆ มีอิทธิพัทธ์ยืนยิ้มให้เจโรมีอยู่ข้างๆ กับคนรัก

“ต้องมาสิวะ งานกินฟรี”

“พูดให้มันดูดีหน่อยดิเฮีย น่าเกลียด” หันไปปรามคนรักเบาๆ

“ช่างเถอะ”

พีรพุฒิพาทั้งสองคนไปแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนๆ ของเจโรมีที่มากันเพียงนฤเคนทร์กับชนนนเท่านั้น ชาร์ลอยู่ต่างประเทศ พีรพัฒน์ไม่ได้มาแต่ตอนวันที่ย้ายของเข้าบ้านพัฒน์ได้มาช่วยแล้ว วันนี้ติดงานเลยไม่มา อีกสาเหตุหนึ่งก็คือไม่ชอบคนเยอะด้วย ส่วนเพื่อนรักอย่างโรมันติดงานที่ต่างประเทศพอดี แต่ก็ส่งของขวัญแสดงความยินดีมาให้ก่อนหน้านี้แล้ว เป็นสมาร์ททีวีเครื่องใหญ่เลย

เกือบยี่สิบชีวิตที่มาร่วมรับประทานอาหาร ส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องมากกว่า เจโรมีนั่งมองเด็กๆ ที่เป็นหลานของพีรพุฒิกับลูกๆ ของชนนน วิ่งเล่นกันแล้วหัวเราะเสียงสดใสดังไปทั่วทั้งสนาม ร่างโปร่งยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้เห็นเหล่าเด็กๆ สนุกกัน

“อยากมีลูกหรือมึง” ชนนนถาม

“หือ? ก็อยาก แต่ว่ากูไม่มีหรอก”

“ให้คนหนึ่ง เอาไหม?”

“ถามจริง” เจโรมีตวัดสายตาไปมองเพื่อนด้วยประกายวาววับ ชนนนหัวเราะเสียงดัง จนนฤเคนทร์ซึ่งกำลังคุยกับตรัยอย่างสนอกสนใจหันมามองอย่างฉงน พีรพุฒิเองก็ไปเข้าห้องน้ำ

“มีอะไรวะ”

“เปล่าๆ” ชนนนตอบเพื่อนขำๆ

ร่างโปร่งส่ายหน้าเบาๆ แล้วหันไปจ้องพวกเด็กๆ วิ่งเล่นกันต่อ มองเพลินจนไม่รู้เลยว่าร่างสูงกลับมานั่งที่เดิมแล้วและเห็นทุกอย่างด้วยสายตาของเขา

พีรพุฒิกังวลที่เห็นว่าเจโรมีดูจะชอบเด็กมากขนาดนั้น จนกลัวว่าวันหนึ่งเจโรมีต้องการผู้หญิงสักคนมาเป็นแม่ของลูกให้ตัวเอง

ถ้าเป็นแบบนั้น พีรพุฒิคงทนไม่ได้เป็นแน่

“ลุงพุฒิ!!!” เด็กน้อยวัยสี่ขวบคนหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหาพีรพุฒิ ร่างสูงจำได้ว่าเป็นลูกชายของญาติผู้น้อง เจ้าเด็กตัวเล็กดูไร้เดียงสาเกาะขอเขาแล้วเงยหน้ามองตาอย่างออดอ้อน

พีรพุฒิมองกลับอย่างเรียบเฉยไม่มีความรู้สึกอะไรกับเด็กคนนี้เลย ไม่เอ็นดู ไม่ได้ชอบ และก็ไม่ได้เกลียด เขาเฉยๆ กับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าเด็ก แต่ถ้าไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่หลาน เขาจะติดรำคาญและอาจจะตวาดไปเลยด้วยซ้ำ

“มีอะไร”

“ทำไมลุงพุฒิไม่สร้างสนามเด็กเล่นด้วยล่ะฮับ พวกเราชอบที่นี่อยากมาเล่นบ่อยๆ”

“นี่บ้านลุง”

“ใช่ฮับ”

ไอ้เด็กนี่ พูดไม่รู้เรื่องไงวะ...ร่างสูงเงยหน้าสบตากับคนรักที่มองมาด้วยรอยยิ้มชอบใจ เห็นทีว่าจะขอความช่วยเหลือไม่ได้แล้วล่ะ มองไปยังคนอื่นๆ ก็ต่างพากันมองมาที่พีรพุฒิเป็นตาเดียว

ทุกคนรู้ว่าเด็กกับพีรพุฒิคือความไม่เข้ากันสุดๆ จึงอยากรู้ว่าจะทำยังไง ไม่ต่างจากแม่กับย่าของเด็กที่กำลังมองมาอย่างลุ้นๆ เหมือนกัน

“เพราะเป็นบ้านของลุงพุฒิไงคับ วินซ์กับน้องๆ เลยอยากมาเล่นบ่อยๆ”

“เดี๋ยวลุงทำที่บ้านให้”

“ไม่อาว บ้านวินซ์มีแล้ว แต่วินซ์อยากให้ที่นี่มีด้วย”

“ทำไมลุงต้องมี”

“เพราะวินซ์กับน้องจะมาเล่นกับลุง กับอาเจ็มทุกวันหยุดเลยคับ”

พีรพุฒิได้ยินแบบนั้นก็ครุ่นคิดไป ถ้าหลานๆ เขามาเล่นที่บ้านบ่อยๆ จะทำให้เจโรมีเลิกคิดอยากจะมีลูกหรือเปล่านะเอาวะ ลองดู อย่างน้อยก็มีเด็กให้เลี้ยงตั้งหลายคน เจโรมีคงชอบ ส่วนเขา...ต้องทำใจให้ชินเข้าไว้

“อืม เดี๋ยวลุงทำให้”

“เย้!! งั้นวินซ์ไปบอกข่าวดีน้องๆ ก่อนนะคับ”

ร่างสูงพยักหน้านิ่งๆ มองเด็กที่มีศักดิ์เป็นหลานชายวิ่งเข้าไปหากลุ่มเด็กๆ ที่ยืนรอคำตอบอย่างลุ้นๆ พอเห็นว่าหลานๆ กระโดดโลดเต้นดีใจแล้ววิ่งไล่กันต่อ พีรพุฒิก็หันหน้ามามองเจโรมี

คำตอบรับที่คาดไม่ถึงทำเอาทุกคนตกใจ แต่เจโรมีกลับหัวเราะออกมาเบาๆ ทำไมจะไม่รู้ว่าพีรพุฒิคิดอะไร เพราะตอนที่ร่างสูงกำลังครุ่นคิด เขาเอาแต่มองเจโรมีไม่วางตาเสียขนาดนั้น

สาเหตุคงมีเขาอยู่ในนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์

“ฉันทำถูกไหม”

“ฮะๆ ถูกแล้วครับ นั่นหลานๆ ของคุณพุฒิทั้งนั้น ถ้าหลานอยากจะมาเล่นด้วย นั่นก็เป็นเพราะเด็กๆ ชอบคุณพุฒินะครับ ทีนี้คุณพุฒิจะต้องรู้จักเล่นกับเด็กๆ แล้วล่ะ”

“ไม่...หน้าที่นายก็แล้วกัน”

พีรพุฒิจะอนุญาตให้มาแค่วันเสาร์เท่านั้นแหละ เพราะวันอาทิตย์เขาต้องการเวลาส่วนตัวกับคนรัก ไม่อยากให้ใครมารบกวน

“ยินดีเลยครับ”

เมื่องานเลี้ยงจบลง ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้าน เว้นแต่พ่อแม่ของพุฒิที่ยังคงอยู่ พวกเขาปล่อยให้แม่บ้านจัดการเก็บโต๊ะ เก็บสถานที่ แล้วก็ย้ายมาอยู่ในห้องนั่งเล่นกัน

ทั้งสองคนนั่งพื้นตรงปลายเท้าของผู้ใหญ่ ในมือถือพวงมาลัยมะลิสวยงามคนละพวง พีรพุฒิกับเจโรมียื่นพวงมาลัยให้กับคนที่อยู่ตรงหน้า ก้มกราบแทบเท้าของผู้มีพระคุณทั้งสองพร้อมกันด้วยความรักความเคารพสุดหัวใจ เมื่อเงยหน้า พีรพุฒิก็เห็นว่าคนเป็นแม่กำลังน้ำตาไหลอยู่

“ยื่นมือมาสิพุฒิ”

พีรพุฒิยื่นมือไปให้พ่อ ส่วนเจโรมีก็ยื่นให้คุณหญิงทับทิม ท่านทั้งสองมัดสายสินจน์ที่ข้อมือให้พร้อมกับอวยพร

“ขอให้ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขนะลูก ขอให้บ้านหลังนี้เป็นบ้านที่ทำให้ทั้งสองคนสุขกาย สุขใจ อยู่เย็นเป็นสุข ตอนนี้แกกับตาเจ็มออกมาใช้ชีวิตกันแล้ว วันนี้คือวันแรกที่พวกลูกคือคู่ชีวิต ไม่ใช่แค่คู่รัก หากมีกระทบกระทั่งกัน หากคนหนึ่งเป็นไฟก็ขอให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นน้ำ ประคับประคองชีวิตแล้วเดินไปด้วยกันจนถึงฝั่งฝันอย่างที่สองคนต้องการนะ” พจน์ดนัยอวยพร มือที่เริ่มเหี่ยวตามวัยก็ลูบศีรษะลูกชายกับหลานชายไปพร้อมๆ กัน

“ขอบคุณครับพ่อ”

“ขอบคุณนะครับคุณลุง”

“แม่ก็ขอให้ลูกและเจ็มมีความสุขกับความรัก คนรักที่เลือกด้วยตัวเอง อย่าลืมว่าเคยผ่านอะไรด้วยกันมาบ้าง อย่าลืมว่ากว่าจะมีวันนี้พวกลูกลำบากขนาดไหน ดูแลน้องให้ดี อย่าทำร้ายจิตใจของน้อง ให้เกียรติน้อง อย่าทำให้น้องต้องเสียน้ำตานะตาพุฒิ เจ็ม...ป้าฝากดูแลพี่เขาด้วยนะ”

“ครับแม่...ขอบคุณครับ”

“ขอบคุณครับคุณป้า”

คู่ชีวิตหมาดๆ ก้มกราบแทบเท้าทั้งสองท่านอีกครั้ง แล้วจึงลุกไปสมกอดพวกท่านด้วยความรักและขอบคุณจนไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไรออกมา

พีรพุฒิกระซิบขอบคุณข้างหูพ่อ นี่เป็นอ้อมกอดที่พีรพุฒิกล้าที่จะเป็นฝ่ายสวมกอดผู้เป็นพ่อเป็นครั้งแรก พจน์ดนัยประทับใจจนน้ำตาซึมหางตา เขาตบหลังกว้างใหญ่ของพีรพุฒิเบาๆ ส่วนคุณหญิงก็กอดเจโรมีร้องไห้ น้ำตาแห่งความปิติดีใจที่ได้เห็นคนที่เธอรักมีความสุขสมหวัง

เมื่อผละออกจากอ้อมแขนของพ่อแม่ พีรพุฒิหันไปมองหน้าคนอายุน้อยกว่า สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งรัก เจโรมีเองก็จ้องตอบด้วยแววตาเดียวกัน ใบหน้าของทั้งคู่มีรอยยิ้ม มือใหญ่เอื้อมไปจับมือเล็กมากอบกุมเอาไว้ ไม่มีคำพูดใดเอื้อนเอ่ยออกมา เพราะเราพูดกันผ่านหัวใจ

ฉันรักนาย… 

ผมรักคุณ… 

 

 

 

 

 

+ + + + + [ P U T X J E M ] + + + + + 

จบจริงๆ แล้วนะคะ ขอบคุณที่ติดตามกันมาอย่างยาวนาน ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกคำติและทุกคำชมนะคะ ^^ 

มีอะไรเข้าไปพูดคุย สอบถามหรือติดตามการอัปเดตเรื่องราวต่างๆ ทั้งนิยาย หรือการบ่นพร่ำเพรื่อของยูกิได้ที่แฟนเพจ ทวิตเตอร์นะคะ (ทวิตเตอร์จะเวิ่นเว้อมากกว่า เฟซบุ๊กจะเป็นงานเป็นการหน่อยไม่กล้าบ้ามากเดี๋ยวคนติดตามจะรำคาญ) 

https://www.facebook.com/sawachiyuki/ 

https://twitter.com/Sawachi_Yuki 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น