บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พวกข้าเรียกผืนดินเบื้องล่างนั้นว่า "ทวาราวดี"

ชื่อตอน : พวกข้าเรียกผืนดินเบื้องล่างนั้นว่า "ทวาราวดี"

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 89

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2562 16:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พวกข้าเรียกผืนดินเบื้องล่างนั้นว่า "ทวาราวดี"
แบบอักษร

พวกข้าเรียกผืนดินเบื้องล่างนั้นว่า “ทวาราวดี" 

ค่ำคืนนี้สินะที่ฉันต้องเตรียมความพร้อม เสียงของแม่ชีบุญเข้ามาในหัวถึงคำสั่งของหลวงตา    

“สวดมนต์ตามที่เคยสวด นั่งสมาธิให้เข้าถึงวิปัสสนา เมื่อออกจากวิปัสสนา ให้นอนลงปลงอสุภะและเข้าสมาธิต่อไปเลย”  

ฉันสวดมนต์เสร็จแล้ว กำลังเข้าสู่สมาธิ ผ่านสมถกรรมฐานซึ่งก็คือการบริกรรมเพื่อให้จิตใจสงบ วิธีที่ฉันใช้ได้ผลเสมอ คือการกำหนดลมหายใจเข้าพุทธ ออกโธ เมื่อจิตนิ่งขึ้น การบริกรรมจะหยุดไปรับรู้ถึงการยุบการพองของร่างกาย สัมผัสร้อน เย็น แข็งกระด้างของพื้นที่นั่ง เสียงหลวงตาก็เข้ามาในสมาธิช่วงนั้น 

“กรรมฐานที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ จะเป็นกรรมฐานหลายระดับ ใช้สติเลือกใช้ให้ถูกกับสถานการณ์ที่เจ้าเผชิญอยู่ จำไว้นะโยมสติสำคัญที่สุด เมื่อสมถกรรมฐานนิ่ง สงบดีแล้ว ให้เอาอารมณ์ขณะนั้นมาพิจารณา ซึ่งจะเรียกว่าบริกรรมนิมิต ให้รับรู้อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้น รับรู้แล้วปล่อยไป ในระหว่างนี้หากมีภาพอะไรปรากฎขึ้นในมโนทวาร มองเห็นได้อย่างชัดแจ้งคล้ายเห็นได้ด้วยตาเนื้อ อย่าตกใจ สติต้องเริ่มหนักแน่นมากขึ้นในชั้นนี้ สมาธิต้องนิ่งขึ้น อารมณ์กรรมฐานนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต ภาพที่เห็น กำหนดเพียงว่าเห็นหนอ เห็นหนอ เพื่อบริกรรมไม่ให้จิตตื่นตระหนกหรือหลงไปกับภาพที่ปรากฎ กรรมฐานขั้นนี้จะเป็นเครื่องช่วยใช้ประคองจิตใจของผู้ปฎิบัติจะเรียกกรรมฐานนี้ว่าบริกรรมภาวนา  

กรรมฐานมีหลายขั้น หลังจากนี้สิ่งที่เจ้าจะต้องเจอคืออุคคหนิมิต และเมื่อเจออารมณ์กรรมฐานในชั้นนี้ จงใช้สติกำหนดบริกรรมภาวานา เจ้าจะรอดปลอดภัยมาถึงวันพรุ่งนี้ได้ หลวงตาช่วยอะไรเจ้าได้ไม่มากนัก นี่เป็นชะตากรรมของโยม แคล้วคลาดปลอดภัยนะลูก” 

ฉันค่อย ๆ ปรับจากวิปัสสนากรรมฐานเข้าสู่สมถกรรมฐานแล้วค่อย ๆ นอนราบลงไปกับเสื่อ กำหนดแผ่เมตตาให้กับสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เคลื่อนความเมตตาเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น กำหนดความรู้สึกทั้งหมดไว้ที่ศูนย์รวมกลางใจ แล้ววางความปิติสุขไว้ตรงนั้นทิ้งความรู้สึกที่มีทั้งด้านสว่างและด้านมืดของอารมณ์ทั้งหลายไว้ที่ตรงนี้ ขณะนี้ตัวฉันไม่ใช่ตัวฉัน เป็นเพียงผู้ดู ผู้รู้อยู่ตรงกลาง ฉันมองดูร่างกายนี้ที่ไม่ต่างจากซากศพนอนแข็งทื่อบนเสื่อผืนบาง ค่อย ๆ อืดพอง เขียวคล้ำ ค่อย ๆ เน่า มีหนอนชอนไช มีน้ำเลือด น้ำหนอง เสมหะ อุจจาระ ปัสสาวะ ไหลออกจากทวารทั้ง 9 เห็นความโสโครกของร่างกาย จนเห็นว่าร่างกายนี้แท้จริงแล้วมีแค่ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาประกอบกัน ท่ามกลางภาพที่ปรากฎ อารมณ์สมาธิของฉันกลับรู้สึกมีพระธรรมเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงไม่ให้เฉาและเน่าไปตามภาพที่เห็น กลับรู้สึกเบิกบานที่ได้รู้ถึงการชุมนุมกันของธาตุทั้งสี่ที่ตั้งอยู่แล้วดับไป กลับคืนสู่สภาวะเดิมที่มันตั้งต้นมา ฉันจึงค่อย ๆ ถอยกลับเข้าสู่สมถกรรมฐานอีกครั้ง แม้จะกำหนดให้ปลงอสุภะตามที่หลวงตาบอกไว้ แต่ฉันบอกกับตัวเองว่าฉันจะไม่ลึกลงไปกว่านี้ไม่หลับไปในอารมณ์ของอสุภกรรมฐาน ฉันค่อย ๆ หลับไปพร้อมกับการทำอาณาปานสติ เป็นการเตรียมความพร้อมของสติและจิตใจ เข้าสู่สมรภูมิที่รออยู่เบื้องหน้า 

เสียงระฆังที่ปลุกให้ทุกคนในวัดเริ่มทำวัตรเช้า เป็นเช้าของวันพระ เสียงระฆังที่ค่อย ๆ แผ่วลง กลับมีเสียง ๆ หนึ่งที่คุ้นหูดังขึ้นมาแทนที่  

“เจ้านาง” 

“เจ้านางศศิพินทุเทวี" 

เวลาของฉันมาถึงแล้ว การเดินทางไกลเริ่มขึ้นแล้ว  ฉันลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินไปที่ประตู ฉันหันกลับไปมองร่างของตัวเองที่แข็งทื่อเป็นซากศพกลางห้องกุฏิแห่งนี้ ฉันรู้ได้ทันทีว่าฉันไม่จำเป็นต้องถอดกลอนประตูเพื่อผลักออกสู่โลกกภายนอกกุฎิ ฉันเพียงแต่เดินผ่านประตูออกมา แล้วได้พบกับคุณลุงที่อยู่บนเขาแห่งนั้น เพียงแต่วันนี้คุณลุงไม่ได้แต่งกายด้วยกางเกงขาบานเสื้อม่อฮ่อมที่ทำจากฝ้ายสีน้ำเงินเหมือนครั้งที่แล้ว แต่เป็นภาพคุณลุงที่แต่งกายด้วยผ้านุ่งโจงกระเบนคลุมหัวเข่าที่ทำจากผ้ายกดอกสองชาย ผืนผ้าสีเขียวสลับลายที่ถูกยกเป็นเหมือนสามเหลี่ยมสีทอง คลุมมาถึงหัวเข่าไม่ได้สวมเสื้อมีเพียงทับทรวงที่ทำจากทองคำเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนขนาดใหญ่ ใส่ต่างหูที่ทำจากทองคำเป็นห่วงกลม มวยผมขึ้นไปแล้วรัดด้วยผ้าสีสีเดียวกับผ้านุ่ง ข้อมือใส่กำไลทั้งที่ทำจากทอง สำริด และลูกปัดทั้งสองข้าง 

 “เจ้านางพร้อมแล้วใช่มั้ยพะยะค่ะ”  ฉันพยักหน้าตอบ 

“ข้าจะพาเจ้านางไปดูเมืองของเรา” 

คุณลุงหันหลังกลับไปเพื่อเดินนำทางให้ฉัน ฉันก้าวเท้าตามไป 3 ก้าว ก็ปรากฎเห็นตัวเองที่อยู่ในชุดขาวกุมมือไว้ด้านหน้าอย่างสำรวม เคียงข้างกับคุณลุงบนยอดเขาที่สูงมาก บันไดขึ้นเขาสลักพระมีจำนวนขั้นบันได 557 ขั้น ไม่นับความสูงจากพื้นถนนขึ้นมาจนถึงฐานบันไดอีกประมาณเกือบ 50 ขั้น  ภูเขาที่ฉันยืนอยู่นี้ สูงมากถ้าเทียบจากบันไดวัดสลักพระน่าจะสูงกว่าพื้นดินเบื้องล่างมากกว่า 2,000 ขั้น จึงสามารถมองเห็นเมืองทั้งเมืองกว้างใหญ่ทั้งหมดได้ 

“พวกข้าเรียกผืนดินกว้างใหญ่เบื้องล่างว่าอาณาจักร"  

คุณลุงหยุดพูดสักครู่ ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดต่อว่า 

“ทวาราวดี" 

ภูเขาที่เรายืนอยู่แม้จะสูงมากก็ตาม  แต่มันไม่น่าจะเห็นได้กว้างทั้งหมดขนาดนี้ 

“อาณาจักรของเราตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษมและอิศานปุระ" 

ฉันมองไปตามมือที่คุณลุงชี้ ก็น่าจะประมาณระหว่างประเทศพม่ากับกัมพูชา มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลอันดามันในปัจจุบันทางด้านทิศตะวันดกและทางตะวันออกเฉียงใต้ติดกับชายฝั่งทะเลอ่าวไทย 

“เราแยกปกครองดูแลกันเป็นแคว้น แคว้นของเราอยู่ตรงพื้นที่ราบลุ่มแม่น้ำมาทางทิศใต้ของอาณาจักร” ก็น่าจะมาทางภาคกลางของประเทศไทยในปัจจุบัน 

ภาพที่ฉันเห็นสามารถซูมจากภาพขนาดใหญ่มาที่ส่วนหนึ่งของแผ่นดินนั้น ซึ่งน่าจะกินพื้นที่อยู่ประมาณ 3 จังหวัดใหญ่ ๆ ของภาคกลาง จากที่เห็นแต่แผ่นดิน ด้วยภาพที่ย่อลงมาเล็กลง ทำให้ฉันเห็นรายละเอียดของคำว่าแคว้นเราได้มากขึ้น 

“เรามีแม่น้ำสายใหญ่ ๆ 3 สายเป็นหลักคือ แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำสุพรรณ และแม่น้ำสัก" 

ฉันมองไปตามมือที่คุณลุงชี้ให้เห็นแม่น้ำทั้งสามสาย ซึ่งมีขนาดกว้างมากกว่าปัจจุบันเกือบ 2 เท่า 

“เมืองของเราอยู่ตรงพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสุพรรณบุรีเป็นต้นไป" 

ภาพโฟกัสลงมาเหลือเพียงขอบเขตของเมือง ๆ หนึ่ง ที่ด้านทิศตะวันออกเป็นแนวปราการ ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้มีแนวคันดินยาวคดเคี้ยวมีภูเขาโอบล้อมรอบเมืองทางด้านหลังโค้งจากทิศตะวันตกไปจนทิศตะวันออกเฉียงเหนือชนกับแนวปราการทางด้านนั้นพอดี ภูเขาสูงลดลั่นกันไป และจุดที่เรายืนอยู่นี้คือจุดที่สูงที่สุดของยอดเขานี้ ทางด้านทิศตะวันออกของภูเขานี้ลาดลงต่ำเรื่อยๆจนถึงแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีขนาดกว้างใหญ่และยาวกว่าในปัจจุบัน 2-3 เท่าเช่นกัน มีแม่น้ำสายไม่ใหญ่นักไหลผ่านตัวเมืองไปทางทิศเหนือแล้วอ้อมมาทางตะวันออกมีร่องน้ำเปิดกว้างเป็นปากแม่น้ำยาวออกไปจรดแนวชายฝั่งทะเล มีคลองหลายสายที่ไหลมาบรรจบกันที่ปากแม่น้ำแห่งนี้ สิ่งที่เห็นแสดงให้รู้ว่าคนในมืองนี้มีการบริหารระบบชลประทานที่ดี พื้นที่เมืองที่เห็นจากตรงนี้เป็นเสมือนวงรีที่ทีขนาดใหญ่ 

แคว้นรัฏฐณสุวรรณ เมืองของเรา” 

ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองยิ้มขึ้นมา รู้สึกคิดถึงโหยหา และโหวงเวงไปพร้อมกัน ส่วนลึกของจิตใจ มันเต็มตื้นขึ้นมาในอกด้วยหลาย ๆ ความรู้สึก แต่แล้วก็มีเสียงของหลาวงตาดังขึ้นในจิตว่า  

“ในระหว่างนี้หากมีภาพอะไรปรากฎขึ้นในมโนทวาร มองเห็นได้อย่างชัดแจ้งคล้ายเห็นได้ด้วยตาเนื้อ อย่าตกใจ สติต้องเริ่มหนักแน่นมากขึ้นในชั้นนี้ สมาธิต้องนิ่งขึ้น อารมณ์กรรมฐานนี้เรียกว่า อุคคหนิมิต ภาพที่เห็น กำหนดเพียงว่าเห็นหนอ เห็นหนอ เพื่อบริกรรมไม่ให้จิตตื่นตระหนกหรือหลงไปกับภาพที่ปรากฎ กรรมฐานขั้นนี้จะเป็นเครื่องช่วยใช้ประคองจิตใจของผู้ปฎิบัตะจะเรียกกรรมฐานนี้ว่าบริกรรมภาวนา” 

ฉันได้สติและเริ่มบริกรรมภาวนา ตามดูลมหายใจเข้าออกแล้วตามดูความรู้สึกนั้น รับรู้แล้วปล่อยไป สติอยู่ที่ลมหายใจเข้าและออก 

“เราเข้าไปในเมืองกันเถอะเจ้านาง มีอะไรที่เจ้านางต้องรับรู้อีกหลายอย่าง" 

แล้วฉันก็มายืนอยู่ที่แนวชายฝั่งทะเลข้าง ๆ คุณลุงมองขึ้นไปยังตัวเมือง ที่มีทั้งวัดวาอาราม สถูปเจดีย์ วิหารขนาดใหญ่ ด้านหลังของฉันมีผู้คนแบกของเพื่อเอาไปใส่เรือสำเภา ผู้คนรอซื้อและขายของมากมายในบริเวณนี้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครสนใจเราทั้ง 2 คนเลย ร่างของฉันที่ปรากฎยืนข้างคุณลุงนั้นแต่งกายลักษณะเดียวกับวันที่ฉันนั่งรับเลี้ยงขันโตกจากชาวบ้านบนศาลาวัดในวันที่ผจญภัยกับพี่สรรค์ และจากการแต่งกายของคุณลุงทำให้ฉันรับรู้ได้ว่าคุณลุงเป็นเพียงขุนนางธรรมดาไม่ได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองนี้“ 

ข้าจะพาเจ้านางไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ สำคัญ ๆ ของเมืองเราทั้ง 5 แห่ง เมืองของเรามีความเจริญทางด้านศาสนา ศิลปะ และผู้คนที่มาจากหลายเชื้อชาติ นอกจาก 5 สถานที่นี้แล้วยังมีสถานที่สักการะบูชา ศูนย์รวมจิตใจของคนแต่ละเชื่อชาติ ศาสนา ขนาดเล็ก ๆ อีกหลายแห่ง" 

ที่แรกที่ฉันเห็นเบื้องหน้าคือวิหารที่แม้จะก่อสร้างด้วยอิฐแผ่นขนาดใหญ่ แต่กลับมีเสามังกรหรือเสาประทีปประดับด้วยลวดลายมังกร มีลวดลายปูนปั้นคล้ายวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว ภายในมีตุ๊กตาหินผู้หญิง อ่อนช้อยงดงาม แต่งกายเหมือนชาวจีนในละครย้อนยุค แต่ที่ศรีษะประดับด้วยปูนปั้นเป็นรูปดอกบัวปล่อยชายผมยาวมาถึงช่วงไหล่ แขนทั้งสองข้างอุ้มหม้อน้ำที่มีหูหิ้วและมีก้านดอกบัวออกมาจากปากของหม้อน้ำที่บานออก ลักษณะของวิหารนี้บอกให้รู้ว่าได้รับอิทธิพลในการก่อสร้างจากชาวจีน ภายในวิหารประดิษฐานเทวรูปที่มีลักษณะคล้ายพระวิษณุที่สวมหมวก วิหารนี้ตั้งอยู่ชุมชนริมคลองสายหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นแหล่งซื้อขายของที่สำคัญของเมืองนี้ เพราะมีผู้คนคับคั่งที่กำลังเดินเลือกซื้อของทั้งผ้าที่มีลักษณะมันลื่น ไม่เหมือนผ้าของเมืองนี้ คณโฑใส่น้ำที่เคลือบเงาต่างจากที่ฉันเคยพบแม้แต่ในวันที่ฉันได้รับการเลี้ยงต้อนรับ เหรียญเงิน เหรียญกษาปณ์ เต็มถุงของผู้คนที่เดินเลือกซื้อของ ผู้คนที่เดินไปมาในตลาดนี้ส่วนใหญ่ทั้งหญิงและชายที่มีลักษณะใบหน้ากลมหรือใบหน้าเป็นเหลี่ยม ริมฝีปากหนา 

“นี่เป็นตลาดใหญ่ในเมืองของเรา เรือสำเภาที่มาจากดินแดนโพ้นทะเล หลายเชื้อชาติ หลายศาสนา จะจอดเรือไว้แล้วใช้เรือเล็กขนสินค้าล่องมาตามลำน้ำเพื่อขายและซื้อสินค้านำกลับไป" 

ปกติฉันเป็นคนที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ไม่ดีนัก แต่นี่ฉันเข้าใจทุกความแตกต่างของภาษาที่ใช้กัน เสมือนว่าไม่มีพรหมแดนกั้นความรู้ทางด้านภาษาของฉันเลย 

“เจ้านางเป็นคนที่มีความปราดเปรื่องในเชิงอักษรศาสตร ชอบเข้ามาเดินในตลาดแห่งนี้เพื่อเรียนรู้ภาษา พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์พระบิดาของเจ้านางก็สนับสนุนหาครูเข้าไปสอนในวังให้เจ้านางทุกครั้งที่เจ้านางร้องขอ" 

ฉันพนมมือสักการะเทวรูปในวิหาร ทุกเรื่องราวที่ได้ยินทุกภาพที่ได้เห็นผ่านเข้ามาและผ่านไปหลายเรื่องที่ได้ยินจะเป็นเรื่องเล่าในท้องทะเล คลื่นยักษ์ที่จมเรือ พายุที่ดำทมึนหมุนเรือขึ้นไปบนฟ้า ผู้คนในเมืองชอบฟังเรื่องเล่านี้กันมาก คนที่แปลภาษาได้ก็จะกลายเป็นล่ามปะติดปะต่อข้อความให้รวมเป็นเรื่องที่อยากจะสื่อสาร ครบบ้างขาดบ้างเพิ่มเติมเข้าไปบ้าง สิ่งเหล่านี้มีมานานนับศตวรรษแล้วจริง ๆ  

ฉันกับคุณลุงซึ่งต่างก็อยู่ในชุดแต่งกายตามชั้นยศของดินแดนแห่งนี้ มายืนอยู่เบื้องหน้ามหาวิหารองค์ใหญ่ ที่ที่ก่อสร้างด้วยอิฐเผาอย่างดีไส้สุกตลอด เนื้ออิฐจึงมีความแข็งแรงทนทาน ส่วนยาวของแผ่นอิฐจะเป็นสองเท่าของความกว้าง ส่วนกว้างจะเป็นสองเท่าของความหนา อิฐที่ใช้ก่อสร้างไม่ได้มีการขัดผิวแต่ก็ปราณีต รอยต่ออิฐแนบสนิท สอรอยต่อระหว่างอิฐด้วยดินบาง ๆ ที่ผสมจากดินเหนียวละเอียดผสมกับวัสดุยางไม้หรือน้ำอ้อยจนเหนียวคล้ายกาว ทำให้อิฐจับกันแน่นสนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงถากเป็นลวดลายแล้วปั้นปูนประดับ 

ฉันรับรู้รายละเอียดก่อสร้างจากชายคนหนึ่งที่นั่งคุกเข้าอยู่กับพื้นดินรายงานการก่อสร้างต่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ กษัตริย์แห่งแคว้นนี้ที่ประทับบนเสลี่ยง สมาธิจิตของฉันกระตุกเล็กน้อยเมื่อเห็นพระพักตร์ของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ที่ก้มมามองชายที่คุกเข่ากับพื้น ใบหน้านั้นแม้จะมีโครงหน้าเป็นสี่เหลี่ยม ริมฝีปากหนา แต่ก็มองออกได้ว่านั่นคือพ่อของฉันข้าราชการที่ให้ความสำคัญกับเกียรติยศของตัวเองและคนในครอบครัวมาก 

“มหาวิหารน่าจะไม่มีปัญหาใด ๆ ในการก่อสร้าง ปราณีตวิจิตรตามที่ข้าต้องการ การก่อสร้างองค์พระประธานภายในเป็นเยี่ยงไรบ้างจิตรวิชชยศรี”  

ผู้ชายที่คุกเข่าเบื้องล่างนามว่าจิตรวิชชยศรีตอบว่าอย่างไรฉันไม่ได้รับฟัง เพราะใบหน้ากลมและริมฝีปากหนาตามลักษณะของคนพื้นเมืองที่นี่อีกแบบหนึ่งมองออกได้อีกเช่นกันว่าคือพี่ปุ๊ ผู้ชายที่สร้างบาดแผลยิ่งใหญ่ในชีวิตของฉัน ฉันต้องรีบจับลมหายใจเข้าออก แล้วค่อย ๆ ผ่อนให้จังหวะสม่ำเสมอ และรวบรวมจิตให้นิ่งระหว่างอกอีกครั้ง 

“พระประธานในมหาวิหารนี้จะสร้างจากพื้นจรดความสูงของมหาวิหารเสมอยอดเขาแห่งนี้ในแบบประทับนั่งสมาธิ และห้อยพระบาทนั่งสองข้างคล้ายกับประทับบนเก้าอี้ สร้างจากศิลากับซันผสมกันเพื่อให้ความยิ่งใหญ่แห่งมหาวิหารและความงดงามขององค์พระประธานเสร็จทันกำหนดพิธีฉลองรับขวัญอายุครบ 20 ปี ของเจ้านางศศิพินทุเทวี พระราชธิดาของพระองค์” 

ฉันรับรู้รับฟังคำพูดของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์หรือคุณลุงที่เป็นผู้ต้อนรับฉันกลับเข้าสู่เมืองนี้เป็นคนแรกด้วยอาการสงบแม้จะรู้สึกได้ว่าสถานที่แห่งนี้มีความสำคัญต่อฉัน และฉันยังเข้าใจอีกด้วยว่า “ซัน”ที่ใช้ในการก่อสร้างนี้เป็นสิ่งพิเศษที่นำมาใช้ในการก่อสร้างพระพุทธรูปองค์ใหญ่ขนาดนี้ เพราะซันเป็นโลหะที่หายากมากกว่าสายแร่ทองคำในภูเขาเบื้องหลังมหาวิหารนี้อีก ซันประกอบด้วยตะกั่วและดีบุกนิยมที่จะนำมาสร้างเป็นพระเครื่อง ซึ่งในวันฉลองอายุครบ 20 ปี ของเจ้านางศศิพิณทุเทวี พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ จะแจกให้กับผู้ที่เข้าร่วมทำบุญถวายพรแด่พระธิดาของพระองค์ อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์กล่าวต่อด้วยเสียงเงียบ ๆ แฝงความเศร้าว่า  

“มหาวิหารนี้ใช้ไพร่ฟ้า บริวารในเมืองนี้จำนวนมาก ก่อสร้างมาหลายไตรมาสแล้ว แต่ติดช่วงฝน ช่วงฤดูน้ำหลาก ทำให้การก่อสร้างช้าลง เจ้าหลวงท่านกลัวจะเสร็จไม่ทันวันครบรอบประสูติกาล 20 ปีของเจ้านางในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ปีมะโรง ซึ่งนี่ก็เหลือเพลาอีกเพียง  6  เดือน ท่านจึงส่งท่านมหาอำมาตยนายกและบุตรชายซึ่งจะได้รับการประกาศเป็นอำมาตย์มนตรี ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหย่ในวันที่มีการฉลองรับขวัญนี้ เป็นคนหนุ่มที่เข้ารับราชการในตำแหน่งอำมาตย์ด้วยอายุน้อยที่สุดเท่าที่เมืองเราเคยมีมาและเติบโตในหน้าที่ราชการอย่างรวดเร็ว ทั้งสองท่านมาคุมการก่อสร้างด้วยตนเอง มหาอำมาตยนายกและบุตรชายนี้เป็นผู้ใกล้ชิด เป็นทั้งผู้สนิทและโปรดปรานของเจ้าหลวงและพระมเหษีเทวี เก่งกาจทั้งด้านการรบ การบริหารดูแลเมือง การดูแลการค้าขายของชาวเมืองและชาวโพ้นทะเล บุตรชายของท่านมหาอำมาตยนายกท่านนี้มีความเคร่งครัด เด็ดขาด ในการทำงานเป็นอย่างมาก สามารถให้คุณและให้โทษแก่ผู้อยู่ใต้การดูแลและควบคุมรวมทั้งอาณาไพร่ฟ้า เสียยิ่งหว่าเจ้าหลวงที่จะใช้ความเมตตานำในการบริหารเสียอีก แต่เมื่อมอบอำนาจให้ทั้งสองพ่อลูกนี้ไปแล้ว ท่านก็ทรงให้เกียรติและไม่เข้ามายุ่งกับการบริหาร เพราะทุกงานที่ได้รับมอบหมายไม่เคยทำให้ท่านต้องผิดหวังมีแต่ดีและสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวัง ซึ่งท่านมหาอำมาตยนายกและข้าบ่าวไพร่คนสนิททั้งหมดต่างก็ฝึกฝนบุตรชายที่กำลังจะได้เข้ารับตำแหน่งสำคัญในวันงานครั้งนี้ที่ไม่ได้เป็นแค่เพียงอำมาตย์ธรรมดาเช่นข้าหรือคนอื่นในชั้นยศเดียวกัน  การฝึกฝนบุตรชายที่มีนามว่ารณกฤตนี้ ท่านตั้งใจฝึกฝนถ่ายทอดวิชาความรู้และหน้าที่สำคัญที่ชายหนุ่มผู้นี้ต้องแบกรับต่อไปในอนาคต เป็นการฝึกที่เคี่ยวกรำเป็นอย่างมาก ท่านรณกฤตต้องผ่านทั้งการฝึกฝนราชกิจทุกอย่างจากท่านมหาอำมาตยนายก การฝึกยุทธศาสตร์การรบที่แม้ไม่ค่อยจะมีนักจากขุนพลทหาร การฝึกหน้าที่ที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของเขาจากมารดาคือแม่หลวงจารุสจี รวมทั้งได้เข้าเฝ้าใกล้ชิดเพื่อรับรู้ภาระหน้าที่ที่ใหญ่หลวงนี้โดยตรงจากพระมเหษีเทวีเจ้า ท่านรณกฤตจึงมีความช่ำชองในทุกศาสตร์ เคร่งครัดในหน้าที่ ถวายความจงรักภักดีแด่ทุกพระองค์ที่ปกครองแคว้นนี้ด้วยชีวิต เขาถูกฝึกถูกปลูกฝังทุกชั่วโมงทุกนาทีมาตลอดเวลา 1 ปี จนเสมือนยาวนานมาเป็น 10 ปี กระทั่งซึมเข้าไปในจิตวิญญาณถึงหน้าที่สำคัญของเขา การมาช่วยบิดาคุมงานในครั้งนี้อำนาจเด็ดขาดแทบจะอยู่ในการตัดสินใจของชายหนุ่มผู้นี้แต่เพียงผู้เดียวเลยก็ว่าได้” 

อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์หรือคุณลุง หยุดเล่าซะเฉย ๆ ในขณะที่จิตฉันตามรับฟังทุกประโยคที่กระทบหูจากชายผู้นี้ แล้วถอนหายใจเบา ๆ เมือนจะมีความเศร้าเจือปน แล้วพูดต่อว่า 

“มหาวิหารนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่วันที่เจ้านางชันษาครบ 15 ปี ช่วงตอนกลางของการก่อสร้างมหาวิหารแห่งนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนที่หนักเสมือนพายุเข้า ซึ่งก็เป็นบ่อย ๆ สำหรับเมืองเราการก่อสร้างหยุดชะงักบ้าง ทำได้เฉพาะบางส่วนบ้าง  แต่ปีที่ 4 ของการก่อสร้างเป็นปีที่ฤดูหนาวหนักมากกว่าทุกปี การก่อสร้างมหาวิหารนี้แม้จะใช้ผู้คนกันมากมายเยี่ยงฝูงมดแต่ก็ล้มเจ็บป่วยต้องเกณฑ์ไพร่ฟ้าเข้ามาทดแทนและหาเพิ่มเข้ามาอีกจำนวนมากเพื่อให้ทันเวลา แต่ก็ไม่เป็นไปตามพระทัยของเจ้าหลวง ท่านมหาอำมาตยนายกและบุตรชายซึ่งขณะนั้นยังเป็นเพียงท่านอำมาตย์รณกฤต จึงต้องเร่งวันเร่งคืนในการก่อสร้าง แทบไม่มีใครได้พักผ่อนต้องจัดเวรก่อสร้างตลอดวันเวลา และฤดูหนาวในปีนี้ก็หนาวหนักนักหนาผู้เฒ่าผู้แก่ป่วยไข้ตายไปหลายสิบคน ด้วยไข้ไฟ”  

คงน่าจะเป็นไข้และตัวร้อนมาก การแพทย์และยายุคนั้นคงไม่สามารถรักษาได้ ฉันเพียงแต่คิดตามไปกับคำบอกเล่าแต่สภาพจิตยังนิ่งอยู่มาก แล้วท่านก็พูดต่อ 

“ท่านจิตรวิชชยศรีซึ่งเป็นหัวหน้าคุมการก่อสร้างทั้งหมดรู้ข่าวมาว่าแม่และเมียของเขาป่วยด้วยไข้ไฟ จึงมาขอต่อท่านมหาอำมาตยนายกและบุตรชาย เพื่อลาไปเยี่ยม แต่ไม่ได้รับการอนุญาตเพราะเวลาใกล้เข้ามาทุกที ท่านมหาอำมาตยนายกและบุตรชาย ต้องการให้งานก่อสร้างทุกอย่างแล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อนกำหนดวันงาน 3 เดือน เพื่อให้พ่อหลวงและพระมเหษีเทวีได้ตรวจความเรียบร้อยและมีเวลาให้สนมกำนัลได้ตระเตรียมพระราชพิธีสู่ขวัญ พิธีนี้เป็นการแสดงความยินดีแก่เจ้าของขวัญ เป็นพิธีที่เราเพิ่งจัดขึ้นเพราะพระมหาราชครูทำนายว่าชะตาของเจ้านางศศิพิณทุเทวีจะต้องเจอวิบากกรมครั้งใหญ่ในชีวิต และในงานนี้ยังมีการแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคน โดยเฉพาะอย่างยื่งคืออำมาตย์รณกฤติ” 

ฉันรู้อยู่แล้วว่าสาเหตุทั้งหมดต้องมาจากฉันเป็นแน่ ทุกคนที่ปรากฎในนิมิตล้วนแต่เป็นผู้เกี่ยวข้องกับชะตากรรมของฉันในโลกปัจจุบัน มันก็ต้องมีสาเหตุที่เคยผูกเวรสร้างกรรมร่วมกันมาในแต่ละภพแต่ละชาติ ฉันมีหน้าที่เพียงแค่รับรู้และดูสิ่งที่เห็นเท่านั้น 

“ด้วยความเป็นห่วงแม่และเมียท่านจิตรวิชชยศรี จึงหลบหนีไปในคืนวันหนึ่งเพื่อไปดูอาการ ท่านตั้งใจจะรีบกลับมาให้ท่านรุ่งเช้า แต่อาการของทั้งสองคนค่อนข้างหนัก ท่านจึงต้องเอาเบี้ยให้ญาติพี่น้องใช้ไปหาซื้อยาจากพ่อค้าโพ้นทะเลที่ได้ยินมาว่ารักษาโรคได้ดีกว่าสมุนไพรของเรา และอยู่ปรนนิบัติดูแลมารดารวมทั้งเมียของท่านที่ตัวร้อนราวกับไฟ ไม่สามารถแม้แต่จะกลืนข้าวปลาลงคอได้นอกจากน้ำ" 

“แล้วเขาก็มาไม่ทัน” ฉันพูดต่อและรับรู้ถึงความกังวลห่วงหน้าพะวงหลังของหัวหน้าผู้คุมงานก่อสร้างมหาวิหารนี้ 

“เขาถูกบุตรชายของท่านมหาอำมาตยนายกลงโทษด้วยการโบยที่หน้าผาน้ำตกทางด้านนั้น อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ชี้ให้เห็นน้ำตก ซึ่งอยู่ด้านซ้ายมือของมหาวิหารไม่ไกลนัก ภูมิทัศน์แถวนี้งดงามมาก ภูเขาหินโอบโค้งทำให้ผาน้ำตกอยู่ส่วนที่โค้งเลยไปไม่ห่างจากมหาวิหารเท่าใดนัก ต่างจากที่ฉันมาเห็นในครั้งนั้น ซึ่งผลกระทบจากการทำเหมืองระเบิดหินเกือบจะแยกภูเขาส่วนนี้ออกจากกันเบื้องหน้านั้นขาดจากกันจนแทบจะกลายเป็นอีกภูเขาหนึ่งที่ขึ้นทางด้านข้างมีเพียงส่วนที่ลึกเข้าไปมากนั้นที่เชื่อมให้ทางเดินบนเขายังแสดงถึงความเป็นพื้นเดียวกัน   น้ำตกที่พี่สันต์อุตส่าห์พาฉันปีนขึ้นมาดูจึงอยู่เพียงในซอกภูเขานี้ 

“แม้ท่านจิตรวิชชยศรี จะได้รับบาดเจ็บจากการถูกลงโทษในครั้งนั้น แต่ก็ต้องทำงานต่อในสภาพที่บาดเจ็บ จนข้า บ่าวไพร่ ทั้งปวงไม่กล้าที่จะหลบหลีกจากการทำงาน ท่านจิตรวิชชยศรี ทำงานก่อสร้างมหาวิหารแห่งนี้เสร็จ ก็ได้รับข่าวว่าแม่และเมียของเขาเสียชีวิตลงแล้ว  ในวันที่ข่าวร้ายเดินทางมาถึง เป็นวันเดียวกับที่พระธิดาศศิพินเสด็จตามท่านรณกฤตมาชมมหาวิหารและตั้งซุ้มชมน้ำตก ท่านจึงขอเข้าเฝ้าเพื่อให้ประทานอนุญาตให้เขาได้กับไปทำศพให้แม่และเมียของเขา เพราะเขาคิดว่าหากพระนางเอ่ยอนุญาตด้วยองค์เอง ทั้งท่านมหาอำมาตยนายกและบุตรชาย จะไม่กล้าขัดพระกระแสรับสั่งได้ 

“แต่เจ้านางก็ไม่ทรงอนุญาต” เสียงจากดวงจิตของฉันกล่าวออกไป 

“เพราะเหตุใดเจ้านางทรงทราบ" 

“เพราะถ้าข้าอนุญาต ก็คงไม่มีบ่วงเวรบ่วงกรรมระหว่างกันให้ต้องชดใช้จนข้าเกือบต้องเสียสติขนาดนั้น" 

“เจ้านางเองรู้ว่าหากอนุญาตไปก็คงต้องทรงขัดแย้งกับท่านรณกฤต องครักษ์และคู่หมายของพระนางและการเฉลิมฉลองรับขวัญในเดือน 3 ที่จะมาถึงก็ใกล้เข้ามามาก พ่อหลวงเชิญเจ้าเมืองจากแคว้นต่าง ๆ ในอาณาจักรทวาราวดีเข้าร่วมงานครั้งนี้เกือบทุกแคว้น ซึ่งเจ้าเมืองจากแคว้นที่อยู่แดนไกลเช่นหริกุญชัยหรือเชียงแสน คงเตรียมตัวออกเดินทางกันแล้ว หากงานไม่เสร็จตามกำหนดย่อมต้องสร้างความเสียหายให้กับเมืองนี้ และท่านจิตรวิชชยศรีเป็นผู้ออกแบบมหาวิหารรวมทั้งพระประธานในนี้จนเป็นที่พอใจร่วมกันระหว่างพ่อหลวง พระมเหษีเทวีและท่านมหาอำมาตยนายก หากมอบหมายให้คนอื่นดูแลแทนอาจจะไม่ได้งานตามที่วาดภาพไว้ร่วมกัน" 

“ท่านจิตรวิชชยศรี คงแค้นข้ามาก" 

“เขาไม่ได้แสดงกิริยาใด ๆ แต่นับจากวันนั้นเขาไม่ได้พูดอะไรกับใครอีก นอกจากสั่งงาน แก้ปัญหางานตามที่ข้าบ่าวไพร่ทั้งหลายถามและตอบคำถามท่านมหาอำมาตยนายกและบุตรชายในยามที่เข้ามาควบคุมและติดตามงาน ซึ่งท่านรณกฤตจะเข้ามาดูแลเองเป็นส่วนใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืน ท่านจิตรวิชชยศรี กลายเป็นคนไม่เล่นหัวตามนิสัยของท่าน และวันที่วิหารและองค์พระประทานแล้วเสร็จก่อนกำหนด 3 เดือนตามที่ท่านมหาอำมาตยนายกและบุตรชายกำหนดไว้ เขาได้สิ้นใจตายที่ริมลำธารด้านหลังมหาวิหารแห่งนี้โดยลำพัง" 

ฉันสัมผัสถึงจิตที่หม่นหมอง หดหู่อยู่ชั่วครู่ก็กำหนดเพียงแค่การได้เห็น ได้ยิน ณ เวลานี้จิตของฉันต้องวางซึ่งอุเบกขาเท่านั้น และหลังจากนี้ไปยังไม่รู้ว่ายังจะต้องปลงอุเบกขาอีกสักกี่ครั้งจึงจะรับรู้ในสิ่งที่ฉันได้ทำกับผู้อื่นเอาไว้อีก นี่ฉันมาที่นี่เพื่อรับรู้ว่าได้สร้างกรรม ผูกเวรไว้กับใครเท่านั้นเองหรือ 

“เจ้านางไม่ได้กระทำการสร้างเวรกรรมกับผู้อื่นเท่านั้นหรอกพระจ้าค่ะ ผู้อื่นเองก็กระทำกับเจ้านาง เจ้านางมาที่นี่เพราะมีคนที่เรียกหาและรอคอยเจ้านางอยู่มากมายทั้งที่มีชีวิตที่รอพบคนที่เขาเคารพบูชา คนที่เขาอยากกราบขอขมาและอโหสิกรรมต่อเจ้านาง มีทั้งดวงจิตวิญญาณที่รอการอโหสิกรรมจากเจ้านางและบางดวงจิตที่ผูกใจอาฆาตแค้นต่อเจ้านาง พระองค์จึงต้องเสด็จกลับมาเพื่อให้เรื่องราวที่ค้างไว้จบสิ้น” 

“แล้วข้าก็จะเป็นอิสระจากบ่วงเวรทั้งหมดนี้ใช่มั้ย” 

“ใช่แล้วพะยะค่ะ” 

“ท่านพาข้าไปยังที่อื่นตามที่ท่านต้องการต่อเถอะ”  

แม้จะวางอุเบกขาแต่ก็ยังละทิฐิได้ไม่หมด แม้จะกำหนดตามลมหายใจแต่ก็รู้ได้ถึงความกระเพื่อมขึ้นลงที่แรงขึ้นและจังหวะลมหายใจที่ถี่ขึ้น 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น