Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 13 : อย่าแหย่คนแพ้ท้อง

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 13 : อย่าแหย่คนแพ้ท้อง

คำค้น : ฉลามคลั่งรัก

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 9.7k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2562 19:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 13 : อย่าแหย่คนแพ้ท้อง
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 13 : อย่าแหย่คนแพ้ท้อง 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

“แปลว่าเราต้องขึ้นฝั่ง?” ผมเลิกคิ้วใส่

 

“มันเป็นทางเดียวที่จะพิสูจน์ความจริงได้”

 

“…”

 

“แต่ต้องรีบหน่อยนะเพราะพายุใกล้จะมาแล้ว” คุณหมอทำหน้าจริงจัง ส่งผลให้เราสามคนมองหน้ากันเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ส่วนตัวแล้วผมยังไม่อยากกลับ ไม่ใช่ว่าติดใจบ้านพักหรือคนในหมู่บ้าน แต่เพราะว่าเราเพิ่งมาถึงได้ไม่นาน และเรายังไม่ได้เที่ยวด้วยกันแบบจริงจังเลยสักครั้ง ให้กลับตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไหนได้มาอีกไหม

 

ต่างจากทั้งสองคนที่โอเคกับข้อเสนอนั้น

 

“ได้ครับ เดี๋ยวพวกเราจะไปเก็บกระเป๋า”

 

“แต่ดาย พวกเรายังไม่ได้…”

 

“เอาไว้เราค่อยมาใหม่ ตอนนี้คุณสำคัญที่สุดนะโซล” เจ้าตัวแย้งก่อนที่ผมจะพูดจบ “ดีแลน นายไปเก็บกระเป๋าที่บ้าน ฉันจะพาโซลไปรอที่เรือและดูว่าเราพร้อมกลับไหม”

 

“ได้พี่ ผมจะรีบไป”

 

“แล้วคุณหมอล่ะจะกลับไปกับพวกผมไหม หรือจะอยู่ที่นี่ต่อไปเหมือนเดิม” ดายถามอีกคนที่ดูจะชั่งใจ เดาว่าเขาคงยังไม่แน่ใจว่าบนบกยังเหลือคนที่ตามล่าเขาอยู่ไหม ถ้ากลับไปแล้วจะสามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติหรือเปล่า

 

“ฉันไม่แน่ใจ ที่นี่ไม่มีหมอเหลือแน่ถ้าฉันกลับ”

 

“แต่เราต้องพึ่งคุณเพราะคุณรู้เรื่องของพวกเรา” ดายกดเสียงต่ำ “และบนฝั่งคงไม่เหลือใครตามล่าข้อมูลของคุณแล้ว”

 

การลังเลเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ เสียดายที่ดายไม่มีเวลาให้เขาตัดสินใจนักหนา มันทำให้ผมที่ยืนฝั่งอยู่ได้แต่ถอนหายใจ สลัดความน้อยใจที่ฮันนีมูนต้องหยุดชะงักเพราะอาการป่วย เอื้อมมือไปแตะแขนคุณหมอเบาๆ เป็นเชิงขอให้เขาวางใจ

 

“กลับไปด้วยกันเถอะครับ แล้วถ้าคุณหมอไม่โอเค ผมจะให้พวกเขากลับมาส่ง” ใช้น้ำเสียงจริงจังเพื่อให้เขารู้ว่าเขาเป็นคนเดียวที่น่าจะช่วยผมได้ “กลับไปตรวจอาการให้ผมก่อน ผมอยากรู้ความจริงจะได้ปิดจบทุกข้อสงสัย”

 

“เธอแน่ใจไหมว่าทุกอย่างมันจะเรียบร้อยถ้าฉันกลับไป”

 

“เชื่อใจผมเถอะครับคุณหมอโทแวน” ผมพยักหน้าให้เขา สบตากันนิ่งให้เขารู้ถึงความแน่วแน่ อีกอย่างถ้าบนฝั่งมันอันตรายจริง ป่านนี้ผมกับสองสามีอาจจะโดนจับไปแล้วก็ได้ แต่นี่เรายังอยู่ แค่มีปัญหาเรื่องอาการป่วยของผมเท่านั้น คุณหมอยืนคิดอยู่สักพักก็พยักหน้ารับคำ

 

“ฉันเชื่อเธอ”

 

“งั้นผมไปเก็บของก่อนนะ” ดีแลนรีบผละกลับไปที่บ้าน ปล่อยให้เราสามคนจัดการต่อ ดายพาผมไปรอที่เหลือ ช่วยคุณหมอเก็บของเท่าที่จำเป็นไป แน่นอนผมต้องไปลาสตีฟก่อน อีกนัยนึงคือเป็นการชวนเขาให้กลับขึ้นฝั่งไปด้วยกัน

 

เสียดายที่เขายังมีภารกิจช่วยเหลือชาวบ้านที่ต้องทำ ผมเลยให้สัญญาว่าจะส่งเรือมารับเขา

 

ถ้าเกิดเขาส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือไป

 

“คุณไหวไหม คลื่นไส้หรือเปล่า?” ดีแลนถามผมตอนดายขับเรือออกจากเกาะมาสักพัก ผมเวียนหัวนิดหน่อยทั้งที่มั่นใจว่าตัวเองไม่เคยเมาเรือมาก่อน คุณหมอโทแวนเอายาอะไรไม่รู้ให้ผมดมตลอดทาง มันเย็นและทำให้ผมรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง

 

แต่ก็ไม่ดีเท่าไหร่

 

“อีกนานไหมกว่าจะถึง” คุณหมอถาม เขาคงลืมลู่ทางไปหมดแล้ว

 

“อีกสักสองสามชั่วโมงเห็นจะได้” ดายตอบกลับ “อดทนไว้ก่อนนะโซล”

 

“ผมไหว ไม่ได้คลื่นไส้ขนาดนั้น” ผมตอบกลับพร้อมกับฝืนยิ้มให้ มือข้างหนึ่งถือมะม่วงเปรี้ยวที่สตีฟปอกไว้ให้กินระหว่างเดินทาง มันก็อร่อยดีนะ อย่างน้อยก็ผมก็ไม่หิวข้าวเท่าไหร่ “คุณขับต่อไปเถอะ ไม่ต้องห่วงผมหรอก”

 

“ไม่ห่วงไม่ได้ทูนหัว” อยากจะขำให้กับสรรพนามที่เรียกโดยไม่อายคนแก่กว่า ติดแค่ว่าสภาพผมตอนนี้แค่ยิ้มก็เต็มกลืนแล้ว ผมว่าตอนอยู่เกาะ อาการผมยังไม่แย่ขนาดนี้ ไม่รู้ทำไมพออกมาตากแดดแบบนี้แล้วรู้สึกไม่ดีไปหมด จะว่าตัวแห้งก็ไม่ใช่ จะว่าร้อนมากก็ไม่เชิง

 

มันรู้สึกเหมือนน้ำในร่างกายมันจะระเหย ปกติโดนแดดแบบนี้เหงื่อจะออกมาบ้าง แต่นี่ไม่มีสักหยดราวกับว่ายิ่งแดดร้อนมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งแผดเผาน้ำในตัวผมมากขึ้นเท่านั้น

 

“ตัวผมแห้งจัง” ผมพึมพำ “รู้สึกไม่ดีเลย”

 

“ไหนผมดูหน่อย” ผมยื่นแขนให้ดีแลน ให้เขาสัมผัสผิวเนื้อที่ไม่นุ่มนิ่มเช่นทุกวัน “คุณดูเหมือนคนขาดน้ำเลยที่รัก สงสัยวันนี้แดดจะแรงกว่าทุกวัน”

 

“ผมเหมือนปลาเลยให้ตายสิ”

 

“เดี๋ยวผมเอาน้ำมาเช็ดตัวให้หน่อยดีกว่า” ผมพยักหน้า ถอนหายใจเล็กน้อยมองร่างสูงเดินไปหาผ้ากับน้ำมาเช็ดตัวให้ ระหว่างนั้นผมก็นั่งกอดตัวเองไป คุณหมอโทแวนช่วยดายดูเส้นทางแม้ว่าเขาจะจำไม่ค่อยได้ก็ตาม ผมเลียปาก ลำคอแห้งผากจนน่าหงุดหงิด

 

พลันสายตาผมก็หลุบไปมองทะเล หยาดใสกระเซ็นยามความเร็ววิ่งผ่านน้ำ ผมมองเห็นตัวเองสะท้อนจากในนั้น ยื่นมือออกไปสัมผัสละอองน้ำเบาๆ เหมือนกับเด็กเล่นน้ำยังไงยังงั้น ทว่าสิ่งที่น่าสนใจกลับเป็นการที่หยาดทะเลพวกนั้นซึมเข้าไปในผิวผม

 

เติมเต็มส่วนที่แตกระแหง

 

“นี่มันอะไรกัน” ผมเบิกตา มองน้ำพวกนั้นที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ เล่นเอาผมถึงกับตกใจ จากที่หยอกดีแลนว่าผมเหมือนปลาดูท่าว่าผมกำลังจะกลายเป็นปลาขาดน้ำจริงๆ มันทำให้ผมนึกถึงตอนที่สองหนุ่มตัวแห้งเวลาไม่โดนน้ำนานๆ

 

ผิวเขาก็จะประมาณนี้เลย

 

“ไหนขอแขนผมหน่อย ผมจะเช็ดตัวให้”

 

“แต่ผมอยากโดดลงไป”

 

“หา?”

 

“ไปเป็นเพื่อนผมหน่อยที่รัก”

 

“เฮ้ย!”

 

ตู้ม !

 

ไม่รอให้เขาห้ามผมก็กอดคอดีแลนพาหงายลงทะเลไปด้วยกัน เล่นเอาเจ้าตัวร้องลั่น คนบนเรือต่างก็ตื่นตระหนกกับการกระทำของผมเหมือนกัน ทว่าผมกลับไม่สนใจ ทันทีที่ร่างกายสัมผัสน้ำ ผมคล้ายกับคนเกิดใหม่ ผมกลั้นหายใจมองตัวเองที่อยู่ในน้ำ ผิวของผมกลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง นั่นพาให้ผมยิ้มได้

 

ผิดกับดีแลนที่รีบว่ายมาลากผมขึ้นผิวน้ำไป

 

“ทำอะไรของคุณเนี่ยโซล มันอันตรายนะ!” เขาขึ้นเสียงใส่ ฉายชัดถึงความกังวลระคนห่วงใยเต็มใบหน้า สองมือจับแขนผมไว้แน่น รั้งเข้าไปใกล้ตัวพลางเสยผมที่ลงมาปรกหน้าให้เพื่อที่ผมจะได้เห็นว่าเขาตกใจแค่ไหนที่ผมทำแบบนั้น “ถ้าเกิดกระดูกหักหรือเป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง เราอยู่กลางทะเลนะโซล”

 

“แต่เรามีหมอนะดีแลน”

 

“แต่เขาไม่มีเครื่องมือ เขาช่วยอะไรคุณไม่ได้หรอกนะ” ดีแลนดุ คิ้วขมวดกันแน่นเป็นภาพที่ผมไม่ค่อยเห็นนัก ผมจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตั้งแต่ที่เรารู้จักกัน เขาเคยดุผมหรือเปล่า ดายน่ะมีบ้างเพราะเขาโตกว่า แต่คนตรงหน้านี้ไม่น่าจะเคยเลยสักครั้ง

 

ปกติเวลาผมทำอะไรเสี่ยงตาย เขามักจะรอรับ หัวเราะไปด้วยกันเสมอ แต่นี่เขากลับดุผม ทำหน้าจริงจังราวกับผมไปฆ่าใครตาย

 

“ทำไมต้องดุด้วยล่ะครับ ผมแค่อยากว่ายน้ำเอง ผมผิดตรงไหน”

 

“ผิดที่ที่คุณทำมันอันตรายไงที่รัก ใจผมหายวูบเลย ให้ตายสิ” เขาสบถเบาๆ กอดผมไว้แน่นคล้ายกับกลัวผมหายไปจริงๆ “อย่าทำแบบนี้อีกนะ คุณจะทำอีกก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ตอนที่คุณมีลูก...คุณป่วยแบบนี้ มันทำให้ผมกังวลมากนะ”

 

“ก็ผมตัวแห้งนี่น่า ทีคุณยังโดดลงน้ำได้เลย”

 

“โซล” ดายที่คืนร่างจากฉลามมาเป็นคนเรียกชื่อผมเป็นการปราม ผมจึงผละออกจากดีแลน หลุบตาต่ำเมื่อเจอสายตาตำหนิจากพวกเขา “ทำแบบเมื่อกี้ไม่ดีเลยนะ ผมนึกว่าจะเสียคุณไป”

 

“ทำไมต้องคิดมากขนาดนั้นด้วยครับ ทำอย่างกับว่าผมไม่เคยทำไปได้”

 

“แต่คุณต้องเข้าใจว่าคุณป่วยอยู่ ไม่อยากหายหรือไง?”

 

“ก็บอกแล้วไงว่าผมแค่อยากว่ายน้ำ พวกคุณนั่นแหละไม่เข้าใจผมเลย” ผมสวนกลับด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะว่ายหนีพวกเขากลับไปที่เรือ ดายจอดเรือไว้ไม่ไกลจากจุดที่ผมโดดลงมามากนัก คุณหมอยังคงตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงอย่างนั้นเขาก็ช่วยผมกลับขึ้นไปนั่ง

 

ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องโกรธพวกเขา แค่รู้สึกว่าพวกเขาจริงจังมากเกินไป มันทำให้ผมอดอึดอัดไม่ได้

 

“อาการชัดเลยนะ” คุณหมอกระซิบกับสองหนุ่ม ทว่าผมไม่สนใจพวกเขา “รีบไปกันเถอะก่อนที่จะหนักกว่าเก่า เดี๋ยวฉันดูแลโซลให้เอง”

 

“ครับ” ดีแลนขานรับสั้นๆ ตอนกระโดดขึ้นมาบนเรือ แต่ดายเลือกที่จะคืนร่างเป็นฉลาม ใช้วิธีเดียวกับตอนพาผมไปที่เกาะคือให้น้องชายเอาเชือกมัดตัวเองตอนเป็นเมกาโลดอนแล้วลากเรือไป นอกจากมันจะเร็วแล้ว มันยังสบายไม่กระแทกกับเกลียวคลื่นเหมือนตอนขับด้วยเครื่องยนต์ ดีแลนเอาผ้าขนหนูมาห่อตัวผมไว้ ติดเพียงแค่ผมไม่ยอมคุยกับเขา เข้ามาใกล้ก็เขยิบหนี

 

ได้ยินคุณหมอโทแวนบอกเขาว่าให้อยู่ห่างจากผมสักพัก ด้วยเหตุผลอะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ได้ตอบกลับ ทำเพียงแค่นั่งกอดตัวเอง ไม่ยอมคุยกับใครจนเรามาถึงฝั่ง

 

ดายคืนร่างก่อนที่จะมีใครเห็นเขา ตีเนียนเป็นคนขับเรือมาเทียบหาด ตอนแรกเขากะว่าจะพาผมไปโรงพยาบาล แต่ผมกลับกลัวขึ้นมาซะงั้น เลยต้องเปลี่ยนแผนเรียกคุณหมอจากโรงพยาบาลมาตรวจให้ที่บ้าน ประจวบเหมาะมากที่โนเอลออกไปซื้อของพอดี ทั้งบ้านเลยเงียบสงัด มีเพียงแค่ผมที่นอนอยู่บนเตียง กับคุณหมอโทแวนที่ใช้อุปกรณ์ที่หมออีกคนนำมาให้

 

เท่ากับว่าตอนนี้ผมอยู่ในห้องกับหมออีกสองคน ส่วนสองสามีรอฟังอาการอยู่ข้างนอกเพื่อไม่ให้ผมรู้สึกกดดันมากเกินไป

 

“ตกลงผมเป็นอะไร?”

 

“เป็นอย่างที่คาดไว้”

 

“หืม?”

 

“เธอกำลังท้องอยู่ โซล”  

 

“ท้อง...เหรอ ?” ผมทวนคำนั้น จู่ๆ สมองก็ประมวลผลช้าราวกับเพิ่งถูดฟาดด้วยของแข็ง มือบางลูบท้องตัวเองสัมผัสสิ่งมีชีวิตที่อัลตราซาวน์มาแล้วยังไม่เห็นรูปร่างเท่าไหร่ คงเพราะนี่มันเร็วเกินไป แต่นอกจากการอัลตราซาวน์แล้ว ยังมีที่ตรวจผ่านที่ตรวจการตั้งครรภ์แบบที่ผู้หญิงใช้ ไหนจะการจับชีพจรตามหลักอะไรของพวกเขาอีก

 

และนี่คือผลลัพธ์ที่ได้

 

ผมท้อง

 

ท้องจริงๆ

 

“แต่ผมเป็นผู้ชายนะครับ”

 

“คงเพราะน้ำเชื้อที่หลั่งเข้าไป มันเลยไปเปลี่ยนสภาพร่างกายของเธอเข้า” คุณหมอโทแวนอ่านเอกสารที่เขาจดเอง โดยมีคุณหมออีกคนเป็นพยานอยู่ด้านข้าง “ทำให้เธอมีมดลูกแล้วก็รังไข่เหมือนผู้หญิง มันอาจฟังดูประหลาด แต่เธอกำลังตั้งครรภ์จริงๆ”

 

ผมเสยผมอย่างคิดหนัก ไม่อยากเชื่อว่านี่คือเรื่องจริง

 

“แน่ใจนะครับว่าไม่มีอะไรผิดพลาด? ”

 

“อุปกรณ์รวมถึงอาการทุกอย่างยืนยันแล้วคุณอิลเดนสัน ทุกอย่างชี้แนะว่าคุณท้อง”

 

“น้ำเชื้อของเมกาโลดอนนี่มันแรงจริงๆ คบกันมานานเท่าไหร่แล้วเนี่ย ถึงทำคุณท้องได้” ผมเลียปากคำนวนว่าเราอยู่ด้วยกันมานานขนาดไหน จะนับตอนเป็นฉลามคงไม่ได้ เพราะเราไม่ได้ทำกันในร่างนั้น ต้องนับจากการเป็นมนุษย์ ซึ่งก็เกือบสองปีเห็นจะได้

 

เราทำกันตลอด เนื่องจากเป็นผู้ชายเลยไม่ต้องห่วงว่าจะท้องไหม ก่อนฮันนีมูนก็แทบทุกคืนเลยเห็นจะได้ เว้นช่วงที่ผมต้องทำงานก็มีห่างๆ ไปบ้าง ทว่ามาคิดอีกทีช่วงที่ทำให้ผมมีโอกาสท้องมากที่สุดอาจจะเป็นช่วงที่พวกเขาเข้าฤดูผสมพันธุ์ก็ได้

 

เพราะถ้าเขาทำให้ผมท้องได้จริง ป่านนี้ผมไม่ลูกสองไปแล้วเหรอ

 

มันน่าจะเกิดจากวันนั้นนั่นแหละ

 

“เดี๋ยวผมจะไปตามคุณพ่อมาให้”

 

“ขอผมเตรียมใจก่อนได้ไหม ผม...ผมไม่รู้จะบอกกับพวกเขายังไงดี” ความกลัวแล่นมาจุกอก ไม่ใช่ว่ากลัวพวกเขาจะไม่เชื่อหรืออะไรทำนองนั้น ตั้งแต่เช้ามาพวกเขาก็ดูจะปักใจเชื่อแบบนั้นไปแล้ว ติดแค่ผมนั่นแหละที่ไปโมโหใส่ ถ้าเขารู้ว่าสิ่งที่ผมห้ามไม่ให้คิดเป็นจริงขึ้นมาเขาจะว่ายังไง

 

เขาจะเกลียดผมไหม จะโกรธที่ผมต่อว่าพวกเขาหรือเปล่า

 

“ใจเย็นๆ ก่อน เดี๋ยวฉันไปคุยกับพวกเขาให้”

 

“คุณหมอ”

 

“คนท้องเขาห้ามคิดมากอะไร ไม่งั้นมันจะมีผลกับเด็ก” ผมเม้มปากแน่นลูบท้องตัวเองสื่อสารกับสิ่งที่อยู่ด้านใน เหมือนกำลังดูหนังแวมไพร์ทไวท์ไลท์ที่นางเอกรู้ตัวว่าท้อง ทั้งที่พระเอกเคยบอกว่าแวมไพร์ทำมนุษย์ท้องไม่ได้ ตอนดูหนังมันสนุกเลยไม่คิดอะไร พอมาเจอกับตัวเองถึงได้เข้าใจ

 

โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนเลย

 

คุณหมอบอกให้ผมรอสักพัก ลูบบ่าเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจ จากนั้นก็เดินออกไปข้างนอก คุยกับสองพี่น้องที่ผมได้แต่กังวลว่าเขาจะว่ายังไง ผมกลัวว่าเขาจะโกรธ เอาเรื่องเมื่อเช้ามาต่อว่าที่ผมไม่เชื่อคำบอกของพวกเขา คิดแบบนั้นผมก็ได้แต่กำผ้าห่มในมือไว้แน่น น้ำตาไหลอาบแก้มแม้จะยังไม่ได้ฟังคำพูดของพวกเขา

 

ไอ้ความรู้สึกที่ไม่ใช่ตัวเองนี่ก็เป็นผลมาจากที่ผมท้องด้วยใช่ไหมนะ

 

ผมไม่อยากงี่เง่าแบบนี้เลย

 

แกร๊ก !

 

ผมสะดุ้งเมื่อเสียงเปิดประตูดังขึ้น ส่งผลให้ต้องรีบปาดน้ำตาออกลวกๆ เลื่อนสายตาไปหาสองหนุ่มที่เข้ามาหา คุณหมอขอตัวออกไปรอข้างนอก พร้อมกับเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ออกไปด้วยจะได้ไม่รกห้องเรามาก อีกนัยนึงเขาคงอยากให้เราได้ใช้พื้นที่กว้างๆ ในการเคลียร์กัน

 

“โซล” ผมหลุบตาต่ำ ไม่ยอมปริปากพูดอะไร หรือแม้แต่จะมองหน้าสองหนุ่ม ผมกำลังสำนึกผิดที่ทำให้เขาเคืองใจ และการที่เขาเรียกผมแค่นั้น ไม่ยอมพูดต่อก็เป็นอะไรที่กดดันผมเป็นบ้า

 

ผมถึงต้องพยายามฮึบไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

 

“เรารู้เรื่องแล้วนะ”

 

“ดาย”

 

“มีอะไรอยากพูดกับเราไหม?” ผมกัดปากแน่นเช่นเดียวกับมือที่ขยุ้มผ้าห่ม ไม่ยอมเงยหน้าคุยกับพวกเขาเลย กลัวเจอแววตาตำหนิที่มองลงมา ภาพในหัวผมตอนที่หมอเดินออกไปบอกทั้งคู่ว่าผมเป็นอะไร ผมคิดว่าดีแลนจะพุ่งเข้ามากอดผม แจกจ่ายรอยยิ้มที่บ่งบอกว่าเขามีความสุขแค่ไหน

 

แต่นี่ไม่ใช่อย่างที่ผมคิดไว้

 

เขาเอาแต่ยืนมอง เงียบ ไม่ดีใจอะไร

 

“ผมขอโทษ” ผมกลั้นใจพูดเสียงสั่น “ที่ว่าคุณเมื่อเช้า”

 

“ที่รัก”

 

“ผมไม่ได้อยากทำร้ายจิตใจคุณนะ ผมก็แค่...ไม่คิดว่ามันจะเป็นเรื่องจริง” หยาดใสหยดลงบนผ้าห่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า บางหยดเปื้อนผม ไหลย้อยลงไปหาผ้าจนกลายเป็นจุดวงใหญ่ “มันทำให้ผมรู้สึกไม่ดีที่พูดแบบนั้นออกไป พวกคุณอาจจะโกรธผม เกลียดผมก็ได้ ฮึก แต่...แต่ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ นะ”

 

“คุณร้องไห้ทำไมที่รัก?”

 

“เพราะผมกลัว กลัวว่าพวกคุณจะทิ้งผมไปที่ผมงี่เง่า”

 

“…”

 

“ผมไม่ได้อยากเป็นแบบนี้สักหน่อย ฮือ” ผมปล่อยโฮออกมาอย่างห้ามไม่ไหว ยกมือขึ้นปิดหน้า สะอื้นตัวโงนไปหมด เป็นภาพที่แทบไม่มีใครเคยเห็นกระทั่งพวกเขาเองยังมองว่ามันเป็นอะไรที่หายาก ผมตัวสั่น หลั่งน้ำตาที่มีทั้งหมดในร่างออกมาก่อนจะสัมผัสได้ถึงวงแขนที่โอบกอดร่าง “ดะ...ดาย”

 

“พวกเราอยู่นี้แล้วนะ”

 

“ฮึก”

 

“เราจะอยู่สร้างครอบครัวด้วยนะโซล” นาทีนั้นผมพังทลายทุกความเสียใจ ซุกหน้าลงกับบ่ากว้าง สาดซัดทุกความกลัวไปให้ ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ จากดีแลนที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ลูบหัวผม กดจูบลงมาอย่างอ่อนโยนเป็นการให้กำลังใจ “ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น คุณควรดีใจนะที่เราสามารถให้กำเนิดเขาเองได้”

 

“มันก็ดีใจ ฮึก แต่ผมไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้”

 

“ผมบอกแล้วว่าพรจากดาวทำให้เกิดปาฏิหาริย์ได้”

 

“ดีแลน”

 

“และผมก็ดีใจมากเลย” ผมผละมาสบตากับฉลามคนน้องที่ฉีกยิ้มกว้าง กลับมาเป็นดีแลนคนเดิมที่มักดีใจกับเรื่องง่ายๆ มองว่ามันเป็นสีสัน เขาเช็ดน้ำตาให้ผม ก้มลงมาจูบท้องคลอเคลียด้วยความรัก “ผมแทบจะร้องไห้เลยนะตอนได้ยินจากหมอน่ะ ในที่สุดความหวังครั้งใหม่ก็เป็นจริงแล้ว”

 

“นั่นคือพรที่คุณขอเหรอ?”

 

“ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นเร็วขนาดนี้” เขายอมรับแต่โดยดี “แต่คุณไม่ต้องกังวลหรอกนะราชินีของผม เราจะดูแลคุณ ทำให้คุณและลูกมีความสุขให้ได้ เพราะงั้นไม่ต้องกลัวนะ ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย”

 

“ผมทำอะไรไม่ถูกเลยตอนที่รู้”

 

“งั้นเรามาช่วยกันเรียนรู้ไหม”

 

“…”

 

“มาช่วยกันสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์นะโซล” ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น ประจำก็คงยกยิ้มแล้วดีใจ หากแต่วันนี้กลับร้องไห้ รู้สึกว่าภายในมันเปราะบางแล้วเครียดไปหมด ผมไม่รู้เลยว่าช่วยให้เด็กคนนี้เติบโตยังไง ผมเป็นผู้ชาย ไม่เคยคิดว่าจะท้องกับใครหรือถูกใครทำให้ท้องได้

 

แต่พอได้ยินดายพูดแบบนั้น ผสมกับที่ดีแลนกอดไว้แนบอกมันก็ชวนให้น้ำตาไหล ตอนแรกผมกลัวว่าเขาจะต่อว่าสารพัดเหตุผล เราอาจจะผิดใจกันเลยก็ได้ พอได้ฟังแบบนี้ก็อุ่นใจ

 

ดายหอมแก้มผมแล้วกดจูบลงบนท้องเยื้องกับจุดที่ดีแลนประทับจุมพิตไว้ พาให้ผมยิ้มออกมาได้

 

“รีบออกมาเจอกันนะ ลูกพ่อ”  

 

เป็นถ้อยคำแสนวิเศษที่เยียวยาจิตใจได้หลายขุม ทั้งสองออกไปคุยกับหมอเรื่องอาการของผม ก่อนที่ดีแลนจะเป็นฝ่ายขับรถไปส่งพวกเขาที่โรงพยาบาล คุณหมอโทแวนอาจจะต้องใช้เวลาปรับตัวกับที่นี่อยู่บ้าง ถึงอย่างนั้นผมก็ให้เบอร์ติดต่อไว้เผื่อเขาต้องการความช่วยเหลือ

 

โนเอลกลับมาหลังจากคุณหมอออกไปได้ไม่นาน เดินเข้ามาพร้อมถุงอาหารจากร้านสะดวกซื้อที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านผม เจ้าตัวงงเป็นไก่ตาแตกที่เห็นผมนอนอยู่บนเตียง มีดายวนเวียนอยู่ใกล้ๆ ผมไม่ได้โทรบอกเขาว่าจะกลับบ้านด้วยไง

 

มันเลยไม่แปลกที่เจ้าของคนใหม่ชั่วคราวจะตกใจที่เห็นผมอยู่ที่นี่

 

“นี่ผมปิดมือถือหรือว่ามือถือคุณพัง?”

 

“เรากลับมากะทันหันน่ะโนเอล” ผมบอกเขา ยกยิ้มบางๆ ดึงผ้าห่มมาปิดท้องตัวเองนิดหน่อย เพราะคุณหมอบอกว่าเด็กน้อยต้องได้รับความอบอุ่น เรายังต้องศึกษาอะไรอีกเยอะ แย่หน่อยที่คุณหมอให้คำแนะนำแบบชี้เฉพาะเจาะจงเหมือนคุณแม่ที่มีลูกมนุษย์ไม่ได้

 

เราต่างไม่รู้ว่าลูกที่เกิดจากพ่อที่เป็นฉลามจะเป็นยังไง

 

ผมหวังเพียงแค่ว่าเขาจะปลอดภัย ผมจะทำให้ดีที่สุดเพื่อดูแลเขา

 

“คุณป่วยเหรอ ผมขับรถสวนดีแลนเห็นเขาไปทางโรงพยาบาล”

 

“ตอนแรกผมก็เข้าใจว่าตัวเองป่วยนะ”

 

“หืม?”

 

“คุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ไหมล่ะ?” โนเอลขมวดคิ้วใส่ผม ทำหน้างงเป็นเชิงว่าผมกำลังจะกวนประสาทอะไรหรือเปล่า ผมพยักหน้าให้เขานั่งลงตรงเก้าอี้ที่ดายเอามาตั้ง เวลานี้คุณพ่อมือใหม่กำลังลงไปเตรียมอาหารเย็นให้ผมอยู่

 

ต้องมาลุ้นอีกแล้วว่าจะกินได้ไหม

 

“นี่คุณไม่ได้วางแผนแกล้งอะไรผมใช่ไหม ถ้าทำ ผมสู้คุณไม่ได้นะบอกก่อน” เจ้าตัวทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้อย่างหวาดระแวง ต่างจากผมที่หัวเราะนิดหน่อยให้กับความขี้กลัวขึ้นสมองของเขา สงสัยมาจากตอนที่ผมให้เขาอยู่ในปากดายแน่ๆ เขาถึงไม่ไว้ใจผมเต็มร้อยซะที

 

ไม่ก็คงไม่มีใครอยากไว้ใจผมอยู่แล้ว เพราะสามีของผมไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่สมควรจะไว้ใจ

 

“หรือคุณป่วยเป็นโรคร้าย ติดเชื้อมาจากเกาะเหรอหรือว่าอะไร?”

 

“เปล่า ผมไม่ได้ป่วยอะไร”

 

“อ้าว แล้วคุณกลับมาก่อนกำหนดทำไม”

 

“ผมท้องน่ะ”

 

“อ้อท้อง...ว่าไงนะ! ท้องเหรอ!?” ร่างโปร่งลุกพรวด ดวงตาเบิกกว้างแสดงความตื่นตระหนกสุดขีด เล่นเอาเก้าอี้ที่นั่งอยู่หงายฟาดพื้นดังปัง เชื่อเถอะว่าอีกไม่นานดายจะต้องขึ้นมาดูลว่าเขาทำอะไรบ้าง แย่กว่านั้นคือโนเอลจะถูกโยนเข้าปากฉลาม โทษฐานทำให้ผมและเด็กในท้องตกใจ “นี่คุณล้อผมเล่นใช่ไหมเนี่ย ท้องเนี่ยนะ!?”

 

“ใจเย็นก่อนโนเอล คุณทำให้เขาตกใจ”

 

“เขาไหน!?”

 

“เขาในตัวผม” ยอมลดผ้าห่มลงแม้ว่าท้องจะยังไม่นูนเลยก็ตาม มือบางลูบหน้าท้องเนียนของตัวเองไปมา สื่อสารกับสิ่งมีชีวิตที่ยังไม่เป็นรูปร่างเท่าไหร่ อาจจะอีกสักสองสามอาทิตย์ถึงจะเห็นได้ว่าเป็นยังไง

 

หมายถึงว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นไข่แบบที่ต้องมาคลอดตัวออกทีหลัง

 

“ถึงจะยังไม่เป็นตัว แต่เขาก็อยู่ในร่างผมนะ” ระบายยิ้มบางด้วยความอ่อนโยน ผิดกับอีกคนที่อ้าปากค้างจนอยากจะหาอะไรปา จะได้ตั้งสติได้ “ผมรู้ว่าคุณไม่เชื่อ ผมเองก็แทบไม่เชื่อจนอัลตราซาวน์ และใช้ที่ตรวจครรภ์”

 

“คุณไปผ่าตัดใส่มดลูกมาเหรอ ไม่เห็นบอกผมเลยก่อนไป”

 

“เปล่า ผมไม่ได้ผ่าตัดมดลูกหรือว่าทำอะไร”

 

“แล้วทำไม...”

 

“หมอเขาบอกว่าน้ำเชื้อของเมกาโลดอนทำให้ร่างกายผมกลายสภาพเอง” เป็นการฉีกกฎทุกหลักทุกทฤษฎีที่เรียนมา เล่นเอาโนเอลถึงกับขยุ้มเรือนผมตัวเอง เขาดูไม่อยากเชื่อ ไม่ใช่ว่ารับไม่ได้ แต่เพราะเราต่างก็ไม่เคยได้ยินทฤษฎีที่เปลี่ยนร่างกายคนด้วยน้ำเชื้อของสิ่งมีชีวิตมาก่อน

 

จริงๆ ผมว่ามันอาจจะมีก็ได้ เพียงแค่การปรับแต่งพันธุกรรมต้องมีใบรับรองจากองค์การที่เกี่ยวข้องซะก่อน ไม่ใช่ทำเองตามใจชอบ ไม่งั้นจะมีผลเสียตามมา

 

ทว่าเรื่องของเรามันไม่ใช่การปรับแต่งพันธุกรรม ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องอย่างนั้นเลยสักนิด

 

เราก็แค่มีลูกเหมือนครอบครัวปกติ

 

ลูกที่เกิดจากฉลามและแม่ที่เป็นผู้ชาย

 

“วันนั้นพวกเขาเข้าฤดูผสมพันธุ์”

 

“พระเจ้า” เขาอุทาน ยีหัวตัวเองไปมา ไม่แน่ใจว่ากำลังคิดอะไรอยู่บ้าง “นี่มันเรื่องมหัศจรรย์อันดับที่เก้าของโลกแล้ว มีลูกกับฉลามล้านปีเนี่ย”

 

“ผมถึงถามไงว่าคุณเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ไหม”

 

“ผมเชื่อตั้งแต่รู้ว่ามีฉลามล้านปีอยู่บนโลก แต่เรื่องลูกฉลามที่กำลังจะเกิดนี่มันปาฏิหาริย์ยิ่งกว่า” เหมือนคนสติแตกที่พยายามควบคุมตัวเองให้สติดีอยู่ ถึงอย่างนั้นผมก็ขอบคุณที่เขาไม่วิ่งหนีแล้วป่าวประกาศให้ทุกคนได้ยินว่าครอบครัวนี้มันบ้าแค่ไหน

 

คนปกติคงคิดว่าราคิดไปเองไม่ก็ทำเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งนั่นอาจตามมาด้วยการบุกรุกพื้นที่ส่วนตัว พาเราย้อนไปเหมือนตอนที่อยู่ศูนย์วิจัย

 

แค่คิดว่าจะถูกตามล่าเพราะมีลูกฉลามในตัว ผมก็กลัวไปหมด

 

“แล้วคุณรู้ไง โอเคไหม หรือแบบ...”

 

“ประสาทแตกน่ะเหรอ?” ผมชิงพูดก่อน “ก็นิดหน่อย ผมเพิ่งทะเลาะกับพวกเขาเมื่อเช้า ต่อว่าที่พวกเขาคิดว่าผมท้อง”

 

“ถ้าเป็นคนอื่นคงโดนกินไปแล้ว”

 

“แต่นี่เป็นผม พวกเขาเลยต้องหาอะไรให้ผมกินแทน”

 

“แล้วแบบนี้คุณต้องกินเหมือนพวกเขาไหม?”

 

“หมายความว่าไง?”

 

“ก็ในตัวคุณคือลูกฉลามใช่ไหมล่ะ ไม่มีความรู้สึกอยากกินโลมา วาฬหรือสัตว์น้ำบ้างเหรอ?”  

 

LOADING 100 PER 

อย่าแหย่คนแพ้ท้องเพราะคุณจะพบกับหนึ่งนาทีห้าสิบสี่อารมณ์ 

ตัวช่วยพิเศษพากลับขึ้นมาบนบก หาความจริงที่ตามหา 

คุณแม่มือใหม่เตรียมตกใจขั้นมาก ถึงเวลาเฉลยความลับต่อจากนี้ 

ปาฏิหาริย์มีจริงไม่เชื่อก็ต้องลองสักที 

ว่ายมาเร็วสิ เจ้าปลาทูน้อยมาแล้ว :)  

 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น