ณ กลางใจ
email-icon Twitter-icon

ฝากติดตามด้วค่า

บทที่ 7 ตอน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

ชื่อตอน : บทที่ 7 ตอน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.2k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2562 10:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 ตอน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน
แบบอักษร

บทที่ 7 

ตอน มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน 

 

เราสองคนหากร่วมต้านความทุกข์อันเดียวกัน ทุกข์นั้นเหลือเพียงครึ่งเดียว 

หลุนเฟิง 

 

เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ได้ล่วงเลยถึงช่วงปลายฤดูเหมันต์ ความสัมพันธ์ของหลุนเฟิงกับอ๋องแปดเป็นไปอย่างอึดอัด เพียงเจอกันในจวนก็แทบจะหันหลังให้กันทันที ต้องใช้เวลาเยียวยาอยู่นาน พระองค์ถึงกลับมาทำใจให้สงบนิ่งได้  

กระบี่ที่ซื้อมาให้ก็ยังไม่มีโอกาสได้ให้ด้วยซ้ำ เพราะเรื่องคืนนั้นแท้ๆ  

แม้หลุนเฟิงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่พอนึกถึงก็อายจนไม่กล้ามองหน้าพระองค์ 

ส่วนพระองค์เองก็เอาแต่หลบหน้าของหลุนเฟิง จนเวลาผ่านไปนับเดือน ในที่สุดก็มีคำสั่งจากฝ่าบาท เรียกทั้งสองเข้าเฝ้าพระองค์ 

ตอนนี้ทั้งคู่จึงได้ร่วมโต๊ะในวังหลวง ระหว่างรอฝ่าบาทความเงียบก็ปกครุม ต่างคนต่างดื่มชา ไม่มีใครกล่าวอะไร  สายตาของทั้งคู่ต่างพากันมองทิวทัศน์รอบข้าง พยายามทำลายบรรยากาศแสนอึดอัดใจด้วยการชมพันธ์ไม้ 

ท่ามกลางงสวนหลวงแห่งนี้มีลมอ่อนโชยมาอยู่เรื่อยๆ ทำให้กลิ่นหอมของดอกไม้นานพันธ์ตีกันคละคลุ้ง แต่เพราะสถานที่กว้างใหญ่ทำให้กลิ่นของเหล่ามวลบุพชาตินั้นไม่ส่งกลิ่นที่แรงเกินไป บรรยากาศที่นี่ดียิ่งนัก ยามที่จิบชาอุ่นลงคอช่างงทำให้หอมกลุ่นและรสชาติดีเท่าตัว 

หลุนเฟิงที่กำลังดื่มชานั้นแอบมองหน้าของท่านอ๋องแปด นึกถึงเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่เข้าวังไปพร้อมกัน พระองค์ถูกบรรดานางในเหยียดหยัน เยาะเย้ย แล้วครั้งนี้เหล่า จะเจออะไรอีก 

“ทูลท่านอ๋องแปด ทูลพระชายา ฝ่าบาทเรียกให้เข้าพบที่ท้องพระโรงเป็นการส่วนตัว” 

กงกงมาถึงก็เอ่ย พวกเขาทั้งสองไม่เอ่ยตอบเพียงลุกขึ้นเดินตามไปเท่านั้น  

เมื่อมาถึงท้องพระโรงก็พบฝ่าบาทนั่งอยู่บนบัลลังก์ 

ผนังท้องพระโรงนั้นประดับไปด้วยภาพวาดจากทั่วทุกแคว้น ที่เป็นสัมพันธมิตรต่อกัน มีทั้งภาพวาดของทะเลทรายโกบี ภาพวาดของมังกรจากแคว้นทางตอนเหนือ หรือจะเป็นภาพทะเลจากแคว้นทางตอนใต้ก็งดงามไม่แพ้กัน ด้วยแคว้นเย่วนี้อยู่ตรงกาลงของทั้งสามแคว้นนับว่าเปรียบเสหมือนเป็นแคว้นแห่งการสานสัมพันธไมตรีให้แก่ดินแดนอื่น 

แม้แคว้นที่ปกคลุมไปด้วยทะเลทรายสุดลูกหูลูกตาจะแบ่งออกเป็นชนเผ่าเล็กๆน้อยนับสิบชนเผ่า แต่ทุกชนเผ่าต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 

ภาพในท้องพระโรงนั้น เป็นการสื่อถึงความสัมพันธ์ที่ดีของแต่ละแคว้น ไหนจะมีเครื่องเรือนที่ประดับตรงแต่งวางอยู่รอบข้างท้องพระโรง  

หลุนเฟิงและอ๋องแปดต่างยกมือขึ้นผสาน 

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน ฝ่าบาททอดพระเนตรทั้งคู่ พระองค์นั้นรักอ๋องแปดมากกว่าบุตรทุกคน ต่อให้อ๋องแปดนั้นจะโง่เขลาแค่ไหนพระองค์ก็พร้อมที่จะประทานความเมตตาให้ท่านอ๋องอยู่เสมอ  

อ๋องแปดกำเนิดจากสตรีชาวบ้านผู้หนึ่ง นางฉลาดและจิตใจดี นางเป็นเหมือนดั่งแสงสว่างทามกลางความมืดมิด นางเหมือนสายน้ำที่ไหลเอื่อยทามกลางสายน้ำที่ไหลเฉี่ยว 

ตอนที่ฮ่องเต้พบนาง พระองค์ก็ได้ตกหลุมรักนาง แล้วนำนางเข้าวังหลวง เพราะวังหลวงซับซ้อน เมื่อมีบุตรด้วยกัน พระองค์หมายหมั่นให้บุตรคนนี้เป็นองค์รัชทายาท แต่เพราะสวรรค์เล่นตลก บุตรชายของตนกลายเป็นเช่นนี้ไปได้  

สร้างความเจ็บปวดให้พระองค์ หลายครั้งที่ขุนนางต่างยกชื่อของ ไท่จงให้ฝ่าบาทขับไล่ออกจากเมือง สุดท้ายพระองค์ก็ใช้อำนาจที่มีอยู่ สั่งปิดปากขุนนางที่ถวายฏีกาขับไล่ไท่จง  

เมื่อนั้นพระองค์ก็พึ่งรู้ตัวว่าได้สร้างเส้นทางที่แสนลำบากของไท่จง ฮองเฮาทราบเรื่องนางดูไม่พอใจยิ่ง เป็นแบบนี้เลยทำให้นางนั้นหาทางกำจัดไท่จงอยู่เสมอ 

ฮ่องเต้ใช้อำนาจสุดท้าย ให้ไท่จงไปอยู่นอกวังหลวง พระราชทานจวนขึ้นมา พร้อมให้ยศ หวางเย่ แก่โอรสผู้นี้ พระองค์หวังสร้างทางให้อ๋องแปด 

และยังหวังให้บุตรคนนี้อภิเษกกับสตรีที่มีบิดามากไปด้วยอำนาจ แต่ทว่า ทุกอย่างกลับไม่เป็นดั่งหวัง  

คร่านี้คงเป็นการสร้างผลงานความดีครั้งสุดท้ายที่พระองค์จะมอบให้อ๋องแปด 

ตอนนี้ชายแดนเกิดภัยแล้ง ขาดข้าวสารอาหารรับประทาน ทั้งสมุนไพรรักษาโรคยังขาดแคลนโรดระบาดเริ่มก่อตัวขึ้นและกระจายเป็นวงกว้างนับว่าเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่ หากพระองค์ให้อ๋องแปดเดินทางนำเสบียงพวกนั้นไปให้ราษฎรได้ เหล่าราษฎรจะต้องเถิดทูลท่านอ๋องแปด ขุนนางทางชายแดนก็ต้องนับหน้าถือตาอยู่บ้าง  

หากเป็นเช่นนั้น คงดีไม่น้อย... 

“ข้าอยากให้พวกเจ้านำเสบียงไปส่งชายแดน” 

อ๋องแปดแสดงอาการตกใจเบิกดวงตากว้างรีบยกมือผสาน 

“พระอาญามิพ้นเกล้า ลูกไร้วิทยายุทธ ไม่มีปัญญาจะปกป้องทรัพย์สินของวังหลวง และการนำเสบียงไปให้ราษฎรนั้นเป็นงานใหญ่หากลูกทำผิดพลาดขึ้นมา ต้องใช้เวลาอีกหลายวันเพื่อให้ผู้อื่นทำแทน หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเกรงว่าราษฎรที่ประสบภัยนั้นต้องลำบากกันถ้วนหน้าและโรคระบาดอาจจะรุกลามมาถึงในเมือง” 

หลุนเฟิงมองอ๋องแปดที่ยกมือขึ้นผสานเหนือหัว  

ใช่อยู่ที่อ๋องแปดนั้นแสร้งทำเป็นไร้ความสามารถ แต่อ๋องแปดมิได้ต้องการ พระองค์นั้นอยากทำได้ดีต่อหน้าฝ่าบาท 

ในเมื่ออ๋องแปดมีตนเป็นผู้ติดตามคอยเคียงข้าง ในยามเช่นนี้ หากตนออกหน้ารับแทน เมื่อฮองเฮา รู้นางจะโกรธหลุนเฟิงแต่นางจะไม่โกรธอ๋องแปด 

หากเป็นเช่นนั้น การแสดงต้องมากกว่านี้อีกนิด  

หลุนเฟิงคลุกเข่าลงหนึ่งข้างสองมือยกขึ้นผสาน 

“ฝ่าบาท ข้าน้อยสามารถทำตามรับสั่งนี้ได้ และข้าน้อยยอมยกความดีความชอบให้ท่านอ๋องแปด” 

ฮ่องเต้ปรายพระเนตรมองหลุนเฟิง  

ฉลาดนี้ รู้ว่าข้าหวังจะสร้างผลงานให้อ๋องแปด  

“เจ้าคงไม่โง่ขนาดที่ไม่รู้ว่าหากภายภาคหน้าอ๋องแปดได้เป็นใหญ่ เจ้าก็เป็นได้เพียงพระมเหสีเพราะตำแหน่งฮองเฮาย่อมเป็นของมารดาที่ให้กำเนิดองค์รัชทายาท” 

หลุนเฟิง กล่าววาจาหนักแน่น 

“ในวังหลวงนี้มีอันใดจริง คนท้องก็อาจไม่ท้อง คนที่ไม่ท้องก็อาจท้อง คนไม่ป่วยก็อาจป่วย คนไม่ตายก็อาจตาย กระหม่อมไม่สนว่าภายภาคหน้าจะเป็นเช่นไร แต่ในขณะนี้ กระหม่อมจะทำหน้าที่นี่แทนท่านอ๋อง” 

 

ว่าจบฝ่าบาทก็หันไปมองกงกง  

ท่านกงกงรู้งานถือกระบี่พระราชทานมอบให้หลุนเฟิง 

“ปกป้องบุตรชายข้าให้ดีและทำหน้าที่ให้สำเร็จ” 

อ๋องแปดแอบมองหลุนเฟิงที่คลุกเข่า พระองค์นั้นไม่คิดว่าหลุนเฟิงจะทำในสิ่งที่ตนอยากทำ ความหนักแน่นและกล้าหาญอย่างที่ตนอยากแสดงต่อหน้าเสด็จพ่อ หลุนเฟิงนั้นทำแทนทั้งหมด 

 

เมื่อทั้งคู่ออกมาหน้าท้องพระโรงหลุนเฟิงที่กำลังจะหันไปมองอ๋องแปด สายตาดันไปสบกับเงาข้างหลังหินสลักรูปมังกร หน้าท้องพระโรง  

หลุนเฟิงหันไปหาอ๋องแปดเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วเบา 

“ตบข้า” 

หลุนเฟิงเอ่ยเช่นนั้นอ๋องแปดก็ระวังตัวขึ้นมา สายตาเหลือบไปเห็นชายอาภรณ์สีส้มที่แอบอยู่หลังหินสลัก  

พระองค์ไม่รอช้า ตบไปที่หน้าของหลุนเฟิงฉาดใหญ่ 

เพี้ยะ 

“เพราะเจ้า ข้าเลยต้องไปเสี่ยงอันตราย แทนที่ข้าจะได้นอนกลางวันดื่มสุราอยู่จวน เจ้ามันตัวซวยทำข้าลำบาก” 

“แต่พระองค์นั้นไม่มีผลงานอะไรเลย” 

“ผลงาน ผลงานบ้าบออะไรนั้นข้าไม่ต้องการ!!ที่ข้าต้องการคือการอยู่เฉยๆ เจ้ากล้าดีอย่างไรให้ข้าไปจับดาบจับกระบี่ เหอะ คอยดูเถอะหากข้าได้บาดแผลแม้แต่นิด ข้าไม่ไว้ชีวิตเจ้าแน่!!” 

อ๋องแปดเล่นใหญ่จนหลุนเฟิงกั้นขำ เขาเดินก้มหน้าก้มหน้าก้มตาตามหลังพระองค์ไป 

นางกำนัลผู้นั้นเมื่อเห็นว่าทั้งสองจากไปได้สักพักจึงออกมาจากหลังของหินสลักมักร นางมองตามหลังของอ๋องแปดและหลุนเฟิง  

 

ณ ตำหนักคุนหนิง 

นางกำนัลที่ถูกฮองเฮาส่งไปสืบความเคลื่อนไหวของฝ่าบาทรีบเร่งฝีเท้าตรงมาที่ตำหนักคุนหนิง การเป็นสายลับนั้นเป็นงานที่เสี่ยงอันตราย หากฮ่องเต้จับได้ ชีวิตของนางย่อมจบลงทันที หากนางไม่จำเป็นต้องใช้เงินทองจำนวนมากส่งไปให้มารดาที่ป่วยอยู่นอกวังหลวง นางจะไม่ทรยศฮ่องเต้แม้แต่น้อย 

เมื่อเข้ามาถึงหน้าพระพักตร์ของฮองเฮาและอ๋องใหญ่ที่ประทับอยู่ตรงหน้านางย่อกายถวาย ฮองเฮาปรายตามอง 

“ว่ามา” 

“ฮองเฮาเพคะ ฝ่าบาทมีรับสั่งให้อ๋องแปดนำยาสมุนไพรจากวังหลวงไปช่วยราษฎรที่เกิดภัยแล้งที่ชายแดนเพคะ” 

“ท่านอ๋องแปดตอบตกลงหรือ” 

“มิใช่เพคะ พระชายาของท่านอ๋องแปดเป็นคนตอบรับคำของฝ่าบาทเพคะ” 

“หลุนเฟิง?” เสียงอ๋องใหญ่ถาม นานๆทีพระองค์จะเอ่ยออกมา สุระเสียงช่างก่องกังวาน ฟังแล้วไพเราะ 

“เพคะ แต่เมื่ออกมาจากท้องพระโรงบออกแปดก็ตบหน้าของพระชายา” 

ฮองเฮายิ้มเย็นนางคิดว่าไม่ยากเลยที่จะกำจัดคนขี้ขลาดเช่นอ๋องแปด เมื่อเจ้าออกไปนอกวังหลวงเช่นนี้ข้าสามารถทำอย่างไรก้บเจ้าก็ได้ เมื่อนั้นก็โยนความผิดให้เป็นของโจรที่ปล้นสเบียงไปเสีย 

“เป็นเช่นนั้นก็ดี ไปได้” 

“หม่อมฉันทูลลาเพคะ ฮองเฮา ท่านอ๋องใหญ่” 

อ๋องใหญ่นั้นตามใจมารดามาตั้งแต่เด็ก ตัวเขานั้นแอบมองหลุนเฟิงอยู่บ่อยครั้ง ไม่ทราบได้ว่าคือความรักหรือความอิจฉา หลุนเฟิงนั้นเก่งกาจ ฉลาดเป็นที่รักของสหาย และหลุนเฟิงกับพระองค์ก็เคยมีีคำมั่นสัญญาที่เคยมอบให้กันตั้งแต่วัยเยาว์ คำสัญญาที่พระองค์ไม่สามารถทำได้ 

ท่านอ๋องใหญ่นั้นคิดแค่ว่าผิวขาวซีดราวหิมะของหลุนเฟิงถูกฝ่ามือของอ๋องแปดตบหน้า จนเกิดรอยแดงช่ำ ทำเอาอ๋องใหญ่แทบประทับไม่ติด พระองค์ไม่มีวันไหนเลยที่จะอิจฉาอ๋องแปดน้อยลง  

แม้ว่าพระองค์จะมีดีกว่าทุกอย่าง 

แต่ทำไม พระองค์ถึงรู้สึกว่างเปล่าเช่นนี้ 

“ท่านแม่”อ๋องใหญ่เอ่ย  

“ว่าอย่างไร” 

“ท่านจะทำอะไรข้าไม่เคยว่า ขอเพียงท่านอย่าสังหารหลุนเฟิงเลย” 

ฮองเฮาทอดพระเนตรอ๋องใหญ่ บุตรชายตนทำตามใจตนมาโดยตลอด ทั้งสมรสกับสตรีที่ไม่ได้รัก ทั้งพยายามมีทายาทตามคำสั่งตน ตนสั่งให้ว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ฮองเฮาคิดอยู่นาน พระโอษฐ์อิ่มที่แต่งแต้มสีชาดก็เอ่ยขึ้น 

“ไม่ว่าใครหน้าไหนที่มาขว้างทางไปถึงบัลลังก์ของเจ้า มันผู้นั้นไม่มีสิทธิ์หายใจ” 

 

จวนอ๋องแปด  

พระองค์นั้นพาหลุนเฟิงเข้าเรือนทั้งยังปิดหน้าต่างประตูจนไม่มีลมพัดเข้ามาในเรือน ในจวนไม่ปลอดภัยนางกำนัลในจวนหลายนางเป็นของฮองเฮาที่ถูกส่งมาเพื่อให้ดูความเคลื่อนไหวของพระองค์ 

“เจ็บมากหรือไม่” อ๋องแปดเผลอประคองใบหน้าของหลุนเฟิงอย่างลืมตัว ทำให้ใบหน้าของพวกเขานั้นใกล้กัน  

ช่วงขณะ สายตาของพวกเขาได้สอดผสาน ทว่าหลุนเฟิงกับอ๋องแปดต่างตกใจผละออกจากกันทันใด . 

เพราะผิวของหลุนเฟิงนั้นขาวซีดทำให้พระองค์สังเกตได้ง่าย ว่าแก้มนั้นแดงระเรือเป็นรอยฝ่ามือ 

“ข้าไม่ได้ขอให้เจ้าตอบรับคำขอองพระองค์” อ๋องแปดตรัส 

“ข้าทราบดีว่าท่านอยากรับหน้าที่นี่” 

อ๋องแปดมองหลุนเฟิง ก่อนจะถอนหายใจ 

“ข้าทำหน้าที่นี่ อย่างไรมันก็ถูกกำหนดให้ไม่สำเร็จ ฮองเฮาย่อมส่งคนมาดักโจมตี” 

“โจมตีแล้วอย่างไร แต่ก่อนข้ามิได้อยู่ข้างท่าน แต่คร่านี้ข้าอยู่ข้างท่าน ไม่มีอะไรต้องหวาดกลัว” 

“หึ” อ๋องแปดหัวเราะในลำคอ “นี้ข้าลำบากขนาดที่ต้องให้เจ้าช่วยแล้วหรือ” 

“ท่านอ๋อง ท่านเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ เราสองคนหากร่วมต้านความทุกข์อันเดียวกัน ทุกข์นั้นเหลือเพียงครึ่งเดียว” 

อ๋องแปดยกมือขึ้นตบบ่าของหลุนเฟิง 

“ขอบใจเจ้ามาก” 

“ข้ากล่าวอันใดไว้ไม่เคยลืมเลือน ในวันขนส่งเสบียง ข้าขอสวมหน้ากากท่าน เพื่อรับคมกระบี่ และอันตรายทั้งหมดแทนพระองค์” 

 

ในที่สุดกำหนดการขนส่งก็มาถึง 

รถม้าทั้งหมด สามคันรถ หนึ่งคันบรรจุยาสมุนไพร สองคันบรรจุข้าวสารและเมล็ดพันธุ์พืช แต่กลับไม่มีรถม้าให้คนนั่ง 

ท่านอ๋องและหลุนเฟิงสวมอาภรณ์สีน้ำเงินหม่นประดับลวดลายปักษาคล้ายคลึงกัน 

    “อะไรกัน ให้ข้าขี่ม้า!” เสียงอ๋องแปดโวยวาย พระองค์ทำตัวเป็นคนใจเสาะ พวกทหารพวกนั้นก็เชื่อสนิทใจ  

“ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบจัดหารถม้าเดี๋ยวนี้” องครักษ์ก็เล่นใหญ่ไปกับเขาด้วย รีบกุลีกุจอหารถม้า ช่วงหนึ่ง อ๋องแปดหันมองหน้าของหลุนเฟิง พวกเขาสบตากัน  

รออยู่เสี้ยวชั่วยามก็ได้รถม้าคันใหญ่แต่ไม่พบว่าองครักษ์นั้นกลับมาด้วย แต่มีทหารจากในวังหลวงนำรถม้ามาแทน อ๋องแปดเกิดตงิดใจแต่พระองค์ทำอะไรมากไม่ได้พระองค์ทำได้เพียงเล่นตามน้ำที่พวกมันวางแผนไว้ 

ท่านอ๋องเอามือไข้วหลังเดินขึ้นรถม้า โดยหลุนเฟิงตามขึ้นไปติดๆ ทันทีที่ขึ้นไปนั่งบนรถม้า ทั้งคู่ก็เอาแต่เงียบ  

หลุนเฟิงตะโกนสั่งจากในรถม้า 

“ไปได้” 

ทหารได้ยินก็พูดซ้ำให้ขบวนได้เคลื่อนที่ 

“ไปได้!!” 

รถม้าค่อยๆขยับเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ หลุนเฟิงจึงหยิบกระบี่ที่ฝ่าบาทมอบให้กับอ๋องแปด เพราะกระบี่นั้นเป็นของพระชายาหากเห็นผู้ใดถือย่อมเป็นหมายความว่าผู้นั้นเป็นพระชายา  

อ๋องแปดถอดหน้ากากออกมอบให้หลุนเฟิง 

หลุนเฟิงมองใบหน้าของอ๋องแปดด้วยสายตาหวานเชื่อมอย่างไม่รู้ตัว ท่านอ๋องรู้สึกพอใจที่ถูกจ้องมองแบบนั้นทำเอาพระองค์ไม่อยากผูกผ้าผืนสีดำเพื่อปิดบังใบหน้าตน เพราะอยู่ๆก็รู้สึกว่าอยากให้หลุนเฟิงมองใบหน้าตนเองนานกว่านี้ 

หลุนเฟิงกับอ๋องแปดสบตากันอยู่นาน คนรู้สึกตัวก่อนย่อมเขินก่อน หลุนเฟิงกระอักกระอวนใจ ทำท่าทีว่าสวมหน้ากาก อ๋องแปดก็ยังไม่เลิกมอง พระองค์เหมือนถูกมนต์สะกด 

“เจ้าคือข้า” 

เสียงพระองค์นั้นแหบพร่า ราวกับว่ากำลังพรึมพรำ อยู่ในห้วงของความคิด 

อ๋องแปดนั้นแอบคิดไม่ได้ ว่าตนไม่คิดเลยว่าจะมีคนมาแบกรับทุกอย่างแทนตน 

“ท่านก็คือข้า ฉะนั้น ไม่ต้องทำเป็นอ่อนแอเพราะตัวข้านั้นเข้มแข็ง”  

อ๋องแปดเค้นยิ้ม พระองค์ยกผ้าผืนสีดำขึ้นมาผูกปิดปากตนเอง  

ท่านอ๋องเห็นรถม้าโยกสั่นไปมา ก็เกิดคิดเจ้าเล่ห์ทำเป็นผูกผ้าไม่ได้ 

“หลุนเฟิงข้าผูกไม่ได้” 

หลุนเฟิงขมวดคิ้ว ลุกออกจากที่นั่งฝั่งของตน ไปอยู่หน้าของท่านอ๋อง มือของหลุนเฟิงอ้อมไปข้างหลังศีรษะอ๋องแปด หวังจะมัดให้  

เป็นไปดั่งกลอุบาย  

รถม้าเกิดสะดุดหินก้อนใหญ่ ทำให้แรงกระชากมากขึ้น อ๋องแปดนั้นได้ทีทำเป็นล้มลงใส่หลุนเฟิง  

อนิจจา  

พวกเขาทั้งสองล้มลงกับตัวของพื้นรถม้า ตกเก้าอี้กันไปตามๆกัน 

อ๋องแปดอยู่บน หลุนเฟิงอยู่ล่าง สายตาสอดผสาน ช่างเป็นโอกาสอันดี แต่... 

พวกเขาไม่สามารถคิดอะไรไปมากกว่านั้นทั้งสองต่างรีบลุกขึ้นนั่งและขออภัย หลุนเฟิงนั้นรีบผูกผ้าให้พระองค์ได้พอดีก็รีบกลับนั่งที่ตน โดยอ๋องแปดนั้นยิ้มกรุ้มกริมใต้ผ้าผืนสีดำทึบ ไม่รู้ว่าทำไมพระองค์ถึงคิดสร้างสถานะการณ์เช่นนั้นนขึ้นกันแน่ 

 

กลางป่าทึบกว้างใหญ่ไพศาล การเดินทางในพงไพรราวกับว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด แต่สองลี้ให้หลังเบื้องหน้าพลันปรากฏ หน้าผาธรรมชาติ  

กลางหน้าผามีแอ่งน้ำใหญ่ เหนือหน้าผามีน้ำตกหลั่งไหล แต่ทว่าผนังผานั้นซับซ้อนลาดชันเปี่ยมไปด้วยอันตราย มองผ่านช่องหุบเขาแล้วมืดมิด หากมีการดักโจมตี คงยากที่จะเอาชีวิตรอด 

หลุนเฟิงและอ๋องแปดปิดม่านรถม้า ต่างคนต่างมองตากัน รอคอยให้รถม้าค่อยๆเคลื่อนเข้าไปในช่องหุบเขานั้นช้าๆ ทั้งสองต่างจับกระบี่ไว้แน่นมือ 

เสียงน้ำตกค่อยๆจางหาย แสงอาทิตย์เริ่มหม่นลง ในที่สุดราตรีก็คืบคานเข้ามา  

“หาจุดพักม้า” อ๋องแปดเอ่ยขึ้น รถม้าหยุดเคลื่อนไหว แต่ทว่าทุกอย่างหยุดชะงั่ก แม้แต่คนโต้ตอบกลับมายังไม่มี บุรุษมากไปด้วยวรยุทธทั้งสองต่างเงียบฟังเสียงเคลื่อนที่ของนอกรถม้า 

ความเคลื่อนไหวภายนอกรวดเร็วอย่างยิ่ง ทันใดนั้นเอง ไม้ที่ประกอบกันทั้งสี่แผ่นเป็นรถม้าก็ถูกเหล็กโซ่กระชากออก ท่านอ๋องและหลุนเฟิงต่างกระโดดขึ้นสูงหลบหลีกอาวุธที่พุ่งเข้าไปในรถม้าหวังสังหาร ทั้งสองทิ้งตัวลงพื้นดินจนฝุ่นตลบขึ้นไปทั่วบริเวณ 

เมื่อมองดูรอบข้างก็พบว่ารถม้าขนเสบียงถูกขโมยไปไม่เหลือสิ่งใดไว้ มีเพียงข้าวของบางส่วนที่หกตามพื้น 

เหล่าทหารที่หวังสังหารอ๋องแปดนั้นตกใจเมื่อทราบถึงวรยุทธ 

ทหารพวกนี้เป็นโจร มิใช่ทหาร แต่หากเรียกว่าทหารมันคือทหารของฮองเฮา!! 

เมื่อบุรุษทั้งสองจรดปรายเท้าลงกับพื้นดิน ก็ถูกโจรพวกนั้นล้อมไว้เป็นวงกลม  

คนนับยี่สิบคน มีหรือจะสังหารคนเพียงสองคนไม่ได้ ทันใดนั้นก็มีเสียงแหวกอากาศขึ้นมา 

“ยิง!”  

ตามด้วยลูกเกาทัณฑ์นับสิบลูกพุ่งเข้าใส่กลางวง  

หลุนเฟิงและอ๋องแปดต่างตวัดคมดาบตัดเกาทัณฑ์ขาดครึ่ง 

โจรเกือบทุกคนต่างพุ่งกระบี่ใส่บุรุษที่สวมหน้ากาก เพราะพวกมันมั่นใจแน่แท้ว่าผู้นั้นคืออ๋องแปด แท้จริงผู้อยู่ใต้หน้ากากคือพระชายา 

ในความมืดเห็นไม่ชัดก็จริง แต่ความสามารถในการฟังและจำแนกเสียงของพวกเขาไม่ใช่ธรรมดา 

หลุนเฟิงที่สวมหน้ากากใช้กระบี่ของอ๋องแปดฟาดใส่โจรที่อยู่ใกล้ที่สุด ข้อมือของมันขาดสะบั้นออกจากกันมันบาดเจ็บสาหัสจนล้มลงกับพื้น  

อ๋องแปดปาดคอโจรผู้หนึ่งทำให้โลหิตสาดกระเซ็น เขาเห็นโจรผู้ที่ข้อมือขาดล้มบนพื้น และมีโจรอีกคนพุ่งดาบเข้าใส่ อ๋องแปดจึงกระชากโจรผู้ที่ข้อมือขาดนั้นขึ้นมายืน  

ส่งผลให้โจรที่หวังจะสังหารพระองค์แทงคมดาบเข้าไปกลางลำตัวของสหายของตน หลุนเฟิงมองเห็นเช่นนั้นจึงปาดกระบี่เชือดเนื้อใส่กลางหลังของโจรที่สังหารสหายของมันซ้ำ  

อ๋องแปดกับหลุดเฟิงต่างมองหน้ากัน โจรพวกนั้นต่างขยายวงกว้างขึ้น ทำท่าทาง เกรงๆกลัวๆ หวังจะโจมตี แต่ก็ไม่กล้าเข้ามา เพราะเห็นว่าทั้งสองนั้นว่องไว และโหดเหี้ยม ฝีมือร้ายกาจสังหารคนไม่หยั่งมือและไม่ไตร่ตรอง  

ทันใดนั้นโจรผู้หนึ่งก็จุดพุส่งสัญญาณเรียกคน  

อ๋องแปดที่สวมผ้าปิดปากสีดำไม่รอช้า กระโดดขึ้นแหวกอากาศหวังสังหารโจรที่ส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริม ทว่าพวกมันมีเยอะกว่าจึงตั้งรับคมดาบของอ๋องแปดได้ทันท่วงทีและโจมตีเข้าใส่  

อ๋องแปดถูกรุมล้อมพวกมันคนหนึ่งฟาดกระบี่ใส่ท่านอ๋อง โดยท่านอ๋องนั้นใช้กระบี่ตั้งรับ  

 หลุนเฟิงเห็นท่าไม่ดี จึงพุ่งตัวเข้าไปแล้วใช้กระบี่ของตนฟาดให้โจรนั้นกระจายออก โจรจำนวนหนึ่งจึงใช้โอกาศที่หลุนเฟิงปกป้องอ๋องแปด เฉือนคมดาบใส่หวังสังหารคนสวมหน้ากาก แต่หลุนเฟิงนั้นว่องไว หลบทันแต่ก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แขนของหลุนเฟิงถูกปาดจนโลหิตไหลลงมาถึงนิ้วมือ  

ทันใดนั้นเองโจรในชุดดำก็มาถึงอีกนับสิบคน พวกเขาทั้งสองอยู่ในวงล้อมขอโจรนับ สามสิบคน อ๋องแปดกำกระบี่ในมือตนแน่นขึ้น 

เสียงหนึ่งในกลุ่มโจรเอ่ยขึ้น 

“นำตัวของอ๋องแปดให้ข้าแล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”  

หลุนเฟิงที่สวมหน้ากากอยู่นั้นมองอ๋องแปด พระองค์เองก็เช่นกัน  

นี้เจ้าต้องมาตายแทนข้าเร็วเช่นนี้เลยหรือ  

พวกเขาทั้งสองมองตากันอยู่ไม่นานก็ละสายตาชั่วพริบตาอ๋องแปดก็กระโดดตัวขึ้นเหนือพื้น และตวัดปลายดาบสังหารโจรได้ถึงห้ารายในกระบี่เดียว 

โจรพวกนั้นจึงแห่กันเข้าจู่โจมเป็นวงกลม ไร้ทางหนี อ๋องแปดจึงโอบเอวของหลุนเฟิงขึ้นให้ลอยเหนือพื้น แล้วออกแรงหมุนเป็นวงกลม หลุนเฟิงจึงใช้ปรายเท้าตนถีบเข้ากลางอก พวกมันถูกกดจุด จุกในอกล้มลงกองกับพื้น ไม่พอแค่นั้น ท่านอ๋องยังโยนตัวของหลุนเฟิงใส่กลุ่มโจร ทำให้หลุนเฟิงนั้นสามารถใช้กำลังภายในตวัดกระบี่ฟาดใส่โจรพวกนั้นจนมันถูกกระบี่ตัดผิวหนังบาดเจ็บจนทรุดลงกับพื้น  

ทว่าเพราะโยนหลุนเฟิงออกไปแบบนั้นทำให้กลุ่มโจรที่ยังมีชีวิตรอด มุ่งหน้าสังหารบุรุษที่สวมหน้ากาก ก็คือหลุนเฟิง หลุนเฟิงที่บาดเจ็บเป็นทุนเดิมทั้งยังถูกจู่โจมไม่หยุด ทำได้เพียงป้องกัน 

พระองค์ล้วงเอาอาวุธลับ ที่มีนามว่า เข็มอาบยาพิษสยบจันทราของพระองค์ขึ้นมา นิ้วทั้งห้าคีบเข้มพิษ พระองค์ตวัดมือ อาวุธลับของพระองค์กระจายออกตรงเข้าปักที่ต้นคอ พวกมันที่โดนเข็มพิษจึงล้มลง  

โจรพวกนั้นเริ่มระจายออก ส่วนหนึ่งจู่โจมท่านอ๋องในคาบพระชายา 

กลุ่มหนึ่งโจมตีพระชายาในคาบของอ๋องแปด 

เสียงกระบี่ดังไม่หยุด คนพวกนั้นต่างโจมตีบุรุษที่สวมหน้ากากจนตอนนี้บาดเจ็บสาหัส อ๋องแปดนั้นพยายามสลัดโจรห้าหกคนที่อยู่กับพระองค์  

ทันใดนั้นท่านอ๋องก็เห็นว่าหลุนเฟิงพลาดท่าล้มลงกับพื้น พระองค์ใช้เพลงกระบี่วิชาที่ได้มาจากเขาคุนหลุน ไม่มีทางที่ผู้ใดจะไม่ทราบ  

พระองค์วาดกระบี่ตวัดออกเป็นวงกลม สังหารพร้อมกันถึงหกคน บริเวณหน้าอกนั้นถูกเฉือนเนื้อลงลึกจนโลหิตทะลัก ท่านอ๋องไม่รอช้า เข้าไปช่วยเหลือหลุนเฟิง โจรพวกนั้นเหลืออยู่นับสิบคนได้ 

ส่วนหลุนเฟิงเจ็บก็หนัก เนื่องจากคน คนเดียว แต่ถูกรุมโจมตีอย่างไม่คิดหยั่งมือ มีหรือว่าจะรับมือไหว  

พระองค์รู้สึกเสียใจที่ให้อีกฝ่ายสวมหน้ากากของตนเอง 

หลังของหลุนเฟิงและอ๋องแปดชนกัน กระบี่ในมือถูกยกขึ้นตั้งรับ ทั้งคู่ต่างประเมินสถานการณ์ โจรพวกนั้นก็เช่นกัน 

“ข้าไม่คิดเลยว่าพระชายาจะมีวิชากระบี่ตัดพิภพ ที่เป็นของเขาคุนหลุน” มันผู้หนึ่งกล่าวกับอ๋องแปด 

“ผู้ใดปากมาก ผู้นั้นตายคนแรก” 

ว่าจบพระองค์ก็เข้าจู่โจม หลุนเฟิงก็ไม่ยอมพ่ายแพ้ แม้ร่างกายจะถูกคมดาบเฉือนไปทั่วทั้งร่างก็ตาม พวกเขาทั้งสองต่างบรรเลงเพลงกระบี่ หลายกระบวนท่า พวกโจรที่เหลือรอดพวกนี้เป็นคนมีวิทยายุทธ์เก่งกล้า ยากมากที่จะล้มพวกมันได้ 

ในขณะนั้นเอง 

หลุนเฟิงถูกมันผู้หนึ่งกดกระบี่ชน ลากไปจนสุดคอ อ๋องแปดกันโจรผู้อื่นอีก ทำให้หลุนเฟิงต้องรับมือกับโจรที่ฝีมือร้ายกาจที่สุดเพียงผู้เดียว หลุนเฟิงใช้กระบี่ตนตั้งรับกระบี่ของโจร ยื้อกันอยู่นาน คมกระบี่ของโจรผู้นั้นก็กดกระบี่ตน ทำให้กระบี่ของหลุนเฟิงเองโดยคอของตนคมกระบี่เข้าลึกจนโลหิตที่คอไหลเป็นทางยาว  

โจรผู้นั้นได้ใจที่เห็นเลือดของบุรุษที่สวมหน้ากาก มันยิ่งออกแรงกดกระบี่ใส่ หลุนเฟิงไม่รอช้าใช้กำลังภายในของตนทั้งหมด มือเรียวทิ้งกระบี่ตนทิ้งแล้วก้มตัวลงลอดออกอย่างว่องไว  

ทำให้หลุดจากการถูกกระบี่ของโจรมันกดไว้ แล้วมือเรียวก็คว้าเอากระบี่ที่ตนปล่อยแต่ยังไม่ตกพื้น  

นับว่าเป็นเวลาเพียงพริบตาเดียวหลุนเฟิงก็หลุดจากโจรผู้นั้น สายตาที่ว่องไวเห็นว่ามีโจรคนหนึ่งกำลังจะลอบจู่โจมอ๋องแปดจากข้างหลัง หลุนเฟิงเกรงว่าจะเข้าไปช่วยไม่ทัน จึงโยนกระบี่ของตนออกไปส่งผลให้โจรที่ลอบทำร้ายอ๋องแปดถูกกระบี่เสียบทะลุร่าง หลุนเฟิงใช้เท้า งัดกระบี่ของโจรที่ตายแล้วขึ้นมาจากพื้น แล้วหันมาจูโจมใส่โจรฝีมือร้ายกาจที่อยู่ข้างตน 

เวลาที่หลุนเฟิงใช้ไปมันรวดเร็วราวกับเพียงแค่กระพริบตา วิทยายุทธของหลุนเฟิงนั้นล้ำลึกยิ่งนัก แม้บาดเจ็บแต่ไม่ท้อถอยแม้แต่น้อย 

หลุนเฟิงตัดสินใจพุ่งตนเข้าหาโจรผู้นั้น และโจรผู้นั้นก็ทำเช่นเดียวกัน ทั้งสองต่างวิ่งเข้าใส่กันหวังสังหารให้ตายพร้อม 

โจรผู้นั้นซื่อสัตเกิดโตมาได้เพราะถูกฮองเฮาชุบเลี้ยง การตายในวันนี้เพื่อสังหารอ๋องแปดผู้เป็นเสี้ยนหนามตำใจของฮองเฮา ถือว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ตนภูมิใจยิ่ง แม้ตายก็ไม่เสียดาย 

กระบี่ของทั้งคู่ ต่างหวังเฉือนเนื้อ กัน ทว่า หลุนเฟิงนั้น เอนตัวลอดใต้กระบี่ในระยะประชิด คมกระบี่เฉียดผ่านปลายจมูก แต่โจรผู้นั้นเจ็บหนัก ถูกกระบี่ ตัดผ่านกลางลำตัว เพราะร่างกายคนซับซ้อนทำให้คมกระบี่ชั้นต่ำไม่สามารถตัดขาดเป็นสองท่อนได้ กระบี่เล็มนั้นทำได้แค่ค้างอยู่ช่องท้องเช่นนั้น ดวงตามันเบิกกว้าง ล้มลงกับพื้น  

หลุนเฟิงนั่งบนพื้น กระอักเลือดตนเองออกมา สายตาพร่ามัว พยายามเพ่งมองอ๋องแปด ที่ต่อสู้กับโจรอีกสองคน หลุนเฟิงใช้อึดใจสุดท้ายของตน หยิบกระบี่ขึ้นมา แล้ววิ่งตรงเข้าหาโจรผู้นั้น  

หลุนเฟิงแทงกระบี่ใส่หัวใจของโจรจนกระบี่แทงทะลุ ไปด้านหลัง โจรอีกคนเห็นสหายตายหมด เหลือเพียงแค่มัน จึงไม่สนใจชีวิต โยนกระบี่ที่เหลือเพียงเล่มเดียวของตนใส่บุรุษที่สวมหน้ากาก  

“หลุนเฟิง!!” 

อ๋องแปดตะโกนเรียกให้รู้ตัว หลุนเฟิงสัมผัสไว แม้ในที่มืด ตัวเขานั้นเอนลงขนาบไปกับพื้นเพื่อหลบกระบี่ คอมกระบี่ที่ถูฏโยนใส่นั้นผ่านตัวของหลุนเฟิงไปเฉียดปลายจมูก ก่อนกระบี่เล่มคมหล่นลงปักบนพื้นโดยไม่ได้สัมผัสกับร่างกายของหลุนเฟิงแม้แต่น้อย โจรผู้นั้นไม่รอช้า วิ่งหนี หวังจะรอดเพื่อบอกความจริงกับฮองเฮาให้ได้ถึงวิทยายุทธของอ๋องแปดว่าร้ายกาจ 

ทว่าอ๋องแปดที่พวกมันคิดว่าเป็นพระชายา นั้นได้โยนเข็มพิษใส่โจรจนมันเสียชีวิตล้มลงกับพื้น 

เสียงกระบี่หมดไป ความเงียบปกคลุม เกิดเสียงใบไม้เสียดสีและเสียงลมที่พัดลอดผ่านหุบเขา กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งจนอยากอ้วกออกมา พวกเขาทั้งสองมองหน้ากันร่างกายต่างสะบัดสะบอม แต่อ๋องแปดดูไม่บาดเจ็บมากนัก ในขณะที่หลุนเฟิงผู้สวมหน้ากาก กลับบาดเจ็บเจียนตาย  

เสี้ยววินาที หลุนเฟิงก็หมดสติ อ๋องแปดรีบวิ่งเข้าไปประคองไว้ในอ้อมแขนพระองค์... 

"หลุนเฟิง หลุนเฟิง" 

เสียงของพระองค์เป็นห่วงยิ่ง 

กลางป่านั้น มีกระท่อมอยู่ที่หนึ่ง อ๋องแปดแบกหลุนเฟิงขึ้นหลัง เมื่อเห็นกระท่อมร้าง ก็ไม่รอช้าเข้าไปพักอาศัย พระองค์ต้องสำรวจก่อนว่าในกระท่อมกลางป่านี้เป็นของผู้ใดจึงนำหลุนเฟิงให้นั่งพิงผนังไม้ 

 หยั่งกลับว่าที่นี่ถูกสร้างไว้รอพวกเขาทั้งสอง ในกระท่อมนี้มิใช่กระท่อมธรรดา แต่เป็นกระท่อมของหมอเทวะที่ฝ่าบาทได้ประทานไว้ให้ 

 ประเสริฐยิ่ง พระองค์เร่งรีบจุดเทียนให้เกิดแสง แล้วจัดแจงปูผ้าให้เรียบร้อย ก่อนจะอุ้มหลุนเฟิงให้นอนลง มือเรียวปลดอาภรณ์ที่ขาดออก พบว่าโลหิตนั้นไหลออกมาบาดแผลนับสิบแผล  

“ข้าขอโทษ” พระองค์มองบาดแผลที่สมควรอยู่บนร่างของพระองค์  

อ๋องแปดเดินไปดูชั้นยา มองสมุนไพรอยู่นาน นำมาดมบ้างชิมบ้าง เมื่อทราบว่ามีตัวยากี่ชนิดที่สามารถใช้ได้ ก็เริ่มลงมือบดสมุนไพรนำมาวางบนบาดแผล ก่อนจะเริ่มจัดแจงปรุงยาสมุไพรไว้สำหรับรักษาภายใน  

เมื่อรู้ตัวอีกทีพระองค์ก็ใช้เวลาดูแลหลุนเฟิงจนแสงอาทิตย์สาดไปทั่วป่า อ๋องแปดมองหน้ากากที่หลุนเฟิงสวมอยู่ มือเรียวปลดผ้าผืนสีดำที่ปิดบังใบหน้าตน ก่อนจะถอดหน้าออกให้หลุนเฟิง 

พระองค์หลับตาลง หยาดน้ำตาใสก็ซึมขึ้น  

“ข้าขอโทษเจ้า ที่ต้องบาดเจ็บเพราะข้า” อ๋องแปดกล่าวเสียงแผ่วเบา แต่หลุนเฟิงนั้นได้ยินชัดเจน เพียงแค่ไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะลืมตาหรือขยับตัว สิ่งที่ทำได้เพียงแค่หลั่งน้ำตาใสซึมออกจากขอบตาที่ปิดสนิท... 

อัพครั้งต่อไปวันที่ 1 กันยายน  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น