แพทริก เหล่า
Instagram-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่ 53

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ชีวิต/ดราม่า

คนเข้าชมทั้งหมด : 228

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2562 02:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 53
แบบอักษร

ร่างกายของเหล่ฟั้นตรึงชะงัก มือไม้อ่อนยวบไปหมด เธออาศัยกำลังใจทั้งหมดที่มีไปกับการควบคุมจังหวะผ่อนลมหายใจเข้าออกให้เป็นปกติ ก่อนจะแหงนคอขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับสายตาอำมหิตที่คุณนายมองเขม็งมา

“คุณนายหมายความว่ายังไงหรือเจ้าคะ” เธอซักเสียงสั่น 

“ไม่ต้องมาทำไขสือกับฉัน นังแพศยา” สาวใหญ่ข่มขวัญ มือยกขึ้นกอดอกแน่น ทำท่าทางอย่างจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด “สารภาพแผนชั่วของแกมาให้หมดนะ แกคิดจะทำอะไรกับลูกชายฉันกันแน่” 

“หนูไม่ได้คิดแผนการอะไรอย่างที่คุณนายว่าเลย” 

“เงียบเดี๋ยวนี้นะ” หล่อนตวาด “แกคิดว่าฉันโง่นักหรือ แกเห็นฉันเป็นหัวหลักหัวตอหรือ ทำไมฉันจะไม่รู้ว่าลึกๆข้างในแกคิดยังไงกับอาเชิง” 

“หนู...” เหล่ฟั้นพูดความจริงไม่ออก ราวกับมันจุกอยู่ในคอก็ไม่ปาน 

“แกอย่ามาเสียเวลาแถข้างๆคูๆเลยดีกว่า ผู้หญิงสันดานอย่างแกน่ะฉันเคยคลุกคลีมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว อีพวกที่มากมารยาสาไถยกว่าแกเป็นหมื่นแสนเท่า ฉันก็รู้จักพวกมันดี เรื่องอะไรฉันจะเดาใจแกไม่ออก”   

“คุณนายไม่เข้าใจ หนูไม่ใช่ผู้หญิงอย่างที่คุณนายคิด” 

“ยังจะกล้าเถียงฉันอีกหรือ” หยิงโถวชี้หน้าด่า “ทำไมแกจะไม่ใช่ หลักฐานมันฟ้องอยู่โทนโท่ว่าแกล่อลวงอาเชิง แกใช้เล่ห์กระเท่หลอกให้เขาหลงเสน่ห์นางทาสต่ำต้อยอย่างแก ทั้งหมดที่ทำลงไปก็เพราะว่าแกหวังใช้เขาเป็นทางลัดไปสู่ฐานะที่ดีกว่า แกอยากฮุบสมบัติของพวกตระกูลหมั่นเลยยั่วยวนให้ทายาทคนเดียวอย่างเขามาหลับนอนกับแกในห้องนี้เพื่อที่แกจะได้มีท้องกับเขา แล้วจากนั้นแกก็จะเรียกร้องเอานู่นเอานี่ในฐานะสะใภ้ของตระกูลจากฉันทีหลัง แผนตื้นๆแค่นี้ฉันมองออกอยู่แล้ว” 

“นั่นไม่เป็นความจริงเลยสักนิด”   

“โดนจับได้คาหนังคาเขาอย่างนี้แล้วยังจะปากแข็งอีกหรือ นังตัวดี” 

“หนูกับไหว่เชิงรักกันเจ้าค่ะ” เด็กสาวระเบิดเสียงอย่างสิ้นความอดทน “หนูกับเขารักกัน ได้ยินมั้ยเจ้าคะ เราสองคนรักกันด้วยใจบริสุทธิ์ และหนูไม่ได้มีความคิดชั่วช้าเหมือนอย่างที่คุณนายปรามาสแม้แต่น้อย” 

คำแก้ต่างปนเสียงสะอื้นแรงๆของเธอทำเอาผู้สูงศักดิ์นิ่งไปพักหนึ่ง 

“เมื่อกี้แกว่าอะไรนะ...รักหรือ” แม่หม้ายยิ้มเย้ยอย่างเห็นเป็นเรื่องขำเมื่อได้สติ “รักกันด้วยใจบริสุทธิ์งั้นหรือ...ช่างตลกสิ้นดี...” 

“แต่หนูพูดความจริง” สาวใช้วัยรุ่นยืนยันด้วยน้ำเสียงขมขื่น 

“หมุ่ยไจ๋อย่างแกน่ะหรือจะรู้จักความรัก ไม่มีทางซะหรอก” คุณนายเน้นเสียง “ส่วนความจริงที่แกจะต้องรู้ต่อไปนี้ก็คือแกเป็นเพียงแค่นางทาสคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเหมาะสมกับลูกชายของฉันเลย ต่อให้แกจะรักเขาจนชั่วฟ้าดินสลาย ฉันก็จะไม่ยินยอมให้แกได้ตกล่องปล่องชิ้นกับอาเชิงเป็นอันขาด” 

“แต่ว่าคุณนายเจ้าคะ...”  

“ไม่มีต่งมีแต่อะไรทั้งนั้น” หยิงโถวตัดบทอย่างไม่ไยดีกับความพยายามต่อรองของอีกฝ่าย “หลังจากผ่านงานเลี้ยงของฉันไปแล้ว ตัวกาลกิณีเช่นแกจะต้องถูกเฉดหัวออกไปจากบ้านฉัน ฉันจะรีบจัดงานแต่งงานให้แกอย่างด่วนจี๋เลยทีเดียว นังหมุ่ยไจ๋มักใหญ่ใฝ่สูงไม่รู้จักเจียมกะลาหัวแบบแกนี่ฉันชอบนัก ต้องลงโทษให้เข็ดหลาบด้วยการหาผัวที่ไม่ปกติอย่างชาวบ้านชาวช่องให้” 

“คุณนายจะทำอะไรหนู” เหล่ฟั้นกรีดเสียงถามปนเสียงสะอื้น 

“ฉันจะบอกแม่สื่อว่าไม่ต้องเรียกเอาค่าสินสอดจากฝ่ายชาย ถึงตอนนั้นก็จะมีแต่พวกกเฬวรากมาสู่ขอแก...แกจะได้ผัวแบบไหนหนอ จะเป็นหนุ่มชาวเรือชั้นต่ำ ตาเฒ่าหัวงู หรือกระยาจกพิกลพิการสักคน แค่คิดเล่นๆก็สนุกจะแย่แล้ว” 

“คุณนายเจ้าขา” เธอร้องเรียกพร้อมกับถลาเข้าหา แต่ไม่ทันเวลา เพราะผู้เป็นนายได้รีบเอี้ยวตัวออกจากห้องพร้อมกับกระแทกประตูปิดลง ทั้งยังล่ามโซ่ขัดลูกบิดประตูหลังบ้านอย่างแน่นหนาเพื่อไม่ให้เธอใช้มันเป็นทางหนีทีไล่ได้อีก 

“คุณนายเจ้าขา คุณนาย ปล่อยหนูออกไปเถอะเจ้าค่ะ!”  

“ถ้าแกรักห้องนี้นักก็อยู่มันไปเลย” คนถูกเรียกตะโกนตอบด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ ขณะที่เสียงร่ำร้องขอความเมตตายังคงแว่วมาจากอีกฟากของประตูไม่หยุดหย่อน “เพราะอีกไม่นานแกก็ต้องไปจากบ้านหลังนี้แล้ว ตอนนี้ก็เก็บเกี่ยวความสุขในรังรักของแกให้จุใจไปเลยก็แล้วกัน” 

 

“คุณหมั่น ไหว่เชิงคะ คุณแม่คุณต้องการพูดด้วยค่ะ” แหม่มผมทองผู้ทำหน้าที่ดูแลโทรศัพท์ทุกเครื่องในห้องโทรศัพท์ประจำหอพักนิสิต ตะโกนเรียกเด็กหนุ่มที่กำลังเดินผ่านหน้าห้องพร้อมกับทำท่ายื่นหูโทรศัพท์ให้

นิสิตคณะศิลปศาสตร์ยืนมองเครื่องมือสื่อสารทางไกลด้วยความลังเลใจ ก่อนจะรับหูโทรศัพท์จากมือแหม่มนางนั้นมาแนบหูอย่างไม่ยินดียินร้าย 

“ฮัลโหล” ไหว่เชิงกรอกเสียงลงไป 

“นั่นลูกหรือ อาเชิง”  

“มีอะไรหรือครับ คุณแม่” เขากัดฟันเรียกคู่สนทนาด้วยสรรพนามที่ให้ความกระดากใจทุกครั้งนับตั้งแต่รู้ความจริงเรื่องบิดามารดาตนเอง 

“แม่มีเรื่องใหญ่จะแจ้งให้ลูกรู้” ‘คุณแม่’ ตอบไม่เต็มเสียง 

“เรื่องอะไรครับ” ไหว่เชิงซักอย่างใจร้อน เมื่อสัญชาตญาณบ่งบอกถึงความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นที่บ้านของเขา “มีใครเป็นอะไรรึเปล่า” 

“อาฟั้นไม่อยู่กับพวกเราแล้วนะ” หยิงโถวดัดเสียงให้เศร้าสร้อยเพื่อลองใจอีกฝ่าย “เธอเพิ่งจะออกเรือนไปเมื่อวานนี้เอง” 

ดวงตาของเด็กหนุ่มลุกโพลงด้วยความตกใจสุดขีด มือที่กำหูโทรศัพท์เกร็งจนเส้นเอ็นทั่วลำแขนสั่นระริก “เป็นไปไม่ได้” น้ำเสียงของเขาเครียดขึ้นมาทันที “ทำไมผมไม่เห็นจะรู้ข่าวอะไรเลย เรื่องใหญ่ขนาดนี้ทำไมไม่มีใครบอกผม” 

“ก็ลูกไม่กลับบ้านเลย แม่จะบอกลูกได้ยังไง” หล่อนบีบเสียงเศร้า 

“โทรศัพท์ก็มี บอกผมทางนี้ก็ได้นี่” เขากระโชกกระชากอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน “อาฟั้นจะแต่งงานโดยไม่บอกผมได้ยังไง” 

“แต่เธอก็แต่งออกไปแล้ว แต่งกับเด็กหนุ่มชาวเรือคนหนึ่งโดยที่เธอเป็นฝ่ายเรียกร้องขอแต่งเอง” หม้ายสาวงัดข้ออ้างที่เตรียมไว้ออกมาใช้  

“คุณแม่โกหก” ไหว่เชิงพร่ำตะคอกซ้ำๆ “คุณแม่โกหกผม” 

หยิงโถวสะอึกไปเล็กน้อย “ทำไมลูกถึงคิดว่าแม่โกหกลูก” 

“เพราะอาฟั้นไม่มีวันเอาใจออกหากจากผมแน่” เด็กหนุ่มตอบเสียงกร้าว คำตอบนั้นราวจะดังก้องอยู่ในห้วงความคิดของคนถามไม่มีที่สิ้นสุด 

“แม่อยู่บนโลกนี้มานานกว่าลูก แม่ย่อมรู้เช่นเห็นชาติสันดานพวกหมุ่ยไจ๋ดี นังคนพวกนี้มันไม่เคยคิดถึงอะไรมากไปกว่าอิสรภาพของตัวเอง ไม่ว่าใครหน้าไหนมาทาบทามสู่ขอ พวกมันก็พร้อมจะโดดขึ้นเกี้ยวขันหมากทันที”  

“นั่นมันมายาคติที่คุณแม่ตู่เอาเองล้วนๆ อาฟั้นไม่ใช่คนอย่างนั้น” เขาเถียงเสียงดังจนทุกคนในห้องเหลียวมองเป็นสายตาเดียว 

“ลูกก็ไม่ใช่ผู้ชายที่คู่ควรกับผู้หญิงชั้นล่างอย่างอาฟั้นเช่นกัน” มารดาจอมปลอมให้เหตุผล “ลูกเป็นถึงคุณชายผู้สูงศักดิ์ เป็นทายาทสกุลใหญ่ มีผู้หญิงดีๆอีกมากหน้าหลายตาให้เลือกสรร จะมัวจมปลักกับสาวใช้ทำไมให้เสียเกียรติเปล่าๆ ลองคิดถึงว่าคุณพ่อ คุณปู่ หรือใครต่อใครรู้เข้า พวกท่านจะคิดยังไง” 

“ไม่ต้องมาเสือกกะโหลกกับเรื่องส่วนตัวของผมหรอกน่า” ลูกชายตะเบ็งเสียงด้วยอารมณ์มุทะลุ “แล้วก็เลิกอ้างนู่นอ้างนี่ได้แล้ว ผมจะรักใครชอบใครมันก็เรื่องของผม กตัญญูก็ส่วนกตัญญู หัวใจก็ส่วนหัวใจ คุณแม่เข้าใจมั้ย” 

คุณนายหมั่นตกอยู่ในอาการทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ถือหูโทรศัพท์ค้างไว้ 

“เราเถียงกันไปก็เท่านั้น เพราะถึงเราจะเถียงกันให้ตายไปข้างหนึ่ง อาฟั้นก็ไม่กลับมาบ้านเราแล้ว” สาวใหญ่ตอกย้ำเรื่องที่หล่อนกุขึ้นเอง 

“มีอะไรมายืนยันล่ะว่าที่คุณแม่พูดมาเป็นเรื่องจริง มีอะไรยืนยันได้บ้างว่าอาฟั้นเป็นคนขอแต่งงานเอง ไม่ใช่จำใจแต่งเพราะถูกคุณแม่ขู่เข็ญบังคับ” 

“จะขอแต่งเองหรือถูกบังคับ ผลลงท้ายมันก็คือแต่งเหมือนกัน และนังเด็กคนนั้นมันก็ไม่อยู่บ้านเราแล้ว ลูกจะมายอกย้อนแม่บังเกิดเกล้าของตัวเองเพื่ออะไร” หล่อนพยายามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน “ถ้าลูกไม่เชื่อว่าแม่พูดจริงก็กลับมาพิสูจน์ด้วยตาตัวเองที่บ้านซิ แล้วลูกก็จะเห็นเองว่าอาฟั้นจากไปแล้ว...” หล่อนท้าอย่างเป็นต่อ ด้วยรู้ว่าผู้อ่อนวัยไม่กลับมาแน่ “แม่เป็นแม่ของลูกนะอาเชิง นิสัยใจคอลูกเป็นยังไง แม่รู้ดีอยู่แล้ว โลกนี้คงไม่มีแม่คนไหนกล้ากุเรื่องขึ้นมาหักหาญน้ำใจลูกตัวเองหรอก ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริง แม่จะโทรมาบอกลูกให้ขุ่นข้องหมองใจกันทำไม” 

“เว้นเสียแต่คุณแม่ไม่ใช่แม่แท้ๆของผม” เขาส่งเสียงลอดไรฟัน แม้เสียงนั้นจะทั้งเบาและขาดช่วง ทว่าหยิงโถวก็ใจไม่ดีที่ได้ยินคำพูดแสลงหูบางคำ  

“อะไรนะ เมื่อตะกี้นี้ลูกว่ายังไง”  

ภรรยาหม้ายของสมาชิกสภาบริหารหมั่น ช่งจี ลนลานถามอย่างร้อนใจ แต่ผลที่ได้รับคือการกระแทกหูโทรศัพท์ตัดการติดต่อลง 

“บอกทีซิว่ามันไม่จริง...” เด็กหนุ่มทรุดตัวลงพิงผนังห้องอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง “เรื่องที่ฉันได้ยินเกี่ยวกับเธอ มันไม่จริงใช่มั้ย อาฟั้น” 

 

เสียงสัญญาณโทรศัพท์ที่เงียบไปพานให้โทสะของสาวใหญ่พลุ่งขึ้นอย่างยากจะควบคุม หล่อนวางหูโทรศัพท์ แล้วตรงรี่ไปในครัวที่ซึ่งเด็กสาวกำลังหั่นเนื้ออยู่

“เฉ่าไฮ้!” หนึ่งในคำสบถที่หยาบคายที่สุดในภาษาจีนกวางตุ้งโพล่งออกมา พร้อมกับนิ้วเรียวที่ชี้ด่าอย่างไม่ไว้หน้า “แกมันนังแพศยา ใช้มารยายั่วยวนให้ลูกชายฉันติดกับแกหัวปักหัวปำ จนเดี๋ยวนี้อาเชิงเขาไม่เห็นฉันอยู่ในสายตาแล้ว”  

เหล่ฟั้นซึ่งบัดนี้ถูกจำกัดอิสรภาพอยู่แต่ในกำแพงบ้านตีหน้าบึ้งตึง แววความคั่งแค้นเต้นระริกในดวงตาขณะเพ่งมองตอบ 

“แกแย่งความรักความเทิดทูนที่อาเชิงมีต่อฉันไปหมด” 

มือเธอสั่นเทาด้วยโทสะ มีดหั่นเนื้อแฉลบเข้าที่โคนนิ้วจนเลือดเอ่อซึม 

“ฉันเกลียดแก เกลียดที่สุด” 

เด็กสาวสูดหายใจพรืด เชิดหน้าขึ้นอย่างจะระงับน้ำตาที่คลอหน่วยให้หยุดอยู่ที่เดิม ขณะที่ผู้ยัดเยียดความทุกข์ทั้งมวลแก่เธอสะบัดหน้าเดินจากไป 

“รอเสร็จงานเลี้ยงก่อนเถอะ ฉันจะรีบกำจัดแกให้พ้นหน้าพ้นตาทันทีเลย” 

เสียงประตูปิดลงชวนให้ระลึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายเมื่อคืนก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการที่เธอถูกกักบริเวณ...เหล่ฟั้นก้มหน้าลงมองรอยแผลบริเวณโคนนิ้ว พร้อมๆกับที่น้ำตาหยดหนึ่งร่วงไหลลงบนโลหิตที่ล้นทะลัก 

แม้แผลกายจะให้ความเจ็บปวดรุนแรงแสนสาหัส แต่ก็เทียบไม่ได้เลยกับแผลใจที่แสดงออกมาในรูปของน้ำตา...หมุ่ยไจ๋คนสุดท้ายของตระกูลหมั่นแค่นหัวเราะให้กับสัจธรรมที่ตนเพิ่งค้นพบ พร้อมกับทิ้งมีดลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก 

 

เสียงเพลงภาษาจีนกลางที่บรรเลงและขับขานโดยวงควอเต็ทภายในร้านอาหารกลางคืนกลางย่านเสิ่งหว่านเงียบสนิทไปนานแล้ว เวทีที่เดิมคึกคักด้วยเสียงดนตรีของคนทั้งสี่ก็เหลือเพียงความว่างเปล่า แต่ทว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาด้วยฤทธิ์เหล้าย้อมใจยังคงขับขานเพลงนั้นซ้ำไปซ้ำมาประหนึ่งคนวิปลาส 

“งามเสียจริงหนอ โอ้ เจ้าดอกมะลิวัลย์ งามเสียจริงหนอ โอ้ เจ้าดอกมะลิวัลย์ หอมละมุน กลีบล้วนบานสะพรั่ง ดอกขาวงามนั้น ชนพากันเชยชม” 

หมั่น ไหว่เชิง แสยะยิ้มตลอดเวลาที่ขับร้องเพลงนี้ ทว่าน้ำตากลับหลั่งไหลจนทั้งสองแก้มเปียกปอน “มะลิงามใครก็อยากเด็ดมาเชยชม อยากครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ไยตัวเราซึ่งเฝ้าดูมะลิดอกนี้มาตั้งแต่ผลิดอกจึงไม่อาจรักษามันไว้ได้” คำถามที่หาคำตอบไม่ได้ทุ่มโถมประดังเข้ามาไม่ขาดสาย “จริงหรือที่อาฟั้นออกเรือนไปแล้ว...จริงหรือที่เธอเป็นคนเลือกออกเรือนเอง...” 

บริกรวัยคราวพ่อที่เฝ้าสังเกตอากัปกิริยาเขาด้วยความห่วงใยมาตลอด ตัดสินใจเชิญเขาออกจากร้านอย่างละมุนละม่อม 

“ขอโทษด้วย น้องชาย ร้านเราปิดแล้ว” เขาพูดพลางวางใบเสร็จค่าเหล้าที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ ตรงหน้าลูกค้าผู้ฟุบหน้าลงไป “นี่ค่าอาหาร” 

ไหว่เชิงปรือตามองกระดาษใบนั้นด้วยอาการของคนที่เพิ่งนึกอะไรได้ 

“จริงสิ” เด็กหนุ่มทะลึ่งตัวขึ้น อาการสะเงาะสะแงะมลายไปโดยพลัน “จดหมายไงล่ะ” เขาพึมพำด้วยระดับเสียงที่ได้ยินเฉพาะตัวเอง “หากเราส่งจดหมายไป ถ้าเธอยังอยู่ที่บ้านของเรา เธอต้องตอบเราแน่”  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น