ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : SILVER BULLET [9]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 12.9k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ส.ค. 2562 23:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
SILVER BULLET [9]
แบบอักษร

-9- 

 

“มิคาเอลคือผลผลิตที่สมบูรณ์แบบ” 

 

ความทรงจำของมิคาเอลไม่ได้เริ่มต้นจากวัยเด็กอันแสนสดใสก่อนจะต้องรู้จักโลกดำมืด แต่มันเริ่มขึ้นในขณะที่เขาในวัยไม่ถึงห้าขวบยืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์อยู่ข้างเก้าอี้ของชายผู้ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ...และเป็นผู้นำของชาลอฟ 

ส่วนเบื้องหน้าของเขาคือหญิงสาวหน้าตาสวยสดงดงามคนหนึ่งซึ่งก็คือแอนโทเนีย เธอถือกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ ด้านหลังมีการ์ดมากหน้าหลายตาที่ตามมารับและแน่นอนว่าไม่ใช่คนของชาลอฟยืนคุมเชิงอยู่ 

“คุณตั้งใจจะทำให้มิคาเอลกลายเป็นอะไรกันแน่”  

“เป็นเครื่องจักรสังหารเคลื่อนที่ที่ทำได้ทุกอย่าง" นายใหญ่ของชาลอฟเอ่ยโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า 

“แต่ลูกเป็นคน!” 

“ฉันไม่ได้เลี้ยงมันให้เป็นคนธรรมดา... เลิกทำเหมือนแม่ที่รักลูกนักหนาแล้วกลับไปซะเถอะ ในเมื่อเธอคลอดลูกให้ฉัน ฉันก็จะทำตามสัญญาโดยการปล่อยเธอไป” 

“…” 

“พ่อเธอพูดไม่ใช่หรือไง ว่าถ้าจะกลับไปก็จงกลับไปเพียงคนเดียว ไม่ต้องเอา ‘สิ่งของไม่จำเป็น’ ติดไปด้วย” 

แอนโทเนียเม้มปาก ชั่ววินาทีหนึ่งเผลอหันกลับไปมองหน้าลูกชายที่ยืนนิ่งเหมือนหุ่นไร้ความรู้สึกมาตั้งแต่ต้นแล้วก็บังเกิดความละอายใจ อารมณ์มากมายตีรวนอยู่ในอกจนอึดอัดไปหมด ทว่าสุดท้ายเธอก็ยังเลือกเห็นแก่ตัวด้วยการเลือกคว้าจับอิสระที่รอคอยมาโดยตลอดเอาไว้...และปล่อยให้เด็กคนนั้นเผชิญหน้ากับชะตากรรมเพียงลำพัง 

“คุณเคยสัญญาว่าจะตอบรับคำขอของฉันหนึ่งเรื่อง” 

“ว่ามาสิ”  

“ให้คนของฉันดูแลมิคาเอล ให้พวกเขาขึ้นตรงต่อมิคาเอลแค่คนเดียวและไม่รับคำสั่งจากใครอีก”  

“มั่นใจเหรอว่าจะใช้คำขอนั่นกับเรื่องของเด็กที่เธอกำลังจะทิ้งไปเหมือนเป็นแค่ขยะ”  

ถ้อยคำถากถางเย้ยหยันทำให้คนฟังเม้มปากแน่นอย่างสะกดอารมณ์ กระทั่งเมื่อไม่อาจทำใจยอมรับความเลวทรามนั้นไว้กับตัว หญิงสาวจึงได้แต่ขอโทษลูกชายในใจ แล้วหมุนกายเดินจากไปพร้อมการ์ดเพียงสองคน ส่วนการ์ดที่เหลือถูกทิ้งไว้เพื่อให้ทำหน้าที่ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมาย  

มิคาเอลไม่เพียงไม่ส่งเสียงห้ามมารดา เพราะเขาไม่แม้แต่จะมองไปที่เธอเลยด้วยซ้ำ แม้จะยังอายุน้อย ทว่าสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่มีเพียงพ่อแท้ๆ สั่งสอนทำให้เขาเข้าใจอะไรได้ดีกว่าเด็กทั่วไป ทั้งยังรู้เรื่องราวทุกอย่างโดยไม่ต้องให้ใครบอก อีกอย่างคือนับตั้งแต่รู้ความก็แทบจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำว่าความรู้สึกต่างๆ คืออะไร รู้เพียงว่าเขาต้องทำตามที่พ่อสั่ง ดังนั้นเขาจึงไม่มีอาการฟูมฟายเศร้าเสียใจใดๆ ทั้งสิ้น 

ทว่ามิคาเอลเป็นคนจำแม่นมากทีเดียว... 

ไม่ว่าใครทำอะไรไว้ เขาล้วนจดจำได้ทั้งหมด จะพ่อ แม่ หรือแม้แต่ตาที่โทรหาแม่บ่อยๆ ใครพูดหรือบอกอะไร แสดงออกกับเขาแบบไหน ต่อให้ไม่รู้สึกอะไรก็ยังจดจำเอาไว้จนขึ้นใจ 

“ไปนอนซะ พรุ่งนี้เช้าแกต้องไปข้างนอกกับฉัน”  

มิคาเอลไม่ได้ตอบรับคำพูดใดๆ ของพ่อ ทว่าหมุนกายเดินกลับขึ้นชั้นบนด้วยตัวเอง แม้ยามอยู่ในห้องเพียงลำพังแล้ว เขาก็ยังนั่งนิ่งอยู่ที่ปลายเตียงเหมือนเป็นหุ่นยนต์ไร้ชีวิต ใบหน้าแสนสมบูรณ์แบบตั้งแต่เด็กยังคงดูเฉยชาไม่เปลี่ยน เช่นเดียวกันกับดวงตาสีเขียวว่างเปล่าซึ่งไม่มีวี่แววของอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น 

บาดแผลบอบช้ำบริเวณแขนข้างซ้ายที่ได้รับมาจากการฝึกซ้อมในวันนี้ไม่ได้รับความสนใจจากใครแม้แต่ตัวคนเจ็บเอง เด็กชายเพียงปรายตามองนิ่งๆ เพราะเขาเคยชินกับมันแล้ว ตั้งแต่จำความได้ก็ได้รับความเจ็บปวดเช่นนี้ทุกวัน ประสบการณ์สอนให้รู้ว่าต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นจึงจะได้เป็นใหญ่และไม่ต้องรองรับความทรมานจากใคร 

รอยช้ำพวกนี้ถือว่าน้อยมากหากเทียบกับช่วงแรกๆ... 

มิคาเอลหมุนกายเดินเข้าไปอาบน้ำจนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงหยิบหลอดยามาทาโดยไม่มีใครช่วยเหลือ จากนั้นเขาก็เอนกายนอนหลับไปทั้งอย่างนั้น 

อันที่จริงเรื่องความต้องการจะจากไปของแอนโทเนียไม่ได้อยู่นอกเหนือจากความคาดหมายของทุกคน เพราะตั้งแต่เธอก้าวเข้ามาในคฤหาสน์ของชาลอฟ หญิงสาวที่ถูกจับแต่งงานโดยไม่เต็มใจก็ประกาศชัดแจ้งว่าหลังจากคลอดเด็กที่มีเชื้อสายของแองเจโลกับชาลอฟให้แล้วเธอจะจากไปทันที และผู้นำชาลอฟก็ตกลงตามนั้น 

แองเจโลเป็นตระกูลใหญ่ ชาลอฟเองก็เป็นตระกูลใหญ่ การแต่งงานกันของลูกสาวผู้นำแองเจโลในเวลานั้นกับผู้นำชาลอฟจึงเป็นการแต่งงานเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน แองเจโลได้สิ่งที่ต้องการทางธุรกิจ ส่วนชาลอฟได้เด็กชายที่เป็นอัลฟ่าสายเลือดบริสุทธิ์ตามที่หวังไว้ ผลประโยชน์วินวินทั้งสองฝ่าย ทุกคนรู้ดีและยอมรับมันไม่ว่าจะเป็นผู้นำแองเจโล ผู้นำชาลอฟ หรือแม้แต่ตัวแอนโทเนียเองก็ตาม 

คนคนเดียวที่ไม่รู้เรื่องคือมิคาเอล...เด็กที่ไม่ได้เกิดมาจากความรักของใครทั้งสิ้น 

มิคาเอลไม่ได้ใช้เวลานานนักในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมด เขาไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ ถูกสั่งให้เรียนการต่อสู้ตั้งแต่จำความได้ พออายุได้สี่ขวบถูกพ่อแท้ๆ สั่งให้เอามีดแทงคน ความรู้สึกเดียวที่ยังพอจดจำได้คือความรู้สึกลังเลไม่แน่ใจจนเผลอมือสั่นยามฆ่าคนครั้งแรกในวัยหกขวบ แล้วก็ถูกทำโทษด้วยการถูกพ่อตบจนหน้าชาไปทั้งซีก 

“ห้ามมีความรู้สึก” 

นั่นคือคำที่พ่อพูดก่อนจะหมุนกายเดินไปขึ้นรถ ทิ้งเขาไว้กับศพคนที่ลงมือฆ่าทิ้งด้วยตัวเองนานเกือบสามวัน 

ทว่าหลังจากนั้นเมื่อมันกลายเป็นความเคยชิน มิคาเอลก็ไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป เขาทำตามคำสั่งเป็นเครื่องจักรสังหารแบบที่พ่อต้องการ เริ่มช่วยงานพ่อทั้งเรื่องการบริหารงานและการทำงานเบื้องหลัง แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงสั่งให้ปิดบังความสามารถ ห้ามให้ใครรู้ว่าเขาช่วยอีกฝ่ายทำอะไรบ้างแม้แต่กับญาติตัวเอง มิคาเอลก็ยังทำตามโดยไร้คำถาม 

จากหนึ่งปี สองปี ผ่านมาเรื่อยๆ จนเกือบจำอายุตัวเองไม่ได้ มิคาเอลกลายเป็นเครื่องจักรสังหารตามที่พ่อต้องการ ลูกน้องของแม่ที่ช่วงแรกยังคอยรายงานความเคลื่อนไหวของเขาให้คนทางนั้นฟังมาโดยตลอด พอย่างเข้าสู่ปีที่ห้าก็ยอมสวามิภักดิ์ด้วยตัวเอง มิคาเอลกลายเป็นเจ้านายของพวกเขาอย่างแท้จริง 

การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้นตอนเขาอายุประมาณยี่สิบสองปี... 

“น่าตลกไหม... จู่ๆ คนที่ไม่ได้ติดต่อมานานนับสิบปีก็อยากมาขอลูกคืน”  

“…” 

ผู้นำชาลอฟในวัยชราเหลืือบมองลูกชายแท้ๆ ซึ่งกลายเป็นชายหนุ่มที่แสนสมบูรณ์แบบไปแล้วด้วยความพอใจ เมื่อพบว่าเขาไม่แม้แต่จะแสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา ทั้งที่ก็รู้ดีอยู่แล้วว่าคนในคำพูดหมายถึงใคร 

“ห้ามแกติดต่อกับแองเจโลเด็ดขาด” ชายชราเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางยกหนังสือที่เปิดค้างไว้ขึ้นมาอ่านต่อ “ไปทำงานได้แล้ว... อย่าทำให้ฉันผิดหวัง” 

มิคาเอลหมุนกายเดินออกจากห้องหนังสือโดยไม่ได้ตอบรับอะไร ดวงตาเย็นเยียบยังคงไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงแม้จะหลุดพ้นสายตาของผู้นำชาลอฟมาแล้ว 

การได้ยินว่าแม่แท้ๆ ต้องการตัวเขากลับไปไม่ได้ทำให้มิคาเอลนึกดีใจหรือโกรธแค้นใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับเขาในเวลานี้ที่เข้าใจอะไรๆ มากขึ้นเรื่อยๆ คำว่าพ่อกับแม่ไม่ได้มีความหมายมาตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะไปอยู่กับใคร ไม่ว่าใครจะพูดอะไร รู้สึกผิดขนาดไหน เขาก็ไม่มีความเห็นใจหรือความรู้สึกใดๆ ให้อยู่ดี  

ที่เขายังรับคำสั่งของผู้นำชาลอฟ เดินตามเกมที่อีกฝ่ายวางเอาไว้ ทั้งหมดก็เพราะเขาเคยชินและคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องทำเท่านั้น  

“ท่านครับ” ลูก้าก้มศีรษะให้ผู้เป็นนาย ก่อนจะยื่นส่งกุญแจรถไปให้อย่างรู้ใจเมื่อเห็นเขายื่นมือมาตรงหน้า “หากต้องการอะไร ติดต่อมาหาผมได้ทันทีนะครับ” 

มิคาเอลพยักหน้าเพียงนิดเดียวแล้วหมุนกายเดินขึ้นรถ ขับออกไปจากหน้าคฤหาสน์เพียงลำพังโดยมีการ์ดในทีมมองตามหลังด้วยความเป็นห่วง 

ช่วงหลังๆ มานี้ผู้นำชาลอฟออกคำสั่งเด็ดขาดว่างานทุกอย่างมิคาเอลต้องทำเพียงลำพังเพื่อเป็นการทดสอบและเตรียมตัวสำหรับการรับตำแหน่งผู้นำในอนาคต หากเขาตายหรือจัดการงานไม่สำเร็จก็เท่ากับเป็นการแสดงออกถึงความไม่เหมาะสม ดังนั้นมิคาเอลที่เชื่อฟังคำสั่งของพ่อแท้ๆ มาโดยตลอดจึงออกคำสั่งกับการ์ดอีกทอดไม่ให้ตามเขาไปทำงาน 

และแน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ มิคาเอลก็ยังไม่เคยทำงานพลาดเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

ชาลอฟเป็นตระกูลของผู้มีอำนาจในด้านมืด เป็นตระกูลที่ทำธุรกิจสีดำ หรือที่ถูกเรียกโดยทั่วไปว่าเป็นมาเฟีย ตำรวจไม่อยากยุ่งกับคนพวกนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตระกูลใหญ่ ส่วนพวกเขาเองก็ไม่อยากวุ่นวายกับตำรวจเช่นกัน ดังนั้นในวงการสีดำ ยามเมื่อมีคนทรยศหรือมีปัญหาใดๆ พวกเขาจึงจัดการด้วยตัวเอง เหมือนเช่นที่มิคาเอลต้องมาจัดการในครั้งนี้ 

พื้นที่ที่อยู่ในการดูแลของชาลอฟมีมากมายหลายส่วน ทว่าหนึ่งในส่วนที่ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่นักคือบริเวณชนบทซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวของพวกเหลวแหลก หรือจะบอกว่าเป็นสลัมก็ไม่ได้เกินจริงนัก  

เมื่อคนดูแลไม่ค่อยเข้ามา คนอาศัยก็ไม่เกรงใจ ทำให้สถานที่ที่ปกติก็ไม่ได้น่าอยู่อะไรดูตกต่ำกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด หลังๆ เริ่มมีกลุ่มโจรตั้งตัวเป็นคนคุมพื้นที่ ไล่เก็บเงินแถมยังทำร้ายชาวบ้านไม่มีที่ไปแถวนั้นจนเรื่องมาเข้าหูชาลอฟ ชายคนที่ตั้งตัวเป็นหัวหน้าพื้นที่ในขณะนี้เป็นอดีตคนที่เคยทำงานให้ผู้นำชาลอฟมาก่อน แต่ถูกไล่ให้ไปอยู่ในพื้นที่ชนบทเนื่องจากความสามารถไม่ถึงขั้น ลำพังแค่ยังมีชีวิตรอดก็น่าประหลาดใจมากพออยู่แล้ว นี่ยังกล้าเอาชื่อชาลอฟไปกล่าวอ้างแล้วตั้งตนเป็นใหญ่ ผู้นำไม่มีวันปล่อยไว้แน่นอน 

และการที่มิคาเอลถูกส่งมา...ย่อมไม่ได้หมายถึงการเจรจา  

ว่าที่ผู้นำคนต่อไปที่ถูกวางตัวเอาไว้ตั้งแต่เกิดถูกสั่งปิดบังใบหน้าและความสามารถจากทุกผู้ทุกคน นอกเหนือไปจากคนในคฤหาสน์ใหญ่ก็แทบไม่มีใครรู้เลยว่ามิคาเอลหน้าตาเป็นอย่างไร มีคนคาดเดาเรื่องราวต่างๆ เอาไว้มากมายถึงขั้นคิดว่าบางทีชายหนุ่มอาจจะไม่เหมาะสมหรือเป็นเพียงคนไม่สมประกอบที่น่าอับอาย ผู้นำจึงต้องปิดบังตัวตนเอาไว้  

ส่วนคนอื่นๆ ที่เคยเห็นหน้ามิคาเอลนั้น... เกินกว่าครึ่งคือคนที่ตายไปแล้ว 

ปัง! 

กระสุนนัดแรกเจาะทะลุกลางหว่างคิ้วของชายหนุ่มร่างใหญ่ที่ยืนเฝ้าประตูบ้านเก่าๆ ซึ่งถูกสถาปนาเป็นบ้านของหัวหน้าแก๊งผู้แอบอ้างอยู่เพียงลำพัง ทว่าเสียงปืนที่ไม่ได้ใส่ที่เก็บเสียงคงจะดังสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วแล้ว คนที่อยู่ด้านในจึงโวยวายโหวกเหวกได้ยินมาถึงด้านนอก แม้แต่บริเวณบ้านใกล้เรือนเคียงยังพากันแอบสอดส่องมองดูแล้วปิดประตูหน้าต่างกันอย่างรวดเร็วคล้ายเคยชินกับเรื่องราวแบบนี้อยู่แล้ว 

“นั่นใครวะ!...” 

ปัง! 

มิคาเอลส่งชายคนที่สองตามคนแรกไปด้วยความรวดเร็วชนิดไม่เหลือเวลาให้ตกใจ และจากนั้นก็มีคนที่สามและสี่ตามมาแบบติดๆ ยังดีที่คนเหล่านั้นไม่โง่ พอเห็นเพื่อนตายคาที่ไปแล้วหลายคนก็เริ่มตั้งสติได้และหันไปหยิบอาวุธมาถือไว้ ไม่ได้พุ่งตรงออกไปแบบไร้หัวคิดอีก 

“มึงเป็นใคร!” 

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ จากฝ่ายผู้บุกรุกซึ่งเดินเข้าไปด้านในแบบไม่ปิดบังตัวตน ดวงตาคู่คมกวาดมองรอบด้านเพียงครั้งเดียวก็ยกปืนเล็งไปยังหลังตู้ไม้ ยิงกระสุนนัดถัดไปทะลุตู้พุ่งเข้ากลางอกของคนหลบซ่อนจนไม่มีโอกาสได้ส่งเสียงร้องใดๆ บรรดาเจ้าถิ่นที่เริ่มรู้ว่าความสามารถของผู้บุกรุกไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ต่างหน้าซีดไปตามๆ กัน พวกเขาไม่กล้าส่งเสียงอีก เพราะรู้ว่าถ้าพูดอะไรออกไปแม้แต่คำเดียว คนที่ยืนอยู่กลางห้องนั่นต้องรู้ตำแหน่งของตัวเองแน่ๆ 

ชายสองคนที่ยืนอยู่คนละฝั่งลอบสบตากันอย่างเงียบงัน จากนั้นไม่ถึงห้าวินาทีถัดมา พวกเขาก็โผล่หน้าออกไปพร้อมกัน เตรียมยิงใครก็ตามที่ยืนอยู่ตรงนั้น แต่กลับไม่มี... ไม่มีเงาร่างของใครเลยนอกจากศพที่กองเกะกะทางเดินอยู่ 

หนึ่งในสองชายที่โผล่หน้ามองไปรอบด้านด้วยความงุนงง แต่ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ สัมผัสเย็นเยียบของบางสิ่งก็แนบลงกลางศีรษะ คนที่มายืนจ่อปืนกลางหัวเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ไม่มีแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ ทุกอย่างเงียบงันไปหมดจนชายหนุ่มขนลุกขนชัน ในวินาทีนั้นนึกอยากลองร้องขอชีวิตเป็นครั้งแรก ทว่ายังไม่ทันได้อ้าปาก ความเจ็บปวดสายหนึ่งก็แพร่กระจายไปทั่วร่าง เขาก้มลงมองสายธารสีเลือดที่ไหลออกจากลำคอของตัวเอง ใจนึกอยากยกมือขึ้นกดห้ามเลือด หากแขนขากลับไร้เรี่ยวแรงไปหมด ทำได้เพียงปล่อยให้โลกมืดดับไปพร้อมๆ กับร่างที่ล้มลงไปกองอยู่กับพื้นทั้งอย่างนั้น 

มิคาเอลไม่เสียเวลาปรายตามองศพบนพื้นด้วยซ้ำ เขายิงปืนนัดถัดไปตรงเข้ากลางศีรษะของชายคนสุดท้ายด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง เสร็จแล้วจึงคุกเข่าลง เช็ดคราบเลือดที่เปรอะมีดคมกริบในมือกับชุดของศพแทบเท้า จากนั้นหมุนกายเดินขึ้นไปบนชั้นสองโดยไม่เสียเวลาคิด เนื่องจากรู้ดีว่าทุกคนที่อยู่ชั้นล่างถูกจัดการไปจนหมดแล้ว 

การจัดการตัวหัวหน้าที่พยายามหลบหนีไปทางหน้าต่างไม่ได้ยากเย็นอะไรเมื่อมันเหลือตัวคนเดียว กว่าจะรู้ตัวว่าเงาหัวกำลังจะหาย มิคาเอลก็เข้าประชิดร่าง แทงมีดทะลุคอหอยในเสี้ยววินาทีชนิดไม่เสียเวลาพูดคุย ซ้ำยังกดถ่ายรูปตอนดวงตาของคนใกล้ตายเหลือกลาน ส่งไปให้พ่อในนามที่มีสถานะเป็นเจ้านายอย่างรวดเร็ว 

ตอนที่ชายหนุ่มเดินออกไปนอกตัวบ้านทรุดโทรมอีกครั้ง บรรดาชาวบ้านและพวกเหลวแหลกแถวนั้นที่หลบซ่อนกันอยู่ตั้งแต่ได้ยินเสียงปืนต่างพากันแง้มประตูแง้มหน้าต่างมองดูอย่างหวาดกลัว ด้วยรู้ดีว่าที่ที่เขาเพิ่งก้าวออกมามีใครอยู่ และการที่มีเสียงปืนดังขึ้นแล้วคนผู้นั้นเดินออกมาเพียงลำพังหมายความว่าอย่างไร 

มิคาเอลไม่เสียเวลาไปกับการสนใจคนไม่เกี่ยวข้อง เขาเพียงทำงานที่ต้องทำให้สำเร็จ เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ตรงไปขึ้นรถและขับออกไปโดยไม่รีรอ  

ทว่าครั้งนี้กลับมีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น... 

ปกติลูก้ามักจะกะเวลาได้อย่างเหมาะสมอยู่เสมอ หลังออกจากสถานที่ทำงาน คนของมิคาเอลก็จะขับรถมาล้อมหน้าล้อมหลังอย่างรู้หน้าที่ เนื่องจากถือว่าไม่ได้อยู่ในช่วงปฏิงานตามคำสั่งแล้ว และมิคาเอลก็ไม่เคยตำหนิที่เป็นเช่นนั้น แต่ในวันนี้รอบข้างของเขากลับเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่การติดต่อจากลูก้า ไม่ว่ามองอย่างไรก็ดูไม่ปกติเป็นอย่างยิ่ง และในไม่กี่วินาทีถัดมาความคิดสงสัยก็จางหายไป ยามเมื่อมีรถไม่คุ้นตาสองคันขับขนาบข้างมาจากทางด้านหลัง  

สีหน้าของมิคาเอลยังคงไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงแม้จะรู้ตัวแล้วว่าถูกมุ่งหวังเอาชีวิต และคาดว่าคนของเขาก็คงเจอเหตุการณ์ไม่ต่างกันเท่าไหร่นักจึงยังไม่ได้ติดต่อมาในทันที คำถามที่น่าสนใจก็คือใครกันที่รู้จักตัวตนของเขาและรู้เรื่องที่เขาต้องออกมาทำงานเพียงลำพังในช่วงเวลานี้ 

เพล้ง! 

ช่วงวินาทีที่รถต้องเลี้ยวไปตามไหล่ทาง กระสุนนัดหนึ่งพุ่งโดนกระจกรถข้างคนขับของเขาจนแตกกระจาย หากคนที่โดนเศษกระจกบาดบริเวณซีกหน้าด้านซ้ายกลับไม่แสดงอาการใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย มิคาเอลเร่งความเร็วของรถให้มากขึ้นจนเลี้ยววนผ่านไปอีกโค้งหนึ่งจึงจอดรถแล้วเดินลงไปด้านล่าง 

เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นถนนที่ตัดผ่านป่าและไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมา ทุกสรรพเสียงไม่ว่าจะดังหรือเบาจึงได้ยินอย่างชัดเจนโดยไม่ต้องพยายาม มิคาเอลหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลจากตัวรถมากนัก ดวงตาเย็นเยียบจ้องมองกลุ่มคนที่ทยอยกันลงมาจากรถสองคันพร้อมอาวุธครบมือแล้วนับจำนวนในใจเงียบๆ จากนั้นหันหน้าเดินตรงเข้าไปในเขตป่าอย่างไร้สุ้มเสียง 

จนถึงตอนนี้เลือดที่เริ่มไหลออกจากบาดแผลบริเวณใบหน้าก็ยังไม่ได้รับความสนใจ ไม่รู้กี่ก้าวต่อกี่ก้าวที่เดินตัดผ่านเข้าไปด้านใน ทว่าการที่คนตัวคนเดียวหยิบปืนคู่กายออกมาเตรียมพร้อมยิงย่อมไม่ได้หมายถึงการจนตรอก ทั้งยังดูจะไม่ใช่ฝ่ายหลบหนีเสียด้วย เพราะเมื่อเข้ามาถึงจุดหนึ่ง ชายหนุ่มก็หยุดเท้าแล้วแนบกายเข้ากับต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบ  

พื้นที่บริเวณนี้เป็นจุดที่โปร่งกว่าปกติ ต้นไม้โดยรอบนอกจากต้นที่ถูกยึดไว้แล้วดูบอบบางเกินกว่าจะบดบังคนได้ เหมาะเป็นสมรภูมิที่ใช้สำหรับตั้งรับเป็นอย่างยิ่ง ทีนี้ก็เหลือเพียงรอเวลา... 

“มันไปไหนแล้ว”  

“แยกกันไปดีกว่าไหม” 

“แยกกันให้โดนมันฆ่าทีละคนหรือไง มึงไม่ได้ฟังนายจ้างบอกเหรอ ห้ามประมาทเด็ดขาด” 

ใช่ว่ามาด้วยกันแล้วจะไม่โดนฆ่าเสียหน่อย... 

ปัง! 

กระสุนนัดแรกพุ่งออกจากปากกระบอกปืนรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด เจาะทะลุเข้ากลางศีรษะของหนุ่มร่างใหญ่จนล้มลงไปกองอยู่กับพื้น สร้างความแตกตื่นให้กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่ามืออาชีพจนหมดมาดไปตามๆ กัน  

กลุ่มคนที่มีมากกว่าพยายามมองหาต้นทางของกระสุนปืนแต่พบเพียงความว่างเปล่า อีกทั้งบริเวณรอบกายยังไม่เหมาะกับการหลบซ่อนตัวแต่อย่างใด เผลอแป๊บเดียวก็ถูกเก็บไปสองคน อารมณ์หลงระเริงที่ยิงโดนกระจกเหยื่อให้คราแรกแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดแทบจะทันที  

บรรยากาศกดดันแพร่กระจายไปทั่วเมื่อไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียว ชายร่างใหญ่ที่เหลือกันสามคนและกำลังหมอบคลานหลบอยู่หลังพุ่มไม้ลอบกลืนน้ำลายลงคอ เหงื่อไหลหยดจากหน้าผากลงสู่ปลายคาง กินเวลานานหลายนาทีก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ และในที่สุดก็มีคนทนไม่ไหว 

“ออกมาเดี๋ยวนี้!...” 

“อย่า!”  

ปัง! 

มิคาเอลมองร่างของชายที่ถูกฆ่าทิ้งด้วยสีหน้าเย็นชา ปืนในมือถูกเก็บเข้าที่อย่างเงียบเชียบ ก่อนเขาจะค่อยๆ แฝงตัวเดินไปตามเงาร่มไม้ มีดพกถูกหยิบขึ้นมาแทนที่ยามพบว่าศัตรูอยู่ใกล้กว่าที่คาด และดูเหมือนพวกมันจะรู้ที่อยู่ในตอนแรกของเขาแล้ว 

กว่าจะมีใครรู้ตัว ชายหนุ่มก็พุ่งเข้าประชิดร่างหนึ่งในนั้น ตวัดมีดเชือดเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอของอีกฝ่ายในทีเดียว ปัญหามาตกอยู่กับชายคนสุดท้ายที่ดูท่าจะเป็นหัวหน้าเพราะมีฝีมือไม่น้อย หลังจากรู้ว่าลูกน้องถูกเล่นงานก็หันปืนเข้าใส่แล้วลั่นไกตามสัญชาตญาณ แม้จะไม่โดนคนที่หลบหลีกไวยิ่งกว่าปีศาจ หากก็เฉี่ยวแขนจนเรียกเลือดได้บ้างเนื่องจากระยะใกล้เกินกว่าจะพลาด 

“อ๊ากกก!” 

มิคาเอลกำท่อนแขนข้างที่ถือปืนของคนแปลกหน้าแล้วใช้มีดในมืออีกข้างเฉือนเส้นเลือดใหญ่บริเวณข้อมือของอีกฝ่ายเป็นทางยาว แม้จะไม่ได้ตายในทันทีแต่ก็หมดแรงถือปืนจนกลายเป็นเพียงเหยื่อโง่ๆ รายหนึ่ง ทว่าเขาไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น หลังสละอาวุธของผู้ที่บังอาจมุ่งหมายชีวิตตนแล้วก็จัดการหักแขนข้างนั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี  

ชายร่างใหญ่ทำได้เพียงทรุดตัวลงกับพื้นแล้วกอบกุมแขนตัวเองเอาไว้อย่างหมดแรงขัดขืน ด้วยรู้อยู่แล้วว่ายังไงก็สู้คนคนนี้ไม่ได้ คิดว่ายังไงก็คงต้องตายตามคนอื่นๆ ไปอย่างไม่ต้องสงสัย หากผ่านไปหลายวินาทีก็ยังรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้อยู่ เขาจึงค่อยๆ เงยหน้ามองใบหน้าที่ไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของปีศาจตรงหน้าอย่างหวาดหวั่น 

ไม่มีคำพูดใดๆ... เพียงแค่ยืนนิ่งๆ แล้วจ้องมองอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่เท่าที่เห็นก็เพียงพอจะทำให้คนมองเผลอหลุดปากออกมาได้แล้ว 

“ผม...ผมถูกจ้างมา แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าใครเป็นคนจ้าง”  

“…เหรอ” ถ้อยคำแรกที่ดังออกจากริมฝีปากได้รูปไม่ได้เย็นชาไร้อารมณ์เหมือนเช่นหน้าตาของผู้พูด ทว่ากลับดูเหยียดหยามและเย้ยหยันอย่างเห็นได้ชัด  

น่าเสียดายก็ตรงที่ยังไม่ทันได้ร้องขอชีวิต...คนหมดประโยชน์ก็ล้มลงไปกองอยู่กับพื้นเสียแล้ว 

มิคาเอลยกมือปาดเลือดที่ไหลผ่านดวงตาแล้วหมุนกายเดินต่อโดยไม่เสียเวลาหยุดมองผลงาน มือข้างที่ว่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกหาลูก้า ฟังเสียงรอสายที่ดังขึ้นแค่ครั้งเดียวและกรอกคำพูดลงไปอย่างรวดเร็ว 

“มารับฉัน” 

[ครับท่าน] 

หลังจากวางโทรศัพท์ไปแล้ว คนที่ยังคงมีสีหน้าเช่นเดิมมาโดยตลอดก็เงยหน้ามองท้องฟ้าเงียบๆ ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นจนผ่านไปนานหลายนาทีจึงเบนสายตาลงมา ทว่าในขณะที่กำลังจะก้าวเท้ากลับไปทางเดิม สิ่งผิดปกติที่ไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้กลับปรากฏขึ้นในสายตา แม้จะมีต้นไม้ใบหญ้าขวางกั้น แต่ไม่รู้ทำไมภาพของคนผู้นั้นจึงชัดเจนในสายตาของเขานัก 

ใบหน้าด้านข้างของผู้ชายคนนั้นคล้ายไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ดูไร้อารมณ์ยิ่งกว่ามิคาเอลที่เพิ่งฆ่าคนมา หากบอกว่าเป็นคนหูหนวกตาบอด ไม่เห็นหรือได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดก็คงไม่มีใครไม่เชื่อ แต่เรื่องพวกนั้นก็มีอันต้องตัดไปยามพบว่าชายคนที่ว่ากำลังนั่งวาดรูปบนผืนผ้าใบ สายตาเบนไปมาระหว่างของเพียงสองสิ่งคือภาพวาดกับวิวเบื้องหน้า 

กว่าจะรู้ตัวสองขาก็ก้าวเดินเข้าไปหา และหยุดลงเมื่อใครคนนั้นวางพู่กันในมือลง ใบหน้าที่ค่อยๆ เบี่ยงมามองบ่งบอกให้รู้ว่าเจ้าตัวรับรู้แล้วว่ามีผู้บุกรุก ทว่าภายในดวงตาว่างเปล่ากลับไร้ซึ่งคำถามหรือคำพูดใด  

พวกเขาเพียงสบตากันนิ่งนาน 

และรู้สึกราวกับได้เห็นเงาสะท้อนในกระจก...ของคนบาดเจ็บสองคนที่ได้โคจรมาเจอกัน 

มิคาเอลก้าวเท้าไปด้านหน้า เข้าใกล้ใครคนคนนั้นที่ยังมองกันไม่ละสายตาไปไหนมากขึ้นเรื่อยๆ ทว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งเขาก็ต้องชะงัก เมื่อพบว่าคนผู้นั้นเบนสายตาไปมองมือของเขาที่ยังถือมีดเปื้อนเลือดเอาไว้แทน กว่าจะรู้ตัวว่าเผลอโยนมันทิ้งไปแล้วก็ตอนที่คนผู้นั้นเงยหน้ามองกันอีกครั้งด้วยสีหน้าว่างเปล่าไม่เปลี่ยนแปลง แต่ครั้งนี้ไม่ได้มองค้างอีก เพราะแค่แวบเดียวก็หันกลับไปสนใจภาพวาดของตัวเองต่อ ทำราวกับเขาเป็นคนไร้ตัวตน 

ร่างสูงสง่าของชายที่อยู่เหนือผู้ใดมองภาพวาดที่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนิ่งๆ ก่อนจะค่อยๆ ทรุดตัวลงด้านข้าง นั่งมองใบหน้าดูดีที่ติดจะว่างเปล่าของคนแปลกหน้าอย่างถือสิทธิ์และไม่คิดปิดบัง  

เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงที่ไม่มีใครพูดอะไรออกมา... 

เป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงที่ลูก้าและการ์ดคนอื่นๆ ทำได้เพียงยืนหลบมุมมองเจ้านายนั่งดูใครก็ไม่รู้วาดภาพอย่างประหลาดใจ 

จากรูปร่างที่ไม่ชัดเจนเริ่มปรากฏเป็นภาพของอะไรบางอย่างที่มีปีก คนที่มองดูตั้งแต่แรกจนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงพลันเอียงศีรษะแล้วพึมพำออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ 

“ไม่ใช่วิวเหรอ...”  

ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ ดังออกจากปากของคนวาดที่ไม่รู้ว่ามีสมาธิมากจนไม่ได้ยินหรือจงใจไม่ตอบ ถึงอย่างนั้นมิคาเอลก็ไม่ได้ต่อว่าอะไร เพียงนั่งมองต่ออย่างใจเย็น จากที่ท้องฟ้าขมุกขมัวไม่ค่อยสดใส กลายเป็นเริ่มมีสีเข้มขึ้นเรื่อยๆ คล้ายฝนจะตก ในตอนนั้นเองที่คนวาดภาพเริ่มขยับกาย วางพู่กันและเก็บของโดยไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว 

มิคาเอลเพียงมองชายแปลกหน้าเก็บข้าวของเงียบๆ จวบจนเมื่ออีกฝ่ายตั้งท่าจะจากไปแล้ว เขาจึงขยับกายลุกขึ้นยืน มองส่งคนที่หมุนตัวเดินไปคนละทางและไม่คิดหันกลับมาไปจนสุดสายตา  

ไม่มีการถามชื่อ  

ไม่มีการถามว่าจะมาอีกหรือเปล่า 

เขาเพียงยืนมองนิ่งๆ และปล่อยให้ลูก้าพร้อมแพทย์ส่วนตัวเดินเข้ามาหา ทำความสะอาดแผลในเบื้องต้นให้โดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน  

ตอนที่ขึ้นไปอยู่บนรถ มิคาเอลมองออกไปนอกหน้าต่าง ดูสายฝนที่ค่อยๆ โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้าเงียบๆ ขณะฟังรายงานเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างขอไปที 

แม้จะได้ยินว่าคนจ้างวานคือแม่ของโรมัน ลูกเลี้ยงคนใหม่ของพ่อ เขาก็ยังนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว ส่วนเรื่องที่ลูก้าไม่ติดต่อมานั่นเขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่าเหตุผลคืออะไร เนื่องจากไม่รู้ว่าเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน เสียงเรียกเข้าจะทำให้ทุกอย่างยากลำบากมากขึ้นไปอีก ทางฝั่งนั้นจึงรอการติดต่ออย่างใจเย็น มันเป็นเรื่องที่ถูกต้องอยู่แล้ว มิคาเอลไม่เห็นเหตุผลให้ต้องลงโทษ เขาจึงปัดตกไปอย่างไม่ใส่ใจ 

สิ่งที่อยู่ในความสนใจของเขาในเวลานี้มีเพียงเรื่องเดียว... 

คือเรื่องของคนคนนั้น  

คนที่เขาเพิ่งเจอและใช้เวลานานกว่าชั่วโมงไปกับการนั่งมองอีกฝ่ายวาดภาพ 

เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่พวกลูก้าที่ประหลาดใจ เพราะแม้แต่มิคาเอลเองก็ประหลาดใจเช่นกัน ไม่รู้ว่าความสนใจอันไร้ที่มานั่นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นเพราะรู้สึกเหมือนได้เจอคนที่เข้าใจกันได้โดยไม่ต้องพูดหรือเปล่าก็ไม่อาจตอบได้แน่ชัด หากที่มั่นใจก็คือความรู้สึกเหล่านั้นมันคงไม่จางหายไปง่ายๆ แน่นอน 

และเพราะอย่างนั้น... 

“ท่านจะให้ทำอย่างไรกับคนที่ส่งพวกมือสมัครเล่นมา...” 

“พรุ่งนี้มาที่นี่อีก” 

“ครับ?” 

มิคาเอลเบนสายตาออกไปมองนอกหน้าต่าง ดวงตาที่เย็นชามาโดยตลอดมีประกายบางอย่างวาบผ่านไปอย่างรวดเร็วจนไม่มีใครสังเกตเห็น 

ถ้าการได้นั่งมองวิวตรงจุดนั้นทำให้คนคนนั้นวาดภาพออกมาได้ แสดงว่าเจ้าตัวต้องกลับมาที่นี่อีกจนกว่าจะวาดเสร็จ จากการคาดเดาของเขาวันนี้น่าจะวาดไปได้สิบเปอร์เซนต์ แสดงว่าต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่าหนึ่งอาทิตย์ ถือว่ายังมีเวลาอยู่ 

ความรู้สึกประหลาดเหมือนได้เจอคนที่มีอะไรเหมือนกันนั่นคืออะไร เขาต้องหาคำตอบให้ได้  

“นายอยากให้ผมสืบเรื่องผู้ชายคนนั้นหรือเปล่าครับ”  

ดวงตาคู่คมวูบไหวเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำพูดรู้ใจจากคนข้างกาย ทว่าสุดท้ายเขาก็ส่ายหน้าและเลือกทำตามความตั้งใจเดิม 

“ยัง” 

ยังไม่ใช่ตอนนี้... 

ต้องรอให้มั่นใจก่อนว่าความรู้สึกที่มีมันคือความสนใจแบบที่ไม่เคยรู้สึกกับใครหรืออะไรมาก่อนจริงๆ เขาจึงจะยอมก้าวเท้าไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย 

เพราะอย่างน้อย... มันก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง 

แม้ไม่รู้ว่าจะได้อะไรกลับมาหรือไม่ก็ตาม 

ความคิดเห็น