Avery Pie
facebook-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 12 : ตัวช่วยพิเศษ

ชื่อตอน : ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 12 : ตัวช่วยพิเศษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 8k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2562 19:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 12 : ตัวช่วยพิเศษ
แบบอักษร

ฉลามคลั่งรักภาคพิเศษ 12 : ตัวช่วยพิเศษ 

#ฉลามคลั่งรัก 

 

ลมหายใจถูกพ่นออกพร้อมกับการเสยผม บอกตามตรงว่าผมไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด ก็จริงที่ฉลามกลายเป็นคนได้ แต่เรื่องผู้ชายท้องได้โดยไม่ผ่านการผ่าตัดใส่มดลูกหรืออะไรทำนองนั้น โอกาสที่มันจะเป็นจริงผมเดาว่ามีแค่หนึ่งเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ

 

และอาการมันก็มาตอนที่ผมป่วยพอดี ใครจะไปคิดแบบนั้นกัน

 

“ดูพวกคุณอยากให้ผมท้องมากเลยนะ” ผมว่าพลางรับน้ำที่ดีแลนเดินไปหยิบให้มาดื่ม ความเย็นชื่นของมันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย “มีแผนอะไรในใจแล้วไม่ได้บอกผมหรือเปล่า?”

 

“พวกเราจะมีได้ไง เราก็ว่าไปตามอาการ”

 

“มันไม่ตลกคุณรู้ใช่ไหม”

 

“…”

 

“ผมไม่ขำเลยสักนิด” สองหนุ่มถึงกับนิ่งงัน ผมไม่อยากดับฝันของเขาหรอก แต่นี่มันคือเรื่องจริงที่เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ “เอาเป็นว่าลืมเรื่องสตีฟที่ผมเล่าไปซะ เราจะออกไปกินข้าว ผมคงกินได้แค่ขนมปังรองท้องแล้วก็กินยา จะได้นอนพัก พอผมตื่นมาทุกอย่างจะดีขึ้น และหวังว่าจะไม่ได้ยินพวกคุณพูดเรื่องแบบนี้อีกนะ”

 

“ทำไมอยู่ๆ ถึงโกรธล่ะที่รัก คุณไม่อยากมีลูกกับพวกเราขนาดนั้นลยเหรอ?”

 

“ไม่ใช่ไม่ยากนะดีแลน แต่คุณก็เห็นว่าผมเป็นผู้ชาย”

 

“มันอาจเกิดปาฏิหาริย์ก็ได้”

 

“คงไม่ใช่กับผมแน่” ผมยังคงยืนกราน พาให้คนน้องดูหมดหวัง ความมึนหัวเริ่มจู่โจมผม จนต้องพักสะโพกกับอ่างล้างหน้า เสยผมอีกรอบเพื่อให้พวกเขาเห็นสีหน้าของผมได้ชัดๆ “และต่อให้ท้องได้ เรื่องมีลูกมันเป็นเรื่องใหญ่นะ มันไม่เหมือนกับเลี้ยงสัตว์คุณเข้าใจไหม?”

 

“ผมรู้ที่รัก แต่ถ้ามีได้ ครอบครัวเราก็จะสมบูรณ์ขึ้นไง”

 

“แล้วตอนนี้พวกเราไม่สมบูรณ์ตรงไหน”

 

“…”

 

“เราขาดอะไรไปเหรอดีแลน” ผมถามเขาเสียงแผ่ว จู่ๆ หัวใจคล้ายโดนบีบอัด ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาจะต้องคะยันคะยอเรื่องนี้นัก นึกว่ามันเป็นแค่เรื่องตลกที่เราควรจะขำตอนผมเล่าซะอีก “เราอยู่กันสามคนมันไม่ดีตรงไหน”

 

“ผมก็แค่...อยากให้คุณมีความหวังกับพวกเราบ้าง”

 

“แล้วที่ผ่านมาผมไม่มีตรงไหนกัน”

 

“โซล”

 

“ผมไม่น่าเล่าเรื่องนี้ให้พวกคุณฟังเลย” ผมเม้มปาก จากเรื่องตลกกลายเป็นว่าเรามาผิดใจกันซะงั้น ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าจะไปต่อว่าเขาทำไม รู้แค่ว่าเวลานี้หัวใจผมรู้สึกเจ็บแปล๊บ พวกเขามีอะไรในใจทำไมไม่พูดออกมากัน แน่นอนเพื่อไม่ให้เราเคืองใจกันไปมากกว่านี้ ผมจึงเลือกที่จะเดินออกมาจากตรงนั้น

 

ทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา ทบทวนความคิดว่าอาการบ้านี่ทำไมมันมีอิทธิพลจัง

 

หรือเป็นผมที่ไม่กล้ายอมรับจนกว่าจะมีหลักฐานที่แน่ชัดเอง?

 

“โซล” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยเรียกผม รั้งให้เหล่ตามองดายที่เดินมาหา ส่งผลให้ผมพ่นลมหายใจออกมา เมื่อกี้ผมเพิ่งจะมีปัญหากับดีแลน นี่ผมจะต้องมามีปัญหากับดายอีกเหรอ “คุณโอเคไหม?”

 

“ผมควรถามพวกคุณมากกว่า” ผมสวนกลับ ประสานมือกันไว้แน่นตรงหว่างขา หลีกเลี่ยงการมองหน้าคนตรงหน้า ดายจึงย่อตัวลงมา คุกเข่าต่อหน้าผม ใช้ลมหายใจร้อนรินรดกลุ่มผม พร้อมกับเอื้อมมือมาจับเป็นการบอกให้วางใจ

 

คลายความกรุ่นโกรธที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ผมไม่ชอบการมีปัญหากับใคร

 

ผมอยากจะร้องไห้ น้ำตามันไหลมาคลอเบ้าแล้วด้วยซ้ำ

 

“ผมทำพลาดตรงไหนเหรอครับ พวกคุณถึงพูดเรื่องนี้จัง”

 

“มันเป็นความหวังของดีแลนน่ะ มันไม่เสียหายไม่ใช่เหรอ?”

 

“ก็ใช่ แต่พวกคุณก็เห็นว่าผมเป็นยังไง”

 

“…”

 

“ทำไมถึงจริงจังขนาดนั้นล่ะ อยากมีลูกกันขนาดนั้นเลยเหรอครับ” ผมเลียปากระคนช้อนตามองเขา ให้อีกฝ่ายกยิ้มบางๆ ปลอบประโลมคนหัวใจอ่อนแอคนนี้ “เรามีกันแค่นี้มันไม่ดีเหรอ ผมนึกว่าพวกเรามีความสุขกันซะอีก”

 

“แน่นอน เรามีความสุข”

 

“แล้วทำไมถึงพูดเหมือนอยากมีลูกกันนัก ไม่ว่าจะท้องหรือไม่ท้อง เรื่องแบบนี้เราควรคุยกัน”

 

“ผมรู้ทูนหัว ใจเย็นก่อน” เจ้าตัวลูบแก้มผม การกระทำที่อ่อนโยนปรามผมได้ในพริบตา ผมไม่รู้ตัวเลยว่าร้องไห้ กระทั่งเขาเช็ดน้ำตาให้ ถึงได้รู้ว่าตัวเองอารมณ์ไม่คงที่แค่ไหน เมื่อวานก็เป็นไข้ วันนี้ก็เหมือนจะเป็นบ้า มันเกิดเรื่องอะไรกับผมกัน

 

ทำไมผมถึงงี่เง่ากับพวกเขาได้ขนาดนี้นะ ไม่ชอบตัวเองตอนนี้เลย ให้ตายสิ

 

“ไม่ร้องนะ คุณไม่ได้ทำอะไรผิด อย่าไปถือสาที่ดีแลนพูดเลย คุณก็รู้ว่าเขาเป็นยังไง”

 

“เพราะผมรู้ ผมถึงไม่เข้าใจ ไม่รู้สิดาย ผมรู้สึกคุมตัวเองไม่ได้”

 

“…”

 

“ผมเหมือนจะเป็นบ้าเลย ฮึก” ผมปาดน้ำตาออกลวกๆ ไม่นานมันก็ไหลลงมาอีก ดายกดจูบซับหยาดใสพวกนั้น จุมพิตเบาๆ ที่หน้าผาก ลามมาแก้มทั้งสองข้าง ทำทุกทางให้ผมหยุดร้องไห้ “ขอโทษนะครับ ผมไม่อยากผิดใจกับพวกคุณเลย”

 

“เราไม่ได้ผิดใจกันหรอก ดีแลนก็ไม่ได้ว่าอะไรคุณสักหน่อย”

 

“แต่ผมตัดความหวังเขา”

 

“คนเรามีความหวังได้เสมอ” ดายยิ้มให้ผมไม่ถือโทษอะไรทั้งนั้น “แต่บอกผมได้ไหมว่าทำไมคุณถึงพยายามค้านเขา ไม่อยากมีลูกกับพวกเราเหรอ?”

 

“ไม่ใช่ไม่อยากมี แต่ผมมีไม่ได้”

 

“แล้วถ้ามีได้ล่ะ?”

 

“ดาย”

 

“ถ้าเกิดมันมีปาฏิหาริย์ทำให้คุณท้องได้ขึ้นมาจะว่าไง”

 

“…”

 

“ทีฉลามยังกลายเป็นคนได้เลย” ดายรู้ว่าควรใช้น้ำเสียงแบบไหนในการพูดกับผม เสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน มันมาพร้อมกับการกระทำแสนอบอุ่น เขาเกลี่ยแก้มผม กดจูบลงบนหลังมือ รอคอยคำตอบโดยไม่เร่งรีบใดๆ ทั้งสิ้น ราวกับว่าเขาอยากให้ผมตัดสินใจเอง ใช้ทั้งความคิด และหัวใจที่พวกเขาได้ไป มันทำให้ผมหลุบตาต่ำ

 

ผมยอมรับว่าผมอยากมีลูกกับเขา ทว่าเพราะเขาเป็นฉลาม การรับเลี้ยงเด็กสักคนเป็นอะไรที่ยาก

 

และผมคิดว่าเราต่างก็ยังไม่พร้อมกัน ผมยังคงกังวลเรื่องชีวิตบนฝั่งของพวกเขา มันมีปัจจัยหลายอย่างที่ผมรู้สึกว่ามีแค่เราน่ะมันดีแล้ว

 

“ผมอยากมีลูกกับพวกคุณนะ” ผมว่าเสียงแผ่ว พยายามครุ่นคิดอย่างมีสติ “ถ้ามีได้ผมก็อยากจะมี มันคงดีถ้าเรา...มีความเป็นครอบครัวมากขึ้น”

 

“เมื่อกี้ดีแลนก็หมายความแบบนี้ เขาอยากให้เรามีความเป็นครอบครัวมากขึ้น”

 

“…”

 

“การที่เราอยู่กันสามคนเป็นเรื่องที่ดีโซล เรามีความสุขทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน ผมคิดภาพที่เราขาดใครไปสักคนไม่ออกเลย” ดายคิดเหมือนผมแม้ว่าผมจะไม่ได้พูดออกไป “แต่พอเห็นคนอื่นเขาอยู่กันพร้อมหน้า มีพ่อแม่ลูก ผมก็อดอิจฉาไม่ได้”

 

“ดาย”

 

“มันทำให้ผมนึกถึงวันที่พ่อแม่ยังอยู่ การที่เราได้อยู่กันพร้อมหน้ามันเป็นครอบครัวที่ดีจริงๆ” นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้ยินเขาพูดอะไรแบบนั้น หนำซ้ำยังมองเห็นแววตาคาดหวังในดวงตาเขาอีก “พอเสียพวกเขาไป ผมก็เริ่มคิดว่าถ้าผมตกหลุมรักใครสักคนแล้วมีลูกกับเขา ผมจะทำให้เราเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แม้จะต้องเรียนรู้อะไรกันอีกมาก”

 

ผมสบตาเขา เป็นจังหวะเดียวกับที่อีกฝ่ายแนบหน้าผากลงมา

 

“ยิ่งเป็นคุณ ทั้งผม ทั้งดีแลนต่างก็สาบานว่าจะดูแลครอบครัวเราให้ได้ ไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายหรือเป็นไปไม่ได้แค่ไหน เราก็จะผ่านมันไปด้วยกัน”

 

“เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแน่นอน” ผมเลื่อนสายตาไปหาดีแลน เขาระบายยิ้มให้ผม ทิ้งตัวนั่งลงพร้อมกับยื่นจานที่มีขนมปังทาแยมธรรมดาสองแผ่นมาให้ ไม่มีร่องรอยของความน้อยใจหรือโกรธเคือง มีแค่ความห่วงใยที่ทำผมร้องไห้ “ขอโทษนะที่รักที่ผมทำให้คุณรู้สึกแย่ ผมแค่อยากมีลูกมากไปหน่อย”

 

“ฮึก”

 

“ผมเอาแต่คิดว่าถ้าเรามีลูกด้วยกัน ครอบครัวเราจะเพอร์เฟคขนาดไหน ผมควรจะคิดถึงใจคุณมากๆ ไม่ใช่สนแค่ความต้องการของตัวเอง”

 

“ไม่ ผมผิดเองที่เอาแต่ใจ”

 

“ก็คุณป่วย จะว่าได้ไง”

 

“ดีแลน”

 

“ผมรักคุณมากรู้ไหมครับ”

 

“…”

 

“และไม่ว่าคุณจะท้องหรือไม่ เราก็เป็นครอบครัวเดียวกันอยู่ดี ผมยอมให้คุณเรียกว่าแด๊ดดี้ก็ได้นะ”  

 

“ไม่ตลกนะ”

 

“ฮ่าๆ” เขาหัวเราะยิ้มให้จนตาหยี ลูบหัวผมนิดๆ แล้วยื่นหน้ามาหอมแก้มเป็นการขอโทษ ผมจูบแก้มเขาตอบ ยอมให้เขาเช็ดน้ำตาทั้งหมดลง “กินข้าวนะครับราชินีของผม แล้วถ้าคุณอยากให้ผมทำอะไร ผมยินดีทำให้หมดเลย”

 

“พูดแล้วนะ”

 

“ครับๆ ผมสัญญา” ดีแลนพยักหน้ารัวๆ เอาใจผมไม่ยอมหยุด หนำซ้ำยังถือขนมปังที่ทำให้มาป้อนผมอีก แน่นอนผมไม่ได้ปฏิเสธเขา ยอมกินขนมปังทั้งสองแผ่นนั่น มันไม่ช่วยให้ผมหายหิวเท่าไหร่ แค่พอปะทังชีวิตได้จนกว่าเราจะรู้ว่าที่ผมเป็นมันคือโรคอะไร

 

หวังว่ามันจะไม่ใช่โรคร้ายนะ

 

“แน่ใจเหรอครับว่าที่นี่?” ผมถามเขาหลังจากที่เรากินข้าวกันเสร็จ ดายเสนอว่าเราควรจะมาหาหมอจริงๆ เป็นการตัดปัญหาจะได้ไม่เคืองใจกันอีก ดวงตาสีสวยไล่มองกะท่อมที่อยู่ในป่าลึก ห่างไกลจากหมู่บ้านพอๆ กับบ้านของเรา ผิดแค่อยู่คนละฝั่ง

 

มันถูกตกแต่งให้ดูน่าอยู่ก็จริง แต่ไกลขนาดนี้ผมไม่แน่ใจว่านี่จะคือบ้านพักคุณหมอ ตามที่ดายไปถามคนในหมู่บ้านมา

 

ตอนแรกพวกเขาดูเหมือนไม่รู้จักด้วยซ้ำ ผมเกือบถูกพาไปหาหมอผีแล้วด้วย

 

น่ากลัวเป็นบ้า

 

“ผมคิดว่าน่าจะใช่” ดายตอบกวาดตามองไปรอบๆ หาสิ่งบ่งชี้ว่านี่คือบ้านของคุณหมอที่เรามาหา “ถ้าเกิดเขาไม่อยู่ เราคงต้องเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน”

 

“ทำไมล่ะครับ เรายังไม่ได้ทำอย่างอื่นกันเลยนะ”

 

“มันดีกว่าถ้าคุณได้หาหมอตรวจร่างกายให้ดี” เจ้าตัวว่าพร้อมลูบหัวผม แสดงความอ่อนโยนระคนห่วงใยมาให้ “ฮันนีมูนหรือเที่ยว เราจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่สุขภาพคุณสำคัญกว่านะ”

 

“ดายพูดถูกที่รัก ผมไม่อยากเห็นคุณป่วยแบบนี้” ดีแลนเสริมทัพอีกที “อีกอย่างจะได้รู้ไปเลยว่าอาการของคุณต้องรักษายังไง”

 

“ผมหวังว่ามันจะไม่หนักอย่างที่คิดไว้”

 

“อย่าเพิ่งคิดอะไรในแง่ร้ายสิ ไม่น่ารักเลยนะ” ผมยู่ปากใส่คนน้องที่บีบจมูกผมไปมาด้วยความมันเขี้ยว ดายเข้าไปเคาะประตูบ้านเนื่องจากที่นี่ไม่มีออด จากนั้นก็เดินกลับมายืนข้างผม เราสามคนจับมือกันลุ้นระทึกว่าจะมีคนมาเปิดประตูให้ไหม

 

ไม่น่าเชื่อว่าหัวใจผมจะเต้นเร็วขนาดนี้ ตื่นเต้นจนเหงื่อออกมือไปหมด

 

“พี่ว่าจะมีคนอยู่ในนั้นจริงเหรอ?”

 

“บางทีเขาอาจหลับอยู่ก็ได้”

 

“ลองไปเคาะอีกทีสิดาย เผื่อเขาไม่ได้ยิน” ร่างสูงพยักหน้ารับ เดินกลับไปเคาะประตูอีกรอบ ทว่าครั้งนี้เคาะไปแค่สองจู่ๆ ประตูก็เปิดกว้างออกให้เราสามคนสะดุ้ง ผมรีบคว้าแขนดาย ดึงให้กลับมายืนข้างกันแม้ว่าพวกเขาจะเอาตัวมาบังผมไว้

 

ตอนแรกผมนึกว่าเราโดนผีอำ เพราะหลังประตูไม่มีใครเลยสักคน กระทั่งใครคนนึงเดินออกมาจากซอกประตู

 

นาทีนั้นแหละที่ผมสบเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำเงินที่ซ่อนอยู่ใต้แว่นสายตา

 

“พวกคุณเป็นใครกัน ไม่คุ้นหน้าเลยนะ” เสียงทุ้มติดแหบบ่งบอกถึงช่วงอายุที่มากกว่าพวกเรานัก เดาว่าเขาน่าจะแก่กว่าเราเกือบสามไม่ก็สี่สิบปีได้ ร่องรอยแห่งวัยแต่งแต้มอยู่บนใบหน้าของเขาเต็มไปหมด ไหนจะหนวดเคราและผิวหนังเหี่ยวย่น มันยิ่งเสริมให้เขาดูแก่ขึ้นไปอีก “หรือเป็นนักท่องเที่ยวที่พวกชาวบ้านเขาลือกัน?”

 

“ประมาณนั้นครับ” ดายตอบกลับ ดูนิ่งมากจนแทบไร้ความรู้สึก “คุณใช้คุณหมอที่รักษาพวกชาวบ้านหรือเปล่า?”

 

“จะว่ายังงั้นก็ได้ ที่เกาะนี่มีผมรู้เรื่องทางการแพทย์อยู่คนเดียว” เขาหัวเราะก่อนจะเดินออกมาจากบ้าน ให้เราเห็นผิวสีขาวซีดที่ดูไม่มีเลือดนั่น เขายื่นมือมา เช็คแฮนด์กับดายที่หันมาขอความเห็นจากผมว่าเขาควรจับมือตอบไปไหม

 

และด้วยมารยาทผมจึงพยักหน้าให้เขาทำไป

 

“ผมชื่อเฟรด ดร.เฟรด โทแวน แพทย์จากโรงพยาบาลเพอร์แวนที่ตอนนี้อาจจะปิดตัวไปแล้ว”

 

“ผมดาย นี่น้องชายผม ดีแลน”

 

“ยินดีที่ได้รู้จัก”

 

“เช่นกันครับ” ดีแลนโคลงหัวให้เขานิดหน่อย ยกยิ้มเล็กน้อยด้วยความเป็นมิตร “คุณเป็นหมอจากโรงพยาบาลจริงๆ เหรอ?”

 

“ใช่แล้วพ่อหนุ่ม ฉันเป็นหมอจากโรงพยาบาลจริงๆ”

 

“ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่?”

 

“ฉันขอเรียกตัวเองว่าผู้ลี้ภัย” เขายิ้มขำต่างจากพวกเราที่งุนงงไปหมด “เรือของฉันอับปางลงแถวนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน คนในหมู่บ้านไปเจอฉันลอยอยู่ในทะเลเลยช่วยเอาไว้ ฉันเลยกลายมาเป็นหมอของที่นี่”

 

“หมายถึงคุณติดเกาะ?”

 

“ไม่เชิง แค่ที่นี่มันปลอดภัยกว่าบนฝั่ง”

 

“หืม?”

 

“เรื่องมันยาวน่ะนะ ถ้าพวกคุณว่าง ฉันจะเล่าให้ฟัง”

 

“ขอโทษที่เสียมารยาท แต่เอาไว้ก่อนเถอะครับ พวกเรามีเรื่องสำคัญต้องทำ” ดายเลือกที่จะปิดบทสนทนาลงตรงนั้น เป็นการห้ามทัพไม่ให้คุณลุงพูดเยอะไปกว่านี้ ผมเดาว่าคุณหมอคงไม่ค่อยมีคนคุยด้วยมากนัก เขาดูตื่นเต้นที่พวกเรามาและดีแลนก็ให้ความสนใจเรื่องที่เขาจะเล่า “พวกเรามีเรื่องอยากให้คุณช่วยน่ะครับ”

 

“มีอะไรเหรอ ถ้าฉันช่วยได้ ฉันจะช่วยทุกอย่าง”

 

“ภรรยาของเราเขาป่วยน่ะครับ”

 

“อ้อ”

 

“คุณพอจะดูอาการให้เขาหน่อยได้ไหม?”

 

“ได้สิๆ ฉันเป็นหมอ ฉันดูอาการให้ได้” เขาพยักหน้ารัวๆ มองซ้ายมองขวาหาว่าคนที่ดายพูดถึงอยู่ที่ไหน “แล้วภรรยาพวกคุณอยู่ไหนล่ะ หรือจะให้ฉันไปตรวจที่บ้าน?”

 

“ไม่ต้องครับ เราพาเขามา”

 

“งั้น...”

 

“โซล” ผมสูดหายใจเข้าเล็กน้อย ปลอบตัวเองว่ามันคงไม่มีอะไรหนัก ก่อนจะก้าวไปยืนตรงกลางระหว่างพวกเขา ให้ทั้งสองเขยิบให้ผมยืนได้ ผมโคลงหัวให้คุณหมอตามมารยาทสังคมที่กำหนดไว้ เจ้าตัวนิ่งงันคงกำลังงงว่าทำไม ‘ภรรยา’ ของดายถึงเป็นผู้ชาย “นี่ภรรยาเราครับ เราทั้งสองคน”

 

“พวกคุณสามคน...”

 

“ใช่ครับ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน” ดีแลนพูดดัก โอบเอวผมไว้ขณะที่ดายโอบไหล่ผม “และเราก็แต่งงานกันแล้ว”

 

ผมได้แต่ยิ้มอ่อนหวังว่าคุณหมอจะเข้าใจโดยไม่ต้องถามอีก มันอึดอัดเล็กน้อยที่เขาเอาแต่นิ่ง บางทีอายุที่มากขึ้นอาจทำให้เขาต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจสักนิด ลำพังแค่เป็นผู้ชายสองคนเขาก็คงงงจะแย่ นี่เล่นเป็นผู้ชายสามคน มันก็ต้องมีเขวกันบ้าง

 

ทว่าไม่นานเขาก็ยิ้มออกมา ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีที่ไว้ใจได้

 

“ดีใจด้วยนะ พวกคุณทั้งสามเหมาะสมกัน”

 

“ขอบคุณครับ”

 

“แต่ขอโทษนะที่ต้องถาม ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุณจัง” ผมเลิกคิ้วใส่ ชี้นิ้วเข้าหาตัวเองเป็นการถามว่าใช่ผมเหรอที่เขาพูดถึงอยู่ “เราเคยเจอกันมาก่อนไหม หรือคุณเป็นญาติคนรู้จักของผมหรือเปล่า?”

 

“ผมไม่แน่ใจ แต่ผมว่าผมไม่เคยเจอคุณหมอนะครับ”

 

“ถ้าไม่รบกวน ผมขอทราบชื่อจริงคุณหน่อยได้ไหม?”

 

“ชื่อผมเหรอครับ?” เขาพยักหน้า พาให้ผมต้องหันไปมองหน้าคุณสามีทั้งสองเป็นเชิงไม่เข้าใจ ทว่าคิดอีกแง่เขามันคงเป็นเรื่องปกติที่คุณหมอจะถามชื่อคนไข้ ผมเลยตอบรับไป “ผมโซลครับ โซล อิลเดนสัน”

 

“เดี๋ยวนะ นามสกุลเธอคืออิลเดนสัน?”

 

“ใช่ครับ ผมใช้มันมาตั้งแต่เกิด”

 

“งั้นแปลว่าเธอคือเด็กคนนั้น”

 

“หา?”

 

“เธอคือลูกชายของอีธาน อิลเดนสันใช่ไหม?”  

 

“คุณหมอรู้จักพ่อผมด้วยเหรอครับ?” ผมถามด้วยความแปลกใจ ส่งผลให้คุณหมอพองตาโต เขากวาดตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า ดูไม่อยากเชื่อว่าผมจะมีชีวิตไม่ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะเจอผมอะไรทำนองนั้น ผมชะงักนิดหน่อยตอนเขาขยับเข้ามาหา ทำท่าจะแตะตัว ติดแค่สองสามีเอาตัวมาบัง

 

“ใจเย็นก่อน ฉันไม่ได้จะทำอะไรเขา” คุณหมอยกมือห้าม “ฉันแค่ไม่อยากเชื่อว่าจะมีโอกาสได้เจอกับลูกของอีธานอีก”

 

“คุณยังไม่ตอบคำถามผมเมื่อกี้นี้” ผมย้ำจับแขนสองสามีไว้เพื่อให้เขาคลายความกังวล “คุณรู้จักพ่อผมเหรอ?”

 

“ใช่ฉันรู้จักพ่อเธอ เราเป็นเพื่อนกัน”

 

“…”

 

“เธออาจจะจำฉันไม่ได้ แต่ฉันเคยเจอเธอเมื่อยังเล็ก ตอนนั้นเธอยังสูงไม่ถึงเอวฉันด้วยซ้ำ เป็นเด็กชายที่น่ารักจนเขาเอ็นดูกันทั้งห้องแล็บ” คุณหมอระลึกความทรงจำ พาให้เราสามคนกะพริบตาปริบๆ ผมจำไม่เห็นได้เลยว่ารู้จักเขาคนนี้ อาจจะเป็นตอนที่ผมเด็กมากๆ ไม่ก็เป็นความทรงจำส่วนที่สูญหายไปในวันนั้น

 

จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่ได้มันกลับมาเต็มรูปแบบ ซึ่งผมก็เลือกที่จะทิ้งมันไปแล้ว

 

“ไม่อยากเชื่อว่าฉันจะได้เจออีกครั้ง เธอโตขึ้นมาอย่างดีเลย”

 

“ขอบคุณ...ครับ” ผมกล่าวด้วยท่าทีไม่ไว้ใจนัก “คุณเป็นเพื่อนร่วมแล็บกับคุณพ่อตอนอยู่ศูนย์วิจัยเก่าเหรอ?”

 

“ใช่ เราเป็นเพื่อนกัน ฉัน อีธาน แล้วก็ริชาร์ด” ผมสะอึกเมื่อเขาพูดชื่อต้องห้าม “พวกเราทำงานด้วยกัน จริงๆ ต้องบอกว่าเรียนมหาลัยด้วยกันแล้วสอบชิงทุนมาทำวิจัยด้วยกันได้ พ่อของเธอเป็นคนทะเยอทะยาน เขามีความมุ่งมานะจนวันที่เขาตัดสินใจออกจากศูนย์วิจัยไป”

 

“แล้วคุณรู้ไหมว่าเขาออกไปเพราะเรื่องอะไร?”

 

“เรื่องฉลาม” เขาตอบทันควัน “เขาบอกกับเธอเรื่องนี้ไหม?”

 

“เขาเสียไปก่อนที่จะได้บอกอะไร”

 

“ว่าไงนะ”

 

“และผมก็รู้ด้วยตัวของผมเอง” ผมมองเสี้ยวหน้าของสองสามีหลังนึกถึงวันนั้นที่มันชอกช่ำที่สุดในชีวิต การรู้ความจริงด้วยตัวเองทั้งที่ผมควรจะเป็นคนแรกที่รู้ มันเป็นอะไรที่สะเทือนใจผมมาก จนถึงตอนนี้ผมก็ยังแอบเคืองอยู่บ้าง เพียงแค่ว่าความรู้สึกนั้นมันลดลงไปแล้วแทนที่ด้วยความรักที่มีให้

 

ผมไม่รู้จะโกรธเคืองเขาไปทำไมในเมื่อเราก็อยู่ด้วยกัน

 

และพวกเขาก็สารภาพทุกอย่างกับผมแล้ว

 

“อีธานตายไปนานแล้วเหรอ?”

 

“หลายปีแล้วครับ ตั้งแต่ผมสิบหก” ผมตอบตามความเป็นจริง ส่งผลให้คุณหมอทำหน้าสลด “ผมไม่ยักรู้ว่าพ่อบอกเรื่องนี้กับคนอื่นด้วย เขาเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ขนาดผมยังแทบไม่รู้ความจริง”

 

“แล้วริชาร์ดล่ะ เขายังมีชีวิตอยู่ไหม?”

 

“ผู้ชายคนนั้นไม่สมควรถูกพูดถึงนะครับ” ดีแลนเป็นคนปราม ไม่ใช่แค่ผมที่ไม่อยากพูดถึงคนที่ร้ายกาจคนนั้น “คุณรู้แค่ว่าเขาได้ชดใช้กรรมที่ทำไว้แล้วก็พอ ไม่จำเป็นต้องสารธยายอะไรมาก”

 

“นั่นถือว่ากรรมตามเขาทัน” คุณหมอพึมพำ “แล้วฉลามสองตัวนั่นยังมีชีวิตอยู่ไหม หรือว่าเซ็บได้เขาไป?”

 

“มีหลายเรื่องเลยที่คุณต้องอัพเดตใหม่นะครับคุณหมอ” เจ้าตัวขมวดคิ้วมุ่ย ผมจึงผงกหัวไปที่สามีทั้งคู่เป็นเชิงให้เขารับรู้ว่าคนที่เขาพูดอยู่ด้วยนี่แหละ คือฉลามที่เขาถามหา ตอนแรกคุณหมอยังคงงุนงงกับคำใบ้ ไม่นานนักเขาก็อ้าปากค้างราวกับเข้าใจ

 

เขาชี้นิ้วไปที่ดายกับดีแลนสลับไปมาด้วยความเซอร์ไพรส์

 

“ตอนนั้นพวกเธอยังตัวยาวแค่แปดฟุตอยู่เลย” ผมแทบหลุดขำ ต่างจากพวกเขาที่ทำหน้าตายด้าน ผมน่ะเจอทั้งสองคนตอนตัวใหญ่มากแล้ว อายุเท่าผมเห็นจะได้ แต่การที่คุณหมอพูดแบบนั้น แปลว่าเขาจะต้องเจอทั้งสองคนในเวอร์ชั่นที่อ่อนกว่า

 

เมกาโลดอนที่ขนาดตัวแค่แปดฟุตงั้นเหรอ

 

เท่ากับฉลามปกติเลยไม่ใช่หรือไง?

 

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะโตเร็วขนาดนี้ นี่ความยาวขนาดจริงมันเท่าไหร่?”

 

“เก้าสิบฟุตเห็นจะได้” ผมตอบให้ “พวกเขาใหญ่กว่าเดิมหลายสิบเท่าแล้วครับ”

 

“พระเจ้า” เขาอุทาน ดูเซอร์ไพรส์มากๆ จนดายต้องถอนหายใจใส่ เขาดูไม่ชอบการถูกพูดถึงอดีตเท่าไหร่ ผิดกับผมที่อยากรู้อะไรมากกว่านี้ เสียดายที่เขาเข้ามาขัด

 

“ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันได้ไหมครับ ช่วยดูอาการของเขาก่อน” ดายว่าพร้อมดันผมกลับมาอยู่ข้างหน้าอย่างเก่า “เขาป่วยมาสองวันแล้ว อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่”

 

“อาการของเธอเป็นไง?”

 

“ก็เวียนหัว คลื่นไส้ครับ”

 

“และอยากของเปรี้ยว” ดีแลนตอบส่วนที่ตกหล่นให้ เล่นเอาผมต้องใช้ศอกกระทุ้งท้องเขาเป็นการปราม “แล้วก็อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย สองวันมานี้พวกผมรับมือมาแล้วประมาณห้าสิบอารมณ์ในหนึ่งนาที”

 

“เดี๋ยวคืนนี้จะได้ไปนอนในทะเล”

 

“ผมแค่หยอกน่ะที่รัก” ผมขู่เจ้าปลาทูยักษ์ ชี้หน้านิดหน่อยเป็นการคาดโทษ “คุณหมอพอจะเดาสาเหตุได้ไหมครับว่าเขาเป็นอะไร?”

 

“ถ้าเป็นคนทั่วไปก็จะบอกว่าท้อง”

 

“!!!”

 

“แต่เพราะเป็นผู้ชายเลยเดาได้ยาก อาจจะเครียดหรือกดดันอะไรแบบนี้ก็ได้” คุณหมอเริ่มวินิจฉัย ถือวิสาสะมาจับตัวผม สำรวจร่างกายรวมถึงจับท้องดูว่าข้างในมีอะไร “ถ้าจะให้ตรวจแบบละเอียดคงทำไม่ได้เพราะเครื่องมือไม่ได้เอื้อขนาดนั้น อยู่ที่นี่ก็ไม่ค่อยมีคนป่วยด้วยสิ”

 

“อ้าว แล้วแบบนี้เราจะทำยังไงถึงจะรู้ผลล่ะครับ?”

 

“คงต้องพาขึ้นฝั่งไปโรงพยาบาล”

 

“ไม่...”

 

“ไปอัตราซาวน์น่าจะชัวร์กว่ามาให้คลำท้องแบบนี้นะ”  

 

LOADING 100 PER 

ตัวช่วยพิเศษไขข้อความน่าสงสัย ว่าทำไมอาการถึงได้คล้ายคนท้อง 

สองฉลามมีความหวังครั้งใหญ่ ขอเพียงแค่อีกคนเข้าใจเท่านั้น 

ทว่าอีกฝ่ายกลับยืนกรานว่าตัวเองไม่มีทางเป็นอย่างที่เขาว่า 

เลยต้องพึงตัวช่วยพิเศษที่จะช่วยให้ความหวัง 

จับตาดูการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง งานนี้มีคนตกตะลึง :) 

เจอกันที่งานหนังสือน้า 

สกรีมลงแท็กหวีดความรุนแรงของเรื่องนี้ 

#ฉลามคลั่งรัก 

ความคิดเห็น